“หมู่ตึกพฤกษา ที่เรียกว่า ‘พฤกษา’ นั้น เพราะสำนักของเราเป็แหล่งเพาะปลูกสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นต้าหนาน ที่นั่น เ้าไม่เพียงได้เรียนรู้เื่สมุนไพรและการปรุงยา เ้ายังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับปราณโอสถ ศาสตร์แห่งการต่อสู้และวิถีแห่งสัตว์อสูรอีกด้วย” กล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงหวานอบอุ่นของอาจารย์ฟ่านก็เปลี่ยนเป็เข้มงวดขึ้น นางสบตามู่เชียน พร้อมเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง
“แม้ข้าจะชื่นชมความกล้าหาญของเ้าที่เสี่ยงทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรเพียงลำพัง อีกทั้งยังกล้าเข้าใกล้เสี่ยวมี่ของข้าได้อย่างไม่เกรงกลัว แต่ข้าขอเตือนเ้าไว้ก่อน สัตว์อสูรตัวอื่นๆของสำนักนั้น เ้ามิอาจดูแคลนได้ หากเข้าใกล้มันก่อนได้รับอนุญาต อาจเกิดอันตรายถึงตายได้ทีเดียว ดังนั้นก่อนที่เ้าจะบรรลุขั้นนักยุทธ์ ห้ามเข้าใกล้สัตว์อสูรอย่างง่ายดายเช่นนี้อีกเป็อันขาด”
มู่เชียนสบแววตาจริงจังของอาจารย์สาวแล้วก้มหน้ารับ นางไม่กล่าวคำใด ทว่าในใจนั้นทราบดีว่า ที่เสี่ยวมี่ยอมให้นางเข้าใกล้ได้นั้น เพราะเสี่ยวจิ้งปลดปล่อยปราณเทพอสูรกดดันมันไว้
เทพอสูร คือผู้ปกครองของเหล่าสัตว์อสูรโดยชอบธรรม แม้ไม่ต้องแสดงตัว แต่ก็สามารถทำให้พวกมันยินยอมสยบต่อปราณลึกลับนี้ได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะสัตว์อสูรระดับไม่สูงเหล่านี้ ล้วนใช้เพียงสัญชาตญาณมิใช่สมอง
เห็นลูกศิษย์ตัวน้อยรับคำด้วยท่าทางว่าง่าย อาจารย์ฟ่านจึงผ่อนคลายลงและยิ้มให้มู่เชียนอย่างอารมณ์ดี
“เ้าสำนักของพวกเราทุกรุ่น ล้วนมีปราณธาตุไม้บริสุทธิ์ อย่างที่รู้กันดีว่า ผู้ฝึกยุทธ์ปราณธาตุไม้นั้นเป็ธาตุที่หาได้ยากที่สุดในบรรดาปราณธาตุทั้งหมด นอกจากจะเป็ธาตุที่ได้รับคำอวยพรจากเทพบิดา ทำให้พืชผลงอกเงยแล้ว แม้จะมิได้มีพลังต่อสู้ร้ายกาจเหมือนธาตุอื่นๆ แต่กลับเป็เลิศในเื่ของการต่อต้านปราณธาตุมืด ‘หุบเขาประกายมรกต’ ที่ตั้งสำนักของเรา จึงเป็สถานที่ที่มีปราณธาตุมืดแทรกซึมได้น้อยที่สุดในแผ่นดินแล้ว”
“โดยปกติ เมื่อศิษย์ใหม่ถูกรับเข้าสำนัก ล้วนต้องเข้าประจำอยู่ที่หอศิษย์สายนอกก่อน แต่ด้วยพร์อันยอดเยี่ยมของเ้า ข้าจะลองเจรจากับท่านเ้าสำนักและอาจารย์อีกสองท่านให้ หากเป็ไปได้ อาจให้เ้าข้ามขั้นเข้าเป็ศิษย์สายในได้ทันที”
มู่เชียนนิ่วหน้าเล็กน้อย นางเข้าใจถึงความปรารถนาดีของอาจารย์ฟ่าน แต่สิ่งที่นางเกลียดชังอย่างหนึ่งก็คือการใช้เส้นสาย เด็กสาวยังมีความรู้สึกของคนในโลกเดิมเข้ามาปะปน ความเสมอภาคเท่าเทียมกันเป็สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ …ความสำเร็จควรถูกสร้างด้วยสองมือเท่านั้น.. มิใช่อาศัยมือผู้อื่นอุ้มชู !
ทว่าขณะที่มู่เชียนกำลังจะเอ่ยแย้ง อินทรีย์ปีกม่วงกลับบินร่อนลงต่ำกว่าระดับเมฆ ทิวทัศน์เบื้องหน้านั้นงดงามอย่างยากจะบรรยาย
เทือกเขาเขียวขจีสลับกับหมอกขาวที่ลอยละล่องไปทั่ว ดูราวกับแดน์
เด็กสาวคำนวณคร่าวๆในใจก็พบว่า เวลาเพิ่งผ่านมาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น นางเคยได้ยินว่าจากตระกูลมู่ถึงหมู่ตึกพฤกษา หากเดินทางด้วยรถม้าจะใช้เวลาราว 3 วัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าอินทรีย์ปีกม่วงจะสามารถเดินทางได้เร็วถึงเพียงนี้
“เรามาถึงแล้ว”ฟ่านจูหลิงเอ่ยอย่างยินดี ใบหน้าของนางฉายแววยินดีเมื่อมองเห็นสถานที่อันเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของตน
อินทรีย์ร่อนลงต่ำ มู่เชียนสังเกตเห็นหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสีเขียวสว่างเจิดจ้ากว่าบริเวณอื่นๆ จนมองไม่เห็นพื้นดิน..คล้ายว่าพื้นที่นั้นถูกปกคลุมด้วยพรมสีเขียวผืนโต กระท่อมขนาดเล็กนับร้อยตั้งอยู่โดยรอบของหุบเขา
“รอบๆนี้ คือที่อยู่ของศิษย์สายนอก เมื่อผ่านการคัดเลือกเป็ศิษย์สายในแล้ว จึงจะมีโอกาสเข้าไปยังหุบเขาประกายมรกต ซึ่งก็คือบริเวณสีเขียวสว่างที่เ้าเห็นอยู่ ที่นั่นปราณธรรมชาติหนาแน่นกว่าบริเวณอื่นๆ หากเ้าฝึกวิชาจะยิ่งพัฒนาได้เร็วขึ้น นี่เป็อีกสาเหตุที่ข้า้าให้เ้าเข้าเป็ศิษย์สายในให้เร็วที่สุด”
อินทรีย์ปีกม่วงพุ่งลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าสำนัก ชายหนุ่มหญิงสาวหลายคนมองมาที่นางอย่างสนใจ เป็ที่รู้กันดีว่าวันนี้จะมีศิษย์ใหม่เข้ามา
“ข้าจะเข้าไปเจรจากับอาจารย์ทั้งหลายก่อน แล้วจะรีบกลับ เ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่” กล่าวจบ ฟ่านจูหลิงก็กลายร่างเป็เส้นแสงพุ่งแวบหายเข้าไปในประตูนั้น
มู่เชียนอุ้มเสี่ยวจือจือที่ยังคงหลับอยู่ลงมาจากหลังอินทรีย์ ทว่าเมื่อหันกลับมาก็พบสายตาหลายคู่ที่กำลังมองมาอย่างประเมิน คนเ่าั้มีทั้งระแวดระวัง มีทั้งดูิ่เหยียดหยามและมีทั้งเ็าไม่ใส่ใจ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีดวงตาคู่ใดที่บ่งบอกถึงความยินที่ได้พบกับศิษย์น้องคนใหม่ผู้นี้เลย
“ผู้หญิงรึ เยี่ยมมาก..!”
“เยี่ยมบ้าบออันใดกัน ใบหน้าจืดชืดยิ่งกว่าข้าวต้มเปล่าเมื่อเช้าเสียอีก รูปร่างรึก็แบนเป็ไม้กระดาน ไม่ต้องใช้ความสามารถอันใดก็รู้ว่าพร์นางคงย่ำแย่เข้าขั้นแร้นแค้น!!”
“ฮา ฮา ก็เยี่ยมตรงที่นางย่อมอ่อนแอกว่า มิอาจเป็คู่ต่อสู้ของข้าในงานประลองคัดเลือกศิษย์สายในครั้งหน้านี้อย่างไรเล่า ”
“นางอ่อนแอแล้วอย่างไร เ้าก็คิดว่าข้าอ่อนแองั้นรึ อยากเป็ศิษย์สายใน ถามกำปั้นข้าดูก่อนเถอะ”
เสียงถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์รอบๆนั้น คล้ายไม่ใส่ใจว่านางจะได้ยินหรือไม่ การต้อนรับเช่นนี้ทำเอามู่เชียนถึงกับพูดไม่ออก
หน้าประตูสำนัก กลับวิจารณ์หญิงสาวสาดเสียเทเสียปานนี้ ไม่เดินมาตบกันเสียเลยเล่า…?!
“หึ…พวกเ้าเถียงกันไปก็เท่านั้น มีเพียงห้าอันดับแรกที่จะผ่านคัดเลือก หากยอดศิษย์สายนอกทั้งห้ายังอยู่ ตำแหน่งนั้นก็ไม่เวียนมาถึงคราวพวกเ้าหรอก”
“เชอะ! ข้าหูจื่อ วันพรุ่งนี้จะก้าวขึ้นเป็หนึ่งในห้ายอดศิษย์สายนอกให้ได้! คอยดูเถิด” ชายร่างใหญ่ที่เอ่ยวิจารณ์ใบหน้าของนางประกาศเสียงก้อง
“ฝันกลางวันชัดๆ เพิ่งเข้าสำนักมาได้สามปีก็ท้าชนรุ่นพี่เสียแล้ว หากวันพรุ่งนี้เ้าเอาชนะอันดับ 5 ถงชี่ ได้จริง ข้าจะยอมล้างกระโถนให้เ้าทั้งเดือนเลย”
หลังจากถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์พักใหญ่ เหล่าศิษย์สายนอกทั้งหลายก็เดินจากไป คล้ายไม่มีสิ่งใดดึงดูดความสนใจพวกเขาได้อีก ทิ้งให้มู่เชียนยืนอึ้งอยู่หน้าประตูเพียงลำพัง อินทรีย์ปีกม่วงมองมายังเด็กสาวอย่างเห็นใจ
“ไม่เป็ไร อย่างน้อยข้าก็ยังมีเ้าที่เป็มิตรที่ดี” มู่เชียนยิ้มพลางยื่นมือไปลูบแผงคออินทรีย์ั์อย่างขอบคุณ
ทว่าทันทีที่มือเล็กััลงบนตัวของมัน เ้าอินทรีย์ั์พลันนิ่งไปคล้ายถูกไฟช้อต มันรู้สึกถึงปราณอี้เจ๋อที่แผ่ซ่านออกมาจากมู่เชียน…
เมื่อฟ่านจูหลิงหวนกลับมา... สิ่งที่นางเห็นคืออินทรีย์ปีกม่วง สัตว์อสูรผู้เชี่ยวชาญการทำลายล้างของสำนัก กำลังซบหัวขนาดั์ลงกับพื้นด้านหน้ามู่เชียน เพื่อขอให้เด็กสาวลูบหัวให้ กิริยาออดอ้อนออเซาะ ทำลายภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามของมันไปจนหมดสิ้น !
“เสี่ยวมี่ เ้าจะเชื่องไปแล้วกระมัง !” เมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ มู่เชียนก็รีบผละจากเ้านกจอมตื๊อ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาฟ่านจูหลิงทันที
เด็กสาวลูบขนให้มันมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว พอจะหยุดมือ เ้าตัวใหญ่นี่เป็ต้องเอาหัวขนาดั์มาถูไถตัวนางจนร่างเอนแทบล้ม อีกทั้งยังคอยมองมาด้วยสายตาตัดพ้อ ทำให้นางจำต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยมีเสี่ยวจิ้งคอยหัวเราะสาสมใจอยู่ในร่างของนางเท่านั้น
‘ดูซิ ต่อไปยังกล้าแตะสัตว์อสูรตัวอื่นเรื่อยเปื่อยอีกหรือไม่ ?’ เสี่ยวจิ้งนึกเยาะในใจ
ที่ผ่านมาเป็เพราะอยู่กับเขา มู่เชียนจึงไม่เคยพบกับความป่าเถื่อนที่แท้จริงของเหล่าสัตว์อสูรมาก่อน อย่างที่ฟ่านจูหลิงบอก หากไม่ระวังไว้บ้าง ยามที่เขาไม่อยู่นางจะทำเช่นไร
อินทรีย์ั์เสี่ยวมี่เห็นเ้านายของตนมาถึงแล้ว ก็รู้ว่าคงไม่อาจยึดครองเด็กสาวคนนี้ได้อีก มันมองมาที่มู่เชียนอย่างอาลัยก่อนจะโผบินกลับไปยังรังของตน
“น่าแปลกนัก ปกติเสี่ยวมี่ไม่เคยเป็เช่นนี้มาก่อน สัตว์อสูรธาตุไฟตัวนั้นของเ้าเป็นกใช่หรือไม่ ?”
อาจารย์ฟ่านเอ่ยถามระหว่างคลายมนต์สะกดให้เสี่ยวจือจือ มู่เชียนนิ่งคิดก่อนจะตอบอาจารย์หญิงไปเท่าที่สามารถตอบได้
“ดูเหมือนเป็สัตว์ปีกจริงๆเ้าค่ะ” ก็เสี่ยวจิ้งเคยเล่าว่าร่างจริงของเขาคือัสี่ปีกนี่นา
“อืมม…เช่นนั้นเ้าอาจจะมีความสามารถ ในการทำความสนิทสนมกับสัตว์ปีกกระมัง”ในเมื่อมิอาจหาเหตุผลรับรองอื่นใดได้ ก็ได้แต่เพียงสรุปเช่นนี้แล้ว
ฟ่านจูหลิงมองลูกศิษย์ตัวน้อยที่ตนถูกใจแล้วส่งป้ายให้ บนป้ายไม้นั้นสลักชื่อของเด็กสาวเอาไว้
“ข้าพยายามเจรจาแล้ว อาจารย์ซู่ มิเอ่ยอันใดเขามักเห็นด้วยกับข้าเสมอ แต่อาจารย์เยี่ยและอาจารย์อิงกลับยืนยันว่าเ้าควรจะแสดงพร์ของเ้าในงานประลองให้ทุกคนเห็นก่อน หากเ้ายอดเยี่ยมจริงดังที่ข้ากล่าวย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านอีก…..เ้าสำนักก็เห็นด้วยกับพวกเขา ดังนั้น...เ้าจึงเป็ได้เพียงศิษย์สายนอกเท่านั้น” ฟ่านจูหลิงเอ่ยด้วยสีหน้าผิดหวัง
“จะมีงานประลองระหว่างศิษย์สายนอกจัดขึ้นทุกๆปี ห้าอันดับที่ดีที่สุดจะได้รับการคัดเลือกเข้าเป็ศิษย์สายใน การประลองที่ใกล้ที่สุดจะจัดขึ้นในอีกสี่เดือนข้างหน้า เฮ้อ ! เวลากระชั้นเยี่ยงนี้ แม้มีโอกาสไม่มากแต่เ้าก็พยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”
เดิมคิดว่าหลังทราบข่าวนี้ มู่เชียนคงจะเสียใจและผิดหวัง ทว่ากลับผิดคาด เด็กสาวตรงหน้ายิ้มแย้มออกมาอย่างยินดีและโล่งอกแทน
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่พยายามเพื่อข้า ข้าซาบซึ้งใจมาก... แต่เป็เช่นนี้กลับน่ายินดีกว่า หากอาศัยเส้นสายหรือความเมตตาของท่านเป็เครื่องมือเอาเปรียบผู้อื่น ข้าคงรู้สึกละอายใจ มิอาจสู้หน้าศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆได้อีก”
อาจารย์ฟ่านได้ฟังแล้วก็อึ้งไปเป็ครู่ นางมิได้คิดว่าเด็กสาววัยเยาว์เพียงเท่านี้ กลับมีความคิดลึกซึ้งและเป็เหตุเป็ผลยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก นางไม่เพียงไม่เสียใจที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ แต่กลับยินดีที่ได้ใช้ความสามารถของตนเองเพื่อเดินไปข้างหน้า ความทระนงนี้ช่างน่ายกย่อง
“เ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดี”ฟ่านจูหลิงยิ้มให้เด็กสาวอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันหน้าไปหาบุรุษร่างสูงที่เดินตามมา
“นี่คือ ‘ฉวนสี่’ ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง เขาจะพาเ้าไปยังที่พักและอธิบายเื่การประลองคัดเลือกให้ฟัง ต่อไปหากเ้ามีปัญหาใดก็สามารถแจ้งฉวนสี่ได้เช่นกัน ข้ากำชับเขาไว้แล้วว่า หากเป็เื่ของเ้าให้รายงานข้าทันที”
มู่เชียนมองศิษย์พี่คนแรกของตนด้วยความสนใจ ชายหนุ่มผิวขาวตรงหน้า อายุราว 20 ปี สวมชุดสีน้ำเงินดูสุภาพ ดวงตาสีเขียวคู่นั้นเปล่งประกายเป็มิตร รอยยิ้มที่แผ่ถึงดวงตาทำให้คนมองรู้สึกดีอย่างอดไม่ได้
“ศิษย์น้องมู่ ยินดีที่พบ” ใบหน้าหล่อเหลาพยักหน้าให้เด็กสาวครั้งหนึ่งเป็เชิงทักทาย มู่เชียนรับรู้ได้จึงรีบก้มศีรษะลงคารวะเขาอย่างมีมารยาท
“คารวะศิษย์พี่ฉวนเ้าค่ะ” ฉวนสี่ยิ้มสุภาพให้เด็กสาวอีกครั้ง น้ำเสียงทุ้มของเขาฟังเป็กันเองทำให้เกิดความรู้สึกน่าเข้าใกล้
มู่เชียนนึกยินดีกับมิตรภาพแรกที่ได้รับนับแต่ย่างเท้าเข้ามาในสำนักแห่งนี้
ระหว่างทางไปยังที่พักของเด็กสาว ฉวนสี่อธิบายเื่ราวต่างๆนางให้ฟัง มู่เชียนจึงได้ทราบว่าศิษย์สายนอกทุกคน ไม่เพียงต้องเร่งฝึกตนเพื่อประลองชิงตำแหน่งศิษย์สายในเท่านั้น ...ยังต้องคอยรับคำท้าเพื่อจัดอันดับศิษย์สายนอกอีกด้วย
มีเพียง 30 อันดับแรกของศิษย์สายนอกเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันชิงตำแหน่งศิษย์สายใน ห้าคนสุดท้ายจึงจะได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่สำนักใน
การแข่งขันจัดอันดับศิษย์สายนอกนี้ดุเดือดไม่น้อย อีกทั้งเกิดขึ้นตลอดทั้งปี ถือเป็เื่น่าปวดหัวสำหรับคนเรื่อยเฉื่อยเช่นนาง
เห็นใบหน้าเล็กขมวดคิ้วไม่พอใจฉวนสี่ก็หัวเราะออกมา ดูเหมือนว่าศิษย์น้องคนนี้ไม่ชื่นชอบการแข่งขันเอาเสียเลย นางเหมือนคนที่มักจะแฝงตัวอยู่ในมุมของตัวเอง ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆอย่างเรียบง่ายมากกว่า
ทว่าโลกของผู้ฝึกตนนั้น ไหนเลยจะมีที่ให้นางซ่อนตัว และเขาคือผู้ที่ต้องแจ้งข่าวร้ายนี้ให้นางทราบ
“นอกจากการแข่งขันเหล่านี้ ศิษย์สายนอกยังมีหน้าที่ต้องรับภารกิจจากสำนัก มีั้แ่งานจิปาถะทั่วไปจนถึงงานอันตรายอย่างตามล่าหาสัตว์ปราณธาตุในป่าสัตว์อสูรก็ยังมี โดยในทุกภารกิจ ทางสำนักจะมอบรางวัลให้เป็หินปราณ ซึ่งมากน้อยตามแต่ความยากง่ายของภารกิจนั้นๆ
หินปราณในมิตินี้หาได้ยากและราคาแพง มักถูกสงวนไว้ให้ใช้ในกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น นอกจากจะใช้แลกเป็เงินตราได้แล้ว ยังสามารถใช้เป็ต้นกำเนิดพลังปราณเพื่อดูดซับระหว่างฝึกตนได้อีกด้วย”
“ศิษย์ทุกคนล้วนเป็เช่นนี้หรือเ้าคะ? ศิษย์พี่ฉวน”
เสี่ยวจือจือเอ่ยเรียกฉวนสี่เสียงใส ซึ่งชายหนุ่มก็มิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด การที่มีเด็กหญิงหน้าตางดงามมาคอยเรียกเขาว่าศิษย์พี่เพิ่มขึ้นอีกคน มิใช่เื่ที่ต้องปฏิเสธ
“ศิษย์สายใน จะมีหินปราณให้เป็ประจำทุกเดือน แต่หาก้าเพิ่มก็สามารถขอรับภารกิจได้ ส่วนศิษย์สายนอกบางคน หากร่ำรวยพอก็อาจไม่ต้องขอรับภารกิจก็ยังได้”
“ในส่วนค่าเช่าบ้านของศิษย์สายนอก ปกติหินปราณก้อนหนึ่งก็แก้ไขปัญหาได้แล้ว ทว่าหากคิดจะจ่ายเป็เงินตำลึงกลับแพงมาก ดังนั้นการรับภารกิจจึงมีความจำเป็ มิเช่นนั้น หากเ้าไม่มีค่าเช่าบ้าน ต้องไปนอนตากน้ำค้างด้านนอกกับคุณหนูของเ้า เวลาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่มีที่กำบัง เ้าคิดว่าอย่างไร ?” ฉวนสี่ขยิบตาหยอกล้อให้สาวใช้ตัวน้อยอย่างสนุกสนาน
“อืมม…ก็คงไม่ค่อยดีนัก” เสี่ยวจือจือเอ่ยออกมาเสียงเบา พร้อมกับมองไปที่คุณหนูอย่างเกรงอกเกรงใจ
‘ต่อจากนี้..ต้องพึ่งพาท่านแล้วนะเ้าคะคุณหนู’