มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 83 รอยยิ้มที่คุ้นเคย

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าอยากได้ดาบเล่มนี้รึ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า  สวรรค์คงเล่นตลกแล้ว....ข้าเหวินต้าหัวตกต่ำจนต้องมาฆ่าคนปัญญาอ่อนรึนี่  เอาละเจ้าหนุ่มหากตัวเจ้าสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ดาบเล่มนี้ก็จะเป็นของเจ้า  ฮ่า ฮ่า ฮ่า" 


            เหวินต้าหัวกล่าวพร้อมหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันลืมสังเกตุไปว่าบัดนี้เจ้าหนุ่มที่เคยแสดงท่าทีหวาดกลัวกล่าวตะกุกตะกักร้องขอชีวิตก่อนหน้านี้ กลับยืนแย้มยิ้มอย่างสงบ กล่าวกับมันด้วยเสียงยินดีเหมือนเด็กที่ดีใจยามพบของเล่นที่ถูกใจ ท่าท่างหวาดกลัวก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้ว


            "จริงรึท่านผู้กล้า งั้นข้าไม่เกรงใจละนะข้าขอรับดาบเล่มนี้ไว้เลย นับว่าเป็นดาบที่สวยงามยิ่ง และดูจากลวดลายและอักขระบนตัวดาบคงจะมีคุณสมบัติที่แอบแฝงมากกว่านี้เป็นแน่ !!"


            เนื่องจากกังหลงสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันเข้มข้นจากอักขระและลวดลายบนตัวดาบจึงมีความสนใจยิ่ง คาดว่าดาบเล่มนี้คงต้องมีอะไรที่ลึกลับซ่อนเร้นที่ยังมิได้แสดงพลังของดาบอย่างเต็มกำลังออกมา เหวินต้าหัวเริ่มเอะใจเมื่อได้ยินคำกล่าวของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า เรื่องราวเริ่มไม่ชอบมาพากลแล้ว เจ้าหนุ่มคนนี้ถึงกับสัมผัสได้ถึงความลึกลับบนตัวดาบที่ตัวมันเองหลังจากบังเอิญได้ดาบเล่มนี้มาจากสุสานโบราณ ทราบว่ามีบางอย่างที่ทรงพลังแฝงอยู่ในอักขระและลวดลายบนตัวดาบเช่นกัน


            สืบเนื่องจากคราหนึ่งเหวินต้าหัวมันบังเอิญได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสองท่ามกลางพายุฝนที่กระหน่ำลงมาจนเกือบจะจบชีวิตด้วยความแข็งแกร่งดุร้ายของสัตว์อสูรระดับสองตัวนั้น แต่ขณะที่เหวินต้าหัวชูดาบขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายรับท่าโจมตีของสัตว์อสูรระดับสองตัวนั้น


            พลันสายฟ้าได้ฟาดใส่ดาบที่ชูสูงขึ้นและขณะที่ดาบสัมผัสกับสายฟ้าได้บังเกิดเสียงมังกรคำรามดังกระหึ่มขึ้นจากตัวดาบจนตัวมันต้องตกใจกับเสียงคำรามอันทรงอำนาจนั้น แต่เมื่อหันไปมองยังเบื้องหน้า สัตว์อสูรตัวนั้นหลังจากได้ยินเสียงคำรามของมังกรจากดาบก็มรุดตัวลงไปหมอบตัวสั่นอย่างอ่อนแรงจนเหวินต้าหัวสามารถอาศัยโอกาสนั้นสังหารสัตว์อสูรระดับสองตัวนั้นไปได้อย่างง่ายดาย


           หลังจากเหตุการณ์ครานั้นเป็นต้นมาตัวมันเคยทำการค้นคว้าแต่แม้จะพยายามเพียงใดก็ยังมิอาจทราบได้ว่าความพิเศษอันนี้ต้องทำอย่างไรจึงจะบังเกิดขึ้นอีกและต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ดาบเล่มนี้สำแดงอำนาจอันทรงพลังเช่นครานั้นตามใจปรารถนาได้เหวินต้าหัวจึงเก็บเรื่องนี้ไว้มิยินยอมบอกใครและคิดจะหาหนทางค้นคว้าจนสามารถควบคุมใช้อำนาจอันพิเศษทรงพลังของดาบอย่างสมบูรณ์ให้จงได้


           เมื่อเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้กลับสามารถสัมผัสได้ถึงความลึกลับของดาบเล่มนี้ ทำให้แปลกใจและเริ่มสงสัย ความคิดกำจัดเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าจึงได้เกิดขึ้นเต็มเปี่ยมมันกล่าวขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียมว่า


           "ข้ามิทราบว่าเจ้าสัมผัสถึงความลึกลับของดาบเล่มนี้ได้อย่างไรดูท่าข้าคงมองเจ้าผิดไปแล้วเจ้าหนุ่ม ก่อนหน้านี้ข้าคิดจะให้เจ้าตายอย่างรวบรัดแต่เมื่อเจ้าทราบสิ่งที่ข้ากำลังปิดบัง เจ้าคิดจะแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องข้าก็จะทำให้เจ้าอยากอยู่ก็มิสู้ตาย ให้เจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์มรมานอย่างสาสมก่อนตายเจ้าอย่าได้โทษว่าข้าอำมหิตก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า"


           กล่าวจบเหวินต้าหัวสำแดงปราณยุทธระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด พลังปราณอันแก่กล้าแผ่กระจายรอบรัศมีหนึ่งลี้จนผู้คนที่อยู่ในรัศมีหนึ่งลี้สัมผัสได้ เกิดเสียงตื่นตระหนกขึ้นดังระงม


           "ง่า  พลังระดับปราณขุนพล ระดับสูงที่แข็งแกร่งนักน่าจะเป็นพลังระดับแปดหรือระดับเก้าเป็นแน่"

     

            " มิทราบเป็นผู้เยี่ยมยุทธจากที่ใดกันที่มีระดับปราณที่สูงส่งระดับนี้!! "

     

            "โอ้  ..ก่อนหน้านี้อาณาจักรเนตรอสูรมิเคยมีผู้ฝึกยุทธที่มีระดับปราณสูงส่งถึงขนาดนี้มาก่อน เป็นผู้ใดกัน"

     

           "นี่ต้องเป็นการต่อสู้ของผู้เยี่ยมยุทธอย่างแน่แท้พวกเราอย่าพลาดการชมดู"


           "ไป  ไปดูกันเป็นผู้ใดที่จะต่อสู้กัน  การได้ชมผู้เยี่ยมยุทธระดับนี้ต่อสู้กันถือเป็นบุญตายิ่งแล้ว"

     

           "ใช่ ๆสถานที่ต่อสู้น่าจะอยู่ไม่เกินหนึ่งลี้จากที่นี่ ไปรีบไปดูกัน"


           "เจ้าจะไปหาที่ตายรึเจ้าโง่ การต่อสู้ของผู้เยี่ยมยุทธระดับปราณขุนพลระดับแปดหรือระดับเก้า จะรุนแรงปานใดตัวเจ้าทนทานได้รึหากพลาดโดนเข้าสักครา"


                                    ........................................................................................................................................


           หลากหลายเสียงวิจารณ์ดังไปทั่วทั้งสนับสนุนและคัดค้านผู้ที่พอมีฝีมืออยู่บ้างต่างเร่งรีบพุ่งกายไปยังตำแหน่งที่สัมผัสถึงพลังได้ส่วนผู้ที่ไม่มีพลังฝีมือเมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันจากพลังที่กล้าแข็งต่างก็รีบถอยห่างจนพ้นจากแรงกดดันอันกล้าแข็งนั้น

     

            ผู้คนเริ่มมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆผู้ที่ยิ่งมีความสามารถก็พยายามเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อจะได้ชมการต่อสู้อย่างชัดเจนผู้ที่พอมีระดับปราณระดับพลังเมื่อเข้าไปถึงระยะร้อยก้าวก็หยุดลงเพราะเริ่มทนแรงกดดันไม่ได้กลัวจะได้รับอันตรายแต่กลับมีถึงหลายสิบคนที่เข้ามาถึงในระยะน้อยกว่าร้อยก้าวผู้ที่ล่วงล้ำเข้าไปถึงระยะห้าสิบก้าวที่แอบเข้าไปชมการต่อสู้มีถึงห้าคน ผู้ที่เข้าไปแอบดูในระยะสามสิบก้าวมีถึงสองคนแม้แต่ระยะยี่สิบก้าวก็มีผู้เข้าไปแอบชมการต่อสู้ในระยะนี้ถึงสองคนเช่นกัน


           กังหลงสามารถสัมผัสได้ถึงผู้คนเหล่านั้นในรัศมีร้อยก้าวมีผู้มีระดับปราณยุทธปราณขุนพลระดับห้าถึงสิบคนในสิบคนนี้ตนรู้จักสองคนคือผู้นำตระกูลหม่าและผู้นำตระกูลเยี่ยนส่วนที่เหลือตนมิเคยเห็นหน้าสักคนในรัศมีห้าสิบก้าวผุู้คนทั้งห้าก็ไม่คุ้นตาของกังหลง ในระยะสามสิบก้าวมีสามคนหนึ่งในสามนี้กังหลงพบว่าเป็นยามที่เฝ้าสำนักประมูลเชียงหยางและหลิวกู่

     

            ในระยะใกล้เข้าไปมีผู้มีระดับปราณขุนพลระดับแปดหนึ่งคนเป็นเถ้าแก่โรงเตี้ยงแชน์ฮ้วงนั่นเองส่วนผู้ที่มีระดับปราณระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์นั่นเป็นหยางเสี่ยวเอ๋อร์และชายกลางคนชุดทองระดับปราณขุนพลระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ที่เป็นบิดาของหยางเสี่ยวเอ๋อร์และผู้ที่ระดับปราณสูงที่สุดคือปราณราชันย์คงเป็นใครไปมิได้นอกจากนงคราญสุรางค์สวรรค์ที่สวยสง่ายิ่งผู้นั้น


           แม้ใจจริงกังหลงมิต้องการเปิดเผยพลังฝีมือแต่หลังจากพบเจอดาบลึกลับอาวุธระดับราชันย์เล่มนี้เข้าและหลังจากสำรวจด้วยพลังปราณและพลังจิตวิญญาณมิพบเจอผู้ใดที่มีฝีมือกล้าแข็งเกินกำลังของตน สิ่งยั่วยวนนี้จึงมีมากกว่าความต้องการปกปิด ครุ่นคิดว่า


           "แม้ต้องการจะปิดบังพลังฝีมือแต่บางคราก็ยากจะหลีกเลี่ยงจริงๆ เห้อ !!หลังจากนี้คงต้องเร่งพัฒนาพลังฝีมือให้สามารถยืนหยัดโดยมิต้องกังวลต่อสิ่งใดเพื่อดาบลึกลับอาวุธระดับราชันย์เล่มนี้และการกำจัดคนผู้นี้เห็นทีคงต้องเปิดเผยฝีมือบ้างแล้ว"


           ผู้ที่เข้ามาใกล้จนเห็นว่าเป็นผู้ใดที่กำลังต่อสู้กันต่างตกตะลึงจนเริ่มมีหลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น 


           "งะนั่นเจ้าหนุ่มที่ได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบด้านโอสถที่ชื่อกังหลงคนนั้นมิทราบไปส้รางความขัดแย้งใดกับจอมยุทธคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้น "


           "ดูจากการแต่งกายทหารรับจ้างผู้นั้นน่าจะมิใช่ผู้คนจากอาณาจักรเนตรอสูรเราดูไม่คุ้นตาเอาซะเลย" 


           "เจ้าหนุ่มนั้นคงสิ้นชื่อแน่นครานี้"

     

            "ข้าละนึกว่าเป็นผู้ที่มีระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดหรือแปดต่อสู้กันที่ไหนได้ระดับปราณยุทธขุนพลระดับแปดจะรังแกผู้มีปราณขุนพลระดับหนึ่งเท่านั้น"


           "เป็นผู้ใดกันช่างหน้าไม่อายเสียจริง"  เสียงเฟิ่งหลานจากสำนักประมูลเชียงหยางกล่าวขึ้น


           ณ มุมหนึ่งสตรีปกปิดโฉมหน้ารูปกายอรชรอ้อนแอ้นน่าลุ่มหลงหยางเสี่ยวเอ๋อร์และชายกลางคนชุดทอง กำลังชมดูและพูดคุยสนทนาถึงบุรุษหนุ่มเช่นกัน


           "ท่านพ่อ!!..ข้าควรจะออกไปช่วยเขาหรือไม่เจ้าคะเขาอยู่เพียงแค่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่ง มิอาจรับมือกับผู้ฝึกยุทธะดับปราณยุทธขุนพลระดับแปดได้แน่"

     

           หยางเสี่ยวเอ๋อร์กล่าวอย่างกังวลกับชายกลางคนชุดทองผู้เป็นบิดา  ชายกลางคนชุดทองเพ่งพิจารณาไปยังกังหลงตลอดเวลาเห็นบุรุษหนุ่มยืนแย้มยิ้มมิคล้ายผู้ที่เกรงกลัวและตระหนกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายมิอนาทรร้อนใจต่อเหตุการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย ยามเมื่อเห็นรอยยิ้มของบุรุษหนุ่มก็ให้หวนนึกถึงความทรงจำเก่าที่คล้ายคุ้นเคยอันเลือนลางอย่างยิ่งขมวดคิ้วเผลอรำพันออกมา


           "ช่างคล้ายคลึงยิ่งนักเป็นรอยยิ้มที่ข้าเหมือนคุ้นเคยจากที่ใดนะแต่ยามกระทันหันกลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ใด"



    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน