ตอนที่87 สะกดรอยตาม
ทันทีที่เข้าประตูมาฟู่เยี่ยนก็รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าคนตรงหน้าเธออันตรายมากเขาเป็นเหมือนเสือชีตาห์ที่รอเหยื่อและพร้อมที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ
โจวชิวลู่เองก็กลัวพี่ชายคนรองของตระกูลเจิ้งเช่นกันเธอมักจะได้ยินเรื่องการกระทำของเขาและวิธีการจัดการคนของเขาจากคำบอกเล่าของพี่สาวเธอทำให้โจวชิวลู่ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
เจิ้งจื้อมองดูสองสาวเขาไม่แปลกใจที่โจวชิวลู่จะกลัวเขาแต่ที่เขาแปลกใจก็คือฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้กลัวเขาเลยเขาจึงมองฟู่เยี่ยนอย่างมีความหมาย ทั้งยังยกยิ้มมุมปากอย่างสนใจ
“โจวชิวลู่ฟู่เยี่ยน ที่ครูเรียกพวกเธอมาเพราะตอนนี้นักเรียนเจิ้งฮุ่ยพูดไม่ได้พี่ชายของเธอจึงอยากมาถามเรื่องราวว่าพวกเธอทะเลาะกันได้อย่างไรพวกเธอพูดไปตามความจริงเลย ไม่ต้องกลัวหรือกดดันอะไร”ครูหลินยังคงปกป้องนักเรียนของเขา แม้จะอยู่ต่อหน้าผู้นำคณะปฏิวัติก็ตาม
ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงความกลัวของโจวชิวลู่ดูเหมือนว่าเจิ้งจื้อคนนี้จะเป็นที่น่าหวาดกลัวต่อคนอื่นดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเป็นคนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้โจวชิวลู่พูด
“นักเรียนเจิ้งฮุ่ยล้อเลียนและดูถูกว่าหนูเป็นคนบ้านนอกต่อให้สอบได้ที่หนึ่งก็ไม่เห็นจะน่าภูมิใจตรงไหน โจวชิวลู่จึงบอกว่าเธอสอบได้ที่50 ก็ไม่เห็นมีอะไรให้น่าภูมิใจเหมือนกันนักเรียนเจิ้งฮุ่ยโกรธจึงโยนกล่องดินสอเหล็กไปทางดวงตาของโจวชิวลู่หนูจึงเข้ามาขวางไว้ผู้อำนวยการหลี่เห็นเหตุการณ์จึงลงโทษให้เธอไปยืนสำนึกผิดที่หลังห้อง”ฟู่เยี่ยนเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกโจวชิวลู่ที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบพยักหน้าทันที
“ใช่แล้วเธอมาว่าเพื่อนของฉันก่อน ฉันถึงได้ว่าเธอกลับและเรื่องที่เธอพูดไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราเลยสักนิด”โจวชิวลู่พยายามพกความกล้าเงยหน้ามองเจิ้งจื้อ
“จริงหรือ? เสี่ยวชิวลู่ ที่แท้เจิ้งฮุ่ยพูดแบบนั้นก่อนนี่เอง งั้นฉันต้องขอโทษแทนเธอด้วยอย่าถือสาเธอเลย เธอเป็นคนอารมณ์ร้อนน่ะ” เจิ้งจื้อพูดขอโทษ แต่แววตาของเขาที่มองไปทางฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น
ฟู่เยี่ยนจ้องมองเขาโดยไม่แสดงท่าทีอ่อนแอออกมาเช่นกันทั้งสองสบตากันแบบนี้ไปสักพัก เจิ้งจื้อถึงได้เป็นฝ่ายละสายตากลับมา
ฟู่เยี่ยนงั้นหรือ? น่าสนใจดี ฉันจำชื่อเธอไว้แล้ว !
“อ้อฉันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ขอบคุณมาก” เจิ้งจื้อกลับออกไปโดยไม่พูดอะไรครูหลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับว่าเทพเจ้าแห่งโรคระบาดได้จากไปแล้วโจวชิวลู่ก็ผ่อนคลายลงมากเช่นกัน
แต่ฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้มองในแง่ดีขนาดนั้นเธอหันกลับไปมองตามแผ่นหลังที่เดินออกไปไกลสายตาของเจิ้งจื้อบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาสนใจเธอ งั้นก็มาลองดูกัน
เจิ้งจื้อที่เดินพ้นประตูโรงเรียนออกไปก็รีบเรียกลูกน้องมาคอยจับตาดูฟู่เยี่ยนทันทีที่เจิ้งจื้อยืนหยัดอยู่ในคณะปฏิวัติมาได้นานหลายปีขนาดนี้เป็นเพราะสัญชาตญาณที่ไม่ธรรมดาของเขาแม้เด็กสาวตรงหน้าจะดูเหมือนสาวน้อยคนหนึ่งแต่ความรู้สึกคุกคามที่เธอมอบให้นั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
คนที่กล้าจ้องหน้าเขาครั้งล่าสุดถูกส่งตัวไปที่ชายแดนแล้วครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะมีเซอร์ไพรส์แบบไหน เขาเองก็ตั้งตารอเช่นกันขณะเดียวกันเจิ้งจื้อก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เพราะอายุของฟู่เยี่ยนยังน้อย
พอเลิกเรียนตอนบ่ายฟู่เยี่ยนก็รู้สึกชัดเจนว่ามีคนจ้องมองเธอจากในที่ลับตากระทั่งเธอเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน คนพวกนั้นถึงได้จากไป
ฟู่เยี่ยนรู้ได้ทันทีว่าเจิ้งจื้อกำลังสงสัยเธอผู้ชายคนนี้เป็นคนอันตรายจริง ๆ แค่เธอมองหน้าเขาอย่างไม่ยอมแพ้เขาก็ส่งคนมาสะกดรอยตามเธอแล้ว
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขายังคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานระหว่างทางกลับบ้านซ่งจืออันเดินไปโรงเรียนและกลับพร้อมพวกเขาตอนนี้เขาเริ่มสนิทกับพี่น้องครอบครัวฟู่จนพูดคุยล้อเล่นกันได้แล้ว
“น้องเสี่ยวฮั่วทำไมถึงทำหน้าจริงจังขนาดนั้นล่ะ กำลังคิดอะไรอยู่หรือ ? ”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่จืออันฉันแค่กำลังคิดถึงเรื่องข้อสอบน่ะ” ฟู่เยี่ยนจึงอ้างเรื่องสอบแทน
เมื่อกลับมาถึงบ้านฟู่เยี่ยนได้เล่าเรื่องราวที่โรงเรียนให้ฟังทั้งยังให้ฟู่ต้าหย่งคอยสังเกตว่าในหมู่บ้านมีคนแปลกหน้าเข้าออกบ้างไหมให้พวกเขาระวัง อย่าเผลอพูดเรื่องที่เธอดูดวงได้เป็นอันขาด
ฟู่ต้าหย่งได้ยินเรื่องนี้ก็คิดจริงจังทันทีถึงอย่างไรคณะปฏิวัติก็เป็นหน่วยงานที่น่าหวาดกลัวตอนนี้ที่คอกวัวของหมู่บ้านมีเจ้าหน้าที่ที่ถูกปลดออกมาอาศัยอยู่สองคนในตอนที่สองคนนั้นมาที่นี่ ผมของพวกเขาถูกตัดไว้ยุ่งเหยิงซึ่งเป็นฝีมือของพวกคณะปฏิวัติ
เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับฟู่เฉิงในวันรุ่งขึ้น
หลังจากวันแห่งความสงบสุขผ่านพ้นไปราวสองสามวันฟู่เยี่ยนคำนวณดูแล้วว่าวันนี้เจิ้งฮุ่ยน่าจะพูดได้แล้วและวันนี้เจิ้งฮุ่ยก็มาโรงเรียนอย่างที่คาดเอาไว้จริงด้วยแต่เธอไม่ได้มาหาเรื่องโจวชิวลู่และฟู่เยี่ยนอย่าง
เช่นทุกที
ในตอนเลิกเรียนได้ยินโจวชิวลู่บอกว่าพ่อของพี่เขยเป็นคนมีเหตุผลเขาไม่เพียงแต่ตำหนิเจิ้งจื้อเท่านั้นแต่ยังตำหนิเจิ้งฮุ่ยโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเธอยังพูดไม่ได้
ฟู่เยี่ยนที่ฟังอยู่กำลังคิดว่าจางเหว่ยทดสอบเจิ้งหมิงไปถึงไหนแล้วตอนนี้เธอไม่อาจเปิดเผยได้ว่าเธอรู้จักกับจางเหว่ยทั้งยังไม่สามารถติดต่อกับเจิ้งหมิงได้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องอภิปรัชญาต้องมาถูกเปิดเผยเธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลเล็กน้อย
คนที่เจิ้งจื้อส่งมาจะคอยจับตาดูเธอทุกวันหลังเลิกเรียนพวกเขาจับตาดูตอนเธอกลับบ้าน เดินสะกดรอยตามจนเหนื่อยก็ยังไม่พบอะไรทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายแล้ว
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจเล่นกลกับคนพวกนั้นเสียหน่อย
เธอจึงเดินออกไปทันทีหลังเลิกเรียนหลังจากเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็เลี้ยวตรงเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ
คนที่แอบสะกดรอยตามเธอเดินตามเข้าไปเช่นกันแต่กลับหาตัวฟู่เยี่ยนไม่เจอ เขาจึงต้องรีบไปรายงานให้ เจิ้งจื้อรู้แต่ฟู่เยี่ยนเพียงแค่ใช้ยันต์ซ่อนตัวเท่านั้นเธอยังคงยืนอยู่ที่มุมโดยที่เขามองไม่เห็นเธอ รอจนกระทั่งชายคนนั้นเดินจากไปไกลแล้วฟู่เยี่ยนถึงได้กลับไปรอพี่ชายและพี่สาวของเธอที่หน้าโรงเรียนเหมือนเดิม
ไม่นานฟู่เซินและคนอื่นก็เลิกเรียนออกมา และทั้งสี่คนก็เดินกลับบ้านพร้อมกัน
และในตอนที่ลูกน้องของเจิ้งจื้อไปพาเจิ้งจื้อมเขาก็เห็นฉากนี้เข้าพอดีซึ่งมุมหางตาของฟู่เยี่ยนเห็นเงาร่างของเจิ้งจื้อและลูกน้องของเขาแล้ว
“ไหนนายบอกว่าคลาดสายตากับเธอ? ” เจิ้งจื้อหันกลับมามองลูกน้องของตนเอง หมอนี่ดูฉลาดแต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นคนโง่ซะงั้น
“ไม่ต้องตามแล้วนายไปตามหม่าซานมา”
เจิ้งจื้อคิดว่าฟู่เยี่ยนจะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอนว่ามีคนสะกดรอยตามเธอไปเด็กคนนี้ฉลาดมาก ผลการมาเยือนหมู่บ้านทุกวันนี้ไม่เป็นแง่ดีผู้คนในหมู่บ้านระมัดระวังมาก พอถามเกี่ยวกับตระกูลฟู่นอกจากเรื่องที่มีคนในครอบครัวไปเข้ากรมสองคน เขาก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรอีกเลย
คนในครอบครัวไปเป็นทหารสองคนแล้วอย่างไร? เจิ้งจื้อคิดอย่างอันตราย
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับบ้านเธอก็ได้ยินฟู่ต้าหย่งบอกว่าไม่กี่วันที่ผ่านมามีคนแปลกหน้ามาเยี่ยมญาติในหมู่บ้านแล้วถามเกี่ยวกับครอบครัวของเธอโชคดีที่ความรู้เรื่องอภิปรัชญาของเธอยังไม่เปิดเผยต่อหน้าคนอื่น ในหมู่บ้านอันผิงมีแค่ป้าเหอคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
คนที่รู้เรื่องนี้ก็กระจุกตัวอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวโจวตระกูลเก่อย่อมรู้อยู่แล้ว แต่เธอเชื่อว่าตระกูลเก่อคงไม่อยากลองวิธีการของเธอดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่กังวล สิ่งเดียวที่ต้องกังวลคือทางฝั่งของจางเหว่ย
จางเหว่ยยังคงไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนกำลังเป็นกังวลเรื่องเขาหลายวันมานี้เขาทำความรู้จักกับเจิ้งหมิงได้ดีเลยทีเดียวเขาคนนี้เป็นคนมีพรสวรรค์จริงด้วย อีกทั้งเจิ้งหมิงยังอายุมากกว่าจางเหว่ยหลายปีจางเหว่ยจึงเริ่มเอ่ยปากเรียกเขาว่า ‘พี่หมิง’ แล้ว
เรื่องนี้ควรให้เจิ้งหมิงพูดออกมาเองถึงจะถูกอาจารย์ฟู่บอกว่าน้องชายของเขาเป็นคนในคณะปฏิวัติจางเหว่ยเกลียดคนแบบพวกคณะปฏิวัติที่สุด ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาเขาจึงต้องระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น
วันนี้จางเหว่ยยังคงมาหาเจิ้งหมิง วันนี้เขาต้องการส่งยันต์แคล้วคลาดจึงชวนเจิ้งหมิงไปด้วยกัน จะได้ให้เจิ้งหมิงสัมผัสมันด้วย
แน่นอนว่าเมื่อเขาเห็นว่ายันต์แคล้วคลาดทำเงินได้มากมายขนาดนี้อีกทั้งจางเหว่ยยังได้ค่าคอมมิชชั่นไปไม่น้อยเจิ้งหมิงก็รู้สึกว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ดีมาก
จางเหว่ยยังพูดถึงเรื่องที่ตอนนี้การจราจรไม่สะดวกหากเขาไปเองจะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่ายเจิ้งหมิงจึงตบหน้าอกรับปากว่าเขาจะเป็นคนกลางให้เอง
จางเหว่ยแสดงท่าทีออกมาว่าเขาไม่สามารถตัดสินใจเองได้จึงให้เจิ้งหมิงไปคุยกับอาจารย์ฟู่ เจิ้งหมิงเองก็รับปากว่าจะไปคุยกับฟู่เยี่ยนเอง