[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 81 สำนักโอสถยอดวิถี ชีวิตของตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่ช่างแสนจะเหี่ยวเฉาเสียเหลือเกิน

    ตอนที่ 81 สำนักโอสถยอดวิถี ชีวิตของตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่ช่างแสนจะเหี่ยวเฉาเสียเหลือเกิน

            เยี่ยนจีถือของสำคัญที่กู้ฉางเกอฝากไว้ ก่อนเดินทางออกจากตระกูลกู้ไป

            ตลอดทาง มิมีสมาชิกตระกูลกู้คนใดกล้าขวางทางนาง

            ในยามนี้ กู้ฉางเกอได้รับการแต่งตั้งเป็นนายน้อย ทั้งกำลังอยู่ในช่วงที่มีอำนาจรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด

            เมื่อเห็นสตรีในชุดกระโปรงสีแดงที่งามสง่า พร้อมกับถือของสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอแล้วนั้น เหล่าสมาชิกตระกูลกู้จึงมิกล้าล่วงเกินอันใด

            แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสที่ได้รับรายงานจากสายลับนั้นก็มิได้ลงมือแต่อย่างใด

            เยี่ยนจีมิใช่คนของตระกูลกู้ อีกทั้งยังเป็นผู้มีพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์

            การติดตามหรือสร้างความขุ่นเคืองใจใดให้นางนั้นอาจทำให้กู้ฉางเกอมีโทสะได้

            ในวันต่อมา กู้ฉางเกอก็เริ่มจัดการสะสางเรื่องราวอื่นๆ

            แต้มวาสนาของเขานั้นก็นับว่าถูกจัดการให้มั่นคงแล้ว ส่วนสถานการณ์ในตระกูลนั้นก็ได้วางแผนและเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยเช่นกัน

            ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสหมิงก็ได้นำสายตระกูลที่ถูกเนรเทศกลับมายังตระกูลเพื่อรายงานความสำเร็จ

            สิ่งนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตระกูลกู้มิน้อย

            บรรดาผู้อาวุโสต่างพากันยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น สมาชิกตระกูลหลายคนเมื่อเห็นท่าทีของกู้ฉางเกอแล้วก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีกลายเป็นมิตรขึ้น

            กู้ฉางเกอได้ปรากฏตัวพบหน้าเพียงครู่เดียว ทว่ากลับมิได้เอ่ยอันใดมากนัก

            เขากลับกำชับผู้ไว้วางใจให้จับตาดูสายตระกูลนี้อย่างเงียบๆ

            แม้เขาจะมิได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดแก้แค้นอันใด ทว่าการควบคุมทุกสิ่งให้อยู่ในกำมือไว้ก็ย่อมจะดีกว่า

            เมื่อสายตระกูลที่ถูกเนรเทศทราบว่า การนำพวกเขากลับมาเป็นการกระทำโดยสมัครใจของกู้ฉางเกอ มิใช่เพราะแรงกดดันจากผู้อาวุโสในตระกูล พวกเขาก็ถึงกับตกตะลึง

            จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ยินว่าผู้อาวุโสกล่าวถึงกู้ฉางเกอในเชิงว่ามีแนวโน้มที่จะกลับใจและแก้ไขความผิดพลาดในอดีต

            พวกเขาก็ได้แต่เงียบงัน

            สำหรับตระกูลกู้แล้ว นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี

            ทว่าความแค้นในอดีตนั้น มิใช่สิ่งที่จะลบเลือนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

            ความอัปยศและความทุกข์ทรมานที่สายตระกูลนี้ต้องเผชิญ รวมถึงความเจ็บปวดของเด็กหญิงที่ถูกกู้ฉางเกอช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาไปในอดีต มิใช่สิ่งที่จะลบเลือนได้ด้วยคำขอโทษที่ลอยลมสักประโยค

            ที่สำคัญที่สุดแล้ว พวกเขาก็ยังมิอาจรู้ได้ว่า กู้เซียนเอ๋อร์นั้นอยู่ ณ ที่แห่งใด หรือแม้แต่นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่พวกเขาก็มิอาจรู้ได้

            เพื่อประโยชน์ของตระกูลแล้ว พวกเขาอาจอดทนอดกลั้นได้ในหลายเรื่อง

            ทว่าสำหรับเรื่องของกู้เซียนเอ๋อร์นี้ หากกู้ฉางเกอมิลงมือทำสิ่งใดเลย พวกเขาก็ย่อมมิอาจยอมรับได้

            ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอมิเพียงแต่มิกล่าวคำขอโทษ แม้แต่คำพูดเพียงสักคำเขาก็มิได้กล่าวออกมา

            ในวันที่เขามาพบนั้น ก็เพียงแต่กวาดตามองผู้คนเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบสั่งการบางอย่างแล้วก็จากไป

            สิ่งนี้ทำให้สายตระกูลนี้โกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง ทว่าก็มิอาจทำอันใดได้

            ท้ายที่สุดแล้ว กู้ฉางเกอก็คือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายน้อยแห่งตระกูล

            ทว่ามินานหลังจากนั้น เขาก็ได้ออกคำสั่งให้คลายผนึกในร่างกายของพวกเขา

            พลังที่ถูกผนึกมานานหลายปีได้รับการปลดปล่อยคืนกลับสู่ระดับเดิม

            นอกจากนี้ ญาติผู้ใหญ่บางคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำใต้ดินก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา

            สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกสับสนยิ่งขึ้น

            ความรู้สึกที่มีต่อกู้ฉางเกอพุ่งขึ้นลงอย่างมิแน่นอน จับต้นชนปลายมิถูกว่าเขามีแผนการใดกันแน่

            ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็คิดว่า กู้ฉางเกอต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่ด้วยนิสัยของเขาจึงมิอาจยอมลดตัวลงกล่าวคำขอโทษได้

            ดังนั้นเขาจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมแทน

    พวกเขาเริ่มมิถือสาและลดความเป็นศัตรูต่อกู้ฉางเกอลง

            “รู้จักผิดและแก้ไขนับเป็นสิ่งที่ดีงามยิ่ง”

            การที่แม้แต่กู้ฉางเกอยังสามารถกลับตัวได้ ทำให้พวกเขามองเห็นความหวังในตัวเขา

            ท้ายที่สุดแล้วทุกคนล้วนเป็นสายโลหิตเดียวกัน

            อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ถูกเนรเทศนี้ แม้จะมิได้ลำบากอันใดนัก ทว่าพวกเขาก็ยังเก็บความแค้นและความโกรธเกรี้ยวไว้ในใจ

            กู้ฉางเกอรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสายตระกูลนี้ และมิรู้สึกแปลกใจอันใดเลย

            สิ่งที่เขาทำล้วนอยู่ในแผนการ

            หากเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษ คลายผนึก และปล่อยตัวผู้คน พวกเขาย่อมมิซาบซึ้งในน้ำใจ และอาจมองเขาในแง่ร้าย

            แต่ด้วยวิธีการที่เขาใช้ คือ มิกล่าวคำขอโทษ ปล่อยให้พวกเขาสงสัยและโกรธเคือง

            จากนั้นก็ค่อยคลายผนึกและปล่อยตัวญาติผู้ใหญ่

            พวกเขาจะมองว่าเขาเพียงต้องการกลับตัวกลับใจ มิมีเจตนาอื่นใดแอบแฝง เพียงแค่ลดทิฐิลงมาขอโทษมิได้เท่านั้นเอง

            เรื่องเดียวกันนี้ ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมแตกต่างราวท้องนภาและผืนปฐพียิ่ง

            กู้ฉางเกอมิคิดว่าตนเองมีวิธีการอันแยบยลนัก ทว่าทุกครั้งเขานั้นกลับสามารถจับจุดอ่อนของผู้คนได้อย่างเหมาะเจาะ

            หลังจากนั้น เขาก็หันไปจัดการเรื่องราวรอบตัวต่อ

            สำหรับซูชิงเกอและหลินชิวหานที่เขาพามาจากโลกเบื้องล่างนั้น เขาย่อมต้องหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้กับพวกนาง

            เมื่อได้เห็นความยิ่งใหญ่ของตระกูลกู้ในช่วงที่ผ่านมา หากพวกนางต้องไปยังสำนักหรืออาณาจักรอื่น ก็คงจะมีภูมิคุ้มกันต่อความวุ่นวาย และมิถูกเอารัดเอาเปรียบ

            ซูชิงเกอนั้นฉลาดปราดเปรื่อง คงจะมิมีปัญหาอันใด 

            ทว่าหลินชิวหานนั้นกลับเป็นผู้ที่มีนิสัยอ่อนโยนและไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมอันใด ทำให้กู้ฉางเกออดเป็นกังวลกับนางมิได้

            เขารู้สึกว่านางอาจอยู่รอดในโลกบำเพ็ญเพียรนี้ได้ในอีกมิกี่วัน

            อย่างไรก็ตาม ด้วยพรสวรรค์อันล้ำเลิศในศาสตร์แห่งโอสถของนางแล้วนั้น หากไปยังสำนักที่เชี่ยวชาญด้านวิถีแห่งโอสถ ก็คงได้รับการชิงตัวไปเป็นศิษย์ และได้รับการดูแลอย่างดี

            เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว กู้ฉางเกอก็มิได้กังวลอันใดมากนัก

            เขาเริ่มด้วยการพาตัวซูชิงเกอไปฝากฝังยังสำนักเทพกำเนิดฟ้าซึ่งมารดาของเขาประจำอยู่ พร้อมกับถือโอกาสเยี่ยมเยียนมารดาไปในตัวด้วย

            สำนักเทพกำเนิดฟ้า 

            สำนักแห่งนี้เป็นหนึ่งในขุมพลังอำนาจเก่าแก่แห่งดินแดนมหาพรหมสวรรค์ ในเขตแดนชั้นในแห่งแดนสวรรค์ ก่อตั้งมาอย่างยาวนานและครอบครองอาณาเขตกว้างใหญ่มหาศาล

            ด้วยลักษณะการกระทำที่ดุดันและเข้มงวด สำนักเทพกำเนิดฟ้าจึงมักถูกขนานนามว่าสำนักเทพกำเนิดมาร

            ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความพยายามของเหล่าศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรและผู้อาวุโสในสำนัก ภาพลักษณ์ที่เคยถูกมองในแง่ลบก็ถูกพัฒนาให้ดูดีขึ้น

            ถึงแม้กระนั้น ก็มิอาจลบเลือนธรรมชาติที่แท้จริงของสำนักมารไปได้

            เหล่าสำนักและอาณาจักรอื่นเมื่อผ่านเข้ามายังดินแดนมหาพรหมสวรรค์นี้ก็จำต้องระมัดระวังตัวอย่างยิ่งยวด มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะถูกปล้นสะดมไปได้

            ในฐานะที่กู้ฉางเกอเป็นถึงบุตรชายของอดีตเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเทพกำเนิดฟ้า อีกทั้งยังเป็นนายน้อยแห่งตระกูลกู้ เขาย่อมสามารถเดินทางเข้าสู่สำนักได้โดยไร้ซึ่งปัญหาใด

            เมื่อมาถึง เขาก็ได้พบกับมารดาที่กำลังฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่

            ทั้งสองพูดคุยกันเนิ่นนาน

            กู้ฉางเกอเล่าเรื่องราวที่เขากล่าวกับบิดาให้มารดาฟังอีกครั้ง

            คำพูดเหล่านั้นทำให้มารดาของเขารู้สึกสะเทือนใจจนดวงตาแดงก่ำ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยความสงสาร “ลูกแม่ต้องลำบากมามากเหลือเกิน”

            กู้ฉางเกอมิได้รู้สึกผิดกับเรื่องนี้นัก

            ในเมื่อปัญหาจากพลังมารได้ถูกขจัดออกไปแล้ว

            เขาเชื่อว่าบิดามารดาของเขาเองก็มิอยากเห็นตัวเขาในแบบเดิมที่เย็นชาและไร้ปรานีอีก

            ส่วนภูมิหลังของซูชิงเกอ กู้ฉางเกอได้ฝากเรื่องนี้ไว้ให้มารดาดูแล

            เขามั่นใจในตัวมารดา

            ยิ่งไปกว่านั้น ซูชิงเกอก็เป็นที่โปรดปรานของมารดาเขาเช่นกัน

            เขาจึงตัดสินใจให้ซูชิงเกออยู่กับมารดาไปก่อน

            พร้อมกันนั้นยังอาจช่วยค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับความทรงจำที่คลุมเครือของซูชิงเกอได้

            หลังจากอยู่ที่สำนักเทพกำเนิดฟ้าได้มิกี่วัน กู้ฉางเกอก็กลับมาที่ตระกูลกู้อีกครั้ง

            จากนั้นเขาก็พาหลินชิวหานเดินทางไปยังสำนักโอสถยอดวิถี ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนบูรพาพิชิตสวรรค์ ในเขตแดนสวรรค์ชั้นใน

            เขตแดนสวรรค์ชั้นในนั้นถูกแบ่งออกเป็นเขตแดนต่างๆ ซึ่งแต่ละเขตถูกเรียกนามต่อท้ายด้วยสวรรค์

            ดินแดนบูรพาพิชิตสวรรค์เป็นเขตแดนที่อยู่ติดกับสำนักโอสถหลายแห่งของโลกเบื้องล่าง จึงได้รับสมญานามว่าเป็นดินแดนสูงสุดแห่งวิถีโอสถ

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแห่งวิถีโอสถจากโลกเบื้องล่างต่างใฝ่ฝันที่จะมาเหินบินขึ้นมายังที่แห่งนี้

            ที่นี่มีปรมาจารย์แห่งโอสถผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมาก

            โอสถที่พวกเขาปรุงล้วนล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้

            ในด้านทรัพยากร น้อยนักที่จะมีขุมกำลังอำนาจใดมาเทียบเคียงได้

            ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายความสัมพันธ์ของปรมาจารย์แห่งวิถีโอสถก็ทรงอำนาจมิน้อย

            แม้ว่าสำนักโอสถยอดวิถีจะอ้างตนว่าเป็นสำนักโอสถอันดับหนึ่ง

            ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้กลับถูกสำนักโอสถอื่นๆ แซงหน้าไปได้

            ด้วยเหตุผลที่สำคัญอย่างการที่พวกเขาขาดแคลนศิษย์ผู้มีคุณสมบัติเพียงพอ

            การจะหาผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านวิถีโอสถนั้นนับว่ายากเย็นแสนเข็ญยิ่ง

            ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว การมีพรสวรรค์อย่างเดียวนั้นมินับว่าเพียงพอ ทั้งยังต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติของสำนักอีกด้วย

            จึงทำให้การสรรหาศิษย์นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

            สำนักเหล่านี้จึงมักเดินทางไปตามพื้นที่ต่างๆ ในเขตแดนภายในสวรรค์เพื่อเฟ้นหาศิษย์

            เพราะในโลกเบื้องล่างนั้น แทบจะมิมีผู้บำเพ็ญเพียรแห่งวิถีโอสถใดที่จะสามารถทะยานเหินขึ้นสู่แดนสวรรค์ได้

            หากแม้จะมี ทว่าก็มักจะถูกดึงตัวไปเป็นแรงงานราคาถูกของเหล่าสำนักนิกายใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณชายขอบสวรรค์แล้ว

            ดังนั้น เหล่าสำนักโอสถใหญ่ๆ จึงมักขาดแคลนศิษย์

            แม้จะมีทรัพยากรเหลือล้น ทว่ากลับขาดผู้สืบทอดที่มีพรสวรรค์ด้านโอสถ

            ทำให้สำนักต่างๆ ต้องออกตามหาผู้มีพรสวรรค์ด้านวิถีแห่งโอสถจากทุกหนแห่ง

            เพื่อผลักดันให้เข้าร่วมกับสำนักของตนเอง

            …

            ในยามนี้ ท่ามกลางขุนเขาที่รายล้อมอยู่โดยรอบ

            ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลอยเด่น คลื่นในทะเลสาบสีเงินซัดสาด สายน้ำตกกระเซ็นระยิบระยับ

            แสงรุ่งเรืองฉายสาด กลิ่นโอสถหอมกรุ่นอบอวล

            สำนักโอสถยอดวิถีเต็มไปด้วยบรรยากาศราวกับแดนเซียน

            ทว่าบัดนี้ ในบรรดายอดเขาน้อยใหญ่ กลับมีเสียงอึกทึกครึกโครมดังไปทั่ว

            เจ้าสำนักหลายแห่งที่ดูแลยอดเขาแต่ละลูก เมื่อได้ยินคำรายงานจากศิษย์ต่างก็ต้องตกตะลึง

            “นายน้อยแห่งตระกูลกู้จากตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงมาถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักเราแล้วหรือ”

            แม้สำนักโอสถยอดวิถีจะอ้างตนว่าเป็นดินแดนแห่งโอสถอันดับหนึ่ง

            ทว่าพวกเขาก็รู้ดีว่าเมื่อเทียบกับตระกูลกู้หรือเหล่ามหาอำนาจอมตะนิรินดร์อื่นๆ แล้ว

            พวกเขายังนับว่าด้อยกว่ามาก

            ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขานับว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถ

            ในด้านรากฐาน วัฒนธรรม และพลังการรบแล้ว

            ล้วนแล้วแต่ยังห่างไกลจากตระกูลกู้หรือสำนักอมตะนิรันดร์อื่นๆ อีกมาก

            เมื่อเผชิญหน้ากับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสำนักอมตะนิรันดร์เช่นนี้

            แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดในสำนัก ก็ยังอดรู้สึกกดดันมิได้

            ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งผู้ที่มาเยือนคือนายน้อยแห่งตระกูลกู้ด้วยแล้วนั้น

            ศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักต่างเร่งรีบมารวมตัวกัน

            “นี่หรือคือสำนักโอสถยอดวิถีที่ท่านพูดถึง กลิ่นโอสถลอยอบอวลมาแต่ไกล แม้แต่คำว่าโอสถที่สลักไว้บนประตูใหญ่ก็ยังแฝงไว้ด้วยพลังอันลึกซึ้ง”

            กู้ฉางเกอทอดสายตามองไปยังสำนักตรงหน้า

            …

            ที่หน้าประตูแห่งภูผา หลินชิวหานสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้า บนใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมบางเบา ยิ่งขับให้ใบหน้าของนางดูสดใสงดงาม

            นางกำลังมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            เมื่อได้ยินว่ากู้ฉางเกอจะส่งนางมาเพื่อเรียนรู้วิชาการปรุงโอสถที่นี่ นางก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            ท้ายที่สุดแล้ว นางมีความสนใจในการปรุงโอสถเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

            และหากเรียนรู้สำเร็จ ก็จะสามารถช่วยเหลือกู้ฉางเกอได้

            เช่นนี้จะทำให้นางมิรู้สึกว่าตนเองไร้ประโยชน์จนเกินไป

            “สมแล้วที่เป็นสำนักโอสถอันเลื่องชื่อแห่งแดนสวรรค์ แม้จะดูเสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ทรัพยากรยังคงนับว่าอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญแล้ว พวกเขายังครอบครองสูตรโอสถเซียนแห่งยอดวิถีอีกด้วย สิ่งนี้นับว่าเป็นโอสถที่แม้แต่เซียนก็ยังใฝ่ฝันถึง”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มสบายอารมณ์

            เขาสวมอาภรณ์คลุมยาวสีดำ ร่างสูงโปร่งยืนอยู่หน้าประตูภูผา

            ทั่วทั้งร่างราวกับเปล่งแสงเรืองรอง สง่างามราวกับเทพหนุ่ม

            นั่นทำให้เหล่าศิษย์ของสำนักโอสถยอดวิถีที่อยู่เบื้องหน้าอดที่จะเหลียวมองมิได้

            ในใจต่างก็รู้สึกตกตะลึงอย่างลับๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่องที่เขามิได้เอ่ยออกมา

            นั่นคือในบรรดาสำนักโอสถใหญ่ด้วยกันนั้น

            สำนักโอสถยอดวิถีมิได้โดดเด่นเช่นในอดีตอีกแล้ว

            บรรดาศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจก็แทบมิมีเหลือ

            ดูไปดูมา ก็เหมือนกำลังถูกบรรดาผู้อาวุโสอายุยืนมาค้ำยันเอาไว้

            ด้วยพรสวรรค์ของหลินชิวหาน หากได้เข้าเป็นศิษย์ของที่นี่ นางจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน

            และหากนางได้กลายเป็นผู้สืบทอดของสำนักโอสถยอดวิถีแล้วนั้น

            กู้ฉางเกอก็จะได้รับแต้มวาสนาจำนวนมหาศาล

            เขานึกภาพตนเองนอนเอกเขนกโดยมิต้องทำสิ่งใด

            เพียงแค่เฝ้ารอแต้มวาสนาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

            ชีวิตของตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขา ช่างแสนจะไร้รสชาติและเหี่ยวเฉาเสียเหลือเกิน

            เบื้องหลังของกู้ฉางเกอยังมีเหล่าผู้ติดตามอย่างอาต้าและผู้อาวุโสหมิงติดตามมาด้วย

            พวกเขาล้วนมีพลังปราณอันทรงพลังจนทำให้เหล่าศิษย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ารู้สึกหวาดหวั่น

            กู้ฉางเกอ นายน้อยแห่งตระกูลกู้จากตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง นำพาบุรุษผู้ทรงอิทธิพลเช่นนี้มาด้วยตนเอง

            อีกทั้งยังมาพร้อมกับหญิงสาวผู้หนึ่ง

            เขามาที่นี่ด้วยเหตุใดกันแน่

            เหล่าศิษย์ต่างรู้จักชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดี

            ในบรรดาผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งแดนสวรรค์

            นายน้อยกู้นับว่าโดดเด่นและได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก

            ผู้เป็นเทพโดยกำเนิด ผู้มีเค้าลางของความเป็นเซียน… คำยกย่องเหล่านี้มีมากเกินจะคณานับ

            นี่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเขาเป็นอย่างมาก

    มิคาดคิดเลยว่าพวกเขาจะได้เห็นตัวจริงของเขาในวันนี้

            นั่นทำให้ทุกคนตื่นตะลึงจนพูดมิออก

            มินานนัก ลำแสงทอประกายอันเจิดจรัสพลันพุ่งเข้ามา

            ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นร่างของเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักโอสถยอดวิถี

            ผู้ซึ่งล้วนเป็นผู้มีพลังปราณอันลึกล้ำ

            “นายน้อยแห่งตระกูลกู้มาเยือนถึงสำนักโอสถยอดวิถีของเรา ขออภัยในความผิดพลาดในครั้งนี้ที่ข้าน้อยมิได้ออกมาต้อนรับให้สมเกียรติ”

            หนึ่งในผู้อาวุโสที่สวมอาภรณ์ยาวสีแดง กล่าวพลางเผยยิ้มอย่างนอบน้อม


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน