หรานจวิ้นตรงเข้ามาในวัง เพื่อขออนุญาตเข้าหอคัมภีร์ที่เก็บเื่ราวของบรรพบุรุษเอาไว้ ต้นแบบของความเจริญในยุคนี้เกิดขึ้นจากฝีมือใครบางคน นั่นคือสตรีที่มาจากต่างยุค แต่มันก็เกิดขึ้นมานานนับร้อยกว่าปีแล้ว จึงทำให้ทุกคนหลงลืมไป ถึงที่มาของความรุ่งเรืองของแผ่นดินนี้ ความเจริญมีมาก การแก่งแย่งก็ตามมาเช่นกัน จึงเป็สาเหตุให้รุ่นหลัง้าอำนาจเฉกเช่นสองพี่น้องคู่นี้ หรานจวิ้นเปิดอ่านเนื้อหาด้านในจนหมดสิ้น เขาใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบชั่วยาม ก่อนจะเดินออกมา
“เป็อย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ” ลี่หยางเอ่ยถามด้วยท่าทางอยากรู้ หรานจวิ้นนิ่งไปเพราะเท่าที่อ่านดู มิได้ช่วยอะไรมากนัก นางมิได้เข้าร่างผู้อื่นแต่มาด้วยร่างตน ต่างจากสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับเื่ของซูเยว่ นางยังคงใบหน้าเดิมเปลี่ยนไปแค่นิสัยใจคอและความสามารถ
“อ๋องไป่จวินเสด็จมาพะย่ะค่ะ” ไห่เฉิงเอ่ยรายงานเมื่อเห็นร่างสูงสง่าของพระเชษฐาผู้เป็นายเดินมา
“หึ! มีสิ่งใดให้เ้าสนใจจนรีบมาที่หอคัมภีร์นี้หรือ” อ๋องผู้พี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่างจากปกติ ทำเอาหรานจวิ้นถึงกับนิ่งไปเพื่อรอดูท่าทีของอีกฝ่าย
“ไยเ้าถึงยืนจ้องหน้าพี่เช่นนี้ล่ะ” ไป่จวินยังคงเอ่ยถาม
“ข้าจะทำสิ่งใดคงมิต้องรายงานเสด็จพี่กระมัง”
“มันก็จริง เช่นนั้นข้าก็ไม่ทำให้เ้าเสียเวลาแล้ว” เขาเอ่ยบอกก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา แต่ก็ยังเหลือบมองอนุชาอยู่เป็ระยะ เพราะนึกสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมาที่นี่
“กระหม่อมสืบได้ว่าอ๋องไป่จวินมักจะออกไปนอกเมืองบ่อยๆ ใน่นี้พะย่ะค่ะ คงเตรียมการซ่องสุมกำลังเป็แน่” ไห่เฉิงรายงานทันทีเมื่อกลุ่มของไป่จวินไปพ้นแล้ว
“สืบต่อไป ต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันมีกำลังมากแค่ไหน ม้าเร็วจากแคว้นหนานกลับมาหรือยัง”
“น่าจะถึงวันพรุ่งนี้พะย่ะค่ะ” คำตอบของคนสนิททำเอาหรานจวิ้นยิ้มร้ายออกมา เขาส่งคนไปเจรจากับรัชทายาทซูหลิน เพื่อก่อฏแย่งชิงบัลลังก์ โดยมีของกำนัลคือสองเมืองที่อยู่ติดชายแดน รวมถึงตำแหน่งฮองเฮาที่ซูเยว่จะได้รับ เขาหมายมั่นว่ามันจะสำเร็จเป็แน่
“จัดการผู้ติดตามของซูเยว่ให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว มิเช่นนั้นพวกมันต้องไปรายงานแคว้นหนานเป็แน่ ว่าข้ามิเคยใส่ใจผู้ที่เป็พระชายาเลย”
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” ไห่เฉิงรับคำก่อนจะตามผู้เป็นายออกจากวัง แล้วมุ่งหน้าไปจัดการผู้ที่ถูกคุมขังในบ้านหลังหนึ่งนอกเมือง โดยมิรู้ว่ามีกลุ่มคนตามเขาออกไปเช่นกัน การต่อสู้แย่งชิงนักโทษจึงเกิดขึ้น ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะาเ็กันทั้งคู่
“พวกเ้าตามคนของข้าไป ถ้ายังอยากรอดชีวิต” เผิงหยวนเอ่ยบอกกับคนของซูเยว่ เขารับหน้าที่ตามมาช่วยเพราะคำสั่งของผู้เป็นาย เมื่อสืบรู้ว่าหรานจวิ้นจับคนทั้งหมดเพื่อใช้ต่อรองกับพระชายา ไป่จวินจึงคิดทำดีเพื่อให้นางอยู่ฝ่ายเขา
ภายหน้าจะได้มีแคว้นหนานเป็กองหนุน ซึ่งยามนี้เขากลับมารอที่หมู่บ้านในหุบเขาแล้ว เพราะซูเยว่ยังนอนซมเพราะมีไข้ ทำให้เขาต้องสั่งคนสนิทไปช่วยคนของนางมา
“ที่นี่ที่ไหนกันพี่จินหยาง แต่ล่ะคนดูมิน่าไว้ใจเลยสักนิด หน้าตาอย่างกับโจร” เสี่ยวชิงเอ่ยถามพี่ชายทันที ซึ่งมีหลินหยากอดแขนสหายตนเอาไว้แน่น
“พี่ก็มิรู้ เ้าก็เห็นว่าตอนที่เราเข้ามาถูกปิดตาเอาไว้” จินหยางตอบน้องสาว ก่อนที่จางเหยาจะเดินเข้ามาหา
“ที่นี่คือหุบเขาโจร นายของพวกเ้าอยู่ที่นี่ ตอนนี้มีไข้ เ้าสองคนรีบเข้าไปดูเถอะ ห้อง้า”
“เ้าหมายถึงพระชายาหรือ” หลินหยาเอ่ยถามทันที
“ใช่” คำตอบสั้นๆ ของจางเหยาทำเอาทุกคนถึงกับยิ้มดีใจ ก่อนที่สองนางกำนัลจะเดินตามขึ้น้า เมื่อประตูเปิดออกก็พบว่ามีบุรุษร่างสูงนั่งอยู่บนเตียงก่อนแล้ว พร้อมด้วยร่างเล็กที่นอนกอดเอวอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อหาความอบอุ่น ทำเอาสองนางกำนัลถึงกับทำหน้ามิถูก
“เข้ามาดูแลนางตามหน้าที่ของเ้า อย่าได้เอ่ยสิ่งใดให้มากความ มิเช่นนั้นลมหายใจพวกเ้าก็จะไม่มี”
“เ้าค่ะ” สองนางรับคำก่อนจะเดินเข้าไปดูเ้านาย
“อื้อ! จะไปไหน” เสียงแหบพร่าเปล่งออกมา ลมหายใจร้อนส่งผ่านมายังมือแกร่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบเบาๆ
“ข้าออกไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ นอนต่อเถอะนะ” เสียงอ่อนโยนเอ่ยผ่านริมฝีปากหนา ก่อนจะลูบหัวอีกฝ่าย เขาเหลือบมองสตรีสองนางด้วยสายตาแข็งกร้าว ต่างจากที่ทำกับคนตัวเล็กที่นอนอยู่
“ใครกันเสี่ยวชิง” หลินหยาอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม
“ถามข้า แล้วข้าจะรู้หรือหลินหยา ดูพระชายาก่อนเถอะ ไยถึงเจ็บป่วยเพียงนี้ ร่างกายก็มีแต่ร่องรอยเหมือนคราก่อนเลย คงมิใช่เพราะบุรุษผู้นี้หรอกนะ”
เสี่ยวชิงสังเกตเนื้อตัวผู้เป็นายก็รู้สึกสงสาร เพราะมิรู้ว่านางโดนสิ่งใดมากันแน่ หลินหยาแยกตัวไปต้มยา โดยมีจางเหยาพาไปที่ครัว จึงได้มีโอกาสซักถาม แต่ก็มิได้คำตอบใด เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เงียบและจ้องหน้านางเท่านั้น จนสตรีตัวน้อยเกิดกลัวขึ้นมา เพราะสังเกตเห็นว่าที่นี่มีแต่บุรุษและหน้าตาดูโเี้น่ากลัว
หลินหยาจึงจำต้องต้มยาเงียบๆ ไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีก จนกระทั่งแล้วเสร็จก็ยกขึ้นไป้า โดยมีจางเหยาคอยเดินตามเช่นเคย ส่วนจินหยางและองครักษ์อีกสองก็เดินไปมาสำรวจที่นี่เพราะมิได้ถูกกักขัง
“ดูเหมือนจะเป็ที่ซ่องสุ่มกำลัง หรือไม่ก็ซ่องโจรนะขอรับใต้เท้า แล้วพระชายาทรงมาอยู่ที่นี่ได้เช่นไรกัน”
“ต้องรอให้ได้พบพระชายาก่อน ยามนี้อย่าเอ่ยสิ่งใดมาก ทุกคนอาจเป็อันตรายได้” จินหยางเอ่ยบอกสหาย ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ศาลามิห่างจากเรือนหลังใหญ่ของที่นี่ ซึ่งน่าจะเป็ของผู้เป็นายที่ดูแลอยู่
ร่างสูงในชุดปกติทั่วไปแต่ยังดูน่าเกรงขามและดูสง่าอีกทั้งเขายังรูปงามมิต่างจากคนในราชสำนัก เดินออกมาหยุดที่หน้าเรือน ทำให้ทุกคนต่างก็ก้มหัวให้จนองครักษ์ทั้งสามต้องทำตาม จินหยางมองบุรุษตรงหน้าเขารู้สึกคุ้นตายิ่งนัก พร้อมกับนึกในใจ
“จะเป็ไปได้หรือที่จะมีคนหน้าตาคล้ายกันถึงเพียงนี้ คงมิใช่หรอกอ๋องไป่จวินเ้ายศเ้าอย่างมิต่างจากผู้น้อง จะมาอาศัยอยู่ที่นี่ราวกับซ่องโจรได้เยี่ยงไร”
“เ้ามีสิ่งใดสงสัยในตัวข้างั้นหรือ” ไปจวินเอ่ยถามเสียงเรียบ เขามองออกว่าอีกฝ่ายคงกังขาเป็แน่
“เปล่าขอรับ ข้าเพียงแค่สงสัยว่าที่นี่คือที่ใด”
“หุบเขาโจร” เผิงหยวนเอ่ยบอกคลายความสงสัยของทั้งสาม ทำเอาองครักษ์ด้านหลังต่างก็หันมามองหน้ากันในทันที ต่างจากจินหยางที่ยังดูสงบนิ่งอยู่
“รู้แล้วจะทำเช่นไร จะพานายเ้าหนีออกไปงั้นหรือ” เสียงเรียบดังขึ้นก่อนจะเดินตรงมายังโต๊ะแล้วนั่งลงมิไกลจากทั้งสามนัก ทำให้จินหยางต้องถอยหนีออก เพราะดูแล้วที่นี่บุรุษผู้นี้คงเป็หัวหน้า หรือไม่ก็นายใหญ่สุดแล้ว ทุกคนถึงได้ดูเกรงจนมิกล้าเข้ามาวุ่นวาย
“ข้าเพียงแค่อยากถามให้แน่ใจเท่านั้น หากพวกท่านช่วยนายข้าไว้ ก็เท่ากับเป็ผู้มีพระคุณเช่นกัน”ไป่จวินยกยิ้มมองอีกฝ่ายที่ฉลาดเอ่ยถ้อยคำเสียเหลือเกิน คนของแคว้นหนานคงประมาทมิได้จริงๆ
“เช่นนั้นพวกเ้าก็พักผ่อนกันตามสบายเถอะ ขอเพียงมิออกไปจากที่นี่ก็พอ เพราะถ้าออกไปก็คงกลับมาอีกมิได้ ส่วนนายของเ้ามิต้องห่วง นางหายดีพวกเ้าจะได้พบ”
ไป่จวินเอ่ยจบก็เดินกลับขึ้นเรือน โดยมีสายตาของทุกคนมองตาม มิเว้นแม้แต่คนสนิทของเขา เพราะออกมามิทันไรผู้เป็นายก็กลับเข้าไปอีกครั้ง ยามนี้เผิงหยวนรู้แล้วว่าสตรีด้านในเป็ใคร เขาแปลกใจเหลือเกินเหตุใดผู้เป็นายถึงมิสังหารนาง แต่กลับนำมาอยู่ด้วยเสียได้ หากอ๋องหรานจวิ้นรู้คงเป็เื่ใหญ่โต
จนถึงขั้นผู้เป็นายต้องโทษเป็แน่ ยังดีที่คนเหล่านี้มิล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริง แต่ก็ต้องระวังมิให้ออกไปนอกหุบเขาได้ ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดที่ปลายเตียง ก่อนจะสั่งให้นางกำนัลทั้งสองออกไป แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะลังเล
“หึ! กลัวข้าจะทำอันใดนายเ้างั้นหรือ มิต้องกลัวหรอกเพราะข้าทำไปแล้ว นางเป็เมียข้า อีกมินานก็เป็แม่ของลูก คงมิต้องให้เอ่ยนะว่าข้าทำเช่นไร” เขาเอ่ยบอกในสิ่งที่สองสหายต่างก็กังวล ซึ่งบัดนี้มันเป็อย่างที่กลัวแล้ว จึงจำต้องเดินคอตกออกมาจากห้องอย่างจำใจ
“ทำเช่นไรดีเสี่ยวชิง เป็เช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลเปล่งออกมาเบาๆ เสี่ยวชิงมองซ้ายแลขวาก่อนจะจูงมือกันไปหลบข้างเรือน
“รอให้พระชายาฟื้นก่อนเถอะค่อยว่ากัน เรามีหน้าที่ดูแลพระองค์ให้ปลอดภัย ผิดถูกอย่างไรเสียสำหรับข้ามิจำเป็ หากพระชายามีใจต่อบุรุษผู้นี้ เราก็คงทำสิ่งใดมิได้”
“นั่นสินะ แต่จะเป็ไปได้เช่นไรในเมื่อพระชายารักมั่นต่ออ๋องหรานจวิ้น จนยอมทุกอย่างมิเคยปริปาก”
“นั่นมันเมื่อก่อนนะหลินหยา ั้แ่พระองค์ฟื้นจากการจมน้ำครานั้น ข้าเองยังมิเชื่อว่าพระองค์จะมีลมหายใจเลย แต่ก็ตื่นขึ้นมาราวกับว่าคนนอนหลับเสียอย่างนั้น อีกทั้งนิสัยใจคอก็เปลี่ยนไป เก่งกาจเฉลียวฉลาดรอบรู้ ทั้งที่พระองค์ก็อยู่แต่ในวัง พออภิเษกก็อยู่แต่ในจวนมิเคยออกไปที่ใด มิเคยเรียนรู้การจับอาวุธ แต่นี่เก่งจนน่ากลัว” เสี่ยวชิงหวนนึกถึงการยิงธนูของผู้เป็นายที่ช่วยหลินหยา
“จริงด้วย ข้าเองยังคิดว่าคงตายแน่ในครานั้น พระชายาเปลี่ยนไปมากราวกับมิใช่คนเดิม อีกทั้งการพูดจาก็ประหลาดในตอนแรก หากเรามิช่วยสอน ป่านนี้คงยังเอ่ยถ้อยคำให้ผู้อื่นงงอีกเป็แน่”
“เอาเถอะสักวันพระชายาคงบอกเื่เหล่านี้กับเราเอง ยามนี้ก็ดูแลให้ดีก็พอ ข้าจะไปดูยาที่ห้องครัว เ้าไปกับข้าที ที่นี่มีแต่ผู้ชายใช่หรือไม่ ดูท่าน่าจะเป็ซ่องโจรอย่างที่คนผู้นั้นเอ่ย มิคิดเลยว่าชีวิตของพระชายาจะยากเย็นเพียงนี้ ยามใดกันที่นางจะพบเจอคนดีเสียที”
เสี่ยวชิงเอ่ยบอกสหายก่อนจะเดินจูงมือกันไปต้มยา โดยมิรู้เลยว่ามีใครบางคนซึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้านใน ส่วน้าก็มีไป่จวินยืนอยู่บนระเบียง ทำให้ได้ยินทุกถ้อยคำที่ทั้งคู่คุยกัน ั์ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองคนตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียง
“เ้าเป็ใครกันแน่ หรือจะเป็คนที่มาจากยุคอื่นจริงๆ” ไป่จวินเอ่ยเบาๆ ก่อนจะเดินมายังเตียง แล้วปีนขึ้นไปนอนข้างคนตัวเล็กที่ยังคงตัวรุมๆ อยู่ เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นซูเยว่จึงขยับเข้าหาร่างแกร่งทันที ทำเอาอ๋องหนุ่มถึงกับต้องนอนนิ่งเพื่อให้นางกอด รอยยิ้มผุดขึ้นมิรู้ตัว พร้อมกับวาดวงแขนกระชับจนร่างเล็กซุกอยู่ในอก
“หึ! ข้าก็แค่ไม่อยากให้เ้าตายตอนนี้หรอกนะ เ้ายังมีประโยชน์มากมาย และข้าต้องรู้ก่อนว่าเ้าเป็ใครกันแน่” ไป่จวินเอ่ยอย่างมั่นใจในความรู้สึก เขามิได้คิดสงสารคนในอ้อมกอดแต่อย่างใด แค่ยังใช้ประโยชน์ไม่หมดก็เท่านั้น เมื่อใดที่งานใหญ่สำเร็จ แน่นอนว่าเขามิมีทางไยดีนางเป็แน่