บทที่ 17ทะลวงขีดจำกัด
ยามเช้า ณโรงอาหารของพรรคเจ็ดดารา ผู้คนส่งเสียงจอแจราวกับรังนกกระจิบ
โต๊ะไม้กว่าร้อยตัวถูกจับจองจนแน่นขนัดกลิ่นข้าวต้ม และผักดองเค็มลอยอบอวลปะปนไปกับไอร้อน เสียงชามและตะเกียบ กระทบกันเคล้าไปกับเสียงพูดคุยหัวเราะของเหล่าศิษย์ใหม่และคนงาน
ทว่ามุมหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้กลับเงียบสงัดผิดปกติ
หลี่ชิงเสวี่ยนั่งหลังตรงอยู่เพียงลำพังบนโต๊ะมีเพียงชามโจ๊กขาว หมั่นโถว และผักดองจานเล็ก
นางคีบอาหารกินอย่างไม่รีบร้อนดวงตาทั้งคู่เรียบเฉียบ และใสกระจ่างดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
โต๊ะรอบข้างตัวนางว่างเปล่าไร้ผู้คนไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ สมาชิกใหม่บางคนที่ยังไม่รู้ความกำลังจะเดินไปนั่งก็ถูกเพื่อนสนิทรีบฉุดแขนดึงตัวกลับมาทันที
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งกลับร้อนระอุ
จ้าวเทียนซิงถูกผู้คนรุมล้อมหนาแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างเพียงแค่หกวันหลังจากเข้าพรรคเขาก็สามารถฝึกหมัดสิบสองรูปแบบจนเข้าถึงระดับเริ่มต้นของรูปแบบวานรได้แล้ว
ทั้งยังเอาสามารถชนะศิษย์เก่าได้ในสิบกระบวนท่ายิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานนี้เขายังประมือกับศิษย์ใหม่พร้อมกันห้าคนแล้วคว้าชัยชนะมาได้
ชื่อเสียงในยามนี้ดังก้องจนแทบจะบดบังหลิงเฟิงเสียด้วยซ้ำ
ด้านหนึ่งเย็นยะเยือกสงบนิ่งอีกด้านร้อนแรงฝุ่นตลบ ราวกับในโรงอาหารแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองโลก
ลู่เฟิงเดินถือถาดอาหารที่มีโจ๊กขาวหมั่นโถวข้าวโพด และผักดองเข้ามา
เขาปรายสายตามองสหายสนิทที่พยายามโบกไม้โบกมือเรียกเขาจนแขนแทบหลุดแต่ลู่เฟิงกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และเลือกที่จะเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะม้านั่งยาวที่อยู่ถัดจากหลี่ชิงเสวี่ยแทน
เพราะเขาชอบความเงียบสงบมากกว่าการไปนั่งเบียดเสียดท่ามกลางผู้คน
หลังจากหลี่ชิงเสวี่ยกินเสร็จและลุกเดินจากไป จ้าวเทียนซิงก็รีบปลีกตัวจากฝูงชนแล้วพุ่งตรงมาหาลู่เฟิงทันที
"พี่ลู่ท่านเห็นข้าโบกมือเรียกชัดๆ เหตุใดจึงทำเป็นมองไม่เห็นเล่า?แล้วนี่ท่านไม่กลัวศิษย์พี่ชิงเสวี่ยหรืออย่างไร?"
ไม่ทันที่ลู่เฟิงจะเอ่ยปากตอบหญิงสาวร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่เดินตามจ้าวเทียนซิงมาก็เอ่ยแทรกขึ้นน้ำเสียงเข้ม
"นี่เจ้าไม่รู้หรือว่านางคือดาบที่เร็วที่สุดในพรรคเรา?คนของพรรคดาบโลหิตต้องทิ้งชีวิตไว้ใต้คมดาบของนางมานับสิบคนแล้วมีแต่คนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเท่านั้นแหละที่กล้าไปนั่งใกล้..."
"น่ารำคาญจริง!"
จ้าวเทียนซิงตวัดสายตาหันไปมองขัดจังหวะคำพูดของนางทันควัน
หญิงสาวผู้นั้นใบหน้าขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอายนางรีบปรับสีหน้าแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"เทียนซิงเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งเหตุใดถึงต้องมามัวคลุกคลีอยู่กับคนที่มีพรสวรรค์ต่ำต้อยเช่นนี้ด้วยเล่า?"
ปัง!
จ้าวเทียนซิงกระแทกไข่ต้มสองฟองที่หญิงสาวเพิ่งมอบให้ลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่นจนคนรอบข้างสะดุ้ง
"เจ้าเข้าพรรคมาตั้งสี่เดือนแล้วยังแตะไม่ถึงขอบเขตขั้นบำรุงโลหิตเลยด้วยซ้ำแล้วมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกลู่เฟิง?”
“วันแรกที่เขาลงลานฝึกหมัดเขาไม่โดนไม้ไผ่ของครูฝึกเฉาหวดเลยสักครั้งเดียวคนแบบนี้เรียกว่าพรสวรรค์ต่ำงั้นรึ? เอาไข่ต้มของเจ้าคืนไปเถอะ ข้าไม่รับ!"
หญิงสาวผู้นั้นหน้าซีดเผือดด้วยความอับอายจนถึงที่สุดนางรีบหยิบไข่ต้มแล้ววิ่งหนีออกไปจากโรงอาหารทันที
ลู่เฟิงยังคงคีบผักดองเข้าปากอย่างใจเย็น
"นางเพียงแค่อยากจะเข้ามาผูกมิตรเองจำเป็นต้องดุขนาดนั้นเชียวรึ?"
"ข้าก็แค่มีรากฐานร่างกายดีกว่าคนเมืองทั่วไปเท่านั้นแหละพี่ลู่"
จ้าวเทียนซิงถอนหายใจพลางลดเสียงลง
"หากพูดถึงความเข้าใจในวิชายุทธ์ท่านเหนือกว่าข้าตั้งเยอะ มีแต่คนพวกนี้แหละที่สายตาสั้นมองไม่เห็นเอง"
นายพรานหนุ่มโบกมือไล่คนที่มุ่งดูรอบๆให้กระจายตัวไป จากนั้นจึงล้วงเอาไข่ต้มอีกสองฟองที่ตนเองได้มาวางลงตรงหน้าลู่เฟิง
"อ่ะนี่...ของที่ศิษย์พี่หญิงอีกคนมอบให้ข้าเมื่อเช้า ท่านกินเถอะไม่ต้องอิจฉาหรอกคนหน้าตาดีสตรีรุมล้อมมันก็ลำบากเช่นนี้เอง"
"หลงตัวเองเสียจริงเจ้า"
ลู่เฟิงส่ายหน้าขำ
"แต่ตอนนี้ข้าสนใจเพียงเรื่องฝึกยุทธ์เท่านั้นยังไม่คิดเรื่องรักใคร่หรอก"
จ้าวเทียนซิงหัวเราะก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาแล้วกระซิบถาม
"ถามจริงเถอะพี่ลู่...ศิษย์พี่ชิงเสวี่ยผู้นั้น นางมีคนในใจหรือยัง?"
ลู่เฟิงรีบยกชามโจ๊กหนีเดินเปลี่ยนไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งทันที
"อย่าพูดจาส่งเดชไปเรื่อยเดี๋ยวข้าจะพลอยโดนดาบนางฟันไปด้วย"
จ้าวเทียนซิงรีบยกจานเดินตามมาติดๆก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง
"อีกเจ็ดวันข้าจะเริ่มลงมือควบแน่นพลังปราณโลหิตเส้นแรกแล้วนะพี่ลู่"
มือที่กำลังคีบหมั่นโถวของลู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย
ขอบเขตขั้นบำรุงโลหิตคือสิ่งที่อันธพาลอย่างหลิวต้าฝืนฝึกฝนมาครึ่งปีก็ยังไม่อาจก้าวข้ามผ่านไปได้
แต่จ้าวเทียนซิงต่างออกไปเขาเติบโตในป่าลึก ดื่มน้ำพุ กินเนื้อสัตว์อสูรและสู้กับเสือหมาป่าด้วยมือเปล่ามาตั้งแต่เด็ก
มิหนำซ้ำยังเพิ่งได้กินเนื้องูหลามโลหิตเกล็ดชาดเข้าไปอีกปราณโลหิตของเขาจึงหนาแน่นเทียบเท่าผู้ที่ทะลวงขั้นบำรุงโลหิตตั้งแต่ก่อนเข้าพรรคด้วยซ้ำ
อันที่จริงการทะลวงขั้นบำรุงโลหิตแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการฝึกหมัด และกินยาเพื่อเคี่ยวกรำให้โลหิตหนักดุจแน่นปรอท
ส่วนช่วงที่สองคือการทำสมาธิเพื่อควบแน่นปราณโลหิตให้ครบสามเส้นแล้วโคจรทั่วร่างซึ่งจ้าวเทียนซิงในยามนี้เรียกได้ว่าข้ามผ่านช่วงแรกไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
"ตอนที่ข้านั่งทำสมาธิข้าได้ยินเสียงปราณโลหิตในอกมันวิ่งพล่าน คำรามกึกก้องราวกับคลื่นซัดฝั่งเลยละ พี่ลู่”
“อาจารย์เฉาบอกว่านี่คือสัญญาณของการควบแน่นพลังตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านอาจารย์จะเริ่มสอนวิธีกระตุ้นให้อีกเจ็ดวันข้าจะลองควบแน่นปราณเส้นแรกดู!"
"ยินดีด้วย"
ลู่เฟิงกล่าวตอบจากใจจริง
"หากเจ้าทำสำเร็จเมื่อใดอย่าลืมมาเล่าประสบการณ์ และวิธีสัมผัสพลังให้ข้าฟังบ้างล่ะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว!ข้าไม่มีทางปิดบังท่านแม้แต่ครึ่งคำ!"
จ้าวเทียนซิงตบก้นอกตนเองเสียงดังปึก
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จทั้งสองคนก็เดินไปรับน้ำแกงยาบำรุงโลหิตประจำวัน
ลู่เฟิงประคองชามดินเผาขึ้นมาก่อนจะกลั้นใจกระดกดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงในอึกเดียว
ในเสี้ยววินาทีนั้นภาพจำลองของระบบในหัวพลันสั่นไหว
[พลังวิญญาณ:10.2]
ในที่สุดแต้มพลังวิญญาณของเขาก็ทะลุเกินสิบแต้มเสียที
เมื่อเดินแยกย้ายออกมาจากโรงอาหารลู่เฟิงก็หาสถานที่ลับสายตาผู้คน
เขารวมจิตเพ่งไปยังเครื่องหมายบวกที่ปรากฏอยู่ตรงท้ายแถวของวิชาดาบผ่าฟืนทันที
[วิชาดาบผ่าฟืนถึงขีดจำกัดสูงสุดของขั้นสมบูรณ์ ต้องการใช้พลังวิญญาณ 10 แต้มเพื่อทะลวงขีดจำกัดหรือไม่?][ใช่/ไม่]
ลู่เฟิงเลือกคำตอบใช่ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แต้มพลังวิญญาณบนระบบพลันลดฮวบลงสิบแต้มในพริบตาพร้อมกันนั้น พลังงานลึกลับสายหนึ่งที่เย็นเยียบ และทรงพลังก็หลั่งไหลพล่านไปทั่วกาย
ในห้วงจิตสำนึกของเขาพลันปรากฏภาพแสงดาบคมกริบสีเงินนับไม่ถ้วนกำลังกรีดฉีกผ่านผืนฟ้านภากาศด้วยท่วงท่าและจังหวะอันพิสดารเหนือล้ำ
แม้ว่ากระบวนท่าเหล่านั้นจะมีเพียงแค่ท่วงท่าพื้นฐานอย่างการฟันและการผ่าฟืนอย่างเรียบง่าย ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความเฉียบคม และรวดเร็วเสียจนชวนให้ผู้มองหลงใหลและไม่อาจละสายตาได้เลย
ในเวลาเดียวกันแขนทั้งสองข้างของเขาพลันเกิดความรู้สึกคันยุบยิบอย่างรุนแรงราวกับมีฝูงมดนับหมื่นตัวกำลังรุมไต่ตั้งแต่ชั้นกล้ามเนื้อลึกลงไปจนถึงกระดูก
ลู่เฟิงหลับตาลงนั่งนิ่งรับรู้ถึงกระบวนการแปรเปลี่ยนของร่างกายอย่างสงบจนกระทั่งความคันเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไป และทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
เขาลืมตาขึ้นแล้วลอบสำรวจแผงระบบอีกครั้ง
[การบ่มเพาะ:ขอบเขตแรกแห่งการวางรากฐาน ขั้นบำรุงโลหิต 43%]
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ทะลวงขีดจำกัดครั้งที่หนึ่ง 0/3000) (คุณลักษณะ: ดาบไวประหนึ่งวายุ)]
[ทักษะ:การอ่านเขียน (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 169/200 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 2/300 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
ขีดจำกัดดั้งเดิมของวิชาดาบผ่าฟืนถูกทำลายลงแล้ว
แถวแสดงค่าความคืบหน้าชุดใหม่ปรากฏขึ้นมาแทนที่และสิ่งที่ทำให้นัยน์ตาของลู่เฟิงต้องหดวับลงด้วยความตื่นตะลึงก็คือคุณลักษณะพิเศษของวิชาดาบที่เพิ่มเข้ามาใหม่
“ดาบไวประหนึ่งวายุ!”