ตอนที่ 72 : ขนมพอสมน้ำยา (จบบทที่ 1)
ขึ้นไปทางทิศเหนือของเมืองปารีส โซนที่อยู่อาศัยก็ยังให้บรรยากาศแบบตึกแถวเช่นเดียวกับบริเวณที่ชินกับโอลิเวียเข้าพักโรงแรม
ระหว่างที่เดินเลียบไปตามท้องถนนอันไร้ผู้คน ความมืดมิดและความเงียบงันกลายเป็นการตัดสิ่งรบกวนให้จมจ่อมอยู่กับความคิด
โอลิเวียรู้ได้เลยจากคิ้วที่ขมวดเข้าด้วยกันของชิน แถมยังสีหน้าที่มองออกได้เลยว่าบิดเบี้ยว ชินไม่เหลือเค้าของความผ่อนคลายจากการเต้นรำก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิดเดียว
สับสนสินะคะชิน แต่มันก็แน่ล่ะ
เพราะความจริงมันโหดร้ายนี่คะ
โอลิเวียคิดถึงความรู้สึกของชิน ในอกเธอก็ปวดร้าวขึ้นมา
เธอทนไม่ได้จนต้องเข้าไปกุมมือชิน ทำไหล่เขากระตุกด้วยความตกใจ คงเพราะจมอยู่กับความคิดลึกเกินไปด้วย
แต่อย่างน้อยตอนนี้ชินก็กลับมายังความเป็นจริงแล้ว ต้องขอบคุณสายตาเป็นห่วงเป็นใยของโอลิเวีย
“ดิฉันอยู่ข้างชินนะคะ”
“...ขอบคุณนะ”
ชินได้แต่ยิ้มอ่อนกลับมา โอลิเวียเห็นชัดเลยว่าชินฝืนมากยิ่งกว่าทุกที
เห็นแล้วมันทนไม่ไหวเหมือนหัวใจจะแตกดับเสียตรงนี้ก็จริง แต่หากไม่ก้าวไปข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยน
ถ้าพระเจ้ามีจริง
ได้โปรด... อย่าทำเรื่องโหดร้ายกับชินไปมากกว่านี้เลยค่ะ
โอลิเวียเฝ้าหวังไม่ให้เรื่องหนักเกินไป ก่อนที่จะเดินจูงมือเคียงคู่ชินจนถึงจุดหมาย
...ที่นี่สินะ
ชินเงยมองตึกแถวที่มีประตูกระจกแทบไม่ต่างจากตึกพาณิชย์ที่ไปเที่ยวในงานทัศนศึกษา ดูจากภายนอกแล้ว นี่ไม่ได้ต่างจากตึกทั่วไปเลย
ว่าไปแล้วก็เหมาะสมดีกับการซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สำหรับอาชญากรรมร้ายแรงที่ไม่รู้จะหนีไปอยู่ไหนได้ ...อย่างคนร้ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
รูปลักษณ์อาคารตรงกับที่ได้ข้อมูลมาจากมิว
งั้นถ้าข้อมูลของ ‘Tracking Master’ ไม่ผิดพลาด นี่แหละคือที่กบดานของเจ้าตัวตลก
ชินคิดถึงแต่ละก้าวที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ตรงนี้ ภายในใจก็เต้นรัวขึ้นมาด้วยความร้อนรุ่ม มือเขาเองก็ยังถึงกับสั่นด้วยความตื่นเต้น
เรารอเวลานี้มานานแค่ไหนกันนะ... เวลาที่จะได้เผชิญหน้ากับเจ้าคนที่กวาดล้างบ้านของเราจนไม่เหลืออะไร
เราจินตนาการถึงช่วงเวลานี้ ถึงกับเตรียมคำพูดและวิธีทรมานมันให้ดับดิ้นก่อนตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
แต่ทำไม... มือที่สั่นอยู่นี่ถึงไม่ได้มาจากความโกรธเกลียดกันนะ
...หรือเพราะอีกฝ่ายคือ ‘คุณ’ กันแน่?
ชินเฝ้าถามความรู้สึกที่อยู่ในใจตัวเอง
นี่ไม่ใช่ความแสบร้อนเมื่อครั้งเห็นภาพตัวตลกยืนอยู่เบื้องหน้าศพผู้เป็นบิดามารดา และไม่ใช่ความหัวร้อนเมื่อเห็นเจ้าตัวตลกมายืนเยาะเย้ยถากถางหลังกลับจากโรงเรียนก่อนหน้านี้
แต่เป็นความโหวงเหวง และเคว้งคว้าง... ราวกับลอยอยู่ในอากาศเพราะไม่อาจคว้าความจริงไว้ได้
“ชิน”
“อืม”
ได้ยินโอลิเวีย ชินเลยเอื้อมมือกดกริ่งหน้าประตู ทั้งที่เธอแค่ถามเพราะอยากรู้อาการเขาเฉย ๆ
แต่ชินเองก็รู้ตัวอยู่เหมือนกัน ว่าหากไม่เริ่ม ความจริงก็จะไม่ปรากฏให้รู้เสียที ...แม้ว่ามันอาจเจ็บปวดก็ตาม
เสียงฝีเท้าในบ้านเริ่มใกล้เข้ามา และดังขึ้นเป็นจังหวะตามเสียงกริ่งที่กดไป
“มาแล้วครับ!”
เสียงดูมีอายุของชายชราดังมาจากในตัวบ้าน ชินไหล่กระตุกในทันทีราวกับความทรงจำถูกปลุก เช่นเดียวแววตาเศร้าสร้อยของโอลิเวียที่รู้ว่ามันต้องเกิดขึ้น
พริบตานั้นประตูของบ้านก็เปิดออกมาให้เห็นเจ้าของ ...เป็นชายชราผมขาวสั้น ดูภูมิฐานด้วยทรงที่จัดแจงอย่างสุภาพชน นอกจากนี้ยังสวมแว่นดูเสริมภูมิปัญญาเข้าไปอีก
แต่... เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น มากเท่ากับใบหน้าอันคุ้นเคยที่ทำเอาชินเบิกตาหน้าซีดแม้จะรู้อยู่แล้ว
“อาจารย์ฮอว์คิน...”
ทำไม? เพราะอะไร!?
ความรู้สึกสับสนปนเปในอก ชินรู้สึกมวนท้องเหมือนมื้อค่ำจะสวนย้อนขึ้นมา ต้องขอบคุณที่เขาฝึกมาแล้วภายนอกถึงยังนิ่งอยู่ได้
แต่เรื่องที่น่าแปลกเหมือนกัน คือทางชายชรา ...ฮอว์คินเองก็ดูสงบนิ่งเช่นกัน
“มาแล้วสินะ ชิน...”
ฮอว์คินยิ้มอ่อนเมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือศิษย์เอกของตน
แต่สำหรับชิน เขาไม่แน่ใจเลยว่ารอยยิ้มนั้นมีความหมายอะไร
กำลังดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง? ดีใจที่ชินตามหาเขาจนเจอ? หรือว่ากำลังดีใจที่ทุกอย่างมันเข้าแผนของเขากัน?
“ทำไมกันครับ...”
“...ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ดีหรอก เข้ามาก่อนสิ”
ฮอว์คินตัดบทชินอย่างใจเย็นพร้อมกับแง้มประตูให้เข้ามา
ก็จริงที่มันน่าสงสัยเหมือนถูกล่อให้ติดกับ แต่ยังไงชินก็คิดจะก่อการในบ้านอยู่แล้ว เขาจึงเดินผ่านเข้าไปตามคำเชิญโดยที่จ้องตาฮอว์คินไม่วาง
กลับกัน... ฮอว์คินเบือนสายตาหนีง่าย ๆ และหันไปทางโอลิเวีย
“เธอก็ด้วยนะโอลิเวีย”
“...จะดีเหรอคะ? ถ้าทำให้ชินเจ็บปวด ดิฉันไม่ไว้หน้าใครหรอกนะคะ ต่อให้เป็นท่านก็ตาม”
“ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย งั้นก็คิดจะเข้ามาอยู่แล้วสินะ”
“...”
โอลิเวียจ้องฮอว์คินที่หลับตายิ้มอ่อน เขาเปิดประตูกว้างขึ้นให้โอลิเวียตามชินเข้ามาติด ๆ แบบไม่คิดกลัว ทั้งที่เพิ่งเชิญศัตรูเข้าบ้านสองคนแท้ ๆ
แต่... ก็เพราะฮอว์คินพูดเหมือนกำลังลองใจโอลิเวีย ชินถึงได้กลับมารู้สึกถึงอันตราย
ไม่ได้... ใจเย็นไว้สิชิน!
ถ้าแกลังเล คนที่จะเป็นอันตรายมันไม่ได้มีแค่แกนะ!
ชินรีบปรับลมหายใจใหม่ เพราะรู้สึกว่าตัวเองชักจะตื่นตูมเกินไปจนอาจเสียงาน ...และหนักสุดคืออาจเสียโอลิเวียไป
แววตาเขากลับมาคมกริบในชั่วอึดใจ แม้ความรู้สึกปั่นป่วนในอกยังอยู่ แต่สำหรับการทำทุกอย่างตามบท แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เอาล่ะ... เข้ามาในที่อยู่ของอาจารย์ได้ตามแผนแล้ว
ระหว่างทางมาที่นี่ก็สวมอุปกรณ์ก่อกวนสัญญาณไว้ ทำให้กล้องวงจรปิดทั้งหมดจะไม่จับภาพเรากับโอลิเวีย
ทีนี้ก็จะไม่เหลือหลักฐานจากภายนอกให้สาวถึงเรา
ส่วนต่อจากนี้... เราจะเค้นข้อมูลทุกอย่างที่อยากรู้ให้หมด ก่อนจัดฉากฆาตกรรมให้ดูเหมือนกับการฆ่าตัวตาย
แล้วสุดท้ายก็ไล่ลบหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวกับเราในบ้านหลังนี้
เพียงเท่านี้... งานของเราก็จะได้จบ!
ชินทวนแผนในขณะที่ฮอว์คินกำลังเดินสวนพวกตนเข้าไปในบ้านอย่างใจเย็น
ฮอว์คินมองตรงเข้าไปในบ้านตัวเองและเดินนำเข้าไปอย่างสบาย ๆ ทำให้ชินมั่นใจว่าเป็นจุดบอดที่เขามองไม่เห็น
มือของชินเอื้อมหลังเอวตนเพื่อคว้าปืนสั้นที่เหน็บไว้ตามแผน
“ป๊ะป๋า!”
“!?”
เสียงเด็กผู้หญิงในบ้านทำให้มือของชินต้องหยุดลง เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองจนกระทั่งได้เอี้ยวตัวมอง
ภายในบ้านมีเด็กผู้หญิงผมสั้นสีน้ำตาล ดูอายุจะไม่ถึงสิบขวบดีด้วยซ้ำ
เธอเดินออกมาจากห้องครัวที่ต่อมาถึงโถง เดินเตาะแตะเข้ามากอดขาฮอว์คินออดอ้อนน่าดูชม
“ใครเหรอ?” เด็กหญิงหลบหลังขาฮอว์คิน มองมาทางชินกับโอลิเวียด้วยแววตาไร้เดียงสา
ประกายในตานั่น ราวกับมีดกรีดหัวใจชินและโอลิเวีย
“ลูกศิษย์พ่อเองแหละ ไม่ต้องกังวลนะ”
“...ค่ะ”
เด็กสาวพยักหน้าให้ฮอว์คิน แถมยังโค้งให้ชินกับโอลิเวียอย่างมีสัมมาคารวะ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัวอย่างว่าง่าย
ท่าทางของเด็กสาวดูจะโตมาด้วยการเลี้ยงดูที่ดีมาก ...แต่ถ้านี่เป็นแผนเพื่อให้ชินสั่นไหว ก็ถือว่าชั่วช้ามากทีเดียว
“คิดว่าผมจะใจอ่อนเหรอ?”
“สงสัยจังว่าได้ผลไหม?”
ฮอว์คินถามกลับมาหน้าตายทีเดียว ทำเอาความรู้สึกหงุดหงิดในใจชินปะทุออกมาจนเดินเข้าไปประจันหน้า
“ห้องคุณอยู่ไหน”
“ชั้นสองน่ะ”
ฮอว์คินเหลือบมองบันไดใกล้ ๆ เพื่อบอกทาง
ชินอาศัยจังหวะนั้นเอื้อมมือหยิบปืนพักที่เหน็บหลังเอวอีกครั้ง แต่หนนี้เขาหยิบมันขึ้นมาเล็งที่ท้องของฮอว์คิน
“เดินนำไป... เร็ว!”
ชินขึ้นเสียงกระตุ้น ฮอว์คินกลับทำยกปากแล้วถอนหายใจ ราวกับอยากถามชินว่าทำไมต้องเค้นเสียง
แต่ก็ด้วยความที่ช่วยไม่ได้ เขาเลยยักไหล่ยิ้มอ่อน ก่อนจะเดินนำขึ้นบันได แล้วเดินอ้อมไปยังห้องติดริมหน้าต่างชั้นสอง
ภายในห้องเต็มไปด้วยชั้นหนังสือเรียงราย และมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดหน้าต่างบานใหญ่ของห้อง
ชินเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือห้องของฮอว์คิน บรรยากาศที่นี่ราวกับห้องสมุดที่เขาได้รับบทเรียนอยู่เป็นประจำราวกับหยิบอดีตขึ้นมาปั้น
คิดแล้วยิ่งเศร้า ชินต้องรีบกัดกลืนความถวิลหานั้นลงคอ
“เดินไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง ...ค่อย ๆ หันมาช้า ๆ”
ชินออกคำสั่ง ให้ฮอว์คินทิ้งห่างด้วยความระแวง แต่เขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย
ในขณะเดียวกัน โอลิเวียก็ปิดประตูห้องลงเพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดรอดไปยังชั้นล่างที่มีเด็กอยู่
...แม้ว่ามันอาจไม่มีความหมายในท้ายที่สุดอยู่ดี
ฮอว์คินเองคงรู้ชะตา เขาถึงได้ทำตัวสบายไม่ยี่หระสิ่งใด
เขาถึงกับยืนใช้ก้นพิงโต๊ะแบบเป็นกันเองด้วยซ้ำ
และที่เจ็บปวดสำหรับชิน... แววตาที่ฮอว์คินมองมาก็เป็นกันเองด้วย ทั้งที่ตัวเขามีส่วนกับเรื่องโหดร้ายที่เกิดขึ้นแท้ ๆ
“ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างชิน”
“อย่ามาทำตัวเป็นพ่อผม!”
ชินยกปืนขึ้นระดับที่เป่าหัวฮอว์คินได้ง่าย ๆ เขาทนไม่ไหวแล้วกับคำพูดที่ไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก
“...โอเค” ฮอว์คินพยักหน้าเบา ๆ ราวกับว่าเข้าใจ กะพริบตาปริบด้วยแววตาที่ดูแล้วคิดได้ว่าเศร้าสร้อย
แต่เหมือนพอตั้งสติได้ ฮอว์คินก็มองตาชินอีกครั้งอย่างจริงจัง
“ฉันแค่อยากรู้... ว่าเธอรู้สึกยังไงที่ต้องใส่หน้ากากไปโรงเรียน ใช้ชีวิตอยู่กับการโกหกที่ตัวเธอเกลียดยิ่งกว่าอะไร แล้วเธอ... กลายเป็นคนที่ตัวเองเกลียดได้ยังไง”
“คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกนั้นดีนี่”
“เธอกำลังโยนความผิดให้ฉัน ในสิ่งที่เธอตัดสินใจทำมันด้วยตัวเองเหรอ?”
ฮอว์คินถามย้ำ แทงใจดำจนชินคิ้วกระตุก
“กลายเป็นคนที่เอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ชิน”
ฮอว์คินพูดย้ำด้วยการกดเสียงต่ำ ใช้คำพูดเดียวกับตอนที่มาดักรอชินหลังเลิกเรียนในรูปลักษณ์ของตัวตลก
แววตาอันว่างเปล่าแต่ดูทะลุปรุโปร่งนั่นราวกับหอกน้ำแข็งแทงเข้ามาในใจชิน
ภาพของฮอว์คินที่ดูเย็นชา ชินไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้วว่ามันฉีกหัวใจเขาเป็นเสี่ยง ๆ
เพราะภาพของอาจารย์ที่เขาเคารพ... คนที่เขาอยากจะเป็น... คนที่เขารักราวกับเป็นบิดาคนที่สอง มันกำลังเลือนหายไปเรื่อย ๆ
“คุณทำอย่างนั้นไปทำไม ...เรื่องทั้งหมด คุณทำลงได้ยังไง?”
ชินขอคำตอบ แต่มันเริ่มดูจะเป็นการขอร้องเต็มที
ฮอว์คินดันแว่นขึ้นจนปิดบังใบหน้าเมื่อเห็น ก่อนจะเปลี่ยนมากอดอก
“เพราะฉันผิดหวัง”
“หา?”
ชินหลุดสบถ ไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่ออกมาจากปากของแวมไพร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดแห่งยุค
แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นแค่เปลือกของเหตุผล... ฮอว์คินถึงทำสีหน้าราวกับหน่ายใจ
“รู้ไหมชิน ฉันเคยคิดว่าโลกมันจะดีกว่านี้ถ้าเอลานอร์เป็นคนปกครอง แต่ไม่เลย... ผ่านมาพันปีแล้วทุกอย่างมันก็เหมือนเดิม
ผู้คนยังขัดแย้ง ยังปลิ้นปล้อน ยังเสแสร้ง... เธอไปมาทุกที่ ก็คงเห็นแล้วว่าคำพูดของฉันจริง”
“เรื่องนั้น...”
ชินเผลอหลบตาเลี่ยง พยายามเค้นหัวหาเรื่องมาปฏิเสธ ...แต่เรื่องนั้นชินรู้ดีที่สุดว่ามันจริง
ตัวเขาคือรัชทายาทผู้ออกผจญที่ต่าง ๆ เพื่อขจัดความขัดแย้งเล็กใหญ่ไปทั่วโลก เขาเห็นสิ่งที่โสมมที่สุดมาแล้วเพราะการเดินทางนั้น เห็นผู้คนถูกย้อมด้วยความมืดมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความหยิ่งยโส ความเห็นผิด ตัณหา ความโลภ
หรือความแค้น
“แม้แต่เธอเองก็ยังเป็นแบบนั้นเลยชิน”
ฮอว์คินพุ่งเป้ากลับมาที่ชิน ทำเอาเขาแววตาสั่นรัวเพราะยอมรับไม่ได้
ไม่ใช่เพราะคำพูดนั้นมันไม่จริง แต่เพราะจริงแถมออกมาจากปากของคนที่เคารพถึงยิ่งไม่อยากได้ยิน
“เธอถูกความเกลียดชังครอบงำ กลายเป็นส่วนนึงของระบบที่ตัวเองพยายามชำระล้าง สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนที่เธอเกลียดหรอก”
“พอได้แล้วค่ะท่านฮอว์คิน!”
“ไม่! เธอนั่นแหละต้องฟัง!”
ฮอว์คินขึ้นเสียงกลับใส่โอลิเวีย ฮอว์คินที่ทั้งสองคนรู้จักเป็นคนที่คุมอารมณ์ได้ดีกว่านี้ สีหน้าขมวดเข้มที่หลุดภาพจำเลยทำให้ทั้งสองรู้สึกกลัวและไม่กล้าเถียงกลับ
แม้ว่าตอนที่ฮอว์คินสงบ และมองมาทางชินด้วยแววตาผิดหวังจะทำให้รู้สึกกลัวยิ่งกว่า
“ฉันเคยคิดว่าเธอดีกว่านี้นะชิน คิดว่าถ้าเป็นเธอคงเปลี่ยนโลกได้ แล้วดูตอนนี้สิ... เป็นเครื่องจักรล้างแค้น ยึดติดกับอารมณ์ชั่ววูบไร้อุดมการณ์ แถมยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อีก”
“พูดเรื่องอะไร?”
ชินติดกับประโยคหลังจนต้องขมวดคิ้ว แต่นั่นยิ่งทำให้ฮอว์คินหมดความอดทน
“ไม่บอกเขาหน่อยล่ะโอลิเวีย” ฮอว์คินเลยหันไปทางโอลิเวียแทนราวกับหมดหวัง
ทว่า... โอลิเวียกลับได้แต่ก้มหน้าหมอง เหงื่อตกไม่กล้าพูดอะไร ปล่อยให้ชินได้แต่สงสัยเหงื่อตกตาม
สุดท้าย ฮอว์คินเลยถอนหายใจก่อนที่จะต้องพูดเอง
“เขายืนอยู่ต่อหน้าศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่เขา แต่ดวงตาเขาไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยซ้ำ”
“!!!?”
ชินใจหายเมื่อได้ยิน รู้สึกขาอ่อนแรงราวกับทุกอย่างที่ทำมามันสูญเปล่า
เขาไม่อยากเชื่อ... แต่พอมองไปยังกระจกหน้าต่างด้านหลังฮอว์คิน เห็นแต่เพียงใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้เจ็บปวดจนบิดเบี้ยว สับสน และครึ่ง ๆ กลาง ๆ
“โถชิน... ดูสิว่าโลกมันเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นอะไร เธอไม่ได้ล้างแค้นเพราะอยากทำด้วยซ้ำ”
“ไม่ใช่!”
ชินปฏิเสธด้วยการประชับปืนเล็งที่หัวฮอว์คิน แต่นิ้วที่อยู่ในโกร่งไกกลับเอาแต่สั่นไหวมิได้เหนี่ยวไก
“แล้วเธอรออะไรอยู่ล่ะ?”
ฮอว์คินถึงกับท้าทายราวกับรอไม่ไหว
ทว่าไม่ได้หมายถึงลูกกระสุน หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชินคิดมาถี่ถ้วน และทำลงไปตามเจตจำนงเสรีของตนมิใช่ใครบงการ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนมันก็ไม่มาถึง... ฮอว์คินถอนหายใจอีกครั้ง เหน็ดเหนื่อยและหมดความอดทน
“แต่ไม่ต้องห่วง... เพราะฉันไม่รอใครแล้ว” ฮอว์คินผายมือออกสองข้าง เป็นดั่งคำประกาศสิ้นศรัทธา
“พวกเราจะไม่รอใครเปลี่ยนโลกให้เราหรอก... พวกเรา ‘Midnight’ จะลงมือเอง———”
เปรี้ยง!!!!
เสียงกระสุนลั่นดังราวกับสายฟ้าฟาด พุ่งควงสว่านเจาะกะโหลกฮอว์คินจนร่างเขาล้มลงหน้าคว่ำพื้น
ชินได้แต่ยืนมองตาสั่นเครือสับสน ...นั่นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนลั่นไก
“ชิน!!!”
พอรู้ตัวอีกที ชินก็ถูกโอลิเวียพุ่งเข้ามากดลงไว้กับพื้น เธอขยับเข้ามาบังตัวชินไว้โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
“!!!?”
ทันทีที่ตั้งสติได้ ชินก็เพิ่งสังเกตว่าร่างฮอว์คินมีแรงกระแทกมาทางเขา นั่นทำให้ชินมองไปที่หน้าต่างโดยอัตโนมัติ
และใช่อย่างที่คิด... บนหน้าต่างกระจกมีรอยแตกจากกระสุน นั่นคือที่มาของสิ่งที่เจาะกะโหลกฮอว์คิน จนเขานอนแน่นิ่งในระนาบเดียวกับชินตอนนี้
อาจารย์...
เกิดอะไรขึ้น? โดนพวกเดียวกันปิดปากเหรอ?
ไม่สิ...
เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้วล่ะ...
ชินรู้ตัวจากภาพในอดีตที่ย้อนเข้ามาในหัว
ภาพของอาจารย์ยิ้มแย้มตอนที่ชี้กระดาน ภาพอาจารย์ตอนที่ดีใจยามเมื่อเขาวาดรูปเหมือนให้ครั้งยังเด็ก หรือสีหน้าอ่อนโยนยินดีในตอนที่ฉลองวันเกิดของเขาครั้งล่าสุด
ภาพเหล่านั้นเข้ามาในหัวพร้อมอาการบีบรัดแน่นที่อก ชินรู้ตัวทันทีว่าสิ่งที่เกิดกับตัวเองไม่ใช่การอยู่กับเหตุผล หรือรู้สึกพอใจจากความก้าวหน้าในการล้างแค้น
แต่เป็นความเสียใจ... เหมือนกับวันนั้น
เป็นความเสียใจ แบบเดียวกับที่เขาสูญเสียทุกอย่างในวันนั้น
และเป็นความสับสน ว่าทำไมเหตุการณ์เดิมมันถึงย้อนกลับมา
ทำไม... ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้?
นี่ไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็นตอนที่คิดจะล้างแค้นเลย
เราแค่อยากคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ตายก็แค่นั้น
แต่ว่าแบบนี้... นี่มันไม่ใช่จุดจบที่คิดไว้!
เดิมที... ไม่ใช่ว่าเราควรจะจับพวกมันแล้วเปิดเผยความจริงให้โลกรู้เหรอ?
แล้วนี่อะไร? เราเลือกที่จะสังหารพวกมันทุกคน แบบเดียวกับที่มันทำกับเรา!
เรา... คิดเรื่องน่ารังเกียจแบบนั้น...
เราไม่ต่างจากพวกมัน เหมือนกับที่อาจารย์บอก
มันผิด... มันผิดไปหมดเลย... ตั้งแต่แรก...
เหมือนที่อาจารย์พูดไม่มีผิด เรามันก็แค่คนที่ไหลไปตามอารมณ์
นี่เราถูกความแค้นทำให้กลายเป็นอะไรไป!?
นี่เรา... กลายเป็นอะไรไปแล้วกันแน่?
“มันไปแล้วค่ะ”
โอลิเวียกระซิบข้างหู เธอคอยใช้สัมผัสเหนือมนุษย์สังเกตนอกหน้าต่างตลอด จึงรู้ว่ามือสังหารหลบหนีไปแล้ว
แม้ชินจะยังดึงตัวเองจากอารมณ์ขุ่นมัวนี้ไม่ได้ แต่เสียงของเธอก็ยังทำให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง
ต้องขอบคุณโอลิเวียที่ระวังภัยให้ เขาถึงรอดมาได้
โอลิเวียยังค่อย ๆ ประคองเขาขึ้นมาด้วย
“ชินคะ เรารีบไปกันเถอะค่ะ”
“...อืม”
ชินทำได้เพียงตอบกลับเบา ๆ อย่างหมดอาลัย ส่วนภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่คิดหาคำตอบไม่ออก
ด้วยหัวตื้อ ๆ ตอนนี้... ภาพเดียวที่ชินคิดออกคือสีหน้าผิดหวังของอาจารย์ในตอนที่มองเขาก่อนตาย
สีหน้าทนทุกข์ของฮอว์คินวนเวียนในหัว ส่งต่อความรู้สึกนั้นให้ติดค้างอยู่ในความคิดของชิน
กลายเป็นความผิดหวังในตัวเอง ที่จะติดอยู่ในใจนี้ไปอีกนานแสนนาน
ทำไม... ถึงเป็นอย่างนี้ไปได้
❖❖❖❖❖
จบบทที่ 1
The End of Part 1
❖❖❖❖❖
V : เกือบไปแล้ว หมอนั่นพูดชื่อกลุ่มของเรา
L : คงอารมณ์พาไปนั่นแหละ ดูแต่ละอย่างที่พูดเข้า โหดร้ายซะจริง ๆ
A : ก็นั่นน่ะสิครับ ถึงตั้งใจจะฆ่าเพื่อทำลายท่านชินอยู่แล้วก็เถอะ
L : ดันมาบังคับให้ฉันทำตอนที่ยังไม่เตรียมใจซะได้
L : แต่
L : ถ้านี่มันหนักเกินไปจนฟื้นไม่ได้ล่ะจะทำยังไง
A : ก็จริง... นี่มันระดับที่ ‘พัง’ ได้เลยนะครับ
O : ถ้าลูกราชสีห์ขึ้นมาจากหุบเหวไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยให้มันตายนั่นแหละครับ
L : กล้าพูดนะ ทั้งที่ฉันอยู่ตรงนี้แท้ ๆ
A : พูดอะไรหน่อยสิ V
V : เดินหน้าต่อ นั่นแหละที่จะพูด
V (หัวหน้า) ได้ลบ H ออกจากการสนทนาแล้ว
V : เราไม่มีเวลาเสียใจหรอก ไม่ใช่เหรอ?
A : ก็จริง
L : มันช่วยไม่ได้
O : แล้วเอาไงต่อครับ?
V : เริ่ม Phase ต่อไป เราถึงจุดที่สำคัญที่สุดแล้ว
A : แต่ไม่รู้ผมจะทำอะไรได้บ้างนะ เพราะแพ้พวกฉิน ผมคงเสียเครดิตกับเขาไปเยอะเลย
L : เขาจะมีกะจิตกะใจลงศึกต่อรึเปล่าเถอะ
O : นั่นถึงเป็นจุดที่ผมจะมีบทบาทไงครับ
V : ดีมาก ที่ส่งนายไปดึงความสนใจที่โรงเรียนก็เพื่อการนี้
V : จงใช้ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสืบสวนของตัวเองให้เป็นประโยชน์ซะ O
O : รับทราบ
O : ผมรับปากเลยว่าจะทำให้เป็นเวทีที่สุดยอดที่สุด
O : เพื่อราชาของพวกเรา
❖❖❖❖❖
