ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 72 : ขนมพอสมน้ำยา (จบบทที่ 1)

     

    ตอนที่ 72 : ขนมพอสมน้ำยา (จบบทที่ 1)

     

              ขึ้นไปทางทิศเหนือของเมืองปารีส โซนที่อยู่อาศัยก็ยังให้บรรยากาศแบบตึกแถวเช่นเดียวกับบริเวณที่ชินกับโอลิเวียเข้าพักโรงแรม

              ระหว่างที่เดินเลียบไปตามท้องถนนอันไร้ผู้คน ความมืดมิดและความเงียบงันกลายเป็นการตัดสิ่งรบกวนให้จมจ่อมอยู่กับความคิด

              โอลิเวียรู้ได้เลยจากคิ้วที่ขมวดเข้าด้วยกันของชิน แถมยังสีหน้าที่มองออกได้เลยว่าบิดเบี้ยว ชินไม่เหลือเค้าของความผ่อนคลายจากการเต้นรำก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิดเดียว

     

    สับสนสินะคะชิน แต่มันก็แน่ล่ะ

    เพราะความจริงมันโหดร้ายนี่คะ

              โอลิเวียคิดถึงความรู้สึกของชิน ในอกเธอก็ปวดร้าวขึ้นมา

              เธอทนไม่ได้จนต้องเข้าไปกุมมือชิน ทำไหล่เขากระตุกด้วยความตกใจ คงเพราะจมอยู่กับความคิดลึกเกินไปด้วย

              แต่อย่างน้อยตอนนี้ชินก็กลับมายังความเป็นจริงแล้ว ต้องขอบคุณสายตาเป็นห่วงเป็นใยของโอลิเวีย

     

    “ดิฉันอยู่ข้างชินนะคะ”

    “...ขอบคุณนะ”

              ชินได้แต่ยิ้มอ่อนกลับมา โอลิเวียเห็นชัดเลยว่าชินฝืนมากยิ่งกว่าทุกที

              เห็นแล้วมันทนไม่ไหวเหมือนหัวใจจะแตกดับเสียตรงนี้ก็จริง แต่หากไม่ก้าวไปข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยน

     

    ถ้าพระเจ้ามีจริง

    ได้โปรด... อย่าทำเรื่องโหดร้ายกับชินไปมากกว่านี้เลยค่ะ

              โอลิเวียเฝ้าหวังไม่ให้เรื่องหนักเกินไป ก่อนที่จะเดินจูงมือเคียงคู่ชินจนถึงจุดหมาย

     

    ...ที่นี่สินะ

              ชินเงยมองตึกแถวที่มีประตูกระจกแทบไม่ต่างจากตึกพาณิชย์ที่ไปเที่ยวในงานทัศนศึกษา ดูจากภายนอกแล้ว นี่ไม่ได้ต่างจากตึกทั่วไปเลย

              ว่าไปแล้วก็เหมาะสมดีกับการซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สำหรับอาชญากรรมร้ายแรงที่ไม่รู้จะหนีไปอยู่ไหนได้ ...อย่างคนร้ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

     

    รูปลักษณ์อาคารตรงกับที่ได้ข้อมูลมาจากมิว

    งั้นถ้าข้อมูลของ ‘Tracking Master’ ไม่ผิดพลาด นี่แหละคือที่กบดานของเจ้าตัวตลก

              ชินคิดถึงแต่ละก้าวที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ตรงนี้ ภายในใจก็เต้นรัวขึ้นมาด้วยความร้อนรุ่ม มือเขาเองก็ยังถึงกับสั่นด้วยความตื่นเต้น

     

    เรารอเวลานี้มานานแค่ไหนกันนะ... เวลาที่จะได้เผชิญหน้ากับเจ้าคนที่กวาดล้างบ้านของเราจนไม่เหลืออะไร

    เราจินตนาการถึงช่วงเวลานี้ ถึงกับเตรียมคำพูดและวิธีทรมานมันให้ดับดิ้นก่อนตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

     

    แต่ทำไม... มือที่สั่นอยู่นี่ถึงไม่ได้มาจากความโกรธเกลียดกันนะ

    ...หรือเพราะอีกฝ่ายคือ ‘คุณ’ กันแน่?

              ชินเฝ้าถามความรู้สึกที่อยู่ในใจตัวเอง

              นี่ไม่ใช่ความแสบร้อนเมื่อครั้งเห็นภาพตัวตลกยืนอยู่เบื้องหน้าศพผู้เป็นบิดามารดา และไม่ใช่ความหัวร้อนเมื่อเห็นเจ้าตัวตลกมายืนเยาะเย้ยถากถางหลังกลับจากโรงเรียนก่อนหน้านี้

              แต่เป็นความโหวงเหวง และเคว้งคว้าง... ราวกับลอยอยู่ในอากาศเพราะไม่อาจคว้าความจริงไว้ได้

     

    “ชิน”

    “อืม”

              ได้ยินโอลิเวีย ชินเลยเอื้อมมือกดกริ่งหน้าประตู ทั้งที่เธอแค่ถามเพราะอยากรู้อาการเขาเฉย ๆ

              แต่ชินเองก็รู้ตัวอยู่เหมือนกัน ว่าหากไม่เริ่ม ความจริงก็จะไม่ปรากฏให้รู้เสียที ...แม้ว่ามันอาจเจ็บปวดก็ตาม

     

              เสียงฝีเท้าในบ้านเริ่มใกล้เข้ามา และดังขึ้นเป็นจังหวะตามเสียงกริ่งที่กดไป

     

    “มาแล้วครับ!”

              เสียงดูมีอายุของชายชราดังมาจากในตัวบ้าน ชินไหล่กระตุกในทันทีราวกับความทรงจำถูกปลุก เช่นเดียวแววตาเศร้าสร้อยของโอลิเวียที่รู้ว่ามันต้องเกิดขึ้น

     

              พริบตานั้นประตูของบ้านก็เปิดออกมาให้เห็นเจ้าของ ...เป็นชายชราผมขาวสั้น ดูภูมิฐานด้วยทรงที่จัดแจงอย่างสุภาพชน นอกจากนี้ยังสวมแว่นดูเสริมภูมิปัญญาเข้าไปอีก

              แต่... เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น มากเท่ากับใบหน้าอันคุ้นเคยที่ทำเอาชินเบิกตาหน้าซีดแม้จะรู้อยู่แล้ว

     

    “อาจารย์ฮอว์คิน...”

    ทำไม? เพราะอะไร!?

              ความรู้สึกสับสนปนเปในอก ชินรู้สึกมวนท้องเหมือนมื้อค่ำจะสวนย้อนขึ้นมา ต้องขอบคุณที่เขาฝึกมาแล้วภายนอกถึงยังนิ่งอยู่ได้

              แต่เรื่องที่น่าแปลกเหมือนกัน คือทางชายชรา ...ฮอว์คินเองก็ดูสงบนิ่งเช่นกัน

     

    “มาแล้วสินะ ชิน...”

              ฮอว์คินยิ้มอ่อนเมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือศิษย์เอกของตน

              แต่สำหรับชิน เขาไม่แน่ใจเลยว่ารอยยิ้มนั้นมีความหมายอะไร

              กำลังดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง? ดีใจที่ชินตามหาเขาจนเจอ? หรือว่ากำลังดีใจที่ทุกอย่างมันเข้าแผนของเขากัน?

     

    “ทำไมกันครับ...”

    “...ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ดีหรอก เข้ามาก่อนสิ”

              ฮอว์คินตัดบทชินอย่างใจเย็นพร้อมกับแง้มประตูให้เข้ามา

              ก็จริงที่มันน่าสงสัยเหมือนถูกล่อให้ติดกับ แต่ยังไงชินก็คิดจะก่อการในบ้านอยู่แล้ว เขาจึงเดินผ่านเข้าไปตามคำเชิญโดยที่จ้องตาฮอว์คินไม่วาง

              กลับกัน... ฮอว์คินเบือนสายตาหนีง่าย ๆ และหันไปทางโอลิเวีย

     

    “เธอก็ด้วยนะโอลิเวีย”

    “...จะดีเหรอคะ? ถ้าทำให้ชินเจ็บปวด ดิฉันไม่ไว้หน้าใครหรอกนะคะ ต่อให้เป็นท่านก็ตาม”

    “ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย งั้นก็คิดจะเข้ามาอยู่แล้วสินะ”

    “...”

              โอลิเวียจ้องฮอว์คินที่หลับตายิ้มอ่อน เขาเปิดประตูกว้างขึ้นให้โอลิเวียตามชินเข้ามาติด ๆ แบบไม่คิดกลัว ทั้งที่เพิ่งเชิญศัตรูเข้าบ้านสองคนแท้ ๆ

              แต่... ก็เพราะฮอว์คินพูดเหมือนกำลังลองใจโอลิเวีย ชินถึงได้กลับมารู้สึกถึงอันตราย

     

    ไม่ได้... ใจเย็นไว้สิชิน!

    ถ้าแกลังเล คนที่จะเป็นอันตรายมันไม่ได้มีแค่แกนะ!

              ชินรีบปรับลมหายใจใหม่ เพราะรู้สึกว่าตัวเองชักจะตื่นตูมเกินไปจนอาจเสียงาน ...และหนักสุดคืออาจเสียโอลิเวียไป

              แววตาเขากลับมาคมกริบในชั่วอึดใจ แม้ความรู้สึกปั่นป่วนในอกยังอยู่ แต่สำหรับการทำทุกอย่างตามบท แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

     

    เอาล่ะ... เข้ามาในที่อยู่ของอาจารย์ได้ตามแผนแล้ว

     

    ระหว่างทางมาที่นี่ก็สวมอุปกรณ์ก่อกวนสัญญาณไว้ ทำให้กล้องวงจรปิดทั้งหมดจะไม่จับภาพเรากับโอลิเวีย

    ทีนี้ก็จะไม่เหลือหลักฐานจากภายนอกให้สาวถึงเรา

     

    ส่วนต่อจากนี้... เราจะเค้นข้อมูลทุกอย่างที่อยากรู้ให้หมด ก่อนจัดฉากฆาตกรรมให้ดูเหมือนกับการฆ่าตัวตาย

    แล้วสุดท้ายก็ไล่ลบหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวกับเราในบ้านหลังนี้

     

    เพียงเท่านี้... งานของเราก็จะได้จบ!

              ชินทวนแผนในขณะที่ฮอว์คินกำลังเดินสวนพวกตนเข้าไปในบ้านอย่างใจเย็น

              ฮอว์คินมองตรงเข้าไปในบ้านตัวเองและเดินนำเข้าไปอย่างสบาย ๆ ทำให้ชินมั่นใจว่าเป็นจุดบอดที่เขามองไม่เห็น

              มือของชินเอื้อมหลังเอวตนเพื่อคว้าปืนสั้นที่เหน็บไว้ตามแผน

     

    “ป๊ะป๋า!”

    “!?”

              เสียงเด็กผู้หญิงในบ้านทำให้มือของชินต้องหยุดลง เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองจนกระทั่งได้เอี้ยวตัวมอง

              ภายในบ้านมีเด็กผู้หญิงผมสั้นสีน้ำตาล ดูอายุจะไม่ถึงสิบขวบดีด้วยซ้ำ

              เธอเดินออกมาจากห้องครัวที่ต่อมาถึงโถง เดินเตาะแตะเข้ามากอดขาฮอว์คินออดอ้อนน่าดูชม

     

    “ใครเหรอ?” เด็กหญิงหลบหลังขาฮอว์คิน มองมาทางชินกับโอลิเวียด้วยแววตาไร้เดียงสา

              ประกายในตานั่น ราวกับมีดกรีดหัวใจชินและโอลิเวีย

     

    “ลูกศิษย์พ่อเองแหละ ไม่ต้องกังวลนะ”

    “...ค่ะ”

              เด็กสาวพยักหน้าให้ฮอว์คิน แถมยังโค้งให้ชินกับโอลิเวียอย่างมีสัมมาคารวะ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัวอย่างว่าง่าย

              ท่าทางของเด็กสาวดูจะโตมาด้วยการเลี้ยงดูที่ดีมาก ...แต่ถ้านี่เป็นแผนเพื่อให้ชินสั่นไหว ก็ถือว่าชั่วช้ามากทีเดียว

     

    “คิดว่าผมจะใจอ่อนเหรอ?”

    “สงสัยจังว่าได้ผลไหม?”

              ฮอว์คินถามกลับมาหน้าตายทีเดียว ทำเอาความรู้สึกหงุดหงิดในใจชินปะทุออกมาจนเดินเข้าไปประจันหน้า

     

    “ห้องคุณอยู่ไหน”

    “ชั้นสองน่ะ”

              ฮอว์คินเหลือบมองบันไดใกล้ ๆ เพื่อบอกทาง

              ชินอาศัยจังหวะนั้นเอื้อมมือหยิบปืนพักที่เหน็บหลังเอวอีกครั้ง แต่หนนี้เขาหยิบมันขึ้นมาเล็งที่ท้องของฮอว์คิน

     

    “เดินนำไป... เร็ว!”

              ชินขึ้นเสียงกระตุ้น ฮอว์คินกลับทำยกปากแล้วถอนหายใจ ราวกับอยากถามชินว่าทำไมต้องเค้นเสียง

              แต่ก็ด้วยความที่ช่วยไม่ได้ เขาเลยยักไหล่ยิ้มอ่อน ก่อนจะเดินนำขึ้นบันได แล้วเดินอ้อมไปยังห้องติดริมหน้าต่างชั้นสอง

     

              ภายในห้องเต็มไปด้วยชั้นหนังสือเรียงราย และมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดหน้าต่างบานใหญ่ของห้อง

              ชินเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือห้องของฮอว์คิน บรรยากาศที่นี่ราวกับห้องสมุดที่เขาได้รับบทเรียนอยู่เป็นประจำราวกับหยิบอดีตขึ้นมาปั้น

              คิดแล้วยิ่งเศร้า ชินต้องรีบกัดกลืนความถวิลหานั้นลงคอ

     

    “เดินไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง ...ค่อย ๆ หันมาช้า ๆ”

              ชินออกคำสั่ง ให้ฮอว์คินทิ้งห่างด้วยความระแวง แต่เขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย

              ในขณะเดียวกัน โอลิเวียก็ปิดประตูห้องลงเพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดรอดไปยังชั้นล่างที่มีเด็กอยู่

              ...แม้ว่ามันอาจไม่มีความหมายในท้ายที่สุดอยู่ดี

     

              ฮอว์คินเองคงรู้ชะตา เขาถึงได้ทำตัวสบายไม่ยี่หระสิ่งใด

              เขาถึงกับยืนใช้ก้นพิงโต๊ะแบบเป็นกันเองด้วยซ้ำ

              และที่เจ็บปวดสำหรับชิน... แววตาที่ฮอว์คินมองมาก็เป็นกันเองด้วย ทั้งที่ตัวเขามีส่วนกับเรื่องโหดร้ายที่เกิดขึ้นแท้ ๆ

     

    “ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างชิน”

    “อย่ามาทำตัวเป็นพ่อผม!”

              ชินยกปืนขึ้นระดับที่เป่าหัวฮอว์คินได้ง่าย ๆ เขาทนไม่ไหวแล้วกับคำพูดที่ไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก

     

    “...โอเค” ฮอว์คินพยักหน้าเบา ๆ ราวกับว่าเข้าใจ กะพริบตาปริบด้วยแววตาที่ดูแล้วคิดได้ว่าเศร้าสร้อย

              แต่เหมือนพอตั้งสติได้ ฮอว์คินก็มองตาชินอีกครั้งอย่างจริงจัง

     

    “ฉันแค่อยากรู้... ว่าเธอรู้สึกยังไงที่ต้องใส่หน้ากากไปโรงเรียน ใช้ชีวิตอยู่กับการโกหกที่ตัวเธอเกลียดยิ่งกว่าอะไร แล้วเธอ... กลายเป็นคนที่ตัวเองเกลียดได้ยังไง”

    “คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกนั้นดีนี่”

    “เธอกำลังโยนความผิดให้ฉัน ในสิ่งที่เธอตัดสินใจทำมันด้วยตัวเองเหรอ?”

              ฮอว์คินถามย้ำ แทงใจดำจนชินคิ้วกระตุก

     

    “กลายเป็นคนที่เอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ชิน”

              ฮอว์คินพูดย้ำด้วยการกดเสียงต่ำ ใช้คำพูดเดียวกับตอนที่มาดักรอชินหลังเลิกเรียนในรูปลักษณ์ของตัวตลก

              แววตาอันว่างเปล่าแต่ดูทะลุปรุโปร่งนั่นราวกับหอกน้ำแข็งแทงเข้ามาในใจชิน

     

              ภาพของฮอว์คินที่ดูเย็นชา ชินไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้วว่ามันฉีกหัวใจเขาเป็นเสี่ยง ๆ

              เพราะภาพของอาจารย์ที่เขาเคารพ... คนที่เขาอยากจะเป็น... คนที่เขารักราวกับเป็นบิดาคนที่สอง มันกำลังเลือนหายไปเรื่อย ๆ

     

    “คุณทำอย่างนั้นไปทำไม ...เรื่องทั้งหมด คุณทำลงได้ยังไง?”

              ชินขอคำตอบ แต่มันเริ่มดูจะเป็นการขอร้องเต็มที

              ฮอว์คินดันแว่นขึ้นจนปิดบังใบหน้าเมื่อเห็น ก่อนจะเปลี่ยนมากอดอก

     

    “เพราะฉันผิดหวัง”

    “หา?”

              ชินหลุดสบถ ไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่ออกมาจากปากของแวมไพร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดแห่งยุค

              แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นแค่เปลือกของเหตุผล... ฮอว์คินถึงทำสีหน้าราวกับหน่ายใจ

     

    “รู้ไหมชิน ฉันเคยคิดว่าโลกมันจะดีกว่านี้ถ้าเอลานอร์เป็นคนปกครอง แต่ไม่เลย... ผ่านมาพันปีแล้วทุกอย่างมันก็เหมือนเดิม

    ผู้คนยังขัดแย้ง ยังปลิ้นปล้อน ยังเสแสร้ง... เธอไปมาทุกที่ ก็คงเห็นแล้วว่าคำพูดของฉันจริง”

    “เรื่องนั้น...”

              ชินเผลอหลบตาเลี่ยง พยายามเค้นหัวหาเรื่องมาปฏิเสธ ...แต่เรื่องนั้นชินรู้ดีที่สุดว่ามันจริง

              ตัวเขาคือรัชทายาทผู้ออกผจญที่ต่าง ๆ เพื่อขจัดความขัดแย้งเล็กใหญ่ไปทั่วโลก เขาเห็นสิ่งที่โสมมที่สุดมาแล้วเพราะการเดินทางนั้น เห็นผู้คนถูกย้อมด้วยความมืดมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความหยิ่งยโส ความเห็นผิด ตัณหา ความโลภ

              หรือความแค้น

     

    “แม้แต่เธอเองก็ยังเป็นแบบนั้นเลยชิน”

              ฮอว์คินพุ่งเป้ากลับมาที่ชิน ทำเอาเขาแววตาสั่นรัวเพราะยอมรับไม่ได้

              ไม่ใช่เพราะคำพูดนั้นมันไม่จริง แต่เพราะจริงแถมออกมาจากปากของคนที่เคารพถึงยิ่งไม่อยากได้ยิน

     

    “เธอถูกความเกลียดชังครอบงำ กลายเป็นส่วนนึงของระบบที่ตัวเองพยายามชำระล้าง สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนที่เธอเกลียดหรอก”

    “พอได้แล้วค่ะท่านฮอว์คิน!”

    “ไม่! เธอนั่นแหละต้องฟัง!”

              ฮอว์คินขึ้นเสียงกลับใส่โอลิเวีย ฮอว์คินที่ทั้งสองคนรู้จักเป็นคนที่คุมอารมณ์ได้ดีกว่านี้ สีหน้าขมวดเข้มที่หลุดภาพจำเลยทำให้ทั้งสองรู้สึกกลัวและไม่กล้าเถียงกลับ

              แม้ว่าตอนที่ฮอว์คินสงบ และมองมาทางชินด้วยแววตาผิดหวังจะทำให้รู้สึกกลัวยิ่งกว่า

     

    “ฉันเคยคิดว่าเธอดีกว่านี้นะชิน คิดว่าถ้าเป็นเธอคงเปลี่ยนโลกได้ แล้วดูตอนนี้สิ... เป็นเครื่องจักรล้างแค้น ยึดติดกับอารมณ์ชั่ววูบไร้อุดมการณ์ แถมยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อีก”

    “พูดเรื่องอะไร?”

              ชินติดกับประโยคหลังจนต้องขมวดคิ้ว แต่นั่นยิ่งทำให้ฮอว์คินหมดความอดทน

     

    “ไม่บอกเขาหน่อยล่ะโอลิเวีย” ฮอว์คินเลยหันไปทางโอลิเวียแทนราวกับหมดหวัง

              ทว่า... โอลิเวียกลับได้แต่ก้มหน้าหมอง เหงื่อตกไม่กล้าพูดอะไร ปล่อยให้ชินได้แต่สงสัยเหงื่อตกตาม

              สุดท้าย ฮอว์คินเลยถอนหายใจก่อนที่จะต้องพูดเอง

     

    “เขายืนอยู่ต่อหน้าศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่เขา แต่ดวงตาเขาไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยซ้ำ”

    “!!!?”

              ชินใจหายเมื่อได้ยิน รู้สึกขาอ่อนแรงราวกับทุกอย่างที่ทำมามันสูญเปล่า

              เขาไม่อยากเชื่อ... แต่พอมองไปยังกระจกหน้าต่างด้านหลังฮอว์คิน เห็นแต่เพียงใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้เจ็บปวดจนบิดเบี้ยว สับสน และครึ่ง ๆ กลาง ๆ

     

    “โถชิน... ดูสิว่าโลกมันเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นอะไร เธอไม่ได้ล้างแค้นเพราะอยากทำด้วยซ้ำ”

    “ไม่ใช่!”

              ชินปฏิเสธด้วยการประชับปืนเล็งที่หัวฮอว์คิน แต่นิ้วที่อยู่ในโกร่งไกกลับเอาแต่สั่นไหวมิได้เหนี่ยวไก

     

    “แล้วเธอรออะไรอยู่ล่ะ?”

              ฮอว์คินถึงกับท้าทายราวกับรอไม่ไหว

              ทว่าไม่ได้หมายถึงลูกกระสุน หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชินคิดมาถี่ถ้วน และทำลงไปตามเจตจำนงเสรีของตนมิใช่ใครบงการ

     

              แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนมันก็ไม่มาถึง... ฮอว์คินถอนหายใจอีกครั้ง เหน็ดเหนื่อยและหมดความอดทน

     

    “แต่ไม่ต้องห่วง... เพราะฉันไม่รอใครแล้ว” ฮอว์คินผายมือออกสองข้าง เป็นดั่งคำประกาศสิ้นศรัทธา

    “พวกเราจะไม่รอใครเปลี่ยนโลกให้เราหรอก... พวกเรา ‘Midnight’ จะลงมือเอง———”

    เปรี้ยง!!!!

              เสียงกระสุนลั่นดังราวกับสายฟ้าฟาด พุ่งควงสว่านเจาะกะโหลกฮอว์คินจนร่างเขาล้มลงหน้าคว่ำพื้น

              ชินได้แต่ยืนมองตาสั่นเครือสับสน ...นั่นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนลั่นไก

     

    “ชิน!!!”

              พอรู้ตัวอีกที ชินก็ถูกโอลิเวียพุ่งเข้ามากดลงไว้กับพื้น เธอขยับเข้ามาบังตัวชินไว้โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น

     

    “!!!?”

              ทันทีที่ตั้งสติได้ ชินก็เพิ่งสังเกตว่าร่างฮอว์คินมีแรงกระแทกมาทางเขา นั่นทำให้ชินมองไปที่หน้าต่างโดยอัตโนมัติ

              และใช่อย่างที่คิด... บนหน้าต่างกระจกมีรอยแตกจากกระสุน นั่นคือที่มาของสิ่งที่เจาะกะโหลกฮอว์คิน จนเขานอนแน่นิ่งในระนาบเดียวกับชินตอนนี้

     

    อาจารย์...

    เกิดอะไรขึ้น? โดนพวกเดียวกันปิดปากเหรอ?

     

    ไม่สิ...

    เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้วล่ะ...

              ชินรู้ตัวจากภาพในอดีตที่ย้อนเข้ามาในหัว

              ภาพของอาจารย์ยิ้มแย้มตอนที่ชี้กระดาน ภาพอาจารย์ตอนที่ดีใจยามเมื่อเขาวาดรูปเหมือนให้ครั้งยังเด็ก หรือสีหน้าอ่อนโยนยินดีในตอนที่ฉลองวันเกิดของเขาครั้งล่าสุด

              ภาพเหล่านั้นเข้ามาในหัวพร้อมอาการบีบรัดแน่นที่อก ชินรู้ตัวทันทีว่าสิ่งที่เกิดกับตัวเองไม่ใช่การอยู่กับเหตุผล หรือรู้สึกพอใจจากความก้าวหน้าในการล้างแค้น

     

              แต่เป็นความเสียใจ... เหมือนกับวันนั้น

              เป็นความเสียใจ แบบเดียวกับที่เขาสูญเสียทุกอย่างในวันนั้น

              และเป็นความสับสน ว่าทำไมเหตุการณ์เดิมมันถึงย้อนกลับมา

     

    ทำไม... ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้?

     

    นี่ไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็นตอนที่คิดจะล้างแค้นเลย

    เราแค่อยากคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ตายก็แค่นั้น

     

    แต่ว่าแบบนี้... นี่มันไม่ใช่จุดจบที่คิดไว้!

     

    เดิมที... ไม่ใช่ว่าเราควรจะจับพวกมันแล้วเปิดเผยความจริงให้โลกรู้เหรอ?

    แล้วนี่อะไร? เราเลือกที่จะสังหารพวกมันทุกคน แบบเดียวกับที่มันทำกับเรา!

     

    เรา... คิดเรื่องน่ารังเกียจแบบนั้น...

    เราไม่ต่างจากพวกมัน เหมือนกับที่อาจารย์บอก

     

    มันผิด... มันผิดไปหมดเลย... ตั้งแต่แรก...

     

    เหมือนที่อาจารย์พูดไม่มีผิด เรามันก็แค่คนที่ไหลไปตามอารมณ์

    นี่เราถูกความแค้นทำให้กลายเป็นอะไรไป!?

     

    นี่เรา... กลายเป็นอะไรไปแล้วกันแน่?

     

    “มันไปแล้วค่ะ”

              โอลิเวียกระซิบข้างหู เธอคอยใช้สัมผัสเหนือมนุษย์สังเกตนอกหน้าต่างตลอด จึงรู้ว่ามือสังหารหลบหนีไปแล้ว

              แม้ชินจะยังดึงตัวเองจากอารมณ์ขุ่นมัวนี้ไม่ได้ แต่เสียงของเธอก็ยังทำให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง

              ต้องขอบคุณโอลิเวียที่ระวังภัยให้ เขาถึงรอดมาได้

              โอลิเวียยังค่อย ๆ ประคองเขาขึ้นมาด้วย

     

    “ชินคะ เรารีบไปกันเถอะค่ะ”

    “...อืม”

              ชินทำได้เพียงตอบกลับเบา ๆ อย่างหมดอาลัย ส่วนภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่คิดหาคำตอบไม่ออก

              ด้วยหัวตื้อ ๆ ตอนนี้... ภาพเดียวที่ชินคิดออกคือสีหน้าผิดหวังของอาจารย์ในตอนที่มองเขาก่อนตาย

              สีหน้าทนทุกข์ของฮอว์คินวนเวียนในหัว ส่งต่อความรู้สึกนั้นให้ติดค้างอยู่ในความคิดของชิน

              กลายเป็นความผิดหวังในตัวเอง ที่จะติดอยู่ในใจนี้ไปอีกนานแสนนาน

     

    ทำไม... ถึงเป็นอย่างนี้ไปได้

     

    ❖❖❖❖❖

     

    จบบทที่ 1

    The End of Part 1

     

    ❖❖❖❖❖

     

              V : เกือบไปแล้ว หมอนั่นพูดชื่อกลุ่มของเรา

              L : คงอารมณ์พาไปนั่นแหละ ดูแต่ละอย่างที่พูดเข้า โหดร้ายซะจริง ๆ

              A : ก็นั่นน่ะสิครับ ถึงตั้งใจจะฆ่าเพื่อทำลายท่านชินอยู่แล้วก็เถอะ

              L : ดันมาบังคับให้ฉันทำตอนที่ยังไม่เตรียมใจซะได้

              L : แต่

              L : ถ้านี่มันหนักเกินไปจนฟื้นไม่ได้ล่ะจะทำยังไง

              A : ก็จริง... นี่มันระดับที่ ‘พัง’ ได้เลยนะครับ

              O : ถ้าลูกราชสีห์ขึ้นมาจากหุบเหวไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยให้มันตายนั่นแหละครับ

              L : กล้าพูดนะ ทั้งที่ฉันอยู่ตรงนี้แท้ ๆ

              A : พูดอะไรหน่อยสิ V

              V : เดินหน้าต่อ นั่นแหละที่จะพูด

     

    V (หัวหน้า) ได้ลบ H ออกจากการสนทนาแล้ว

     

              V : เราไม่มีเวลาเสียใจหรอก ไม่ใช่เหรอ?

              A : ก็จริง

              L : มันช่วยไม่ได้

              O : แล้วเอาไงต่อครับ?

              V : เริ่ม Phase ต่อไป เราถึงจุดที่สำคัญที่สุดแล้ว

              A : แต่ไม่รู้ผมจะทำอะไรได้บ้างนะ เพราะแพ้พวกฉิน ผมคงเสียเครดิตกับเขาไปเยอะเลย

              L : เขาจะมีกะจิตกะใจลงศึกต่อรึเปล่าเถอะ

              O : นั่นถึงเป็นจุดที่ผมจะมีบทบาทไงครับ

              V : ดีมาก ที่ส่งนายไปดึงความสนใจที่โรงเรียนก็เพื่อการนี้

              V : จงใช้ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสืบสวนของตัวเองให้เป็นประโยชน์ซะ O

              O : รับทราบ

              O : ผมรับปากเลยว่าจะทำให้เป็นเวทีที่สุดยอดที่สุด

              O : เพื่อราชาของพวกเรา


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน