ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 97 สายตาของมังกรทั้งสองตน

            เช้าวันประลอง..

            ฟ้ายังไม่สว่างดี แต่เสียงในหัวผมดังพอจะทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ

            ซึ่งจริง ๆ ผมก็ฝึกกับท่านผู้เฒ่าวานรทั้งคืนเลยไม่ได้นอน

            ถ้าถามว่าเพลียไหม..

            ก็นิดนึง.. แต่ก็ต้องขอบคุณยาที่ได้จากงานประลองล่ะนะ

            เม็ดเดี๋ยวก็ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแบบสุด ๆ อารมณ์เหมือนเมื่อคืนผมไม่ได้ฝึกแต่หลับสนิทตลอดคืน

             

            บรรยากาศรอบบ้านรับรองตระกูลซุนเหมือนหม้ออบความกดดันดี ๆ นี่เอง

            กลิ่นดินเปียก ๆ จากน้ำค้างผสมกับไอร้อนจากความคาดหวังของคนทั้งสนาม

            ผมแทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่ามันจะระเบิดตอนไหน

            มันเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ แต่ตอนนี้ยังสงบเงียบอยู่เพราะผมยังยืนอยู่ในห้องของตัวเองและกำลังเตรียมตัวเดินทางไปสนามประลอง

             

            ภายในห้องของผมนี้มันเงียบมาก แม้แต่เสียงข้างนอกก็ยังเบาเกินจะฝ่าผนังนี้เข้ามาได้

            สิ่งที่ได้ยินก็มีแค่เสียงนกร้องเบา ๆ กับเสียงใบไม้ไหวเล็กน้อย และเสียงลมหายใจของตัวเองที่พยายามสงบทั้งที่ในใจโคตรจะไม่สงบเลย

             

            หลินซินเดินเข้ามาแบบที่ทำให้รู้สึกเหมือนเธอไม่ได้เดิน

            เหมือนเธอลอยมาแบบเงา

            ใบหน้าของเธอยังก้มต่ำเหมือนเดิม ดวงตาสีชมพูบานเย็นจาง ๆ ที่หลุบลงนั้นหลบสายตาผมราวกับมีอะไรที่อยากพูดแต่ไม่กล้าพูด

            คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อยแบบที่คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต แต่ผมดูออก..

            เธอกำลังกังวล

             

            เธอหยุดห่างจากผมนิดเดียว เว้นระยะพอให้ผมรู้ว่าเธอรู้จักขอบเขตระหว่าง 'นาย' กับ 'สาวใช้' แบบกฎเกณฑ์ที่สุดจะล้าหลัง

            แต่สายตาที่เธอเผลอเงยขึ้นมาสบกับผมชั่วครู่หนึ่ง กลับพูดทุกอย่างแทนคำพูดไปหมดแล้ว

            “นายน้อยเจ้าคะ..

            นายน้อย..”

            เสียงของหลินซินเบาจนผมแทบไม่แน่ใจว่าเธอกำลังพูดหรือเพียงแค่คิดในใจ

            แต่ถึงจะเบายังไง ความลังเลกับความเป็นห่วงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นมันกลับดังกว่าทุกอย่าง

            “เมื่อวาน.. หลินซินเห็นนายน้อยซุนกลับมาด้วยสภาพเช่นนั้น..

            คุณชายสกุลคิมผู้นั้น..

            เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือเจ้าค่ะ?”

            เสียงของหลินซินเบาเหมือนลมหายใจในห้องเงียบ ๆ แต่ผมได้ยินมันชัดเจนกว่าทุกอย่าง

            เพราะคำถามของเธอไม่ใช่แค่ถาม..

            มันแอบพ่วงความกลัว ความกังวล และความไม่อยากเห็นผมซ้ำรอยของโหวหวัง

            “นายน้อยจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าค่ะ?”

            คำถามมันสั้น แค่ไม่กี่พยางค์เองมั้ง แต่กลับกระแทกเข้ามากลางอกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

             

            ผมหันไปมองหลินซินเต็ม ๆ ตา

            ไม่ใช่มองแบบหาเรื่องนะ

            แต่มองแบบให้รู้ว่า 'ผมยังอยู่ตรงนี้' ทั้งที่ในใจผมน่ะ..

            มันระโยงไปหมดจากการฝึกและความคิดที่ตีวนกันไปมาทั้งคืน

            แต่อย่างน้อยสายตาผมตอนนี้ มันคงยังพอมีแววของคนที่ยังยืนหยัดอยู่ให้เธอเห็นบ้าง

            “เป็นห่วงข้ารึ?”

            ผมเอื้อมมือไปแตะแผ่ว ๆ ลงบนไหล่ของหลินซิน

            แตะเพื่อทำให้รู้ว่าผมสบายดี

            และผมเองก็มั่นใจในการประลองวันนี้เช่นเดียวกัน

            “เอาเถอะ ข้าไม่ห้ามไม่ให้เจ้าห่วงข้า

            แต่เจ้าเองก็จงเชื่อมั่นในนายน้อยของเจ้าด้วย”

            น้ำเสียงผมจริงจังจนแม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน

            ผมไม่ได้แสร้งมั่นใจ ไม่ได้สร้างภาพ

            แต่มันเป็นคำสั่งผสมกับคำขอให้เธอเชื่อในตัวผม เหมือนที่ผมต้องเชื่อตัวเองในทุก ๆ ก้าวที่กำลังจะก้าวลงสนาม

            “เจ้าจงเชื่อในความเพียรของข้า

            เชื่อในตัวของท่านผู้เฒ่าซุน

            และจงเชื่อว่าคนดีอย่างข้าจักแคล้วคลาด

            อีกอย่าง..

            ข้าและบีโฮไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนอยู่บนเวทีเดียวกันก็เท่านั้น

            หากข้าผ่านคิมบีโฮไปได้

            ตงเสวี่ยซาน..

            ก็คงไม่เกินมือของข้า”

             

            หลินซินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย..

            ดวงตาสีชมพูบานเย็นของเธอสบตาผมเพียงชั่วแวบเดียว แต่มันกลับหนักแน่นเสียจนผมต้องนิ่งไป

            แววตานั้นไม่ใช่แค่เชื่อใจ แต่มันคือสายตาของคนที่พร้อมเชื่อว่าทุกคำพูดที่ผมพูดออกมา

            และนั่น..

            ทำให้ผมไม่มีทางล้มได้

             

            “หละหลินเชื่อมั่นในการตัดสินใจของนายน้อยเสมอเจ้าคะ

            ไม่ว่านายน้อยจะเลือกเส้นทางใด..

            หลินก็พร้อมจะรับใช้และอยู่เคียงข้างนายน้อยเสมอ

            ขอเพียงนายน้อยถนอมตนเอง..

            และขอเพียงให้นายน้อยนึกถึงคุณท่านให้มาก ๆ เจ้าค่ะ”

            น้ำเสียงเธอยังคงเบาราวกับกลัวว่าลมหายใจจะทำให้ผมไขว้เขว

            แต่มันก็เต็มไปด้วยความกังวลที่อัดแน่นอยู่ข้างใน จนแม้แต่คนอย่างผมยังสัมผัสได้ชัดเจน

            มันไม่ใช่เสียงของคนที่แค่พูดตามหน้าที่ แต่มันคือเสียงของใครบางคนที่กำลังพยายามประคองผมให้อยู่กับปัจจุบัน ทั้งที่ใจเธอเองก็สั่นไหวไม่แพ้กัน

            ทุกคำที่เธอพูด..

            มันบอกผมว่า เธอเป็นห่วงจริง ๆ

            “ส่วนนายน้อยซุนทางนี้..

            นายน้อยมิต้องเป็นห่วง..

            หลินซินจะช่วยดูแลเขาให้เจ้าค่ะ”

             

            “เอ่อ..

            เรื่องโหวหวังมันไม่ต้องไปดูมันมากก็ได้”

            ผมพูดออกไปทั้งที่ในหัวกำลังนึกถึงไอ้เพื่อนตัวดีคนนั้นอยู่พอดี

            ก็ไม่ใช่อะไรหรอก โหวหวังมันเป็นประเภทเห็นผู้หญิงสวยไม่ได้

            ยิ่งตลอดครึ่งเดือนมานี้ มันไม่ได้ออกไปหอบุปผาเลยสักครั้ง

            นั่นแหละที่ทำให้ผมอดระแวงไม่ได้ ว่าเจ้านั่นมันจะเผลอหน้ามืดขึ้นมา แล้วลืมไปว่า 'หลินซิน' ไม่ใช่สาวใช้ธรรมดา ๆ แต่เป็นคนที่ผมไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง

            เพราะงั้นกันไว้ก่อนดีกว่า

             

            “เจ้าค่ะ?”

            หลินซินเอียงคอนิด ๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

            สีหน้าเธอดูสับสนแบบที่ไม่ได้เสแสร้ง ความสงสัยฉายชัดในแววตาเหมือนเด็กที่ไม่แน่ใจว่ากำลังถูกดุหรือถูกแหย่กันแน่

             

            “เอาเป็นว่าอย่าไปยุ่งกับโหวหวังมันเลย..

            แค่พวกพี่ ๆ เจ็ดมงกุฎช่วยกันรุมดูแลมันก็ล้นเต็มห้องแล้ว

            หน้าที่ของเจ้าวันนี้มีแค่ดูแลห้องให้เรียบร้อย แล้วรอข้ากลับมาก็พอ”

            ผมหันกลับไปมองหลินซินเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพูดต่อ

            “วันนี้ถ้าข้าชนะบีโฮมันได้..

            ข้าก็ยังต้องฝึกต่ออยู่ดี”

            คำพูดมันดูง่าย ๆ แต่ใจผมจริงจังกว่าที่เห็นมาก

            สายตาที่ผมส่งให้เธอในวินาทีนั้น เจือแววที่วรให้เธอวางใจ

            แต่เพียงเสี่ยวหนึ่งก็ทำให้ผมฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

            ผมจึงได้เอ่ยย้ำกับหลินซินไป

            “แล้วในระหว่างนี้ก็อย่าเพิ่งออกไปเดินเพ่นพ่านที่ไหนเลย

            เรื่องที่ข้าทำไว้กับตระกูลตงเมื่อวาน..

            คงทำให้พวกมันร้อนตัวกันไม่น้อย

            ข้าไม่อยากต้องมากังวลเรื่องเจ้าด้วยอีกคน

            เข้าใจหรือไม่?”

            น้ำเสียงผมไม่ได้แข็ง แต่ก็ไม่เปิดให้เธอค้านได้ง่าย ๆ

            มันไม่ใช่คำสั่งแบบเจ้านายสั่งบ่าว แต่มันคือเสียงของคนที่เป็นห่วงจริง ๆ

            แล้วพอพูดจบประโยคนั้น ผมก็หันหลังให้เธอแล้วเดินออกจากห้อง ไม่ได้หันกลับไปมองอีก

             

            ผมเดินไปตามทางเดินสู่สนาม เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังพอ ๆ กับเสียงหัวใจในอกที่เริ่มเต้นหนักขึ้นทุกที

            ไม่ใช่เพราะกลัว..

            แต่เพราะร่างกายมันรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

             

            สมองผมไม่ยอมหยุดทำงานเลยแม้แต่วินาทีเดียว

            ภาพของมันคนนั้น..

            คิมบีโฮ..

            คนที่มีปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขาเหมือนกันกับผม

            ความรู้สึกมันตีกันอยู่ในหัว ทั้งสับสน ทั้งไม่เข้าใจ ว่าคิมบีโฮไปได้วิชานั้นมาจากไหนกันแน่

            ปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขา ที่ควรมีแค่คนในสำนักเท่านั้นถึงจะได้เรียน

            ผมพยายามนึกถึงทุกอย่างที่เคยรู้เกี่ยวกับสำนักตัวเองและคำบอกเล่าของยี่ฟู่

            ทั้งกฎที่เข้มงวด คนที่ได้รับอนุญาตให้เรียนวิชานี้นับได้ด้วยสองมือ และสายสัมพันธ์ลึกลับที่อาจโยงไปถึงหลี่ชิวเหมย

            ทั้งหมดมันเหมือนปริศนาชุดใหญ่ที่ถูกโยนใส่หน้าผมในเวลาเพียงไม่ถึงคืน

            และแน่นอน..

            มันวนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ราวกับใครเอาข้อสอบมาให้ผมทำ แต่ดันลืมส่งโจทย์มาให้ผม..

             

            เรื่องปราณกระบี่ยังปวดหัวไม่พอ.. ยังต้องมาคิดวุ่นวางแผนต่อกับเรื่องของตงเสวี่ยซานอีก

            ยอมรับตามตรง..

            ว่าผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหากชนะคิมบีโฮได้ แล้วผมจะเอาชนะตงเสวี่ยซานได้ไหม

            การยอมแพ้เมื่อวาน..

            ผมไม่ได้ทำเพราะอยากจะทำให้ตงเสวี่ยซานมาโดนด่าอย่างเดียว

            แต่ที่ผมทำลงไปมันคือการซื้อเวลา ให้ผมได้ปรับตัวกับพลังใหม่ที่เพิ่งทะลวงออกมา

            ผมต้องใช้เวลาที่ได้มานี้ให้คุ้มค่าที่สุด

            ไม่ใช่แค่เพื่อชัยชนะในศึกข้างหน้า แต่เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับเวทีที่อาจเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต

            นี่ไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา..

            แต่เป็นศึกเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง และของโหวหวัง ที่ยอมล้มทั้งยืนเพื่อเปิดทางให้ผมมาไกลถึงตรงนี้

             

            พวกนายเชื่อผมเถอะ..

            ผมในตอนนั้นมีเรื่องให้คิดกลุ้มอยู่เต็มหัวจริง ๆ

            .

            .

            ที่สนามประลอง..

            การประลองรอบเช้าจบไปตอนไหนผมก็ไม่รู้

            เพราะผมไม่ได้ดูอะไรทั้งนั้น ได้แต่นั่งปรับลมปราณอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุนทั้งอย่างนั้น

            ผมแค่หลับตา.. แล้วพยายามควบคุมทุกจังหวะลมหายใจให้มั่นคง

            ไม่ใช่เพราะกลัว..

            แต่เพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่อึดใจ ผมต้องลงประลองแล้ว

            อย่างที่บอก..

            เมื่อคืนผมไม่ได้นอน..

            ต่อให้ผมจะมีโอสถหมื่นทิพย์หกประการในการช่วย ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นเหมือนนอนเต็มอิ่มจริง ๆ นั่นแหละ

            แต่พลังปราณของผมที่เสียไปจากการฝึกเมื่อคืนก็ต้องการ..การฟื้นฟู

            ซึ่งเวลาตลอดช่วงเช้าพร้อมด้วยโอสถอีกเม็ดก็ช่วยทำให้สิ่งที่ผมเสียไปกลับคืนมาได้เต็มเปี่ยม

            ทุกกระแสปราณ ทุกเส้นเอ็น ทุกหยดโลหิตในตัวผมตอนนี้มันเหมือนกำลังบอกว่า 'ถึงเวลาแล้ว'

             

            “การประลองรอบชิงสายล่าง..”

            เสียงฮูจินกระแทกลงมากลางเวทีในจังหวะที่พอดีกับที่ผมเพิ่งเรียกลมหายใจเข้าลึก ๆ

            ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ จากสมาธิที่จมอยู่มานาน

            เสียงรอบข้างค่อย ๆ ชัดขึ้นอีกครั้ง

            “หลิวเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา

            ปะทะ

            คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจ!!”

             

             

            “ระวังตนด้วย..”

            ผมหันไปมองตามเสียง..

            เป็นท่านผู้เฒ่าวานรที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ ในขณะที่แกหันมาทางผม

            แววตาท่านดูนิ่ง ๆ เหมือนเคย แต่ผมสังเกตเห็นว่าหางตาของแกก็เหลือบไปมองคิมบีโฮที่ยืนอยู่บนเวทีเหมือนกัน

            ท่านไม่พูดมาก แต่แค่นั้นก็พอให้ผมรู้ว่าแกเองก็กำลังประเมินสถานการณ์อยู่เหมือนกัน

            “ดูเหมือนลูกหวังจักทำให้คิมบีโฮบาดเจ็บใช่น้อย

            อย่างไรวันนี้เอ็งก็น่าจักสามารถสู้กับมันได้อย่างสูสี”

            น้ำเสียงท่านผู้เฒ่าไม่ใช่แบบเชียร์เอาเป็นเอาตาย

            และใช่..

            ผมเข้าใจความหมายของคำว่า 'ระวังตัว' ดีเลยแหละ

             

            “หลานหลิว..

            เอ็งก็อย่าได้โหมกายมากนัก”

            ผมหันไปทางท่านเจ้าเมืองซุนตอนที่ท่านเอ่ยขึ้นมา

            เสียงของท่านฟังดูสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแฝงบางอย่างไว้ชัดเจน

            คือความเป็นห่วง

            “อย่างไรเสีย นี่ก็แค่งานประลองงานหนึ่ง

            ยังมีอีกหลายโอกาสที่เอ็งจักได้พบกับพ่อเสวี่ยซาน

            จงอย่าคิดว่านี่คือหนทางเดียว”

             

            ผมยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ พลางหันกลับไปมองทั้งท่านผู้เฒ่าวานรกับท่านเจ้าเมืองซุนที่เพิ่งเตือนผมเมื่อครู่

            แววตาของผมไม่ได้แข็งกร้าว..

            แต่ก็มั่นคงพอจะให้พวกท่านรู้ว่าผมฟังอยู่ และเข้าใจดีทุกคำที่พูดมา

            “ท่านเจ้าเมืองซุน ท่านผู้เฒ่าวานร โปรดวางใจ

            หลิวเจี้ยนจักถนอมตนเอง..”

            ผมก้มตัวคำนับท่านเจ้าเมืองกับท่านผู้เฒ่าอย่างเต็มความเคารพ

            สายตาผมสบกับพวกท่านตรง ๆ ไม่มีหลบ ไม่มีสั่น เพราะผมแน่ใจในทุกก้าวที่จะเดินจากนี้

            “หลิวเจี้ยนขอตัว”

            พูดจบ ผมก็ออกตัวพุ่งลงจากอัฒจันทร์ในคราวเดียวเหมือนที่เคยฝึกมาเป็นพัน ๆ ครั้ง

            เท้ากระทบพื้นขอบเวทีเบา ๆ ด้วยหัวใจที่สงบกว่าเมื่อเช้านี้ราวกับเป็นคนละวัน

             

            แล้วแค่เพียงผมปรากฏตัวที่สนามทั้ง ๆ ยังไม่ทันก้าวขึ้นเวที

            เสียงรอบสนามก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

            มันไม่ใช่เสียงเชียร์ อย่าหวังเลย

            มันเหมือนคลื่นซัด ที่ไม่ว่าใครอยู่ตรงหน้าก็โดนซัดหมด โดยเฉพาะคนที่ชื่อ 'หลิวเจี้ยน'

            ส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงก่นด่า เสียงถากถาง ที่ยังฝังใจกับการยอมแพ้เมื่อวาน

            ซึ่งแน่นอน..

            ผมเข้าใจ..

            เพราะถ้าผมเป็นพวกเขา ผมก็คงอยากโห่ไล่คนที่ทำให้เวทีประลองไร้รสชาติเหมือนกันนั่นแหละ

             

            “หากคิดจะยอมแพ้อีกก็รีบยอมแพ้ไป! คนไร้ยางอายเช่นเจ้าไม่สมควรกลับมาเหยียบเวทีนี้อีก!”

            “พวกนั้นจ่ายให้เจ้าเท่าไหร่? ข้าจ่ายให้เจ้าเพิ่มสองเท่าแล้วเริ่มประลองจริง ๆ จัง ๆ เสียที!”

            “ไสหัวไป! สำนักสี่ขุนเขาไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเจ้าอีกแล้ว! ไอ้แซ่หลิว”

             

            ผมได้แต่ยิ้มรับคำด่าพวกนั้นไว้เงียบ ๆ

            ไม่รู้สิ..

            มันแปลกดี ผมไม่ได้รู้สึกโกรธเลยสักนิด

            เพราะถ้าคนพวกนี้ยังโกรธผมได้ขนาดนี้

            มันก็แปลว่าพวกเขายังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

            ซึ่งก็ดี..

            นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ..

            เพราะแปลว่าความโกรธเกลียดที่พวกนั้นมีต่อตระกูลตง..

            ย่อมไม่จืดจางเช่นเดียวกัน

             

            ส่วนคิมบีโฮ.. ในวันนี้ก็ยังคงเป็นคิมบีโฮคนเดิม

            นิ่ง เย็นชา และเคลื่อนไหวราวกับหุ่นยนต์ที่ไม่มีข้อผิดพลาด

            ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงจนผมอยากจะรู้ว่ามันคือหุ่นยนต์ปลอมตัวมาจริงไหม

            มันไม่ใช่ความมั่นใจแบบคนทั่วไป แต่มันคือความเงียบที่อันตราย เหมือนคลื่นใต้น้ำที่ไม่รู้จะซัดมาเมื่อไหร่

             

            สายตาเขามองผมมาตรง ๆ ตั้งแต่ที่ผมเหยียบขึ้นเวที ราวกับจะกลืนผมเข้าไปทั้งตัว ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกลัว มีแต่ความนิ่งที่อ่านไม่ออก

            ปราณวารีจากตัวไอ้คางบุ๋มคนนั้นแผ่กระจายออกมาชัดเจน

            เย็นจนผิวหนังผมขนลุก ทั้งที่เหงื่อยังไม่ทันซึมแม้แต่นิดเดียว

             

            เราทั้งคู่เดินเข้าหากันอย่างช้า ๆ กระทั่งมายืนประจันหน้ากลางเวที

            ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับเหมือนมีบางอย่างที่จับต้องไม่ได้กั้นอยู่ระหว่างเรา

            ไม่ใช่กำแพงธรรมดา แต่เป็นเจตจำนงของผู้ชนะ

            แล้วยิ่งได้สบตากับหมอนี่ระยะเผาขน..

            บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที

            มันเงียบชนิดที่ผมได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจตัวเอง..

            ทุกอย่างเหมือนกลั้นหายใจรอจังหวะระเบิด..

             

            “ข้าให้เวลาพวกเจ้าอีกหกชั่วลมหายใจ

            หากคิดจักพูดอันใดต่อกันสามารถทำได้”

            ฮูจินพูดขึ้นทันทีที่เห็นผมกับคิมบีโอยืนประจันหน้ากันพอดี

            เหมือนแกจะรอแค่จังหวะให้เราสบตากันแล้วค่อยขยับปากออกคำที่ใคร ๆ ก็เดาได้อยู่แล้ว

             

            “จะยอมแพ้ก็รีบยอมแพ้ไป..

            ข้าไม่มีเวลามาเสียให้เจ้า!”

            เป็นคิมบีโฮที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            สายตาของเขามองตรงมาที่ผมแบบไม่ต้องอ้อมค้อม

            มันไม่ใช่แค่การมองสบตากันธรรมดา..

            แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังตัดสินว่าผมคุ้มค่าพอจะเสียแรงสู้ด้วยหรือเปล่า

            และแน่นอน..

            มันแฝงความดูแคลนไว้เต็มเปี่ยม

             

            “ถ้ากลัวเสียเวลาก็เดินลงเวทีไปเองสิพวก

            อย่างไร?

            ปวดท้องหนักหรือเบาก็ให้บอก..

            ข้ารอเจ้าได้ บอกข้ามาเลยไม่ต้องอาย”

            ก็ใช่..

            ผมกับคิมบีโฮไม่ได้มีเรื่องอะไรติดค้างกันมาก่อน

            แต่ถ้ามาเปิดก่อนด้วยคำพูดแบบนั้น แล้วหวังจะให้ผมยืนยิ้มแล้วผงกหัวให้..

            เหอะ..เหอะ.. อย่าหวังเลย..

            ผมไม่ยอมยืนให้ด่าฟรีหรอก!

             

            คิมบีโฮมองหน้าผมครู่หนึ่ง..

            แน่นอน..

            ยังแฝงความดูถูกเอาไว้ แต่ก็ได้แต้มความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นมาหน่อย ๆ

            ก่อนที่มันเบือนสายตาหนีไปเฉย ๆ แล้วจึงหมุนตัวกลับไปยังมุมของเขาอย่างเงียบเชียบ

            ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเหมือนกัน

            ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะไม่จำเป็นต้องเปลืองคำให้มากกว่านี้แล้ว

             

            ฮูจินลอยตัวขึ้นกลางเวที แล้วก็เอ่ยประโยคเดิมที่คุ้นหูแบบไม่มีตกหล่น ในตอนที่เห็นพวกผมกลับไปยืนประจำที่

            “เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว

            เริ่มการประลองได้!”

            เสียงของเขาดังชัดเจนราวกับระฆังที่ฟาดลงมากลางใจทุกคน

            สนามทั้งสนามเหมือนหยุดหายใจในเสี้ยววินาทีนั้น