เช้าวันประลอง..
ฟ้ายังไม่สว่างดี แต่เสียงในหัวผมดังพอจะทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ
ซึ่งจริง ๆ ผมก็ฝึกกับท่านผู้เฒ่าวานรทั้งคืนเลยไม่ได้นอน
ถ้าถามว่าเพลียไหม..
ก็นิดนึง.. แต่ก็ต้องขอบคุณยาที่ได้จากงานประลองล่ะนะ
เม็ดเดี๋ยวก็ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแบบสุด ๆ อารมณ์เหมือนเมื่อคืนผมไม่ได้ฝึกแต่หลับสนิทตลอดคืน
บรรยากาศรอบบ้านรับรองตระกูลซุนเหมือนหม้ออบความกดดันดี ๆ นี่เอง
กลิ่นดินเปียก ๆ จากน้ำค้างผสมกับไอร้อนจากความคาดหวังของคนทั้งสนาม
ผมแทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่ามันจะระเบิดตอนไหน
มันเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ แต่ตอนนี้ยังสงบเงียบอยู่เพราะผมยังยืนอยู่ในห้องของตัวเองและกำลังเตรียมตัวเดินทางไปสนามประลอง
ภายในห้องของผมนี้มันเงียบมาก แม้แต่เสียงข้างนอกก็ยังเบาเกินจะฝ่าผนังนี้เข้ามาได้
สิ่งที่ได้ยินก็มีแค่เสียงนกร้องเบา ๆ กับเสียงใบไม้ไหวเล็กน้อย และเสียงลมหายใจของตัวเองที่พยายามสงบทั้งที่ในใจโคตรจะไม่สงบเลย
หลินซินเดินเข้ามาแบบที่ทำให้รู้สึกเหมือนเธอไม่ได้เดิน
เหมือนเธอลอยมาแบบเงา
ใบหน้าของเธอยังก้มต่ำเหมือนเดิม ดวงตาสีชมพูบานเย็นจาง ๆ ที่หลุบลงนั้นหลบสายตาผมราวกับมีอะไรที่อยากพูดแต่ไม่กล้าพูด
คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อยแบบที่คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต แต่ผมดูออก..
เธอกำลังกังวล
เธอหยุดห่างจากผมนิดเดียว เว้นระยะพอให้ผมรู้ว่าเธอรู้จักขอบเขตระหว่าง 'นาย' กับ 'สาวใช้' แบบกฎเกณฑ์ที่สุดจะล้าหลัง
แต่สายตาที่เธอเผลอเงยขึ้นมาสบกับผมชั่วครู่หนึ่ง กลับพูดทุกอย่างแทนคำพูดไปหมดแล้ว
“นายน้อยเจ้าคะ..
นายน้อย..”
เสียงของหลินซินเบาจนผมแทบไม่แน่ใจว่าเธอกำลังพูดหรือเพียงแค่คิดในใจ
แต่ถึงจะเบายังไง ความลังเลกับความเป็นห่วงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นมันกลับดังกว่าทุกอย่าง
“เมื่อวาน.. หลินซินเห็นนายน้อยซุนกลับมาด้วยสภาพเช่นนั้น..
คุณชายสกุลคิมผู้นั้น..
เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือเจ้าค่ะ?”
เสียงของหลินซินเบาเหมือนลมหายใจในห้องเงียบ ๆ แต่ผมได้ยินมันชัดเจนกว่าทุกอย่าง
เพราะคำถามของเธอไม่ใช่แค่ถาม..
มันแอบพ่วงความกลัว ความกังวล และความไม่อยากเห็นผมซ้ำรอยของโหวหวัง
“นายน้อยจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าค่ะ?”
คำถามมันสั้น แค่ไม่กี่พยางค์เองมั้ง แต่กลับกระแทกเข้ามากลางอกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ผมหันไปมองหลินซินเต็ม ๆ ตา
ไม่ใช่มองแบบหาเรื่องนะ
แต่มองแบบให้รู้ว่า 'ผมยังอยู่ตรงนี้' ทั้งที่ในใจผมน่ะ..
มันระโยงไปหมดจากการฝึกและความคิดที่ตีวนกันไปมาทั้งคืน
แต่อย่างน้อยสายตาผมตอนนี้ มันคงยังพอมีแววของคนที่ยังยืนหยัดอยู่ให้เธอเห็นบ้าง
“เป็นห่วงข้ารึ?”
ผมเอื้อมมือไปแตะแผ่ว ๆ ลงบนไหล่ของหลินซิน
แตะเพื่อทำให้รู้ว่าผมสบายดี
และผมเองก็มั่นใจในการประลองวันนี้เช่นเดียวกัน
“เอาเถอะ ข้าไม่ห้ามไม่ให้เจ้าห่วงข้า
แต่เจ้าเองก็จงเชื่อมั่นในนายน้อยของเจ้าด้วย”
น้ำเสียงผมจริงจังจนแม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน
ผมไม่ได้แสร้งมั่นใจ ไม่ได้สร้างภาพ
แต่มันเป็นคำสั่งผสมกับคำขอให้เธอเชื่อในตัวผม เหมือนที่ผมต้องเชื่อตัวเองในทุก ๆ ก้าวที่กำลังจะก้าวลงสนาม
“เจ้าจงเชื่อในความเพียรของข้า
เชื่อในตัวของท่านผู้เฒ่าซุน
และจงเชื่อว่าคนดีอย่างข้าจักแคล้วคลาด
อีกอย่าง..
ข้าและบีโฮไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนอยู่บนเวทีเดียวกันก็เท่านั้น
หากข้าผ่านคิมบีโฮไปได้
ตงเสวี่ยซาน..
ก็คงไม่เกินมือของข้า”
หลินซินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย..
ดวงตาสีชมพูบานเย็นของเธอสบตาผมเพียงชั่วแวบเดียว แต่มันกลับหนักแน่นเสียจนผมต้องนิ่งไป
แววตานั้นไม่ใช่แค่เชื่อใจ แต่มันคือสายตาของคนที่พร้อมเชื่อว่าทุกคำพูดที่ผมพูดออกมา
และนั่น..
ทำให้ผมไม่มีทางล้มได้
“หละหลินเชื่อมั่นในการตัดสินใจของนายน้อยเสมอเจ้าคะ
ไม่ว่านายน้อยจะเลือกเส้นทางใด..
หลินก็พร้อมจะรับใช้และอยู่เคียงข้างนายน้อยเสมอ
ขอเพียงนายน้อยถนอมตนเอง..
และขอเพียงให้นายน้อยนึกถึงคุณท่านให้มาก ๆ เจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเธอยังคงเบาราวกับกลัวว่าลมหายใจจะทำให้ผมไขว้เขว
แต่มันก็เต็มไปด้วยความกังวลที่อัดแน่นอยู่ข้างใน จนแม้แต่คนอย่างผมยังสัมผัสได้ชัดเจน
มันไม่ใช่เสียงของคนที่แค่พูดตามหน้าที่ แต่มันคือเสียงของใครบางคนที่กำลังพยายามประคองผมให้อยู่กับปัจจุบัน ทั้งที่ใจเธอเองก็สั่นไหวไม่แพ้กัน
ทุกคำที่เธอพูด..
มันบอกผมว่า เธอเป็นห่วงจริง ๆ
“ส่วนนายน้อยซุนทางนี้..
นายน้อยมิต้องเป็นห่วง..
หลินซินจะช่วยดูแลเขาให้เจ้าค่ะ”
“เอ่อ..
เรื่องโหวหวังมันไม่ต้องไปดูมันมากก็ได้”
ผมพูดออกไปทั้งที่ในหัวกำลังนึกถึงไอ้เพื่อนตัวดีคนนั้นอยู่พอดี
ก็ไม่ใช่อะไรหรอก โหวหวังมันเป็นประเภทเห็นผู้หญิงสวยไม่ได้
ยิ่งตลอดครึ่งเดือนมานี้ มันไม่ได้ออกไปหอบุปผาเลยสักครั้ง
นั่นแหละที่ทำให้ผมอดระแวงไม่ได้ ว่าเจ้านั่นมันจะเผลอหน้ามืดขึ้นมา แล้วลืมไปว่า 'หลินซิน' ไม่ใช่สาวใช้ธรรมดา ๆ แต่เป็นคนที่ผมไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง
เพราะงั้นกันไว้ก่อนดีกว่า
“เจ้าค่ะ?”
หลินซินเอียงคอนิด ๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
สีหน้าเธอดูสับสนแบบที่ไม่ได้เสแสร้ง ความสงสัยฉายชัดในแววตาเหมือนเด็กที่ไม่แน่ใจว่ากำลังถูกดุหรือถูกแหย่กันแน่
“เอาเป็นว่าอย่าไปยุ่งกับโหวหวังมันเลย..
แค่พวกพี่ ๆ เจ็ดมงกุฎช่วยกันรุมดูแลมันก็ล้นเต็มห้องแล้ว
หน้าที่ของเจ้าวันนี้มีแค่ดูแลห้องให้เรียบร้อย แล้วรอข้ากลับมาก็พอ”
ผมหันกลับไปมองหลินซินเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพูดต่อ
“วันนี้ถ้าข้าชนะบีโฮมันได้..
ข้าก็ยังต้องฝึกต่ออยู่ดี”
คำพูดมันดูง่าย ๆ แต่ใจผมจริงจังกว่าที่เห็นมาก
สายตาที่ผมส่งให้เธอในวินาทีนั้น เจือแววที่วรให้เธอวางใจ
แต่เพียงเสี่ยวหนึ่งก็ทำให้ผมฉุกคิดอะไรบางอย่างได้
ผมจึงได้เอ่ยย้ำกับหลินซินไป
“แล้วในระหว่างนี้ก็อย่าเพิ่งออกไปเดินเพ่นพ่านที่ไหนเลย
เรื่องที่ข้าทำไว้กับตระกูลตงเมื่อวาน..
คงทำให้พวกมันร้อนตัวกันไม่น้อย
ข้าไม่อยากต้องมากังวลเรื่องเจ้าด้วยอีกคน
เข้าใจหรือไม่?”
น้ำเสียงผมไม่ได้แข็ง แต่ก็ไม่เปิดให้เธอค้านได้ง่าย ๆ
มันไม่ใช่คำสั่งแบบเจ้านายสั่งบ่าว แต่มันคือเสียงของคนที่เป็นห่วงจริง ๆ
แล้วพอพูดจบประโยคนั้น ผมก็หันหลังให้เธอแล้วเดินออกจากห้อง ไม่ได้หันกลับไปมองอีก
ผมเดินไปตามทางเดินสู่สนาม เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังพอ ๆ กับเสียงหัวใจในอกที่เริ่มเต้นหนักขึ้นทุกที
ไม่ใช่เพราะกลัว..
แต่เพราะร่างกายมันรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
สมองผมไม่ยอมหยุดทำงานเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ภาพของมันคนนั้น..
คิมบีโฮ..
คนที่มีปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขาเหมือนกันกับผม
ความรู้สึกมันตีกันอยู่ในหัว ทั้งสับสน ทั้งไม่เข้าใจ ว่าคิมบีโฮไปได้วิชานั้นมาจากไหนกันแน่
ปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขา ที่ควรมีแค่คนในสำนักเท่านั้นถึงจะได้เรียน
ผมพยายามนึกถึงทุกอย่างที่เคยรู้เกี่ยวกับสำนักตัวเองและคำบอกเล่าของยี่ฟู่
ทั้งกฎที่เข้มงวด คนที่ได้รับอนุญาตให้เรียนวิชานี้นับได้ด้วยสองมือ และสายสัมพันธ์ลึกลับที่อาจโยงไปถึงหลี่ชิวเหมย
ทั้งหมดมันเหมือนปริศนาชุดใหญ่ที่ถูกโยนใส่หน้าผมในเวลาเพียงไม่ถึงคืน
และแน่นอน..
มันวนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ราวกับใครเอาข้อสอบมาให้ผมทำ แต่ดันลืมส่งโจทย์มาให้ผม..
เรื่องปราณกระบี่ยังปวดหัวไม่พอ.. ยังต้องมาคิดวุ่นวางแผนต่อกับเรื่องของตงเสวี่ยซานอีก
ยอมรับตามตรง..
ว่าผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหากชนะคิมบีโฮได้ แล้วผมจะเอาชนะตงเสวี่ยซานได้ไหม
การยอมแพ้เมื่อวาน..
ผมไม่ได้ทำเพราะอยากจะทำให้ตงเสวี่ยซานมาโดนด่าอย่างเดียว
แต่ที่ผมทำลงไปมันคือการซื้อเวลา ให้ผมได้ปรับตัวกับพลังใหม่ที่เพิ่งทะลวงออกมา
ผมต้องใช้เวลาที่ได้มานี้ให้คุ้มค่าที่สุด
ไม่ใช่แค่เพื่อชัยชนะในศึกข้างหน้า แต่เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับเวทีที่อาจเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต
นี่ไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา..
แต่เป็นศึกเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง และของโหวหวัง ที่ยอมล้มทั้งยืนเพื่อเปิดทางให้ผมมาไกลถึงตรงนี้
พวกนายเชื่อผมเถอะ..
ผมในตอนนั้นมีเรื่องให้คิดกลุ้มอยู่เต็มหัวจริง ๆ
.
.
ที่สนามประลอง..
การประลองรอบเช้าจบไปตอนไหนผมก็ไม่รู้
เพราะผมไม่ได้ดูอะไรทั้งนั้น ได้แต่นั่งปรับลมปราณอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุนทั้งอย่างนั้น
ผมแค่หลับตา.. แล้วพยายามควบคุมทุกจังหวะลมหายใจให้มั่นคง
ไม่ใช่เพราะกลัว..
แต่เพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่อึดใจ ผมต้องลงประลองแล้ว
อย่างที่บอก..
เมื่อคืนผมไม่ได้นอน..
ต่อให้ผมจะมีโอสถหมื่นทิพย์หกประการในการช่วย ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นเหมือนนอนเต็มอิ่มจริง ๆ นั่นแหละ
แต่พลังปราณของผมที่เสียไปจากการฝึกเมื่อคืนก็ต้องการ..การฟื้นฟู
ซึ่งเวลาตลอดช่วงเช้าพร้อมด้วยโอสถอีกเม็ดก็ช่วยทำให้สิ่งที่ผมเสียไปกลับคืนมาได้เต็มเปี่ยม
ทุกกระแสปราณ ทุกเส้นเอ็น ทุกหยดโลหิตในตัวผมตอนนี้มันเหมือนกำลังบอกว่า 'ถึงเวลาแล้ว'
“การประลองรอบชิงสายล่าง..”
เสียงฮูจินกระแทกลงมากลางเวทีในจังหวะที่พอดีกับที่ผมเพิ่งเรียกลมหายใจเข้าลึก ๆ
ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ จากสมาธิที่จมอยู่มานาน
เสียงรอบข้างค่อย ๆ ชัดขึ้นอีกครั้ง
“หลิวเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา
ปะทะ
คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก
ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจ!!”
“ระวังตนด้วย..”
ผมหันไปมองตามเสียง..
เป็นท่านผู้เฒ่าวานรที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ ในขณะที่แกหันมาทางผม
แววตาท่านดูนิ่ง ๆ เหมือนเคย แต่ผมสังเกตเห็นว่าหางตาของแกก็เหลือบไปมองคิมบีโฮที่ยืนอยู่บนเวทีเหมือนกัน
ท่านไม่พูดมาก แต่แค่นั้นก็พอให้ผมรู้ว่าแกเองก็กำลังประเมินสถานการณ์อยู่เหมือนกัน
“ดูเหมือนลูกหวังจักทำให้คิมบีโฮบาดเจ็บใช่น้อย
อย่างไรวันนี้เอ็งก็น่าจักสามารถสู้กับมันได้อย่างสูสี”
น้ำเสียงท่านผู้เฒ่าไม่ใช่แบบเชียร์เอาเป็นเอาตาย
และใช่..
ผมเข้าใจความหมายของคำว่า 'ระวังตัว' ดีเลยแหละ
“หลานหลิว..
เอ็งก็อย่าได้โหมกายมากนัก”
ผมหันไปทางท่านเจ้าเมืองซุนตอนที่ท่านเอ่ยขึ้นมา
เสียงของท่านฟังดูสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแฝงบางอย่างไว้ชัดเจน
คือความเป็นห่วง
“อย่างไรเสีย นี่ก็แค่งานประลองงานหนึ่ง
ยังมีอีกหลายโอกาสที่เอ็งจักได้พบกับพ่อเสวี่ยซาน
จงอย่าคิดว่านี่คือหนทางเดียว”
ผมยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ พลางหันกลับไปมองทั้งท่านผู้เฒ่าวานรกับท่านเจ้าเมืองซุนที่เพิ่งเตือนผมเมื่อครู่
แววตาของผมไม่ได้แข็งกร้าว..
แต่ก็มั่นคงพอจะให้พวกท่านรู้ว่าผมฟังอยู่ และเข้าใจดีทุกคำที่พูดมา
“ท่านเจ้าเมืองซุน ท่านผู้เฒ่าวานร โปรดวางใจ
หลิวเจี้ยนจักถนอมตนเอง..”
ผมก้มตัวคำนับท่านเจ้าเมืองกับท่านผู้เฒ่าอย่างเต็มความเคารพ
สายตาผมสบกับพวกท่านตรง ๆ ไม่มีหลบ ไม่มีสั่น เพราะผมแน่ใจในทุกก้าวที่จะเดินจากนี้
“หลิวเจี้ยนขอตัว”
พูดจบ ผมก็ออกตัวพุ่งลงจากอัฒจันทร์ในคราวเดียวเหมือนที่เคยฝึกมาเป็นพัน ๆ ครั้ง
เท้ากระทบพื้นขอบเวทีเบา ๆ ด้วยหัวใจที่สงบกว่าเมื่อเช้านี้ราวกับเป็นคนละวัน
แล้วแค่เพียงผมปรากฏตัวที่สนามทั้ง ๆ ยังไม่ทันก้าวขึ้นเวที
เสียงรอบสนามก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
มันไม่ใช่เสียงเชียร์ อย่าหวังเลย
มันเหมือนคลื่นซัด ที่ไม่ว่าใครอยู่ตรงหน้าก็โดนซัดหมด โดยเฉพาะคนที่ชื่อ 'หลิวเจี้ยน'
ส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงก่นด่า เสียงถากถาง ที่ยังฝังใจกับการยอมแพ้เมื่อวาน
ซึ่งแน่นอน..
ผมเข้าใจ..
เพราะถ้าผมเป็นพวกเขา ผมก็คงอยากโห่ไล่คนที่ทำให้เวทีประลองไร้รสชาติเหมือนกันนั่นแหละ
“หากคิดจะยอมแพ้อีกก็รีบยอมแพ้ไป! คนไร้ยางอายเช่นเจ้าไม่สมควรกลับมาเหยียบเวทีนี้อีก!”
“พวกนั้นจ่ายให้เจ้าเท่าไหร่? ข้าจ่ายให้เจ้าเพิ่มสองเท่าแล้วเริ่มประลองจริง ๆ จัง ๆ เสียที!”
“ไสหัวไป! สำนักสี่ขุนเขาไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเจ้าอีกแล้ว! ไอ้แซ่หลิว”
ผมได้แต่ยิ้มรับคำด่าพวกนั้นไว้เงียบ ๆ
ไม่รู้สิ..
มันแปลกดี ผมไม่ได้รู้สึกโกรธเลยสักนิด
เพราะถ้าคนพวกนี้ยังโกรธผมได้ขนาดนี้
มันก็แปลว่าพวกเขายังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
ซึ่งก็ดี..
นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ..
เพราะแปลว่าความโกรธเกลียดที่พวกนั้นมีต่อตระกูลตง..
ย่อมไม่จืดจางเช่นเดียวกัน
ส่วนคิมบีโฮ.. ในวันนี้ก็ยังคงเป็นคิมบีโฮคนเดิม
นิ่ง เย็นชา และเคลื่อนไหวราวกับหุ่นยนต์ที่ไม่มีข้อผิดพลาด
ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงจนผมอยากจะรู้ว่ามันคือหุ่นยนต์ปลอมตัวมาจริงไหม
มันไม่ใช่ความมั่นใจแบบคนทั่วไป แต่มันคือความเงียบที่อันตราย เหมือนคลื่นใต้น้ำที่ไม่รู้จะซัดมาเมื่อไหร่
สายตาเขามองผมมาตรง ๆ ตั้งแต่ที่ผมเหยียบขึ้นเวที ราวกับจะกลืนผมเข้าไปทั้งตัว ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกลัว มีแต่ความนิ่งที่อ่านไม่ออก
ปราณวารีจากตัวไอ้คางบุ๋มคนนั้นแผ่กระจายออกมาชัดเจน
เย็นจนผิวหนังผมขนลุก ทั้งที่เหงื่อยังไม่ทันซึมแม้แต่นิดเดียว
เราทั้งคู่เดินเข้าหากันอย่างช้า ๆ กระทั่งมายืนประจันหน้ากลางเวที
ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับเหมือนมีบางอย่างที่จับต้องไม่ได้กั้นอยู่ระหว่างเรา
ไม่ใช่กำแพงธรรมดา แต่เป็นเจตจำนงของผู้ชนะ
แล้วยิ่งได้สบตากับหมอนี่ระยะเผาขน..
บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที
มันเงียบชนิดที่ผมได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจตัวเอง..
ทุกอย่างเหมือนกลั้นหายใจรอจังหวะระเบิด..
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าอีกหกชั่วลมหายใจ
หากคิดจักพูดอันใดต่อกันสามารถทำได้”
ฮูจินพูดขึ้นทันทีที่เห็นผมกับคิมบีโอยืนประจันหน้ากันพอดี
เหมือนแกจะรอแค่จังหวะให้เราสบตากันแล้วค่อยขยับปากออกคำที่ใคร ๆ ก็เดาได้อยู่แล้ว
“จะยอมแพ้ก็รีบยอมแพ้ไป..
ข้าไม่มีเวลามาเสียให้เจ้า!”
เป็นคิมบีโฮที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สายตาของเขามองตรงมาที่ผมแบบไม่ต้องอ้อมค้อม
มันไม่ใช่แค่การมองสบตากันธรรมดา..
แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังตัดสินว่าผมคุ้มค่าพอจะเสียแรงสู้ด้วยหรือเปล่า
และแน่นอน..
มันแฝงความดูแคลนไว้เต็มเปี่ยม
“ถ้ากลัวเสียเวลาก็เดินลงเวทีไปเองสิพวก
อย่างไร?
ปวดท้องหนักหรือเบาก็ให้บอก..
ข้ารอเจ้าได้ บอกข้ามาเลยไม่ต้องอาย”
ก็ใช่..
ผมกับคิมบีโฮไม่ได้มีเรื่องอะไรติดค้างกันมาก่อน
แต่ถ้ามาเปิดก่อนด้วยคำพูดแบบนั้น แล้วหวังจะให้ผมยืนยิ้มแล้วผงกหัวให้..
เหอะ..เหอะ.. อย่าหวังเลย..
ผมไม่ยอมยืนให้ด่าฟรีหรอก!
คิมบีโฮมองหน้าผมครู่หนึ่ง..
แน่นอน..
ยังแฝงความดูถูกเอาไว้ แต่ก็ได้แต้มความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นมาหน่อย ๆ
ก่อนที่มันเบือนสายตาหนีไปเฉย ๆ แล้วจึงหมุนตัวกลับไปยังมุมของเขาอย่างเงียบเชียบ
ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเหมือนกัน
ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะไม่จำเป็นต้องเปลืองคำให้มากกว่านี้แล้ว
ฮูจินลอยตัวขึ้นกลางเวที แล้วก็เอ่ยประโยคเดิมที่คุ้นหูแบบไม่มีตกหล่น ในตอนที่เห็นพวกผมกลับไปยืนประจำที่
“เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว
เริ่มการประลองได้!”
เสียงของเขาดังชัดเจนราวกับระฆังที่ฟาดลงมากลางใจทุกคน
สนามทั้งสนามเหมือนหยุดหายใจในเสี้ยววินาทีนั้น