เหยียนจื่อม่อยังคงตาแดงก่ำอยู่ตลอด เมื่อเจี่ยนซื่อโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน น้ำตาซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการแสร้งหรือเป็นของจริงก็ค่อยๆ หยดลงมาช้าๆ
“เด็กดี ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”
เจี่ยนซื่อจะไม่รู้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของบุตรสาวได้อย่างไร นางจึงอยากนำสิ่งดีงามทั้งหมดบนโลกมาวางไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย โดยหวังเพียงว่าชั่วชีวิตนี้ของบุตรสาวจะมีแต่ความสงบสุข
“อื้อ...ผ่านไปหมดแล้ว”
แม้ความทุกข์ทรมานจากตระกูลจางจะผ่านไปแล้ว ทว่าปัญหาใหม่กลับเข้าใกล้นางมากขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับความยากลำบากและภัยคุกคามความบริสุทธิ์ของตนตอนอยู่ตระกูลจางแล้ว คาดว่าภัยอันตรายภายใต้เมืองหลวงคงน่ากลัวที่สุด
ขณะที่เหยียนจื่อหลิงพาจางซื่อไปโถงหรงหย่าง เหล่าสาวใช้ข้างกายต่างเดินตามด้วยฝีเท้าไม่ช้าไม่เร็วโดยทิ้งระยะห่างประมาณหกเจ็ดก้าว ทว่าจางซื่อกลับยังรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง
...เทียบกับการดีดดิ้นฟูมฟายต่อหน้าผู้คน นางในยามนี้ดูเหมือนจะปกติกว่าเล็กน้อย
“ได้ยินมาว่าทิวทัศน์หมู่บ้านชิงสุ่ยงดงามมากหรือ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศกดดันเกินไปหรือเป็นเพราะเหยียนจื่อหลิงต้องการหาข้อมูลอันเป็นประโยชน์ นางจึงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงพูดนั้นไม่ชัดเจนนักและมีระยะห่างพอควร
“ใช่ ใช่แล้ว...เป็นสถานที่ที่งดงามมาก” เพียงแต่ยากจนอย่างยิ่ง ยากจนชนิดกัดก้อนเกลือกินเลยทีเดียว แน่นอนว่าประโยคหลังนางไม่ได้พูดออกมา
“เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ควรอยู่นานนัก อีกประเดี๋ยวหากท่านย่ากล่าวสิ่งใด ท่านก็ตอบรับไปเถิด!”
นางพอเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลจางอยู่บ้าง พวกเขาคุ้นชินกับชีวิตอันยากจนข้นแค้นเช่นนั้นมาตลอด ดังนั้นเมื่อได้ลิ้มรสความมั่งคั่งที่มีอยู่บนโลกนี้กะทันหันย่อมจะไม่ยอมปล่อยมือไปโดยง่าย ทว่าตราบใดที่พวกเขายังอยู่เมืองหลวง ปัญหารบกวนใจมีแต่จะเพิ่มพูนไม่ลดละ
“อ้อ...อืมๆ...”
ถึงแม้จะมีข้อข้องใจมากมาย แต่เมื่อบุตรสาวที่ตนแอบสลับตัวไปตั้งแต่เด็กเป็นคนเอ่ยปากเอง นางก็คล้ายว่าไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“ส่วนปัญหาเรื่องปากท้อง ท่านไม่ต้องกังวล หลายปีมานี้ข้าเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ตอนกลับพวกท่านก็นำไปด้วยแล้วกัน! ภายภาคหน้าตระกูลเหยียนถือว่าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกท่านแล้ว”
เหยียนจื่อหลิงต้องการใช้สิ่งเหล่านี้ซื้อหนทางตัดขาดกับตระกูลจางเพื่อกำจัดอุปสรรคทั้งหมดของนาง หากพวกเขาอยู่เมืองหลวง ย่อมเป็นการบอกต่อทุกคนตลอดเวลาว่าเลือดที่ไหลอยู่ในร่างกายของตนเป็นสายโลหิตของพวกชั้นต่ำ
“ตอนแรกท่านสลับตัวข้าเพื่อให้ข้ามีชีวิตที่ดี เช่นนั้นอย่าทำลายความเป็นไปที่เกิดขึ้นเลย”
เหยียนจื่อหลิงไม่แม้แต่จะเหลือบมองสีหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย เพียงแค่พูดในสิ่งที่ตนเองต้องการออกมาเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีที่นางก้าวออกมา ก็คิดหาวิธีจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว
“หลิงเอ๋อร์...”
“ช่วยเรียกข้าว่าคุณหนูสี่ด้วย ข้าเป็นถึงบุตรสาวคนโตสายตรงของจวนผิงซีโหว”
“ได้...ได้สิ!”
จางซื่อทำตามอำเภอใจมาครึ่งค่อนชีวิต ไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าเจี่ยนซื่อหรือชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยและทรงอำนาจในวันนั้นนางล้วนร้องไห้หรือโวยวายใส่ได้ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหยียนจื่อหลิงกลับทำได้เพียงรับปากไปเท่านั้น
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก กระทั่งถึงโถงหรงหย่าง เหยียนจื่อหลิงถึงหยุดเพื่อกล่าวต่อหมอมอผู้เฒ่าด้านข้าง “ท่านย่าพักผ่อนแล้วหรือ”
“ยังเจ้าค่ะ กำลังรออยู่!”
หมอมอผู้เฒ่าตอบเหยียนจื่อหลิงยิ้มๆ ดวงตาคมชัดคู่นั้นพินิจมองจางซื่อเล็กน้อย ขณะที่เหยียนจื่อหลิงราวกับไม่เห็นการจับจ้องของอีกฝ่าย นางคลี่ยิ้มหลังจากกล่าวอีกหนึ่งประโยคก็เตรียมจะพาคนเข้าไป
“คุณหนูสี่ ให้บ่าวเฒ่าเป็นคนพาเข้าไปเถิด!”
เหยียนจื่อหลิงได้ยินคำพูดของหมอมอผู้เฒ่าเท้าที่ก้าวออกมาจึงถอยกลับไปอีกครั้ง นางเข้าใจดีถึงความสำคัญของคนตรงหน้าในใจท่านย่าโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจา ดังนั้นสิ่งนี้คงจะเป็นความต้องการของท่านย่า
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนหมอมอแล้ว”
แต่ไหนแต่ไรมาเหยียนจื่อหลิงเข้ากันได้ดีกับบ่าวรับใช้ของโถงหรงหย่าง ตอนพูดจึงติดสำเนียงไพเราะ เมื่อเทียบกับท่าทีสงบนิ่งยามพูดคุยกับจางซื่อเมื่อครู่ นางในตอนนี้ดูสดใสสมวัยเหมือนแม่นางน้อยมากกว่า
“มิกล้า บ่าวเฒ่าอย่างข้าไม่อาจให้พวกคุณหนูทำงานให้ได้หรอกเจ้าค่ะ!”
แม้ว่าหมอมอผู้เฒ่าจะกล่าวเช่นนี้ แต่กลับไม่ได้ปฏิเสธเจตนาดีของเหยียนจื่อหลิง อย่างไรก็เป็นคนชราแก่ประสบการณ์ ต่อให้คุณหนูผู้นี้ไม่ใช่บุตรสาวสายตรงที่แท้จริงของตระกูลเหยียน ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าให้ความเอ็นดูมาหลายปี สถานะบุตรสาวสายตรงซึ่งถูกเลี้ยงดูโดยฮูหยินจะหายไปไหนได้