เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 42 ความเปลี่ยนแปลงของบ็อบ

    เวลาช่วงบ่ายกว่าๆ ที่ห้องลับชั้นบนสุดของปราสาทร้าง ใบหน้ายิ้มเยอะที่ดูชั่วร้ายปรากฏขึ้นห้อมล้อมร่างของเจ้าแวมไพร์เอาไว้ อันที่จริงหลังจากที่ถามว่าใครมีความคิดดีๆ ที่จะรีดข้อมูลของมันออกมาก็มีคนที่ถอนตัวไปสองคนคือเอเลน่าที่ให้เหตุผลว่าไม่ชอบวิธีการแนวนี้เท่าไหร่ ขอดูเฉยๆ ดีกว่า และไคลน์ซึ่งไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องของนายท่านของเขา เขารอเพียงแค่คำสั่งที่จะให้จัดการมันยังไงเท่านั้น ผู้ร่วมขบวนการจึงเหลือแค่แกรนด์ บ็อบ ครีทและเวนไฮร์

    “ไหนเจ้าบอกว่าไม่มีรสนิยมทรมานเชลย?”

    เอเลน่าเอ่ยถามแกรนด์ขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังกับคำตอบอะไรอยู่แล้ว มันก็คงจะเหมือนทุกทีที่คำตอบของหมอนี่แถไปได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

    “มันคนละเรื่องกันหนิ ข้าไม่ชอบทรมานเชลยก็จริง แต่สำหรับไอ้ตัวที่มันกำความลับอะไรไว้เยอะแยะมันก็เป็นข้อยกเว้น”

    แกรนด์ตอบไปแบบสบายๆ วันนี้เขาเตรียมของมาหลายอย่างเพื่อรีดข้อมูลของมันโดยเฉพาะ ส่วนอีกสามคนกำลังกอดคอปรึกษากันอยู่ว่าจะทำยังไงกันดี แกรนด์บอกว่าทำยังไงกับมันก็ได้ ขอให้มันยอมเปิดปากออกมาให้ได้ก่อนดวงอาทิตย์จะตกดินก็พอ จุดแข็งของมันคือร่างกายที่สามารถฟื้นฟูสภาพได้อย่างรวดเร็วแม้จะไม่สามารถขยับไปไหนได้ ทั้งความแข็งแกร่งของร่างกายมันเองก็ไม่ธรรมดา จะปู้ยี่ปู้ยำยังไงก็เชิญ ในขณะที่แกรนด์กำลังเตรียมของสำหรับเค้นข้อมูลของเขาอยู่ที่มุมห้องอีกสามคนก็จับไม้สั้นไม้ยาวต่อคิวกันลงประชาทัณฑ์แวมไพร์กันแล้ว เริ่มจากบ็อบเป็นคนแรก เขาที่อยากจะเอาคืนเรื่องในป่ามรณะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าไอ้ผีดิบนี่ไม่ยื่นมือเข้ามาสอดและมอบพลังให้มิคาเอลจนมันฟื้นฟูร่างกายมาสู้ต่อได้จนเกือบฆ่าพวกเขาได้ ตาเฒ่านั่นคงถูกจัดการด้วยการโจมตีด้วยค้อนของบ็อบในครั้งนั้นไปแล้ว บ็อบจับมันที่อยู่ในสภาพนอนหลับตานิ่งพร้อมทั้งมีโซ่ของแกรนด์ที่มัดกุมเอาไว้อย่างแน่นหนาขึ้นมา เขาเอาเชือกมัดคอมันแขวนไว้กับเพดานในสภาพห้อยต่องแต่งเหมือนดักแด้

    ตู้มมมม!!!

    เท้าของบ็อบเตะเข้าเต็มๆ ที่กลางลำตัวของเจ้าแวมไพร์ด้วยความเกรี้ยวกราด ความรุนแรงของการโจมตีนี้ทำให้เชือกเส้นใหญ่ที่คล้องคอมันเอาไว้ถึงกับกระตุกตึงจนขาดด้วยการเตะเพียงแค่ครั้งเดียว เพดานหินบริเวณที่ผูกยืดกับเชือกไว้พังลงมา ร่างของมันปลิวไปกระแทกผนังห้องจนเห็นเป็นรอยร้าวแทบพังทลายลงทันทีที่ร่างแวมไพร์พุ่งเข้ากระแทก ทุกคนที่อยู่ในห้องเดินไปดูสภาพของมันด้วยความอยากรู้ ถ้าเป็นร่างของมิคาเอลโดนการโจมตีนี้เต็มๆ เข้าไปเหมือนกัน เครื่องในมันคงไหลปนกันเป็นซกเล็กไปแล้ว แต่สภาพเจ้าแวมไพร์ตอนนี้มีแค่ซี่โครงหักไม่กี่ซี่ สีหน้ามันไม่เปลี่ยนไปเลยด้วยซ้ำ และไม่นานร่างกายของมันก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นปกติ ครีทกับเวนโฮร์ยืนดูอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาดูท่าทางผิดหวังที่บ็อบจับได้ไม้ยาวและได้ลงมือก่อนเพื่อน บางทีเจ้าแวมไพร์ที่กลายเป็นกระสอบทรายนี่อาจจะเละก่อนถึงคิวของพวกเขาก็ได้

    บ็อบเดินตรงมาที่ร่างของมันอย่างหงุดหงิด เขาใช้มือจับที่ขาพร้อมกับเหวี่ยงมันฟาดลงพื้นอย่างโมโห การเตะเต็มแรงของเขาเมื่อครู่แทบทำอะไรมันไม่ได้? มันไม่ได้แม้แต่จะส่งเสียงออกมาสักแอะด้วยซ้ำ บ็อบจับมันฟาดพื้นห้องอย่างบ้าคลั่งหลายสิบครั้งจนพื้นสะเทือนไปทั้งปราสาท จากนั้นเหวี่ยงมันลงพื้นพร้อมกับร่างของเขาที่กระโดดขึ้นสูง

    “เฮ้ยบ็อบ! ใจเย็นๆ!!!”

    แกรนด์ร้องห้ามบ็อบที่กำลังทำเช่นนั้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว บ็อบทิ้งดิ่งลงมาพร้อมกับปล่อยเท้าทั้งสองข้างกระทืบลงเต็มร่างของเจ้าแวมไพร์อย่างหนักหน่วงจนพื้นห้องลับชั้นห้าของปราสาทพังลงเป็นรูและร่างของทั้งสองก็ร่วงลงไปที่ชั้นสี่

    “ขอโทษทีนะลูกพี่ ดูเหมือนวิธีใช้กำลังมันจะไม่เวิร์คนะ”

    บ็อบยิ้มแหยๆ ก่อนจะแบกร่างของแวมไพร์ขึ้นมาชั้นบนเหมือนเดิม สภาพของมันหลังจากโดนคอมโบเข้าไปถึงกับซี่โครงหักไปหลายซี่ เลือดซึมออกปากและไม่นานร่างกายของมันก็คืนสภาพเดิม

    “ข้าขอลองบ้าง”

    เวนไฮร์ที่ต่อคิวไว้แล้วเดินมาพร้อมกับชักดาบออก เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาจากตัวดาบจนตอนนี้ดาบของเขากลายเป็นเหล็กร้อนแดงฉาน ไม่ทันขาดคำดาบความร้อนก็ถูกแทงกดลงไปที่ร่างของเจ้าแวมไพร์ เสื้อผ้าบริเวณที่ดาบของเวนไฮร์แทงลงไปมีรอยไหม้เป็นวงรอบๆ ตัวดาบ แต่ผิวหนังของมันกลับไม่ได้รับความเสียหายแค่รอยแผลเล็กๆ ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีมันก็ผสานกันเข้ามาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวนไฮร์ยกดาบขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแทงลงไปอีกรอบ ผลที่เกิดขึ้นเหมือนกับครั้งแรกไม่มีผิด ผิวหนังของมันคงทนเป็นอย่างมาก ขนาดดาบที่ผสานเวทย์ไฟของเขายังเจาะเข้าไปได้แค่แผลเล็กๆ แถมมันยังฟื้นฟูบาดแผลนั้นทันที ถ้าเทียบกับการโจมตีของบ็อบที่ทั้งเตะและกระทืบมันจนแทบจะตับแตกเมื่อกี้แล้ว การโจมตีด้วยดาบของเขามันช่างเสียเวลาซะจริง

    “ดาบของข้าทำอะไรมันไม่ได้เลย”

    เวนไฮร์เอ่ยขึ้นอย่างหดหู่ นี่ขนาดศัตรูนอนนิ่งๆ ในแทงตามสบายยังขนาดนี้ ถ้ามันลุกขึ้นมาสู้ได้จะขนาดไหน

    “มาๆ ตาข้าบ้าง พวกเจ้าอย่าใช้แต่กำลังสิ หัดใช้สมองหน่อย บ็อบ เอาแหวนมายืมหน่อย”

    ครีทเดินเข้ามาเอาเท้าเขี่ยร่างแวมไพร์พร้อมกับแบมือยื่นมา บ็อบถอดสร้อยที่มีแหวนมิติของเขาคล้องอยู่ยื่นให้แบบงงๆ ครีทนำเอาเหล้าถังหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเสร็จแล้วก็คืนให้บ็อบไป จากนั้นเขาก็นำดินปืนจากแหวนของตนออกมาโรยทั่วร่างของแวมไพร์ผู้เคราะห์ร้ายนี้จนทั่ว

    “พกเหล้าติดตัวไว้เยอะแยะเหมือนเป็นปัจจัยดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้เลยนะเจ้าเนี่ย มาดูวิธีของข้า ย่างสดมันเลยแล้วกัน”

    พรึบ!

    ไฟลุกโหมขึ้นอย่างแรงจากเชื้อดินระเบิดที่ผสมไว้ทำระเบิดเพลิง โต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ในห้องรวมทั้งโลงศพของมันถูกรื้อให้เป็นเศษไม้แล้วบ็อบกับเวนไฮร์ก็ช่วยกันโยนเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงต่อจากดินระเบิด ส่วนครีทเปิดเหล้าในถังเทลงเป็นเชื้อเพลิงให้มันโหมขึ้นอีก ปกติเหล้าที่บ็อบกินกับคนอื่นๆ ที่หมู่บ้านจะมีดีกรีปกติ แต่เหล้าที่เขาเก็บไว้กินคนเดียวจะมีดีกรีสูงมากชนิดที่ว่าไม่มีใครกินด้วยได้

    “ช่วยกันฌาปนกิจมันเลยสหาย ดูสิมันจะทนได้นานแค่ไหน ฮ่าๆ ๆ ๆ”

    ครีทราดมันลงที่กองไฟตรงหน้าพร้อมกับหัวเราะอย่างสะใจ

    “เดี๋ยวๆ ข้าว่ากลิ่นมันคุ้นๆ นะ” บ็อบเอ่ยขึ้นพลางทำจมูกฟุตฟิตแปลกๆ

    “อะไรคุ้นๆ ล่ะ?” ครีทโยนถังพร้อมกับเหล้าที่เหลือเข้ากองไฟไปหมด มันเกิดระเบิดขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเปลวเพลิงที่โหมขึ้นอีกระลอกใหญ่

    “เฮ้ย!!! นั่นมันไวน์ร้อยปีถังสุดท้ายของข้า!!!”

    บ็อบตะโกนเสียงหลงพร้อมกระโจนเข้ากองไฟไปรื้อหาอย่างลนลานจนถ่านและสะเก็ดไฟกระจายคลุ้งไปทั่ว ไม่นานเขาก็เดินออกมาคุกเข่าหมดอาลัยตายอยากเงียบๆ ที่เดิมอย่างช่วยไม่ได้ เหล้าถังสุดท้ายที่แกรนด์หาซื้อมาได้และบอกให้กินประหยัดๆ พอให้หายอยาก เขาพกมันเอาไว้ติดตัวตลอดเวลารวมกับเหล้าดีกรีแรงหลายถังที่อยู่ในแหวนมิติ

    “โทษทีนะ ข้านึกว่าถังไหนก็เหมือนกันหมด”

    ครีทเดินเข้าไปตบหลังปลอบบ็อบ แต่ตอนนี้แววตาดูเหม่อลอยหดหู่เหมือนกับว่าวิญญาณของบ็อบลอยออกจากร่างไปแล้ว

    ฟู่วววววววว!!

    แกรนด์สะบัดมือออกไปทำให้ถ่านไปและฝุ่นละอองขี้เถ้าที่ลอยคลุ้งอยู่ถูกพัดหายไปจนหมด

    “เตรียมการเสร็จแล้ว ตาข้าบ้าง พวกเจ้าคอยดูแล้วกัน”

    แกรนด์ถือขวดแก้วพร้อมด้วยน้ำใสที่บรรจุอยู่เต็มขวดเดินตรงมาทางร่างของแวมไพร์ เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาทำการบ้านและศึกษาข้อมูลล่วงหน้ามาค่อนข้างดี ที่ให้พรรคพวกลงมือก่อนเพราะอยากจะดูความสามารถทางร่างกายของมันเพื่อวิเคราะห์ประกอบกับผลการศึกษาเท่านั้น และในตอนนี้ข้อมูลที่ได้มาก็พอสำหรับความต้องการของเขาแล้ว

    “พวกอันเดธจะมีพลังเพิ่มขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ตรงกันข้าม ช่วงเวลากลางวันพวกมันจะอ่อนแอเป็นพิเศษ แวมไพร์ถึงจะเป็นอันเดธชั้นสูงแต่จุดอ่อนของมันก็ยังคงเป็นการแพ้แสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันและโลหะประเภทแร่เงิน ข้าเดาได้เลยว่าถึงตอนนี้มันจะนอนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ที่จริงคงกลัวจนแทบจะฉี่ราดแล้วมั้ง โชคร้ายมาเยือนเจ้าแล้วนะที่มาเจอกับพวกข้าทั้งที่ร่างกายของเจ้าขยับไม่ได้น่ะ”

    แกรนด์ดึงมีดสั้นออกมาจากฝักพร้อมกับแทงลงไปที่ไหล่ของแวมไพร์เต็มแรง มีดสั้นที่แทงลงไปเสียบลึกจนมิดด้าม ปฏิกิริยาของมันแทนที่จะนิ่งเฉยเหมือนเมื่อครู่มันกลับขยับร่างเล็กน้อยพร้อมด้วยเสียงครางออกมาอย่างน่าสมเพช เมื่อดึงมีดออกแทนที่บาดแผลจะฟื้นฟูเหมือนเดิมแต่ตอนนี้เลือดของมันกลับไหลออกมาจากแผลตรงหัวไหล่ แผลของมันสมานกันอย่างเชื่องช้ามากๆ เห็นได้ชัดเลยว่าอาวุธชิ้นนี้สามารถสร้างความเสียหายให้มันได้ต่างกับอาวุธอื่นๆ มันคือมีดสั้นที่ทำมาจากแร่เงินที่แกรนด์สั่งให้ช่างทำให้เมื่อสองสามวันก่อนเพื่อเอามาใช้กับงานนี้โดยเฉพาะ

    “เจ้าจะยอมพูดรึยัง? ข้าจะนับ 3 ถ้ายังไม่ยอมพูดอีกเจอดีแน่ 1…2…3”

    เงียบ ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา มีแค่เสียงครางอื้ออึงอย่างแผ่วเบาของร่างที่นอนอยู่นี้เท่านั้น แกรนด์เปิดจุกขวดแล้วเทน้ำในขวดราดลงบนร่างของเจ้าแวมไพร์จนหมดไปกว่าครึ่งขวด พอน้ำราดลงไปร่างนั้นถึงกับสะดุ้งพร้อมกับขยับไปมา เสียงครางเล็ดลอดออกมามากยิ่งกว่าเดิม ผิวหนังที่โดนน้ำราดกลับเปื่อยออก มีควันเป็นไอน้ำขึ้นมา ผิวหนังเริ่มถูกน้ำนั้นกัดเซาะจนเปื่อยยุ่ยออกอย่างรวดเร็ว สีหน้าของมันตอนนี้บิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดแสนสาหัสเหมือนกับเอาน้ำกรดมาราดผิว

    “ไงล่ะ เจอน้ำมนต์ชำระล้างรุ่นลิมิเต็ดของข้าเข้าไป ถ้ายังปากแข็งต่ออีกข้าคงต้องเอามันกรอกปากเจ้าแล้วล่ะ”

    น้ำมนต์ขวดนี้แกรนด์ได้มาจากโบสถ์ใหญ่กลางเมือง เป็นน้ำมนต์ชำระล้างรุ่นพิเศษที่ถูกนักบวชระดับสูงร่ายเวทย์ชำระล้างลงไปติดต่อยาวนานหลายวันจนมีแค่ไม่กี่ขวดเท่านั้น ส่วนมากผู้ที่ซื้อไปจะเป็นขบวนการค้าที่ต้องเดินทางเร่งด่วนในเวลากลางคืน เอาไว้ใช้ป้องกันพวกอันเดธที่มีพลังสูงโดยถ้าเป็นน้ำมนต์ชำระล้างธรรมดาอาจเอามันไม่อยู่

    “ไอ้พวกเด็กเวร!! ถ้าข้าลุกขึ้นไปได้ ข้าจะฆ่าพวกเจ้า!! เป็นแค่มนุษย์ชั้นต่ำแท้ๆ!!”

    เสียงด่าทอของแวมไพร์ดังก้องขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง เสียงนี้เป็นพลังจิตที่ใช้ส่งผ่านคำพูดของมัน

    “โอ้ว ยอมพูดแล้วสินะ ตอบคำถามข้ามาดีๆ เจ้าจะได้ไม่เจ็บตัวมาก”

    “ฝันไปเถอะไอ้พวกมนุษย์!! สิ่งมีชีวิตที่เป็นได้แค่เหยื่ออย่างพวกเจ้ากล้ามาออกคำสั่งกับข้าผู้เป็น...”

    พลั้ว!

    ยังไม่ทันพูดจบร่างของเจ้าแวมไพร์ก็ถูกเตะส่งกลิ้งไปหยุดตรงจุดที่แสงอาทิตย์ส่องลงมาถึง ไม่นานร่างของมันก็มีควันลอยขึ้นมา ผิวหนังค่อยๆ ถูกแสงแดดเผาอย่างช้าๆ พร้อมด้วยเสียงครวญครางจากอาการปวดแสบปวดร้อน

    “เจ้ามีหน้าที่แค่ตอบคำถามเท่านั้น ถ้าพล่ามอะไรไร้สาระไม่เข้าเรื่องอีกเจ้าโดนแน่”

    พลั้ว!

    ร่างของแวมไพร์ถูกเตะกลิ้งกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง

    “คำถามแรก เจ้าเกี่ยวข้องยังไงกับมิคาเอล”

    “ข้ากับมันแค่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ช่วยเหลือกันเพราะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”

    “ช่วยกันยังไง?”

    “ข้าตอบไปแล้ว ได้คืบอย่าเอาศอก อย่าสำคัญตัวเองให้มากนักเจ้ามนุษย์”

    พลั้ว!

    “อ้ากกกกกกกกก”

    ร่างของแวมไพร์ถูกส่งไปกลางแดดอีกครั้งและถูกเตะกลับเข้ามา

    “เจ้ามีหน้าที่ตอบคำถาม อย่าพล่ามเรื่องไร้สาระ พวกเจ้าช่วยกันยังไง?”

    “มันช่วยสังเวยเลือดให้ข้าเพื่อฟื้นฟูพลังอีกครั้ง ข้าช่วยให้มันมีร่างกายอันสมบูรณ์แบบ ชีวิตยืนยาวจนกว่าจะทะลวงขั้นพลังเพื่อย้อนวัยกลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง”

    “เฮอะ! ร่างกายอันสมบูรณ์แบบ? ครึ่งคนครึ่งผีสิไม่ว่า”

    แกรนด์เอ่ยขึ้นอย่างดูถูก แม้ร่างกายของมิคาเอลจะมีพลังฟื้นฟูที่สูงมากก็จริง แต่ถ้าเทียบความสามารถโดยรวมของมันกับผู้ฝึกพลังคลาส 7 โดยทั่วไปแล้ว ความแข็งแกร่งมันต่างกันตรงไหน ถึงกับยอมละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อรับใช้ไอ้ตัวพรรค์นี้แล้วได้ร่างที่มันบอกว่าเป็นร่างกายสมบูรณ์แบบ? ในสายตาของแกรนด์มันก็เป็นแค่ครึ่งคนครึ่งผีที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ กลัวความลับของตัวเองจะแตกเท่านั้น ความภาคภูมิในฐานะของนักบุญผู้เป็นที่สรรเสริญของชาวเมืองกลับไม่มีค่าเมื่อเทียบกับเศษพลังที่เจ้าผีดิบนี่มันมอบให้เลยหรือ?

    “คำถามที่สอง ที่นี่มีสมบัติซ่อนเอาไว้ที่ไหนบ้าง? ตอบมาดีๆ อย่าเล่นลิ้น เพราะคำถามนี้ข้าจริงจังมาก!”

    “ฝันไปเถอะ! ข้าทนไม่ไหวแล้ว! เกียรติหลายร้อยปีของข้าต้องถูกมนุษย์อย่างเจ้ามาเหยียบย่ำ!”

    บรรยากาศทั่วทั้งปราสาทเปลี่ยนกลายเป็นเงียบสงัด ความรู้สึกอึดอัดแผ่ซ่านไปถึงทุกคนที่อยู่ภายในบริเวณนี้ เจ้าแวมไพร์ใช้พลังเฮือกสุดท้ายสร้างพลังจิตข่มขวัญเพื่อสลักความกลัวเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ถูกสะกด

    “ช่างเป็นการดิ้นรนที่เปล่าประโยชน์!”

    ดวงตาของแกรนด์เปล่งแสงสีฟ้าออกมาเล็กน้อย พลังจิตของเจ้าแวมไพร์ที่ถูกปล่อยออกมาถูกพลังจิตของแกรนด์ข่มทับจนแตกสลายไปทันที ร่างกายของมันในตอนนี้รู้สึกสั่นกลัวและตกตะลึงที่ถูกมนุษย์ข่มขวัญเอาได้ แกรนด์ขี้เกียจที่จะถามต่อเพราะมันคงไม่ยอมคายข้อมูลอะไรออกมาเพิ่มแน่แล้ว และในกลุ่มของเขาก็ไม่มีใครที่เรียนรู้ทักษะอ่านใจหรืออ่านความทรงจำสักคน

    “ลาก่อน ไอ้นายท่าน ตาแก่คงรอต้อนรับเจ้าที่โลกหน้าแล้วล่ะ”

    แกรนด์ใช้มีดสั้นเงินแทงเข้าไปที่ตำแหน่งหัวใจของมันอย่างแม่นยำ มีดสั้นเงินแทงทะลุซี่โครงตัดขั้วหัวใจของเจ้าแวมไพร์ มันขยับร่างกายเล็กน้อยในลักษณะดิ้นครู่หนึ่งก็แน่นิ่งไป ร่างกายของมันค่อยๆ เปื่อยสลายลงหลังจากตายไปแล้วเพราะไม่มีพลังที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายอีก ไอพลังของแวมไพร์ถูกดูดซึมโดยทั้งหกหลังจากที่ฆ่ามันได้ นี่เป็นไอพลังที่เข้มข้นที่สุดที่พวกเขาเคยดูดซึมมา เพราะถึงยังไงในอดีตพลังของมันเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกพลังคลาส 8 ขั้นกลาง แม้ตอนนี้มันจะขยับร่างกายไม่ได้เพราะผนึกตัวเองไว้แต่ด้วยชีวิตที่ยืนยาวและพลังดั้งเดิมที่เป็นของจริงทำให้ไอพลังของมันมีความเข้มข้นสูง ยิ่งดูดซึมไอพลังมากเท่าไหร่พลังก็จะยิ่งพัฒนาขึ้นเร็วเท่านั้น และยิ่งไอพลังมีความเข้มข้นเท่าไหร่ยิ่งดี หลังจากดูดซึมไอพลังของมันจนหมด แกรนด์ให้เวนไฮร์เผาร่างของเจ้าแวมไพร์ หลังจากที่เผาร่างของมันจนมอดไหม้ที่กองขี้เถ้าก็ปรากฏวัตถุวงรีสีดำเงาขนาดครึ่งฝ่ามือตกอยู่ในนั้น

    “นี่มัน แกนชีวิตแวมไพร์”

    แกรนด์หยิบมันขึ้นมาด้วยสีหน้ายินดี แกนชีวิตแวมไพร์ไม่ใช่อะไรที่จะหาได้ง่ายๆ แม้จะมีเงินมากมายแค่ไหนก็ตาม มันเป็นแกนชีวิตของอันเดธชั้นสูงที่แม้จะเป็นแกนชีวิตของกูลที่พวกเขาตามหาก็ยังเทียบไม่ติด จากนั้นแกรนด์ก็ให้ทุกคนค้นที่ปราสาทอย่างละเอียดเผื่อจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ค้นจนทั่ว ในปราสาทร้างแห่งนี้นอกจากห้องลับแล้วไม่มีที่ไหนเลยที่มีของมีค่าเก็บเอาไว้ แกรนด์เจอแหวนของมิคาเอลที่เหลือซ่อนไว้หลังรูปภาพเก่าๆ ที่ติดอยู่ผนัง ภายในแหวนที่เหลือมีแต่ตัวยาต่างๆ ที่มีขายทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ทำพิธีต่างๆ เต็มแหวน

    “มิน่า ตาแก่นั่นมันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่แหวนวงนั้นหาย ในแหวนวงอื่นถ้าเทียบกับวงที่ข้าได้ไปแล้วมีแต่ขยะนี่หว่า ฮ่าๆ ๆ”

    หลังจากเก็บกวาดเอาของในห้องลับนั้นเสร็จแล้วก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือไว้เพียงความมืดที่เข้าปกคลุม หิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง เหล่าอันเดธที่อยู่ในป่ามรณะก็เริ่มปรากฏตัวในยามค่ำคืน กลุ่มมังกรสายฟ้าได้ทีก็ล่าล้างบางเอาแกนชีวิตของกูลกลับไปด้วย กว่าจะกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาช่วงเที่ยงคืนแล้ว แม้ว่าจะผิดหวังพอสมควรกับสมบัติของแวมไพร์ที่คาดหวังเอาไว้สูงแต่ความจริงแล้วมันเป็นแวมไพร์ยาจกนี่หว่า แต่ยังดีที่ได้แกนชีวิตของมันมา ถึงไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้างแต่มูลค่าของมันต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่ๆ ทั้งยังแกนชีวิตของกูลอีกหลายร้อยชิ้นที่สอยมากว่าครึ่งค่อนคืนจนพวกมันแทบจะสูญพันธุ์ไปจากป่ามรณะ ผลตอบแทนค่าเหนื่อยคืนนี้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมากอยู่

    ช่วงเวลาตี 2 ของค่ำคืนนั้น แกรนด์นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องโถง เขานอนไม่หลับเนื่องจากมีความรู้สึกและปัญหาหลายอย่างที่กวนใจอยู่ ซึ่งหลายๆ อย่างที่วนเวียนอยู่ในสมองเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไข บางอย่างก็เป็นปัญหาที่คิดไม่ตกด้วยซ้ำ และเรื่องเร่งด่วนบางอย่างเช่นการที่พวกเขามีศัตรูมากหน้าหลายตาเหมือนอย่างในตอนนี้คงเป็นภัยในระยะยาวและหมู่บ้านต้องมีแผนป้องกันอีกชั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แกรนด์คิดจะให้สร้างอุโมงค์หลบภัยขึ้นเพื่อใช่เป็นที่หลบภัยในยามฉุกเฉินและลำเลียงชาวบ้านทุกคนออกไปยังที่ปลอดภัย ในขณะที่คิดอะไรต่างๆ นาๆ อยู่นั้น บ็อบก็เดินตรงเข้ามาหาแกรนด์ที่โต๊ะ

    “ลูกพี่ ข้าจะมาลาท่าน”

    “หา? มาลาข้าทำไม? เจ้าจะไปบวชรึไง?”

    “ตอนนี้พลังข้าถูกกระตุ้นแล้ว ข้าจะมาลาท่านเพื่อเข้าสู่สภาวะจำศีล”

    “สภาวะจำศีลของออร์ค? เจ้า...เจ้ากำลังจะวิวัฒนาการแล้วหรอ???”

    แกรนด์ลุกพรวดขึ้นมาถามบ็อบอย่างตื่นตะลึง