ขณะที่หันไปรอบๆเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่ต้องการซื้อแล้วเย่เฉินจึงเดินออกจากถนนอันวุ่นวายแห่งนี้
ทันทีที่เขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมเจ้าหมีสองก็รีบวิ่งเข้ามา คว้าตัวของเย่เฉินเอาไว้ และตะโกนเสียงดัง“ข้าก็คิดว่าเจ้าจะถูกลอบฆ่าตายไปแล้วเสียอีก?"
“ก็เจ้าบอกไว้เองว่าในระหว่างการประมูล ห้ามมีการต่อสู้เป็นการส่วนตัวไม่ว่าอู๋ฉางชิงจะกล้าหาญแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าจะคิดบัญชีกับข้าที่นี่หรอก”เย่เฉินพูดจบ ก็หยิบถุงเก็บของออกมาจากอ้อมแขนและยัดใส่มือของเจ้าหมีสอง “นี่ หินวิญญาณของเจ้าจำนวนสามแสน ไม่ขาดไม่เกิน”
เจ้าหมีสองรับถุงเก็บของไว้แล้วกวาดสายตามองเข้าไปด้านใน จากนั้นก็หันกลับมามองเย่เฉินด้วยความประหลาดใจ“ทำไมเจ้าถึงยังมีหินวิญญาณอยู่อีก”
“ไปเก็บมาสิ!”
“เก็บ...เก็บ?” เจ้าหมีสองเดินตามก้นเย่เฉินไป ราวกับเป็นผู้ติดตามใกล้ชิด“ไปเก็บที่ไหนมา ข้าจะไปเก็บมาสักตะกร้า”
“สำนักเทียนเสวียน”เย่เฉินตอบไปอย่างใจคิด และบิดขี้เกียจไปมา สะบัดมือพลางเดินเข้าไปยังห้องของตนเอง“วันนี้เหนื่อยมากพอแล้ว ขอพักผ่อนเร็วหน่อยแล้วกัน”
เจ้าหมีสองเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เย่เฉินได้ปิดประตูไปเสียแล้ว
“เก็บมาจากสำนักเทียนเสวียนนะหรือเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว” เจ้าหมีสองบ่นพึมพำ พลางแบกถุงเก็บของอันหนักอึ้งและเดินยิ้มไปอย่างสบายใจ
เมื่อกลับถึงห้องเย่เฉินก็ปิดประตูอย่างแน่นหนา หยิบน้ำเต้าม่วงทองออกมา
เขาจำได้ว่าเมื่อคืนเขาดื่มน้ำยาวิญญาณที่มาจากน้ำเต้าใบนี้เข้าไปแล้วยังจำได้อีกว่าตัวเองรู้สึกราวกับว่าร่างกายถูกเผาไหม้และความเจ็บปวดที่มาจากการระเบิดในหัวของเขา มันทำให้เขายังค้างคาใจจนถึงตอนนี้
“ร่างกายเหมือนดั่งถูกเปลวไฟเผาผลาญหัวเหมือนจะระเบิดออก มันทำให้การฝึกตนของข้าบรรลุขึ้นไปถึงขั้นรวมพลังชั้นที่แปดน้ำยาวิญญาณนี้จะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่นอน” เขาคิดอยู่เงียบๆแล้วก็เทน้ำยาวิญญาณจากน้ำเต้าออกมาหนึ่งหยด
น้ำยาวิญญาณมีสีม่วงเปล่งประกายด้วยรัศมีสีม่วงแวววาว มีความใสสว่างมันถูกสร้างขึ้นมาจากการหลอมรวมของน้ำยาวิญญาณหยกและพลังงานวิญญาณเหลวกลิ่นของสมุนไพรวิญญาณมีความรุนแรง เมื่อสูดดมเข้าไป ก็รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
“ก็ไม่มีปัญหาอะไร”หลังจากจ้องมองอยู่เป็นเวลานาน เย่เฉินจึงลูบคางของเขา“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรแตกต่างจากปกติ”
พูดจบเขาก็กลืนน้ำยาวิญญาณเข้าไปหนึ่งหยด
ยังคงเป็นเหมือนปกติเมื่อน้ำยาวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย กลายเป็นแก่นแท้ที่มีกลิ่นหอมเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเขาแล้ว ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ร้อนแรงเหมือนกับเมื่อคืนที่ผ่านมา
“น่าแปลก”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะ และไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติ
จากนั้นเขาจึงกลืนน้ำยาวิญญาณหยดแล้วหยดเล่าเข้าไปอย่างต่อเนื่องร่างกายของเขาก็ยังไม่ได้รับความเจ็บปวดที่แปลกประหลาดนั้นเลย แต่กลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นไปทั่วตัว
“มันแปลกมากจริงๆ”เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นอีกครั้ง เย่เฉินก็เลิกคิดเรื่องนี้และหยิบกระบองเหล็กสีดำที่ประมูลได้จากงานประมูลในวันนี้ออกมา
“ห้าแสนหินวิญญาณจึงจะได้เจ้ามาอย่าทำให้ข้าต้องผิดหวัง” ระหว่างที่พูดเย่เฉินก็ได้เปิดน้ำเต้าม่วงทองแล้วยัดกระบองเหล็กเข้าไปด้านใน
ฮึบ!
ทันทีที่กระบองเหล็กถูกใส่เข้าไปน้ำเต้าม่วงทองก็ส่งเสียงไม่พอใจออกมา
เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของเย่เฉินก็เปล่งประกาย ลูบมือแล้วมองไปยังน้ำเต้าม่วงทองด้วยความหวังว่ามันจะตรวจพบพลังลึกลับของกระบองเหล็ก
เพียงแต่หลังจากน้ำเต้าม่วงทองส่งเสียงฮึบขึ้นมา ก็ไม่มีการตอบรับใดๆ อีกมันยังคงตั้งนิ่งอยู่บนโต๊ะอย่างสงบ นอกจากจะมีพลังงานสีม่วงลอยออกมาเป็นครั้งคราวแล้วนอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย
“นี่ก็ไม่มีหรือ?” สีหน้าของเขาดูประหลาดใจ เย่เฉินหยิบน้ำเต้าม่วงทองขึ้นมาเขย่ามันโดยไม่ทันตั้งตัว จากนั้นจึงมองเข้าไปด้านใน
เขาก็พบว่ากระบองเหล็กที่อยู่ในน้ำเต้าม่วงทอง ไม่มีความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อยยังคงลอยเคว้งนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบดูเหมือนมีกลุ่มพลังงานสีม่วงวนเวียนอยู่ใกล้ๆแต่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับมัน
ไม่รู้ว่านานเพียงใดแล้วเย่เฉินจึงเริ่มหวั่นวิตกและนำน้ำเต้าม่วงทองวางไว้ที่เดิม “บ้าเอ๊ยห้าแสนหินวิญญาณ ต้องเอามาซื้อกระบองเหล็กผุๆ แบบนี้หรือนี่”
ฮึบ!
น้ำเต้าม่วงทองดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงด่าทอของเย่เฉิน มันจึงสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้งคล้ายจะบอกว่า อย่ายัดทุกอย่างเข้ามาในท้องของข้า
พัวะ!
หลังจากนั้นน้ำเต้าม่วงทองก็ได้คายกระบองเหล็กสีดำออกมา เสียงเหล็กตกกระทบกับพื้นก็ดังขึ้น
“หงุดหงิด”เย่เฉินเบะปาก และไม่สนใจน้ำเต้าอีกต่อไป แล้วหยิบกระบอกเหล็กสีดำขึ้นมา
เมื่อสังเกตกระบองเหล็กนั้นใกล้ๆเขาจึงพบว่ากระบอกเหล็กอันนี้คือแส้เหล็กเส้นหนึ่ง มันมีสีดำสนิททั้งชิ้นไม่เพียงแต่เป็นสนิมและมีรอยด่างเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยหลุมขรุขระดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจ
“สามารถดึงดูดความสนใจของอัคคีเที่ยงแท้ได้ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะเป็นเพียงแส้เหล็กธรรมดา” เย่เฉินแอบคิดอยู่ในใจเขายังคงไม่ยอมแพ้ จากนั้นก็เรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา โอบล้อมแส้เหล็กสีดำเอาไว้
อัคคีเที่ยงแท้สีทองลุกโชนทำให้ทั่วทั้งห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นในทันที
ภายใต้การเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้แส้เหล็กสีดำนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงใดๆมันดูไม่สนใจการเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้เลยเย่เฉินจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้นครู่หนึ่ง
“เอาอีก”เย่เฉินส่งเสียงหนักแน่น เพิ่มกำลังของอัคคีเที่ยงแท้ให้หนักขึ้น
เพียงแต่แส้เหล็กสีดำนั้นก็ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
ผ่านไปสามชั่วยามเย่เฉินเรียกคืนอัคคีเที่ยงแท้ด้วยความเหนื่อยหอบ
หลังจากเผาด้วยอัคคีเที่ยงแท้ไปถึงสามชั่วยามก็ยังไม่สามารถจะทำการหลอมแส้เหล็กได้ มีแต่ยิ่งทำให้เขาหมดแรงลง
“ข้าไม่อยากจะเชื่อจริงๆ”เย่เฉินบ่นพึมพำ และหยิบกระบี่เมฆแดงออกมาจากนั้นจึงใช้กำลังจากทั่วทั้งร่างผ่านเข้าไปยังกระบี่และฟันลงไปยังแส้เหล็กอย่างแรง
แกร๊ง!
เสียงโลหะกระทบกันส่งเสียงดังคมชัดเป็นพิเศษกระบี่เมฆแดงก็ถูกกระแทกสะท้านลอยออกไปแม้แต่เย่เฉินเองก็ยังถูกแรงสะท้อนกลับจนถอยไปด้านหลัง ชาไปทั่วทั้งแขนขาไม่มีความรู้สึกเลยแม้แต่น้อย
“นี่มันไม่ใช่แข็งแรงธรรมดาแล้ว!”
เมื่อหยิบกระบี่เมฆแดงขึ้นมาเย่เฉินก็เห็นรอยเล็กๆ รอยหนึ่งบนกระบี่ แต่ในทางกลับกันแส้เส้นนั้นยังคงปักอยู่บนพื้นอย่างมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซานไม่นึกเลยว่าความคมของกระบี่เมฆแดง กลับไม่สามารถจะฝากร่องรอยใดๆไว้บนตัวมันได้เลย
“นี่มันทำมาจากอะไรกันแน่”หลังจากเก็บกระบี่เมฆแดง เย่เฉินก็กวาดสายตามองแส้เหล็กไปทั่ว
ไม่สะทกสะท้านต่อการเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้แม้แต่กระบี่เมฆแดงก็ยังสะท้านไปเกือบครึ่งเขาสามารถจินตนาการได้ว่าวัสดุที่นำมาหลอมแส้เหล็กนี้จะต้องไม่ธรรมดาเมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็ทำให้จิตใจของเขาสงบลง ใช้เงินถึงห้าแสนหินวิญญาณเพื่อซื้อแส้เหล็กที่แข็งแรงยากจะเปรียบและไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิดเอาไว้
“เอาไว้ใช้ทุบคนน่าจะดีไม่น้อย”เย่เฉินลูบคาง และพลิกมือเรียกเก็บแส้เหล็ก
ไม่นานเขาก็หยิบเหล็กดำและเหล็กหล่อดำออกมาจากถุงเก็บของ
โลหะที่มีจิตวิญญาณทั้งสองชิ้นวางอยู่ตรงหน้าลักษณะของมันแตกต่างกันอย่างชัดเจน เหล็กดำจะดำสนิทมีความแข็งแกร่งส่วนเหล็กหล่อดำจะขาวสว่างมีความยืดหยุ่นวัสดุสองชนิดนี้เมื่อมารวมกันแล้วจึงเป็นส่วนประกอบที่ดีที่สุดในการกลั่นอาวุธวิญญาณ
จากนั้นเขาจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาหยิบกระบี่เมฆแดงออกมาอีกครั้งเย่เฉินใช้อัคคีเที่ยงแท้แบ่งเป็นสามสายโอบล้อมเอาไว้เผาแก่นแท้ของเหล็กดำและเหล็กหล่อดำ เพื่อหลอมเข้าไปในกระบี่เมฆแดง
ขั้นตอนนี้กินเวลายาวนาน
จนกระทั่งรุ่งสางเขาจึงเรียกเก็บอัคคีเที่ยงแท้ด้วยเหงื่อที่ชุ่มตัว
เช้ง!
เช้ง!
ในห้องเต็มไปด้วยเสียงของกระบี่
ในตอนนี้กระบี่เมฆแดงยิ่งมีความพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ มันยังคงมีสีแดง โดยไม่ต้องอัดพลังปราณเข้าไปอีกทั้งมันยังมีพลังงานของกระบี่วนเวียนอยู่ บางเวลาก็มีแสงของกระบี่ส่องออกมาและความดุดันนั้นทำให้เย่เฉินต้องประหลาดใจ
“ไม่เลวๆ”เย่เฉินชื่นชอบกระบี่เมฆแดงมากจนวางไม่ลงและที่สำคัญที่สุดคือกระบี่เล่มนี้เขาเป็นคนหลอมมันขึ้นมา