เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงกำหนดการประลอง กลุ่มของหลี่ซวนก็ได้เดินตามป้ายบอกทางจนมาถึงลานกว้างขนาดมหึมา ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการประลองของผู้บำเพ็ญเพียรระดับลมปราณแรกเริ่ม งานประลองในระดับนี้จะกินเวลาเพียงสองวัน โดยทั้งเจ็ดสำนักแห่งพันธมิตรเมฆาได้ส่งศิษย์ตัวแทนเข้าแข่งขันสำนักละสิบห้าคน
วันแรกคือรอบคัดเลือกแบบแพ้คัดออก เพื่อเฟ้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสิบคนเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนวันที่สองจะเป็นการประลองรอบตัดสิน เพื่อเฟ้นหาผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งสามอันดับแรกของพันธมิตรเมฆา
เมื่อพวกของหลี่ซวนมาถึงลานประลอง พวกเขาก็พบว่าพื้นที่ถูกแบ่งแยกเป็นเจ็ดส่วนตามสำนักอย่างชัดเจน บริเวณตรงกลางมีลานประลองขนาดยักษ์ถึงสี่สนามตั้งตระหง่านอยู่ รายล้อมไปด้วยอัฒจันทร์สำหรับกองเชียร์ของแต่ละสำนักที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกันแล้ว กองเชียร์ของทั้งหกสำนักที่เหลือรวมกันยังดูบางตาไปถนัดใจ เมื่อต้องมาประชันกับศิษย์เจ้าภาพอย่างสำนักหยุนซาน ที่กำลังท่องบทกวีประจำสำนักตนออกมาเสียงดังกังวานอย่างไม่ลดละ
"ต่อให้ฟ้าจะแปรผัน หยุนซานนั้นไม่เปลี่ยนแปลง!"
"ศิษย์ทั้งหลายต่างร่วมแรง จงสำแดงความยิ่งใหญ่... ของหยุนซาน!"
เสียงตะโกนก้องของศิษย์สำนักหยุนซานนับพันชีวิตดังกึกก้องไปทั่วทั้งลาน คลื่นเสียงที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณอันหนักแน่นประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ดั่งสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจของผู้เข้าแข่งขันจากสำนักอื่น แรงกดดันแห่งสำนักอันดับหนึ่งแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วบริเวณจนหลายคนถึงกับหน้าถอดสี...
หลี่ซวนกวาดตามองคลื่นมนุษย์ในชุดสีขาวของสำนักหยุนซาน หากกะด้วยสายตาคร่าว ๆ คงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคนที่มาชมการประลอง เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา "เหตุใดศิษย์สำนักหยุนซานถึงได้มากมายปานนี้? ที่นั่งบนอัฒจันทร์นั่นแทบจะล้นจนไม่มีที่ให้ยืนแล้วนะ"
อวี่ฟ่านได้ยินเช่นนั้นก็แค่นยิ้มมุมปาก "นั่นน่ะถือว่าน้อยแล้วนะ หากเทียบกับจำนวนศิษย์ทั้งหมดของหยุนซาน ที่มานั่งรวมกันอยู่นี่... คงไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วยซ้ำ"
หลี่ซวนได้ยินก็ถึงกับผงะ 'ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน? สำนักหยุนซานช่างกว้างใหญ่และมีขุมกำลังที่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ...'
"ช่างเถอะ เตรียมตัวไว้ อีกเดี๋ยวก็คงจะเริ่มแล้วล่ะ" อวี่ฟ่านเอ่ยเตือนสติ
ไม่นานนัก เสียงของสตรีผู้หนึ่งซึ่งแฝงไปด้วยพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งก็ดังก้องกังวานมาจากใจกลางลานประลอง ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง ต้นเสียงคือสตรีในชุดอาภรณ์สีเทา แม้ใบหน้าของนางจะไม่ได้งดงามล่มเมือง ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดและแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ที่หาได้ยากยิ่ง
"ขอต้อนรับทุกท่านจากทุกสำนัก บัดนี้... งานประลองพันธมิตรเมฆาได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!"
เสียงของนางดังกังวานไปทั่วลานกว้าง ก่อนจะประกาศกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน
"กฎของการประลองไม่มีอันใดซับซ้อน
ข้อแรก ห้ามใช้โอสถใด ๆ รวมถึงยันต์อาคมต่าง ๆ ทั้งสิ้นระหว่างการต่อสู้
ข้อสอง สามารถใช้อาวุธได้ทุกชนิด แต่ห้ามใช้พิษลอบกัดคู่ต่อสู้เด็ดขาด
ข้อสาม ห้ามลงมือสังหารคู่ประลอง หากฝ่าฝืน... สำนักนั้นจะต้องรับบทลงโทษขั้นเด็ดขาดจากสำนักหยุนซานทันที!"
"หากผู้ใดต้องการยอมแพ้ เพียงเอ่ยปากว่า 'ยอมแพ้' ผู้อาวุโสผู้ตัดสินจะเข้าไปยุติการต่อสู้ในทันที... และหากมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ยังมีสิทธิ์แข่งในรอบต่อไป พวกเรามีผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณหลายท่านเตรียมพร้อมรักษาพวกเจ้าด้วยโอสถชั้นเลิศอย่างเต็มกำลัง เพราะฉะนั้น... จงทุ่มเทแสดงฝีมือกันให้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงสิ่งใด!"
"บัดนี้ ขอให้ตัวแทนทุกสำนักก้าวออกมาจับฉลากป้ายหยก เพื่อกำหนดหมายเลขและลำดับการขึ้นลานประลองของพวกเจ้า!"
หลังจากสิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ผู้เข้าแข่งขันก็ทยอยออกไปจับฉลากจากโถอาคมทีละคน ผู้ที่จับได้หมายเลขเดียวกันจะต้องขึ้นประลองกัน และจะทำการสุ่มจับฉลากเช่นนี้ในทุก ๆ รอบ จนกว่าจะเฟ้นหายอดฝีมือสิบคนสุดท้ายได้สำเร็จ
เมื่อหลี่ซวนรับป้ายหยกมาและพลิกดู ก็พบว่ามีหมายเลข 'หก' สลักเอาไว้ ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้ขึ้นประลองเป็นคู่ที่หกของลานประลองใดลานประลองหนึ่ง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองหาคู่ประลองที่ถือป้ายหมายเลขเดียวกัน ก็พบว่ายืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก... เป็นศิษย์สำนักหยุนซานผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ 'จ้าวเทียนเหอ' ที่เคยเดินสวนทางกันเมื่อสี่วันก่อนนั่นเอง
ศิษย์ผู้นั้นเมื่อเห็นว่าคู่ประลองของตนคือหลี่ซวน ก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาทันที มันขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงแต่อ่านได้ความว่า 'เจ้า-ตาย-แน่' พร้อมกับทำท่าทางปาดคอเย้ยหยัน ราวกับว่าชัยชนะอยู่ในกำมือของตนแล้ว
หลี่ซวนเห็นดังนั้นก็ไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย เขายังคงเยือกเย็นและหันกลับไปหาสหายทั้งสอง "พวกท่านได้หมายเลขใดกันบ้าง?"
"ข้าได้หมายเลขยี่สิบแน่ะ" อวี่ฟ่านตอบพลางชูหยกให้ดู "กว่าจะได้สู้คงรอนานจนรากงอกเป็นแน่"
จางเหว่ยยกป้ายหยกของตนขึ้นมาดูบ้างพร้อมกับถอนหายใจยาว "ส่วนข้าได้หมายเลขสอง... ดูเหมือนจะโชคร้ายไปหน่อยแฮะที่ต้องประเดิมสนามเร็วขนาดนี้"
"หมายเลขสองงั้นหรือ? ลานประลองมีทั้งหมดสี่สนาม แปลว่าท่านต้องขึ้นลานที่สองเป็นคู่แรกเลยสินะ แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าคู่ประลองคือผู้ใด?" หลี่ซวนเอ่ยถาม
จางเหว่ยส่ายหน้า "ไม่รู้สิ เดี๋ยวพอขึ้นลานไปก็คงได้รู้เอง ข้าคงต้องเตรียมตัวไปที่ลานประลองที่สองแล้วล่ะ"
"ไม่ต้องประหม่าล่ะ พวกข้าจะไปยืนเชียร์เจ้าแน่นอน" อวี่ฟ่านกล่าวให้กำลังใจ
หลังจากนั้น กลุ่มผู้เข้าแข่งขันก็เริ่มแยกย้ายไปตามลานประลองของตน เพื่อรอผู้อาวุโสขานนาม เนื่องจากการประลองของหลี่ซวนยังมาไม่ถึง เขาจึงเดินไปกับอวี่ฟ่านที่ลานประลองที่สองเพื่อชมการต่อสู้ของจางเหว่ย
แต่ทว่า... ทันทีที่หลี่ซวนเห็นคู่ประลองที่ก้าวขึ้นมาบนลานประลองฝั่งตรงข้ามจางเหว่ย นัยน์ตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง!
คนผู้นั้นคือ 'จ้าวเทียนเหอ' ศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ของสำนักหยุนซาน และเป็นยอดฝีมือที่เดินนำหน้ากลุ่มเมื่อสี่วันก่อน!
บัดนี้ ชายหนุ่มทั้งสองกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่บนลานประลอง
จางเหว่ยแม้จะรู้ถึงความแข็งแกร่งและความน่ากลัวของคู่ประลองดี แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงตั้งมั่นและจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ส่วนจ้าวเทียนเหอนั้นกลับยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง นัยน์ตาคมกริบของเขามองทอดลงมาที่จางเหว่ย... ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่ไร้ค่า
เสียงเฮดังกึกก้องมาจากฝั่งอัฒจันทร์ของสำนักหยุนซานทันที เมื่อเหล่าศิษย์เห็นว่ายอดฝีมืออันดับต้น ๆ ของตนลงสนามประลอง
"เจ้า... อ่อนแอเกินไป" น้ำเสียงของจ้าวเทียนเหอที่เปล่งออกมานั้นเข้มขรึมและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ "ข้าจะให้โอกาสเอ่ยปากยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้... เพราะหากเริ่มการประลองเมื่อใด ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ปางตาย"
จางเหว่ยได้ยินคำดูแคลนเช่นนั้นก็ยิ้มมุมปากอย่างไม่สะทกสะท้าน "แม้ข้าจะรู้ตัวว่าสู้ท่านไม่ได้ แต่ท่านคิดว่าเพียงแค่อ้าปากขู่ ข้าก็จะยอมแพ้ไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?"
"เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง" จ้าวเทียนเหอเอ่ยเสียงเย็น
"ข้าไม่มีอันใดต้องเสีย!" จางเหว่ยกล่าวออกมาอย่างสุดเสียง แววตาเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณนักสู้ เขาชักกระบี่คู่กายออกมาแล้วรีดเร้นพลังวิญญาณทั้งหมดอัดแน่นลงไปในตัวกระบี่ พร้อมปะทะขั้นเด็ดขาด! ส่วนทางฝั่งของจ้าวเทียนเหอ เขากลับเพียงแค่ยืนมองนิ่ง ๆ ไม่แม้แต่จะหยิบอาวุธของตนออกมาด้วยซ้ำ
เมื่อผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่สนามประจำที่เรียบร้อย ผู้อาวุโสผู้ตัดสินของสำนักหยุนซานก็ตวัดมือลงพร้อมประกาศก้อง "เริ่มการประลองได้!"
สิ้นเสียงคำราม จางเหว่ยไม่รอช้า เร่งเร้าท่าร่างเคลื่อนที่พุ่งทะยานไปเบื้องหน้ารวดเร็วดั่งพายุหมุน เขาตัดสินใจงัดไม้ตายก้นหีบที่รุนแรงที่สุดออกมาใช้ทันที เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีเวลาตั้งตัว!
"วายุสะบั้นฟ้า!!"
ครืนนนน! เสียงกระบี่ฟาดฟันแหวกอากาศจนเกิดคลื่นพายุใบมีดลมกรรโชก พุ่งเข้าถาโถมใส่ร่างของจ้าวเทียนเหออย่างดุดัน!
ทว่า จ้าวเทียนเหอกลับยังคงยืนนิ่งสงบ ราวกับพายุตรงหน้าเป็นเพียงสายลมเอื่อย ๆ ที่พัดผ่าน เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมา ส่วนอีกมือยังคงไพล่หลัง พลังวิญญาณมหาศาลควบแน่นที่ฝ่ามือและแผ่กระจายไปทั่วรอบกาย ก่อนจะกางนิ้วทั้งห้าออกไปเบื้องหน้าเพื่อรับการโจมตี!
ปังงง!!
เสียงปะทะดังกึกก้องกัมปนาท ฝุ่นผงคลุ้งกระจายไปทั่วลานพร้อมกับกระแสลมที่รุนแรง! ทว่าเมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่ปรากฏกลับทำเอาทุกคนต้องเบิกตากว้าง...
จ้าวเทียนเหอใช้เพียงฝ่ามือเปล่า ๆ รับคมกระบี่และกระบวนท่าไม้ตายของจางเหว่ยเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย!
ศิษย์สำนักเฟิงหยวนทุกคน รวมถึงหลี่ซวนที่เฝ้ามองอยู่ต่างก็ตกตะลึง ท่าโจมตีของจางเหว่ยเมื่อครู่ หากเทียบในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายด้วยกันแล้ว ถือว่ามีอานุภาพรุนแรงและอันตรายมาก ทว่าคนตรงหน้ากลับใช้แค่มือเปล่าหยุดมันไว้โดยไม่สะทกสะท้าน!
ทว่าในบรรดาศิษย์สำนักเฟิงหยวน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จดจำกระบวนท่าของจ้าวเทียนเหอได้ พวกเขาเบิกตากว้างและร้องอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก
"ฝ่ามือสยบแปดทิศ! ไม่ใช่ว่ามีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับฐานวิญญาณเท่านั้นหรือ ถึงจะเรียนรู้วิชานี้ได้?"
"เหตุใดเจ้านั่นถึงเรียนรู้มันได้! หรือว่ากายเนื้อของมันแข็งแกร่งจวนจะทะลวงสู่ระดับฐานวิญญาณแล้ว?"
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงขึ้นมา
ทว่าในจังหวะนั้นเอง... นัยน์ตาสีฟ้าของหลี่ซวนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็น 'สีครามเข้ม' อันลึกล้ำ เปล่งประกายเรืองรองออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
เมื่อครู่ ตอนที่เขาจ้องมองกระบวนท่าของจางเหว่ย ไปจนถึงจังหวะที่จ้าวเทียนเหอพลิกฝ่ามือรับกระบี่ ภาพการเคลื่อนไหว การไหลเวียนของพลังวิญญาณในเส้นชีพจร การหดเกร็งของกล้ามเนื้อทุกมัด และจุดศูนย์ถ่วงของทั้งสองคน... ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในห้วงสายตาของเขาทะลุปรุโปร่ง!
ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก หลี่ซวนบังเกิดความรู้สึกอันรุนแรงว่า 'ข้าสามารถลอกเลียนกระบวนท่านั้นได้ตั้งแต่แรกเห็น!'
ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นกุมดวงตาของตนเอง ประกายสีครามเข้มพลันมอดดับลง กลับคืนสู่สภาวะปกติ
‘เมื่อครู่มันคืออันใดกัน... ข้ามองเห็นกระบวนท่าของพวกเขาชัดเจน ราวกับว่าข้าสามารถทำมันได้ด้วยตนเองอย่างนั้นแหละ... แต่กระบวนท่าของเจ้านั่นแข็งแกร่งจริง ๆ หากเป็นอย่างที่ข้ารู้สึก ตอนขึ้นประลองข้าคงต้องลองใช้ดูเสียหน่อย’
เขาพยายามสะบัดศีรษะไล่ความสงสัยทิ้งไป ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับการต่อสู้ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด
บนลานประลอง จ้าวเทียนเหอเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าเตือนเจ้าแล้ว"
หมับ! ฝ่ามือที่แข็งดุจเหล็กกล้าปัดกระบี่ของจางเหว่ยทิ้ง ก่อนจะใช้หมัดกระแทกสวนเข้าที่หน้าท้องของจางเหว่ยอย่างจัง โดยที่จางเหว่ยไม่ทันแม้แต่จะมองเห็นการเคลื่อนไหวนั้น!
ปัง!! ร่างของจางเหว่ยลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ โลหิตคำโตพ่นพรวดออกจากปาก เมื่อร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นพร้อมกับกระบี่ในมือที่ยังกำแน่นไม่ยอมปล่อย เขารีบกวาดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่า... ร่างของศัตรูกลับหายไปแล้ว!
"เจ้ากำลังมองหาข้าอยู่งั้นหรือ?" เสียงมัจจุราชกระซิบดังขึ้นจากด้านหลัง!
จางเหว่ยเบิกตากว้าง รีบตวัดกระบี่ขึ้นมาป้องกันด้วยสัญชาตญาณ ทว่าแม้จะตั้งรับได้ทัน แต่ลูกเตะที่ฟาดอัดเข้ามากลับแฝงพลังทำลายล้างมหาศาลจนสั่นสะเทือนทะลวงเข้าไปถึงอวัยวะภายใน!
อั้ก! ร่างของจางเหว่ยปลิวกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นลานประลองอีกครั้ง เขากัดฟันพยุงตัวลุกขึ้นยืนหอบหายใจอย่างยากลำบาก
‘นี่มัน... พลังต่างกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ! หากให้ข้าเดา…เจ้านี่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพี่อวี่ฟ่านเสียอีก!’ จางเหว่ยกระอักเลือดออกมาอีกระลอก
‘แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก!’ เขากระชับด้ามกระบี่แน่น รวบรวมพลังวิญญาณเตรียมร่ายกระบวนท่าต่อไป "แหวกสายล—!"
ทว่ายังไม่ทันสิ้นคำร่าย ร่างของจ้าวเทียนเหอก็พุ่งประชิดตัวด้วยความเร็วอันน่าหวาดหวั่น พร้อมกับง้างหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณอันหนักหน่วง กระหน่ำซัดเข้าใส่จางเหว่ยอย่างโหดเหี้ยม!
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
หลังจากนั้น ลานประลองก็กลายเป็นลานประหาร จางเหว่ยถูกพายุหมัดกระหน่ำโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว! แม้เขาจะพยายามกัดฟันต้านทาน งัดเอากระบวนท่าวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีในชีวิตออกมาใช้ ทว่าร่างกายของจ้าวเทียนเหอช่างแข็งแกร่งราวกับสร้างจากเหล็กกล้า ทุกครั้งที่จางเหว่ยตอบโต้กลับไป มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชกภูเขาศิลาที่ไม่มีวันสั่นคลอน และเมื่อยามที่ฟันกระบี่ออกไป อีกฝ่ายก็สามารถหลบหลีกได้หมดจดด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ!
"พี่จาง! พอได้แล้ว! รีบเอ่ยปากยอมแพ้เถิด!!" เสียงของหลี่ซวนตะโกนก้องมาจากข้างสนาม
หลี่ซวนเห็นสหายที่ตนเคารพรักดั่งศิษย์พี่ถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวอย่างหมดทางสู้ ภายในใจร้อนรุ่มจนแทบอยากจะกระโจนขึ้นไปซัดจ้าวเทียนเหอให้ตายคามือ! ทว่าตามกฎแล้วคนภายนอกไม่อาจสอดมือเข้ายุ่งได้ ขอเพียงจางเหว่ยยอมเอ่ยคำว่า 'ยอมแพ้' การทรมานนี้ก็จะสิ้นสุดลง
บนลานประลอง จางเหว่ยในเวลานี้สะบักสะบอมไปทั้งตัว แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนให้มั่น เขารวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้าย เตรียมอ้าปากเอ่ยคำยอมแพ้
"ข้ายอ—!"
เปรี้ยง!!
ทว่าจ้าวเทียนเหอกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น! มันซัดหมัดกระแทกเข้าที่หน้าของจางเหว่ยอย่างจัง เพื่อจงใจปิดปากไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสเอ่ยคำยอมแพ้หลุดออกมาได้! แรงกระแทกนั้นทำเอากระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือ ก่อนที่จ้าวเทียนเหอจะเตะมันทิ้งไปให้พ้นทาง!
"ข้าเตือนเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว..." น้ำเสียงเข้มขรึมอำมหิตของจ้าวเทียนเหอ กรีดลึกลงไปในจิตใจ ทำให้จางเหว่ยเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อบุรุษผู้นี้ขึ้นมาลึก ๆ
ทว่าสายตาของยอดนักสู้จากสำนักเฟิงหยวนกลับยังคงดุดัน จ้องเขม็งไปยังคู่ประลองเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ
แฮ่ก...
‘ในเมื่อเจ้ากะจะเล่นให้ตายกันไปข้าง... ก็เข้ามา!!’
"ย้ากกกกก!!"
จางเหว่ยคำรามก้อง รีดเร้นพลังวิญญาณหยดสุดท้ายในร่างกายจนเอ่อล้นออกมา พุ่งทะยานเข้าแลกหมัดปะทะกับจ้าวเทียนเหอด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมสยบ!
ภายนอกลานประลอง... เมื่อหลี่ซวนเห็นความอำมหิตที่จ้าวเทียนเหอจงใจกระทำ เขาก็กัดฟันกรอด สองหมัดกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ นัยน์ตาสีฟ้าสาดประกายรังสีทมิฬพวยพุ่ง จิตสังหารอันเย็นเยียบและหนักหน่วงแผ่ซ่านออกมาจากร่างอย่างไม่อาจควบคุม
เขาพร้อมที่จะพุ่งขึ้นไปฉีกร่างจ้าวเทียนเหอให้แหลกเป็นชิ้น ๆ โดยไม่สนกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น!
อวี่ฟ่านที่ยืนอยู่ข้างกันก็มีสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่นอยู่เสมอ บัดนี้มืดครึ้มลงจนน่ากลัว จิตสังหารอันดุดันปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง หากเป็นไปได้... เขาเองก็อยากจะพุ่งขึ้นไปสังหารคนบนเวทีนั้นให้ตายเสียเดี๋ยวนี้!