อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    160 ร่างมาร

    หลังจากมู่เชียนก้าวออกไปด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างสับสนและหงุดหงิดใจนั้น จูเก่อหมิงกลับอารมณ์ดีอย่างมาก นายน้อยของหอข่าวยามนี้กำลังยืนยิ้มกว้างมองส่งหญิงสาวอยู่บนหน้าต่างชั้นสี่อย่างพอใจ 


     

    “ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์รีบเดินทางไกลมา …” เสียงทุ้มอารมณ์ดีเอ่ยอย่างพอใจ มือของเขาหยิบบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิด ดูแล้วไม่เก่าไม่ใหม่ ทว่ากลับมีร่องรอยเปิดอ่านซ้ำๆ จนช้ำไปไม่น้อย  นั่นคือบันทึกเรื่องราวของนาง นับตั้งแต่อายุ 12 ตอนที่ยังอยู่ในตระกูลมู่


     

    หอข่าวรวบรวมเรื่องราวของคนทั่วหล้า เรื่องของธิดาเทพยุทธ์ย่อมต้องถูกรวบรวมไว้ และเขาเองก็สนใจเรื่องของนางมานาน  ยิ่งนางเติบโตขึ้น บันทึกของนางก็หนาขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เขาได้แต่เรียนรู้เรื่องราวของนางผ่านตัวอักษร  นับวันก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบและสนใจ  จนเมื่อมีงานที่เกี่ยวกับมู่เชียนเข้ามา จึงไม่ต่างจากการเปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่ตนอยากทำมานาน 

     

    เมื่อสืบจนรู้ว่านางอยู่ที่นี่ เขาจึงแล่นข้ามทวีปมาหานาง … เมื่อได้พบก็ยิ่งรู้สึกถูกตาถูกใจมากขึ้นไปอีก

     

    “เสี่ยวปา..” เสียงทุ้มเอ่ยเรียก ร่างของหญิงสาวสวมหน้ากากคนเมื่อครู่ก็ปรากฏตัวขึ้นทันที  สำหรับผู้อื่นนางคือผู้ช่วยคนสำคัญของหัวหน้าหอข่าวผู้หยิ่งใหญ่ สำหรับนายน้อยผู้นี้นางนับเป็นลำดับแปด.. ถูกเขาเรียกอย่างเอ็นดูว่าเสี่ยวปาเท่านั้น !


     

    “พรุ่งนี้เตรียมสถานที่ดีๆหน่อย ข้าจะพาว่าที่นายหญิงของพวกเจ้าไปเที่ยว” กล่าวพลางก็โบกพัดไปมาอย่างอารมณ์ดี คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย


     

    “นายน้อย …นางเป็นธิดาเทพยุทธ์นะเจ้าคะ”  


     

    “แล้วไง ?”


     

     “…เกี้ยวเล่นไม่ได้” 


     

    “หากข้าอยากได้ไม่มีคำว่าไม่ได้ !”  นิสัยถูกใจอะไรก็จะเอาให้ได้เช่นนี้มิใช่เป็นเพียงครั้งแรก  รวมทั้งสตรีก็ด้วยเช่นกัน  ทั้งหมดล้วนเพียงเพื่อสนองความต้องการอยาก ‘ศึกษาเรื่องชาวบ้าน’ ของเขา


     

    หลายคนก่อนหน้าที่เขานึกสนใจ เขามักจะพาไปเที่ยว คอยเอาอกเอาใจ ซื้อของกำนัลให้ ทว่าแค่สองสามวันก็ทิ้งขว้างไปเฉยๆ จนทุกวันนี้พวกนางยังไม่ทราบเลยว่าชายหนุ่มหล่อเหลาช่างเอาใจที่หายสาบสูญไปนั้น….เขามีชีวิตอยู่ตายไปแล้ว ! 


     

    โชคดีที่นายน้อยมิใช่พวกบ้ากาม นอกจากลวงหัวใจหญิงสาวเล่น เพื่อมองสีหน้าและอารมณ์ต่างๆของพวกนาง ให้ตนเองได้สนุกสนานแล้วก็ไม่ได้กระทำการต่ำช้าอย่างอื่น หาไม่นางคงลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยของเขาไปนานแล้ว !


     

    “ให้อะไรก็ไปทำ…อีกอย่างคราวนี้ข้าก็ไม่ได้จะเล่น !” จูเก่อหมิงเอ่ยเสียงนิ่ง พร้อมกับเก็บบันทึกเรื่องราวของนางลงในกล่องสีทองที่สั่งทำโดยเฉพาะ บนนั้นมีรูปหงส์สีทองแกะสลักไว้ ปีกและเส้นขนแต่ละเส้นเล็กละเอียดปราณีตจนแทบไม่ต่างจากของจริง  มือแกร่งลูบไล้ปีกหงส์นั้นพร้อมคลี่ยิ้มพึงพอใจ


     

    “ได้ยินว่านางเป็นคนของเยว่เทียนหง” เสี่ยวปาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เพื่อโน้มน้าวนายของตนเป็นครั้งสุดท้าย “เขาทุ่มกำลังสืบหานางเช่นนี้แปลว่านางคงสำคัญกับเขามาก”


     

    “เฮอะ.. คนของเขาหรือ ?” จูเก่อหมิงแค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ไม่เฝ้าไว้ให้ดีโดนแย่งไปก็ช่วยไม่ได้”

     

    อีกด้านคนที่เพิ่งถูกกล่าวถึงนั้นกำลังรับรายงานข่าวที่ทำให้ใจของเขาโลดขึ้นด้วยความดีใจ 
     

    “แคว้นฝู แน่ใจหรือ ?” ร่างสูงของราชาแห่งต้าเยว่ทรงตัวลุกจากเก้าอี้อย่างร้อนใจ

     

    “มีโอกาสเป็นไปได้พะย่ะค่ะ.. สายของเราในแคว้นฝูเพิ่งรายงานมาเมื่อครู่ พบสตรีอายุยี่สิบปี ระดับมหายุทธ์ สามารถปรุงโอสถระดับห้าได้ บนไหล่มีสัตว์อสูรลักษณะคล้ายกิ้งก่าและเพียงพอน ข้างกายของนางมีบุรุษหน้าตาคล้ายมู่เฉิงหลินอยู่ด้วย  ทว่าครู่เดียวก็หายตัวไป คาดว่าคงเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแล้ว” 


     

    ‘ฟังดูเหมือนจะเป็นนาง’  เยว่เทียนหงคิด  แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่นางปรากฏตัวบนทวีปตะวันตกแทนที่จะเป็นทวีปตะวันออก ทว่าตลอดระยะเวลาสองเดือนนี้ …นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ข่าวสตรีที่ใกล้เคียงกับนางที่สุด..  

    ดวงตาคมหรี่ลงอย่างใช้ความคิด หากนางไปแคว้นฝูจริง ยามนี้ย่อมอยู่ในอันตรายอย่างมาก เขาทราบมาว่าที่แห่งนั้นมีปราณธาตุมืดมหาศาล อาจเป็นฐานทัพลับแห่งหนึ่งของมารรัตติกาล
     

    ข่าวนี้อย่างไรเขาก็ต้องไปดูให้แน่ใจสักครั้ง !

     

    “เตรียมออกเดินทางไปแคว้นฝูวันนี้เลย ” เยว่เทียนหงประกาศออกมา   

    ‘หากเป็นนางจริง หลังแสดงตัวออกมาแล้วนางคงอยู่ที่นั่นอีกนานนัก’


     

    มู่เชียนมาพบจูเก่อหมิงตามคำสัญญา เพื่อไม่ให้คนพบเห็นร่างของนาง เขาให้นางสวมสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งเอาไว้ สร้อยเส้นนั้นเขาก็มีเช่นกัน  มันจะทำให้ร่างของพวกเขาเปลี่ยนไป … มีเพียงแค่สองคนที่สวมสร้อยแบบเดียวกันเท่านั้นที่มองเห็นร่างที่แท้จริงของกันและกันได้

     

    เรื่องสวมสร้อยนั้นไม่เท่าไหร่ เรื่องที่เขามองหน้านางทั้งวันนั่นก็ไม่เป็นอะไร  …ทว่าสิ่งที่ทำให้นางปวดหัวและไม่เข้าใจนั้นก็คือท่าทีของชายผู้นี้

    วันแรก..  เขาพานางไปล่องเรือ และเดินเล่นบนภูเขา จูเก่อหมิงสวมชุดยาวสีฟ้า… ท่วงท่าราวกับบัณฑิต ท่องกลอนรักให้นางฟังตลอดทั้งวัน  ทั้งยังมีท่าทางล่องลอยราวกับปุยเมฆ ทำเอานางไม่แน่ใจว่าเขาคนเมื่อวานกับเขาคนนี้เป็นคนเดียวกันหรือไม่


     

    วันต่อมา เขากลับมาในชุดสีเงินขลิบทอง เปล่งประกายหรูหรา พานางไปเลือกซื้อของมีค่ามากมาย นางไม่ชอบใจ เขากลับบังคับให้รับเอาไว้ ทั้งแพรพรรณ เครื่องประดับ เครื่องเรือน  แม้กระทั่งก่อนกลับยังถามนางว่าขาดแคลนหินปราณหรือไม่ 


     

    วันสุดท้าย เขาอยู่ในชุดผ้าพลิ้วสีขาวดูเย้ายวนใจ ท่าทางและคำพูดดูตรงไปตรงมา คอยเอ่ยวาจาล่อแหลมและยั่วเย้าจนเกือบจะไร้มารยาท ทำเอานางมองเขาตาขวางไปทั้งวัน โดยเฉพาะสถานที่ที่เขาพานางไปคือบ่อนพนัน และเหลาสุรา !

     

    หลังจากดื่มสุราเป็นเพื่อนเขานับร้อยจอกแล้วนางกลับไม่มีท่าทางเมามาย ทั้งยังมีสีหน้าไม่เป็นมิตรใส่ สุดท้ายจูเก่อหมิงก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นถามนางด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าจะเอาอย่างไร ?”


     

    “หาาาาา…” มู่เชียนงุนงงกับคำถามของเขาอย่างมาก.. นางสิควรถามเขาว่าเขาทำเรื่องราวมากมายเหล่านี้จะเอาอย่างไร … เขาใช่คนบ้าหรือไม่ ?


     

    จูเก่อหมิงเห็นท่าทางของนางก็รู้แล้วว่าหญิงสาวผู้นี้ประสาทสัมผัสทางความรักตายด้าน จึงไม่รู้ว่าเขาเจตนาทำเรื่องราวหลายวันนี้มากมายด้วยเหตุใด 

     

    เขาไม่เคยเจอหญิงสาวเช่นนางมาก่อน และนี่ก็เป็นวันสุดท้ายตามสัญญาแล้ว  จูเก่อหมิงถอนหายใจยืดยาวออกมา  ที่สุดจึงตัดสินใจถามนางออกมาตามตรง“เจ้าชอบบุรุษแบบไหน ?”


     

    “ถามทำไม  ?”


     

    ”เอาเถอะน่า อย่างน้อยก็เห็นแก่ที่ข้าเที่ยวเล่ยเป็นเพื่อนเจ้า สูญเงินเปล่าประโยชน์ไปนับล้าน กลับไม่ได้เห็นแม้กระทั่งรอยยิ้ม”


     

    มู่เชียนนึกฉุนขึ้นมา “เป็นข้าหรือที่ขอให้ท่านเที่ยวเล่นเป็นเพื่อน” ต่อเมื่อเห็นสีหน้าเสียดายเงินของคนหน้าเลือดเช่นเขานางก็รู้สึกขบขันจนหลุดหัวเราะออกมา  “อย่าบอกนะว่าท่านทำเรื่องพวกนั้นเพราะต้องการเกี้ยวข้า”


     

    “สำเร็จหรือไม่เล่า ?”


     

    “ท่านว่าอย่างไรเล่า ?”  


     

    ทั้งสองเอ่ยถามกันไปมา… จากนั้นเสียงหัวเราะของทั้งสองก็ประสานกันขึ้นอย่างพร้อมเพรียง   หลายปีต่อจากนี้จูเก่อเหลียงจึงย้อนคิดว่า บางทีความเป็นเพื่อนของเขาและนางคงเริ่มจากจุดนี้ 


     

    นับจากเกิดเรื่องคราวนั้นมู่เชียนก็ไม่ได้หัวเราะเสียงดังอย่างนี้มานาน.. วันนี้ได้หัวเราะออกมาจึงรู้สึกดีมาก นางตัดสินใจนึกถึงคำถามของเขา ก่อนจะหลับตาลง


     

    “บุรุษแบบที่ข้าชอบหรือ ?”  มู่เชียนก้มลงหมุนจอกสุรา บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ ราวกับกำลังนึกถึงสิ่งที่ทำให้ตนมีความสุขอย่างมาก 


     

    “รูปโฉมหล่อเหลาราวกับเทพ” 


     

    …..ทุกครั้งที่พบกันรูปลักษณ์ราวเทพปีศาจนั้นก็สามารถเกี่ยวเอาหัวใจของนางให้ตกลงไปในหลุมรักของเขาลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ 


     

    “ภายนอกดูเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น”  


     

    ……ยามดวงตาสีเทาเย็นเยียบคู่น้ันมองมาที่นาง กลับมีกระแสอ่อนโยนบางอย่างที่สร้างความอบอุ่นใจให้นางได้เสมอ  


     

    “เขาพร้อมปกป้องคนของตนเองโดยไม่แยแสผู้ใด” 


     

    ……นับแต่ครั้งแรกที่พบเขา เขาไม่ยอมทิ้งคนของตนไว้ แม้ต้องตายเขาก็จะตายพร้อมกัน นั่นทำให้นางนับถือ นึกอยากเป็นคนที่เขาปกป้องบ้าง  และการปกป้องเอาใจใส่ของเขาก็ทำให้นางได้สัมผัสถึงการถูกตามใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


     

    “เขาเสียสละเพื่อผู้อื่นมากมายแต่กลับชอบกล่าวว่าตนเองเป็นมารร้าย” 


     

    …..เขาทำในสิ่งที่ตนเองไม่อยากทำมากมาย …มิใช่เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนเองต้องการปกป้องหรอกหรือ


     

    “จิตใจของเขาทั้งเข้มแข็งและอ่อนโยนเกินกว่าผู้ใดในใต้หล้า !” 


     

    ……คนที่สู้กับปราณมืดมหาศาลได้เช่นนั้นจะไม่เข้มแข็งที่สุดได้อย่างไร  และหากไม่มีความอ่อนโยนในหัวใจมากมาย ก็คงถูกปราณมืดชั่วร้ายนั่นกลืนกินไปนานแล้ว  น่าเสียดายคุณสมบัติข้อนี้เองที่ทำให้ ‘เขา’ ต้องแบกรับภาระหนักหนาแทนคนทั้งแผ่นดิน  แม้แต่ชีวิตการแต่งงานก็ยังถูกบังคับให้เป็นไปด้วยการณ์นี้  


     

    มู่เชียนกระพริบตาไล่ความร้อนที่เอ่อออกมา.. ก่อนจะคลี่ยิ้มส่งให้จูเก่อหมิง “เอาเป็นว่าข้าชอบคนแบบนี้ล่ะ เจ้าเป็นได้หรือไม่ ?”


     

    ‘คุณสมบัติเฉพาะเจาะจงชัดเจนเพียงนั้น .. ไม่สู้กล่าวว่าเจ้าชอบใครไปเลยเล่า ?!’ จูเก่อหมิงคิดพลางส่ายหน้า มองนางอย่างหงุดหงิดใจ


     

    “เช่นนั้น..สิ่งที่เจ้าต้องการข้าทำครบทุกข้อแล้ว  สิ่งที่ข้าต้องการล่ะ?” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ


     


     

    พระราชวังแคว้นฝู กลางตำหนักหย่งเล่อ  สตรีผู้งดงามนางหนึ่งกำลังแช่กายอยู่ในอ่างหยกขนาดใหญ่ รอบข้างมีนางกำนัลสองคนกำลังให้การปรนนิบัติ ปากก็ฉอเลาะป้อยอไม่หยุด  ด้านข้างๆนั้นนางกำนัลนับสิบกำลังรับใช้อยู่ด้านนอกด้วยท่าทางหวาดหวั่น
     

    “องค์หญิงหายจากอาการป่วยครานี้ ทรงสิริโฉมขึ้นนับร้อยเท่าเลยนะเพคะ” 

     

    ร่างเปลือยเปล่านั้นงดงามอย่างยิ่ง ใบหน้าหวานคม ดวงตากลมโต ผิวขาวเปล่งประกายราวหยกชั้นดี หย่งฝูเล่อผู้นี้ คือองค์หญิงผู้ครอบครองปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์  ความงามนับเป็นอันดับหนึ่งของแผ่นดิน…. 
     

    องค์หญิงผู้งดงามคลี่ยิ้มพอใจกับคำเยินยอนั้น เกี่ยวกับเรื่องความงามนางมีความมั่นใจอย่างมาก  “ตบรางวัลพวกเจ้าคนละร้อยตำลึง” เสียงหวานเอ่ย  นางกำนัลสองคนรีบเอ่ยขอบพระทัย เรียกสายตาอิจฉาจากนางกำนัลนับสิบนางด้านข้าง ทว่าแม้เป็นเช่นนั้นกลับไม่มีผู้ใดเข้ามาแย่งชิงความดีความชอบของพวกนาง 
     

    เหตุเพราะนับแต่องค์หญิงฟื้นจากอาการป่วยเมื่อสองวันก่อน ก็เปลี่ยนไปเป็นอำมหิตขึ้น  ทรงสั่งโบยประหารนางกำนัลในตำหนักด้วยเหตุเล็กๆน้อยไปนับสิบคนแล้ว มีเพียงนางกำนัลคนใหม่สองคนคนนี้เท่านั้น ที่ไม่ว่าพูดอะไรก็ดูถูกพระทัยไปหมด

     

    “องค์ราชาชอบกลิ่นนี้จริงหรือ ?”  องค์หญิงโฉมงามพิศมองดอกไม้สีดำหอมหวานเอียนที่นางกำนัลข้างกายนำมาขัดถูกร่างด้วยความสงสัย “ข้าว่าหอมก็จริงแต่ออกจะเอียนไปหน่อย”
     

    “จริงสิเพคะ ข่าวนี้สืบมาจากนางกำนัลประจำตัวท่านหญิงฟู่เชียวนะเจ้าคะ”
     

    “เฮอะ .. ท่านหญิงอันใด ก็แค่หัวหน้าคนใช้ที่เรียกให้สูงหน่อยเท่านั้น” ได้ยินชื่อฟู่เจี่ยอีก็รู้สึกไม่พอใจนัก 

     

    “นั่นสิเพคะ.. ได้ยินว่าพระชนนีมีเจตนาให้นางถวายตัวเช่นกัน” 

     

    ฝูหย่งเล่อฟังเช่นนี้ก็รู้สึกโกรธอย่างมาก  มือเรียวตวัดฟาดน้ำกระเด็นออกไปเป็นสาย ร่างนางกำนัลคนหนึ่งถูกแส้สายน้ำแฝงปราณมหาศาลซัดใส่ กระเด็นออกไปกระแทกกับผนังก่อนจะร่วงลงมานอนแน่นิ่งกับพื้น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วยหรือดูอาการ คนที่เหลือได้แต่ค้อมศีรษะต่ำทำตัวไม่ต่างจากมองไม่เห็นเท่านั้น

     

    “องค์หญิงวางพระทัยเถิดเพคะ… ฝ่าบาทรูปโฉมเหนือล้ำในใต้หล้า มีเพียงท่านเท่านั้นที่คู่ควร สตรีรูปโฉมดาษดื่นพวกนั้นจะครอบครองหัวใจเอกบุรุษเช่นนั้นได้อย่างไร ?”ได้ยินถ้อยคำเยินยอเขาและนางเช่นนี้ ฝูหย่งเล่อจึงมีสีหน้าสบายใจขึ้น  

     

    “องค์หญิง หม่อมฉันมีความลับอีกเรื่องเพคะ” นางกำนัลหนึ่งในสองทำท่ากระซิบกระซาบอย่างระแวดระวัง ฝูหย่งเล่อก็ทราบความนัย จึงออกคำสั่งให้นางกำนัลสิบกว่าคนรอบด้านออกไปได้ แต่ละคนต่างค้อมกายถอยหลังออกไปด้วยความโล่งใจและยินดี


     

    นอกจากยินดีที่รอดตายแล้ว ยังมีอีกเหตุผลที่พวกนางไม่ต้องการอยู่ใกล้องค์หญิง.. 


     

    กลิ่นของดอกไม้สีดำพวกนั้นพวกนางไม่อาจทนได้… ไม่รู้องค์หญิงทรงโปรดเข้าไปได้อย่างไร กลิ่นของมันทั้งเหม็นทั้งคาวจนคล้ายกลิ่นเลือดเน่า ! 
     

    ฝูหย่งเล่อกำลังจ้องมองกระจกสีดำสนิทที่ปรากฏอยู่ตนหน้าตนเองโดยไร้ความประหลาดใจ หลายวันมานี้สติของนางลดน้อยลงมาก สิ่งที่นางให้ความสำคัญมีเพียงรูปโฉมและเรื่องของบุรุษในดวงใจเท่านั้น ทว่ายามนี้มีบางอย่างในกระจกนั้นที่ทำให้ตื่นตระหนก

     

    “นางคือมู่เชียนจริงหรือ ?” ร่างงดงามของหญิงสาวในกระจกนั้นงดงามไม่ต่างจากเทพธิดา ผมสีน้ำตาลทองเปล่งประกาย ผิวขาวสว่างราวกับมีรัศมีบางอย่างจับอยู่ทั่วร่าง ดวงตาสีทองสุกสว่างไม่ต่างจากดวงดารา ใบหน้างดงามสวยหวานเกินกว่าความบรรยายใดๆ นี่คือร่างธิดาเทพยามที่นางใช้ปราณอี้เจ๋อออกมาอย่างเต็มที่

     

    “เพคะ นางคือมู่เชียน ได้ยินว่าองค์ราชาเยว่เทียนหงหลงใหลนางอย่างมาก เป็นเหตุให้ยื้องานแต่งงานขององค์หญิงออกไป”


     

    ดวงตาของฝูหย่งเล่อจ้องมองร่างงดงามในกระจกสีดำเบื้องหน้าด้วยความริษยาเต็มหัวใจ สตรีผู้นี้ไม่เพียงครอบครองความงามที่เหนือกว่า ทั้งยังครอบครองหัวใจบุรุษที่นางอยากได้คนนั้น…. 


     

    “หากนางงดงามเพียงนั้น ข้าจะเทียบนางได้อย่างไร  เยว่เทียนหงจะโปรดข้าได้อย่างไร…?!” ชั่วขณะนั้นดวงตาสีฟ้างดงามพลันเกิดแสงสีแดงวูบวาบกระพริบไปมา ยิ่งนานยิ่งถี่ขึ้นอดวงตาสีฟ้าก็ค่อยๆหม่นลงจนกลายเป็นสีดำ 


     

    ‘การที่เยว่เทียนหงยื้อการแต่งงานออกไป เพราะธิดาเทพยุทธ์ผู้นี้’  เสียงแหบห้าวเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของนาง ‘ต้องจัดการนาง ฆ่านางเสีย !’


     

    “ต้อง..ฆ่านาง” เสียงหญิงสาวเอ่ยแหบแห้งราวละเมอตามมารในร่าง “ฆ่านาง…. ขโมยเทพอสูรมา ข้าจะเป็นธิดาเทพยุทธ์แทน… จากนั้นเขาจะรักข้า !”


     

    ดอกไม้สีดำที่ลอยฟ่องในบ่อหยกนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นเส้นสายสีดำจำนวนมาก ตรงเข้าพันร่างงามที่กึ่งกลาง เริ่มชอนไชเข้าตามอวัยวะต่างๆ ผิวกายขาวงดงามเริ่มบวมเป่งด้วยโลหิตมารที่บรรจุอยู่ด้านใน.. ร่างกายหลายส่วนค่อยๆปริแตกออกทว่าใบหน้าของฝูหย่งเล่อกลับยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มสาใจ … 


     

    อำนาจและพลังเท่านั้นจะช่วยให้นางสมปรารถนาได้ !


     

    กระจกสีดำปรากฏรอยยิ้มแสยะนับร้อยอีกครั้ง ‘มนุษย์ก็เท่านี้ ขอเพียงเข้าถึงจุดดำมืดที่สุดในใจพวกมัน  …เล่นกับสิ่งที่พวกมันปรารถนา  จากนั้นก็จะสามารถยึดครองร่างรวมถึงจิตวิญญาณของพวกมันได้อย่างง่ายดาย’


     

    องค์หญิงฝูหย่งเล่อ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นร่างมารในที่สุด !


     

     

    #อีกสองหรือสามตอน… เราจะไปด้วยกัน ไม่จบไม่เลิกรา …

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน