ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 ต่อสู้ทั้งที่ใส่อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนัก?

            อัสนีบาตสาดซัดลงมาอย่างไม่ขาดสายร่างของปาฟลอฟถูกแรงกระแทกจากสายฟ้าซัดจนต้องไถลถอยหลังไปเรื่อยๆจนเกือบจะถึงขอบลานประลอง

            ไป๋ฉางเซิงเองก็กัดฟันสู้ด้วยความดุดันขอเพียงเขาสามารถซัดปาฟลอฟให้ตกจากลานประลองได้ เขาก็จะเป็นผู้ชนะในศึกนี้

            พลังจิตถูกเรียกออกมาใช้งานอย่างเต็มสูบสื่อสารกับธาตุสายฟ้าที่ล่องลอยอยู่ในอากาศให้มารวมตัวกันก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นการโจมตีโหมกระหน่ำเข้าใส่ปาฟลอฟอย่างสุดกำลัง

            ทางด้านปาฟลอฟที่เผชิญกับการระดมซัดอัสนีบาตของไป๋ฉางเซิงกลับดูราวกับไม่มีปัญญาขัดขืน ทำได้เพียงปล่อยให้แรงปะทะผลักไถลไปเรื่อยๆโดยไร้หนทางตอบโต้

            แต่ทันทีที่เท้าขวาของเขาสัมผัสเข้ากับขอบลานประลองร่างที่กำลังถอยร่นกลับหยุดกึกลงกะทันหัน

            เหลืออีกแค่เมตรเดียว...ขอแค่ผลักให้ถอยไปได้อีกแค่เมตรเดียว ปาฟลอฟก็จะตกจากลานประลองไปทันทีแต่ระยะทางแค่หนึ่งเมตรนี้ ต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจผลักดันให้อีกฝ่ายถอยหลังไปได้แม้แต่นิดเดียว!

            เมื่อเห็นแบบนั้นไป๋ฉางเซิงจึงตัดสินใจหยุดส่งพลังอัสนีบาต

            สายฟ้าเส้นมหึมาเริ่มอ่อนกำลังลงหลังจากทุ่มพลังเฮือกสุดท้ายอัดเข้าใส่ร่างของปาฟลอฟแล้ว มันก็สลายหายไปจนหมด

            ปาฟลอฟกลับมายืดตัวยืนตระหง่านอีกครั้งหลังสิ้นสุดกระแสสายฟ้า

            เมื่อดูจากสภาพของเขานอกจากผิวหนังบริเวณแขนทั้งสองข้างที่ปะทะกับอัสนีบาตจะถูกแผดเผาจนไหม้เกรียมอย่างสาหัสแล้วเขาก็แทบจะไม่ได้รับผลกระทบอื่นใดอีกเลย

            แม้บาดแผลจะดูเลือดอาบจนเหวอะหวะแต่นั่นก็เป็นแค่รอยแผลที่ใช้ยาสารอาหารแค่ขวดเดียวก็รักษาให้หายได้

            และที่สำคัญคือมันไม่ได้ส่งผลต่อพลังต่อสู้ของปาฟลอฟเลยแม้แต่น้อย

            นี่น่ะเหรอคือปาฟลอฟในสภาวะที่ได้รับการเสริมพลังจากกัมปนาทสงคราม?

            ใจของไป๋ฉางเซิงดิ่งวูบในเมื่อการต่อสู้ระยะประชิดเขาไม่อาจเทียบปาฟลอฟที่ใช้กัมปนาทสงครามได้ก็ช่างเถอะแต่ตอนนี้แม้กระทั่งเพลิงสวรรค์และอัสนีบาตก็ยังไม่อาจสร้างความเสียหายที่แท้จริงให้อีกฝ่ายได้เลย

            ปัญหาที่ฉายชัดอยู่ตรงหน้าไป๋ฉางเซิงตอนนี้คือการต่อสู้นี้ เขาจะชนะได้ยังไง?

            มุมปากของปาฟลอฟยกยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างมั่นใจเขาขยับปากพูดอะไรบางอย่าง

            ไป๋ฉางเซิงฟังไม่เข้าใจแต่จากปฏิกิริยาของผู้ชมรอบข้างเขาก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงจะเย้ยหยันว่าเขาไม่เจียมตัวและบอกให้เขารีบยอมแพ้ซะ

            หรือไม่อย่างนั้นก็คงพูดว่าเมื่อกี้เขาจงใจหลอกให้ไป๋ฉางเซิงผลาญพลังจิตไปเปล่าๆและไป๋ฉางเซิงก็ดันโง่ติดกับเข้าจริงๆ

            ไป๋ฉางเซิงรู้ดีอยู่แล้วว่าการฝืนเร่งพลังอัสนีบาตจะทำให้พลังจิตลดลงอย่างรวดเร็วแต่ความจริงเมื่อกี้ทั้งเขาและปาฟลอฟต่างก็กำลังเดิมพันกันอยู่

            คนหนึ่งเดิมพันว่าอัสนีบาตไม่อาจสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ตัวเองได้ส่วนอีกคนเดิมพันว่าอัสนีบาตจะสามารถซัดอีกฝ่ายให้ปลิวตกจากลานประลอง

            และเมื่อดูจากผลลัพธ์สุดท้ายไป๋ฉางเซิงเป็นฝ่ายแพ้พนัน

            เขาผลาญพลังจิตไปเกือบครึ่งแต่แลกมาได้แค่บาดแผลไหม้เกรียมบนแขนของปาฟลอฟเท่านั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย

            เมื่อเห็นปาฟลอฟตั้งท่าเตรียมจะพุ่งเข้ามาอีกรอบไป๋ฉางเซิงก็สูดลมหายใจเข้าลึก เรียกใช้ลูกไฟเวทออกมาขัดขวางจังหวะการบุกพลางอ้าปากงับเข้าใส่อีกฝ่ายทันที

            ในเมื่อไม่อาจหยุดยั้งกัมปนาทสงครามของปาฟลอฟได้และไม่สามารถซัดตกจากลานประลองได้ งั้นก็เหลือแค่ทางเดียวคือการถ่วงเวลา

            แม้พิษร้ายจะถูกกัมปนาทสงครามสะกดเอาไว้ชั่วคราวจนไม่สามารถสร้างความเสียหายถึงตายได้แต่มันก็ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว

            ไป๋ฉางเซิงไม่ขออะไรมากขอแค่ให้ความเร็วของปาฟลอฟลดลงสักนิด ต่อให้ช้าลงแค่สองสามส่วนเขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถยื้อเวลาให้ครบห้านาทีนี้ได้!

            ทว่าปาฟลอฟกลับขมวดคิ้วมองไป๋ฉางเซิงที่พุ่งเข้ามาหมายจะฉีกกระชากเขาพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาแล้วเปลี่ยนท่าร่างทันที

            “ปัง!”

            ไป๋ฉางเซิงรับหมัดเข้าไปเต็มๆจนรู้สึกได้ว่าเกล็ดมังกรแตกกระจายแม้แต่พลังเลือดภายในกายก็ดูเหมือนจะชะงักงันไปชั่วขณะจากแรงหมัดนี้ทำให้เจ็บปวดบิดมวนไปหมด

            แต่ไป๋ฉางเซิงยังคงทำตามแผนเดิมเขาสะบัดหัวกัดกึบลงไปอีกครั้งอย่างแรง

            ครั้งนี้เขาไม่ยอมปล่อยเขี้ยวคมฝังลึกทะลุผิวหนังของปาฟลอฟ พิษร้ายเริ่มถูกฉีดเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

            ด้วยอิทธิฤทธิ์ของกัมปนาทสงครามพิษที่เข้าสู่ร่างกายจึงยังไม่กระจายออกไปทันที แต่ปาฟลอฟสัมผัสได้ชัดเจนว่า...

            หากปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงทำแบบนี้ต่อไปต่อให้พลังเลือดของเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางรับมือไหวแน่นอน

            ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงหมัดขวาถูกเงื้อขึ้นสูงแล้วฟาดโครมลงบนหัวมังกรของไป๋ฉางเซิงอย่างหนักหน่วง

            “ปัง!”

            มันเป็นหมัดที่ซัดเข้าเป้าอย่างจังหมัดนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงถึงกับหน้ามืดมึนงงไปชั่วขณะ

            ด้วยคุณสมบัติของเกล็ดมังกรบวกกับกระดูกเหล็กกล้าและยังมีการหนุนเสริมจากเกราะศิลาคุ้มกายพลังป้องกันของไป๋ฉางเซิงเรียกได้ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของระดับเดียวกัน

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแทบจะต้านทานปาฟลอฟในสภาวะกัมปนาทสงครามไม่ไหว

            ใจขยับเพียงนิดไป๋ฉางเซิงตัดสินใจกดเพิ่มแต้มวิวัฒนาการทันที

            [หักแต้มวิวัฒนาการ 486 แต้มเลื่อนระดับสายวิวัฒนาการ ‘เกราะศิลาคุ้มกาย’ เป็น Lv.5]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับการเลื่อนระดับเกราะศิลาคุ้มกายครั้งถัดไป:1,000 แต้ม]

            [หักแต้มวิวัฒนาการ 360 แต้มเลื่อนระดับสายวิวัฒนาการ ‘กระดูกเหล็กกล้า’ เป็น Lv.2]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับการเลื่อนระดับกระดูกเหล็กกล้าครั้งถัดไป: 800แต้ม]

            สิ้นเสียงแจ้งเตือนสองสายไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกได้ถึงความซาบซ่านที่แล่นพล่านไปตามกระดูกทั่วร่างในขณะเดียวกัน กระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อเสริมพลังป้องกันก็เพิ่มพูนขึ้นประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์

            เขายอมรับหมัดเข้าไปอีกครั้งแต่คราวนี้เกล็ดมังกรไม่ได้แตกกระจายเหมือนเมื่อกี้และไม่มีอาการหน้ามืดตาลายอีกต่อไป

            ‘อาจารย์พวกนั้นไม่มีทางนั่งดูเฉยๆ ปล่อยให้ปาฟลอฟโดนพิษเล่นงานจนตายแน่’

            ‘ถ้ากรรมการตัดสินให้ปาฟลอฟแพ้เลยก็คงจะดีที่สุด แต่ต่อให้ไม่ปรับแพ้แค่เข้ามาจับพวกเราแยกออกจากกัน มันก็ช่วยถ่วงเวลาไปได้มากแล้ว’

            ‘ไม่เสียสละ ชัยชนะก็ไม่เกิด ลุยเลยแล้วกัน!’

            ไป๋ฉางเซิงตัดสินใจจะใช้แผนการต่อสู้แบบหน้าด้านๆเขาขยับกายเข้าพันธนาการร่างอีกฝ่ายไว้ทันที คิดจะใช้‘รัดคอสังหาร’ ปลิดชีพปาฟลอฟซะตรงนั้น

            แต่ก่อนที่จะรัดพันได้สำเร็จกรรมการที่เฝ้าคุมเชิงอยู่ด้านข้างก็รีบส่งเสียงสั่งเบรกการต่อสู้ทันที

            ก่อนหน้านี้ยังพอจะตีความได้ว่าเป็นการชุลมุนกันแต่ถ้าปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงล็อกร่างได้สำเร็จถึงตอนนั้นมันจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องมีคนตายแน่ๆ

            หากไม่เป็นปาฟลอฟที่ถูกรัดจนขาดอากาศหายใจตายเพราะพิษร้ายก็ต้องเป็นปาฟลอฟที่ฝืนดิ้นรนจนสลัดหลุดซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือกระดูกสันหลังของไป๋ฉางเซิงต้องถูกหักสะบั้นเป็นแน่

            เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าไป๋ฉางเซิงจะตาย หรือปาฟลอฟจะตายล้วนเป็นเรื่องที่ทางสถาบันยอมรับไม่ได้ทั้งสิ้น

            ดังนั้นการสั่งหยุดจึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด

            ไป๋ฉางเซิงยอมคลายปากออกส่วนปาฟลอฟเองก็ไม่ได้ไร้น้ำใจนักกีฬาถึงขั้นอาศัยจังหวะนี้ลอบโจมตี

            ทั้งสองฝ่ายถอยห่างออกมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

            ตอนนี้นับตั้งแต่ปาฟลอฟเปิดใช้กัมปนาทสงคราม เพิ่งจะผ่านไปแค่สองนาทีเท่านั้นไป๋ฉางเซิงยังต้องยื้อต่อไปอีกตั้งสามนาที!

            แต่ปาฟลอฟที่ก้มมองดูแขนของตัวเองซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำไปท่อนหนึ่งแล้วกลับไม่คิดจะยื้อเวลาพัวพันกับไป๋ฉางเซิงอีกต่อไป

            ท่ามกลางสายตาของทุกคนปาฟลอฟเอื้อมมือไปจับที่เสื้อเกราะยุทธวิธีบนร่างของตนก่อนจะทำเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้ง

            เขากำลังเริ่มปลดกระดุมเสื้อเกราะยุทธวิธีออก

            หมายความว่ายังไง?

            ไป๋ฉางเซิงไม่เข้าใจผู้ชมรอบข้างก็ไม่เข้าใจ แต่เจียงจืออวี๋กลับสังเกตเห็นความผิดปกติ

            “ที่เขาใส่อยู่ไม่ใช่เสื้อเกราะยุทธวิธี... แต่มันคืออุปกรณ์ถ่วงน้ำหนัก!”

            อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบก่อนจะเห็นปาฟลอฟถอดเสื้อตัวนั้นออกมา และเมื่อเขาสลัดมันหลุดจากมือเสื้อเกราะยุทธวิธีตัวนั้นก็ร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น

            ฟังจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั่นเกรงว่าแค่เสื้อเกราะยุทธวิธีตัวเดียวนี้คงมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าร้อยกว่ากิโลเลยทีเดียว!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน