บทที่ 4
ภารกิจของฮูหยินน้อย
“ต่อไปท่านจะต้องไปเตรียมอาหารมื้อเช้าในครัว” เสียงเจื้อยแจ้วของอันหยินโพล่งขึ้นหลังซูเมิ่งเผลองีบหลับไปชั่วขณะ
“แต่ว่าเพิ่งได้น้ำค้างเพียงครึ่งถังเท่านั้น” ว่าพร้อมชะโงกไปดู
“ฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้า ฮูหยินใหญ่ คุณชายใหญ่ คุณชายรอง และคุณหนูเล็กจะร่วมโต๊ะพร้อมกันตอนต้นของยามเฉิน[1] และไม่เคยเลยเวลานานกว่านั้น โดยที่บนโต๊ะจะต้องมีอาหารแปดชนิดไม่รวมของหวาน”
“มีคนช่วยงานข้ากี่คนกันล่ะ”
“ไม่มีเ้าค่ะ” หญิงอวบวัยห้าสิบตอบกลับหน้าตาเฉย “ฮูหยินน้อยจะต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้เพียงคนเดียว เป็หน้าที่ที่สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลพึงปฏิบัติเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวนะเ้าคะ”
“แต่ว่า...”
“ขอให้ฮูหยินน้อยบริหารจัดการเวลาให้ดีนะเ้าคะ เพราะหากปล่อยคุณหนูเล็กต้องทนหิวจนท้องร้องแล้วล่ะก็... จะหาว่าบ่าวไม่เตือนไม่ได้นะเ้าคะ” พูดจบแล้วอันหยินก็สะบัดก้นกลมกลึงจากไป
ซูเมิ่งสับสนจนเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก จริงอยู่เมื่อครั้งอาศัยกินนอนกับบิดามารดาที่เรือนสกุลเจินก็ใช่ว่าจะสบายนัก แต่ก็ไม่เคยต้องอดตาหลับขับตานอนมาทำงานเพื่อดูแลคนมากมายเช่นนี้
อาหารตั้งมากมายถึงอย่างไรก็ควรจะมีคนคอยช่วยบ้าง หญิงสาวยืนสับสนอยู่กลางโรงครัวขนาดใหญ่หลังสาวใช้หน้างุ้มงอสองคนอย่าง‘หงเอ๋อร์’ และ ‘ไห่เอ๋อร์’ เป็ผู้นำทางมาเช่นเคย คนอื่น ๆ ที่นั่งทำบางอย่างอยู่ก่อนหน้าพากันเดินออกไปจากที่นี่กันหมดอย่างพร้อมเพรียงเมื่อนางปรากฏตัวขึ้น ราวกับเป็ตัวเชื้อโรคที่้าอยู่ห่างให้พ้นจากรัศมี
“หมดธุระของเราสองคนแล้ว ฮูหยินน้อยอย่ามัวแต่โอ้เอ้ รีบทำงานให้เสร็จโดยเร็วนะเ้าคะ” สั่งทิ้งท้ายด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์แล้วพวกนางทั้งสองก็เดินจากไปอีก ทิ้งให้สะใภ้ใหญ่ยืนเคว้งคว้างเพียงลำพังเช่นก่อนหน้า
“แล้วต้องเริ่มจากอะไรก่อนดีล่ะ...” ซูเมิ่งพึมพำพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเพื่อให้ทะมัดทะแมงยิ่งขึ้นก่อนจะหันไปคว้าถ่านไม้มาสุมไว้เพื่อเตรียมก่อเตา
อันหยินลอบส่งสัญญาณทางสายตาให้กับนายเหนือหัวของตนอย่างรู้กันเมื่อสำรับกว่าแปดชนิดจากโรงครัวโดยฝีมือปลายตะหลิวของสะใภ้ใหญ่ถูกนำมาวางเรียงรายอย่างพร้อมสรรพบนโต๊ะอาหารทรงกลมตรงหน้าด้วยเส้นยาแดงผ่าแปด เพราะโต้วชุนฮวาเริ่มออกอาการฉุนเฉียวจากความหิวแล้ว อีกไม่นานนางก็จะร้องโวยวายด้วยเสียงเล็กแหลมอย่างเคย
ถึงแม้จะดูซื่อ ๆ ไม่ประสาโลก แต่สิ่งที่ซูเมิ่งถนัดที่สุดก็คือการเข้าครัวทำอาหารเพราะมารดาของนางปลูกฝังเอาไว้เป็อย่างดีั้แ่เด็ก ขอแค่นางคุ้นชินว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่นานนางก็คงครองโรงครัวสกุลโต้วด้วยตัวเอง
“วันนี้กับข้าวดูแปลกตาน่ากินจัง กินกันเถอะขอรับ!” โต้วเชี่ยเฟิงร้องอย่างเริงร่าก่อนจะยกตะเกียบเอื้อมไปที่จานผัดเต้าหู้ตรงหน้าอย่างกะตือรือร้น แต่แล้วก็ต้องดึงมือกลับแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงกระแอมของท่านย่าและมารดาดังขรมออกมาพร้อมกัน
“เ้าไม่กลัวเจ็บป่วยหลังจากสวาปามอาหารสำรับนี้รึ” ผู้เป็น้องสาวหันไปย้อนพี่ชายคนรองซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน
“ถูกของฮวาเอ๋อร์... เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันกินได้และรสชาติจะถูกปากพวกเรา” ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วจูไห่ตั้งคำถามอย่างหวาดระแวงขึ้นบ้าง
ประมุขของจวนอย่างโต้วจื่อชวนกวาดสายตาคมมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง “หากสงสัยก็เพียงแค่ชิมมันเท่านั้นเองท่านแม่” ว่าแล้วก็ยกตะเกียบขึ้นไปคีบผัดถั่วลันเตาตรงหน้า
“แต่ว่าท่านพี่... ให้บ่าวไพร่ทดลองชิมมันดูก่อนก็ได้นี่เ้าคะ ไม่เห็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง”
“คิดว่าตัวเองเป็ฮองเฮาหรืออย่างไรฮูหยิน...”
ได้ยินดังนั้นโต้วหนิงอันก็งับปากลงโดยพลัน
“หากข้าคิดว่าตัวเองเป็ฮ่องเต้ไปด้วย แค่หัวเดียวคงไม่พอชดใช้โทษฐานนี้... หากไม่สบายใจข้าจะชิมให้พวกเ้าดูเองว่ากินแล้วไม่ตาย อาหารพวกนี้ยังหน้าตาดีเกินมาตรฐานในกองทัพที่ชายแดนไปมากโข” พูดจบโดยไม่มีใครขัดแล้วอดีตบุคคลสำคัญแห่งราชสำนักก็คีบกับข้าวเข้าปาก
ท่ามกลางสายตาของสมาชิกในครอบครัวอีกสี่ชีวิตที่จ้องมองอย่างลุ้นระทึก รวมถึงสายตาของแม่ครัวอย่างซูเมิ่งที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังด้วย
“ดี! ทำได้ดี!”
เสียงชมเชยกึกก้องนี้ทำให้หัวใจของแม่ครัวเต้นรัวขึ้นมาด้วย นางเผยรอยยิ้มกว้างออกมาได้ในที่สุด
“เหตุใดตงิยังไม่มากินข้าวด้วยกันอีก”
“เมื่อวานนี้ลูกน่าจะเหน็ดเหนื่อย ให้นอนต่ออีกสักพักเถิดเ้าค่ะท่านพี่”
คำตอบของแม่สามีทำให้ซูเมิ่งรู้สึกสับสน ทั้งที่ตัวเองนั่งรออยู่ในห้องหอจนถึงเช้ามืดก็ยังไม่เห็นสามีตัวเองปรากฏตัวแม้แต่เงา แล้วเขาไปนอนอยู่ที่ไหนกันล่ะ
“ถ้าอย่างนั้นซูเมิ่งจะยืนอยู่ทำไม เข้ามานั่งกินข้าวด้วยกันสิ”
“เอ่อ เรียนใต้เท้า...!” ผู้จัดการบ้านจอมจัดแจงรีบโพล่งแทรกโดยที่คนถูกเรียกยังไม่ทันขยับปากตอบรับ “ฮูหยินน้อยจัดการตัวเองเรียบร้อยั้แ่ในครัวแล้ว ตอนนี้นางมีภารกิจต้องทำต่อ ขอเชิญใต้ท้าวและฮูหยินสำราญกับมื้อเช้า บ่าวขอตัวพานางออกไปทำอย่างอื่นต่อก่อนนะเ้าคะ”
และโดยไม่รอฟังคำตอบอันหยินก็ดันร่างอันแสนบอบบางของสะใภ้ใหญ่ออกจากห้องโถงกลางไป โดยไม่วายจะหันมาลอบส่งรอยยิ้มแห่งแผนการณ์เ้าเล่ห์ให้กับนายหญิงของตัวเอง
“แต่ข้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” ซูเมิ่งร้องบอกเมื่อถูกลากออกมาจนถึงอาคารปีกซ้าย
“แต่งานของฮูหยินยังไม่แล้วเสร็จจะกินข้าวได้เยี่ยงไรเ้าคะ”
“ข้ายังต้องทำอะไรอีกงั้นหรือ”
“ทำความสะอาดจวนอย่างไรเล่าเ้าคะ”
ซูเมิ่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆที่รายล้อมด้วยอาคารไม้หลายหลังอย่างหวาดระแวง
“อย่าบอกนะว่า...”
“เห็นทีจะเข้าใจถูกต้องแล้วเ้าค่ะ งานเลี้ยงเมื่อวานมีแเื่เข้ามาเยี่ยมเยียนมากมายหลายร้อยคน ทำให้จวนของเราสกปรกมอมแมมยิ่งนัก ฮูหยินน้อยจะต้องปัดกวาดเช็ดถูเรือนทุกหลังให้สะอาดไร้เศษฝุ่น เพราะฮูหยินผู้เฒ่ามีภูมิแพ้เป็โรคประจำตัว อายุอานามท่านเยอะแล้วจะปล่อยให้ล้มป่วยไม่ได้เด็ดขาด”
สิ้นประโยคแนะนำแล้วหงเอ๋อร์กับไห่เอ๋อร์ก็ยกอุปกรณ์ทำความสะอาดมาวางตรงหน้าทันทีอย่างรู้งาน
“หากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ฮูหยินน้อยก็จะรับประทานมื้อเช้าได้เ้าค่ะ บ่าวจะเก็บสำรับไว้จนถึงยามซื่อ[2] รบกวนกลับมาให้ตรงเวลาด้วยนะเ้าคะ”
ยังไม่ทันที่ซูเมิ่งจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งสามคนก็เดินนวยนาดจากไปอย่างเคย
มาถึงตอนนี้นางตระหนักได้แล้วว่ากำลังโดนกลั่นแกล้ง หากแต่เมื่อดึงดันจะแต่งเข้ามาเป็สะใภ้ใหญ่ที่นี่ให้ได้ก็ต้องอดทนรับสภาพให้จงได้ ท่านแม่จะทราบหรือไม่ว่าคนที่นี่รังเกียจบุตรสาวตนเองขนาดไหน แม้แต่บ่าวไพร่ยังปฏิบัติกับนางราวกับแรงงานทาสราคาถูก
ระหว่างที่ทำความสะอาดเรือนหลังเล็กหลังน้อยท้องก็ร้องคำรามกึกก้องตามไปด้วย นางต้องทำทุกอย่างอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็ปัดฝุ่น กวาดเศษผง ถูพื้นเรือน ทั้งที่มีบ่าวไพร่และคนรับใช้มากมายในจวน แต่พวกนั้นกลับทำเพียงมองมาที่นางด้วยสายตาว่างเปล่าโดยไม่คิดจะเข้ามาช่วยเหลือเลยสักนิด
หนำซ้ำแทนที่จะอำนวยความสะดวก แต่หงเอ๋อร์และไห่เอ๋อร์ผู้หน้าไม่ผูกมิตรตัวดี ยังจะเดินปัดเศษฝุ่นตามซอกประตูหน้าต่างลงมาซ้ำบริเวณที่ทำความสะอาดไปแล้วเสียอีก
“บ่าวเห็นว่ายังไม่เกลี้ยง ขอเชิญฮูหยินน้อยทำความสะอาดเพิ่มเติมนะเ้าคะ” แล้วจู่ ๆ นางทั้งสองก็แสยะยิ้มชวนขนลุกออกมาราวกับพึงพอใจในสิ่งที่เพิ่งกระทำไป
จนในที่สุดอาการแพ้ท้องของซูเมิ่งก็กำเริบขึ้น นางชะโงกตัวออกไปอาเจียนนอกอาคารแต่กลับไม่มีใครสนใจใยดีนาง บางคนทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกเพื่อนรั้งแขนไว้ จนคนตั้งครรภ์ต้องหาที่พำนักใต้ร่มไม้ให้ตัวเองด้วยความอ่อนเพลีย
กลับมาที่โต๊ะกินข้าวอีกครั้งก็พบเพียงความว่างเปล่าไปเสียแล้ว ซูเมิ่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆก็ไม่เห็นแม้แต่กลิ่นของอาหารที่ตนเองเป็ผู้ลงมือเข้าครัวไปเมื่อเช้า
“น่าเสียดายจังเลยเ้าค่ะ เพราะฮูหยินน้อยกลับมาช้าเกินกำหนด ตอนนี้บ่าวไพร่นำจานอาหารที่เหลือไปเทรวมให้สุกรและไก่ที่สวนหลังเรือนแล้วเ้าคะ”
“ว่ะ ว่าไงนะ...!”
“ก็หมายความว่าหมดเวลาสำหรับมื้อเช้าของฮูหยินน้อยแล้วน่ะสิเ้าคะ”
“แต่ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ ข้าแพ้ท้องหนักจึงทำให้งานเสร็จช้า”
“อย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้... น้ำชาดอกเก๊กฮวยนี่ก็น่าพอจะทำให้ฮูหยินน้อยสดชื่นขึ้นมาได้บ้างนะเ้าคะ”
“...!”
ซูเมิ่งอ้าปากค้างด้วยไม่อยากจะเชื่อ ถึงอย่างนั้นนางก็รับน้ำชาถ้วยนั้นมากระดกดื่มด้วยความอยากกระหาย แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่อิ่มท้อง จนตอนนี้นางเริ่มปวดโหวงจนต้องยืนตัวงอ
“ฮูหยินน้อยมีเวลาพักกินข้าวสองเค่อ ซึ่งบัดนี้ไม่มีอะไรเหลือให้รับประทานแล้วจึงให้ถือว่าเป็การพักผ่อน หลังจากนั้นจะต้องไปดูแลสวนดอกไม้ของฮูหยินใหญ่ต่อ”
“ทำไมงานช่างมากมายนัก...”
อย่างไรเสียนางก็มิอาจปริปากปฏิเสธได้ นิสัยยอมคนง่าย ๆเป็อย่างนี้มาั้แ่เด็กแล้ว ทั้งพูดน้อย ขี้หวาดกลัวและไม่กล้าร้องเรียกสิทธิของตนเอง นางจึงเป็ฝ่ายถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
หงเอ๋อร์และไห๋เอ๋อร์พาสะใภ้ใหญ่มายังสวนดอกไม้หลากสีสวยนานาพันธุ์บริเวณด้านหน้าจวน แต่เวลานี้พระอาทิตย์ส่องตรงหัวแล้วทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าวขึ้นมาจนเหงื่อไหลไคลย้อย
แต่ว่า... ภาพตรงหน้าของซูเมิ่งกลับเริ่มพร่ามัว แสงแดดจ้ากำลังทำให้นางยืนไม่ไหว และล้มลง...!
อาการตอนนี้ลมหายใจของข้าช่างแ่เบาและโรยริน
หรือว่า...
ข้าจะถึงเวลาที่หมดเคราะห์กรรมบนโลกใบนี้แล้วอย่างนั้นหรือ...
[1] ยามเฉิน คือ่เวลา 07.00 น. – 08.59 น.
[2] ยามซื่อ คือเวลา 09:00 น. – 11.00 น.