“ เซี้ยถู เจ้านั้นกล้าถึงขั้นยืมมือประมุขสำนักมาสังหารข้าเลยงั้นหรือ ” เสียงดังกังวานออกมาที่หน้าทางเข้าชั้น 3 ของหอแห่งการต่อสู้พร้อมกันนั้นก็ได้ปรากฎร่างกายกำยำของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งขึ้น
“ เจ้า !!! เรียนท่านประมุขเจ้าหนุ่มผู้นี้นั้นคือคนที่ทำให้ท่านประมุขและท่านผู้อาวุโสต้องรอนานขอรับ ” เซี้ยถูนั้นหลังจากไม่พอใจในคำพูดของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเขาก็ได้หันกลับไปพูดกล่าวต่อ กับตัวของประมุขกวางชุน
“ นี้หลังจากที่ข้านั้นกล่าวเตือนตัวของเจ้าแล้วเจ้านั้นยังไม่หยุดยืมมือประมุขอีกหรือกล้าหาญชั่งกล้าหาญเสียจริง !!!! ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเขาก็ไม่ได้สนใจในคำพูดของเซี้ยถูผู้นี้เช่นกัน
“ หยุด !!! พวกเจ้าทั้งคู่นั้นหยุดทำพฤติกรรมเช่นนี้ต่อหน้าท่านประมุขเสียที วันนี้นั้นคือวันประลองฝีมือของศิษย์ใหม่หากพวกเจ้าไม่พอใจกันก็ไปต่อสู่กันบนลานประลองเถิด ” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งในห้องนั้นกล่าวคำพูดออกมาก่อนที่สถานการณ์นั้นจะบานปลาย
“ ท่านผู้อาวุโสแต่ว่าหมิงฉีนั้นมัน….. ”
“ ตัวข้านั้นรู้เรื่องราวทุกอย่างภายในสำนักเพลิงสืบทอดแห่งนี้ รวมทั้งเรื่องราวที่พวกเจ้า 2 คนนั้นมีเรื่องที่กระทบกระทั่งกันด้วย การที่พวกเจ้าทั้งคู่นั้นเสียมารยาทต่อหน้าข้าวันนี้ ข้าจะปล่อยผ่านมันไปแต่ถ้าหากว่ามีครั้ง 2 พวกเจ้าต้องยอมรับผลการกระทำของตัวพวกเจ้าเอง” เซี้ยถูที่ยังกล่าวคำพูดได้ไม่ทันจบก็ถูกท่านประมุขกวางชุนกล่าวตัดคำพูดออกมา
เซี้ยถูนั้นไม่สามารถกล่าวคำอะไรได้อีกได้แต่ตอบรับคำของท่านประมุขกวางชุนกลับไปเท่านั้น
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นลอบประเมินประมุขกวางชุนผู้นี้อยู่พอสมควรในเมื่อเป็นถึงประมุขของสำนักเพลิงสืบทอดที่เป็นกองกำลังระดับ 1 ดาวแปลว่าประมุขผู้นี้นั้นต้องมีระดับการฝึกตนอยู่ที่เสริมสร้างปราณขั้นที่ 9 เป็นแน่ รวมทั้งการที่เขานั้นเป็นคนใจเย็นถึงกลับไม่ถือสาเรื่องราวการเสียมารายาทต่อหน้าต่อตาในครั้งนี้เลยด้วยซ้ำแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่ดีเหมาะสมแก่การเป็นประมุขสำนัก
“ ในเมื่อประมุขนั้น ไม่ถือสาหาความพวกเจ้าทั้งคู่ ฉะนั้นข้าก็ขอให้พวกเจ้าทั้งคู่นั้นกลับไปนั่งที่ของพวกเจ้าเสีย ” ผู้อาวุโสคนเดิมกล่าวกับตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงรวมทั้งเซี้ยถู
หลังจากจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงและเซี้ยถูได้ไปนั่งเกาอี้ของตัวเองที่ถูกจัดเตรียมไว้ผู้อาวุโสก็ได้กล่าวต่อ
“ ก่อนอื่นตัวของข้า ก็จะขอแนะนำตัวเองก่อนแม้ศิษย์เก่าจะรู้จักตัวของข้าดีอยู่แล้วแต่ศิษย์ใหม่อย่างพวกเจ้าทั้ง 30 คนอาจจะยังไม่รู้จักตัวของข้า ข้านั้นมีนามว่าเนี่ยลี่ เป็นผู้อาวุโสของสำนักเพลิงสืบทอดรวมทั้งเป็นกรรมการในการประลองในวันนี้ด้วย ” เนี่ยลี่กล่าวบอกต่อศิษย์ใหม่ทุกคน
“ ท่านประมุขขอเรียนท่านกล่าวเปิดพิธีการประลองด้วยเถิด ” ผู้อาวุโสกล่าวต่อ
“ ข้าจะไม่แนะนำตัว พวกเจ้าทุกคนคงรู้จักตัวของข้าดีอยู่แล้ว การประลองวันนี้ตัวของข้านั้นอยากจะเห็นพัฒนาการ ทั้ง 2 เดือนที่ผ่านมาของพวกเจ้า ”
“ และตัวของข้านั้นก็จะไม่ให้พวกเจ้าประลองกันเจ็บตัวฟรีๆ ผู้ที่ได้ อันดับ 4-10 จะได้สิทธืในการใช้ห้องแห่งแรงโน้มถ่วง 10 วัน อันดับ 2-3 จะได้รับสิทธิในการใช้ห้องแห่งแรงโน้มถ่วง 30 วัน ”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ศิษย์ใหม่ทุกคนยกเว้นจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงก็แสดงสายตาแห่งความคาดหวังออกมา
“ รางวัลเหตุใดมันถึงชั่งกระจอกเช่นนี้ ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นคิดขึ้นมาอยู่ภายในใจต่อให้เป็นรางวัลที่ 2-3 มันก็ไม่ต่างจากเงินเพียง 1500 เหรียญทองแดงเท่านั้น เขายังคงรอลุ้นรางวัลของอันดับ 1 อยู่
“ และรางวัลของอันดับ 1 ในวันนี้นั้นก็คือ….”
“ สิทธิในการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ระดับดินได้ 1 ทักษะ ”
ตอนนี้นั้นศิษย์ใหม่รวมทั้งจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ทำสีหน้าตกตะลึงออกมาพวกเขาทั้งหมดนั้นทราบดีอยู่แล้ว ว่าทักษะระดับดินที่สำนักเพลิงสืบทอดครอบครองนั้นมีเพียงทั้งสิ้น 10 ทักษะ พวกเขาคิดไม่ถึงว่าเพียงเข้ามาสำนักเพลิงสืบทอดได้เพียง 2 เดือนก็มีโอกาศในการช่วงชิงสิทธิในการฝึกทักษะระดับดินนี้แล้ว
ประมุขกวางชุนเมื่อเห็นศิษย์ทั้ง 30 คนตกตะลึงออกมาก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจในสำนักเพลิงสืบทอดของเขาออกมา ประมุขกวางชุนนั้นไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้จิตใจของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นเดือดดานแทบตายแล้ว
“ นี้ข้านั้นเลือกมาอยู่ผิดสำนักใช่หรือไม่ เหตุใดพวกมันนั้นถึงกับขี้งกมากมายเพียงนี้ ” ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นเอามาตรฐานของเขาเองนั้นมาตัดสิน
“ ต่อไปในด้านของกฎการประลองนั้นข้าจะให้ผู้อาวุโสเนี่ยลี่นั้นกล่าวต่อ ” เมื่อประมุขกวางชุนกลาวเปิดงานรวมทั้งบอกของรางวัลจบก็ส่งไม้ต่อทันที
“ การประลองนี้นั้นจะถูกแบ่งเป็นรอบ ๆ โดยเริ่มแรกพวกเจ้านั้นจะต้องจับฉลากเพื่อต่อสู่กัน ในรอบแรกจะมีทั้งสิ้น 15 คู่ เมื่อเหลือ 15 คน พวกเจ้านั้นก็จะมีสิทธิจับฉลากเพื่อผ่านรอบนี้ไป เลย 1 คน และอีก 7 คู่ที่เหลือ เมื่อสู้เสร็จ จะได้ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย หลักจากจบทั้ง 8 คนสุดท้าย สู้จนเหลือ 4 คน หากผู้ใดไม่พอใจในอันดับของตัวเองพวกเจ้านั้นสามารถเลือดกจะท้าทาย 1 ใน 4 คนนี้จะเป็นใครก็ได้ และจนกว่าที่ จะไม่มีใครท้าประลองทั้ง 4 คนนี้เป็นเวลา 1 ชั่วโมงนั้นถึงจะเข้าสู่การต่อสู้รอบตัดสินต่อไป ”
“ และการต่อสู้รอบตัดสินนั้น ทั้ง 4 คนจะต้องมาต่อสู้กันทั้งหมดใครที่ได้ชัยชนะมากที่สุดก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะและได้อันดับ 1 ”
“ การประลองการต่อสู้นี้นั้นจะตัดสินแพ้ชนะกันโดยต้องมีผู้กล่าวยอมแพ้ออกมาหรือไม่ก็ต้องหมดสติหรือตกขอบลานประลองไปเลยถึงจะได้รับชัยชนะมา ที่สำคัญห้ามให้การบาดเจ็บถึงขั้นพิการหรือเกิดการสังหารขึ้นมาเป็นอันขาด ”
“ พวกเจ้าคนใดนั้นมีคำถามหรือไม่ ” เนี่ยลี่กล่าวถามกับศิษย์ใหม่ทั้ง 30 คนโดยมองไปที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงและเซี้ยถูเป็นพิเศษ
“ ข้ามีคำถามขอรับผู้อาวุโสเนี่ยลี่ ” เซี้ยถูนั้นไม่ทำให้ผิดหวังตัวเขากล่าวคำถามขึ้นมาจริงๆ
“ ถ้าหากข้านั้นต้องการประลองเป็นตายกับลูกศิษย์บางคนแถวนี้นั้นมันจะเป็นไปได้หรือไม่ขอรับ ”
“ เรื่องนี้……..” เนี่ยลี่นั้นได้คิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมองไปที่ประมุขกวางชุนเพื่อขอคำตอบ