หลังจากที่ขบวนราชรถอันสง่างามได้เคลื่อนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฮือฮาของชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไม่เลิกรา...หน้าจวนสกุลฉินก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด
รองเจ้ากรมฉิน ฮูหยินฉิน และบุตรธิดา ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม...สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังกล่องของพระราชทานสองใบที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะเครื่องบูชา...ราวกับมันมิใช่เกียรติยศ...แต่เป็นตราบาปที่ถูกประทับลงมากลางใจ
พวกเขายังคงรู้สึกงุนงง...ยังคงไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้คือสิ่งใดกันแน่ มันไม่เหมือนการขอขมา...แต่กลับรู้สึกเหมือนพวกเขาต้องเป็นฝ่ายคุกเข่าลงเพื่อรับ “การให้อภัย” จากเด็กหนุ่มรุ่นลูกเสียอย่างนั้น..!
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม...
ณ เรือนรับรองที่เคยอบอวลไปด้วยความคาดหวัง บัดนี้กลับเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับมีเมฆดำทะมึนลอยอยู่เหนือหลังคา
รองเจ้ากรมฉินทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้พะยูงตัวใหญ่...ในที่สุด...สติของนักการเมืองผู้ช่ำชองก็กลับคืนมาโดยสมบูรณ์ และเมื่อสติกลับมา...ความจริงอันโหดร้ายก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์!
เขาถูกหลอกใช้..!
สกุลเซี่ย...เจ้าเด็กหนุ่มเซี่ยหยางนั่น...มันไม่ได้มาขอขมา! มันมาเพื่อใช้สกุลฉินของเขาเป็นบันไดเหยียบขึ้นไปสู่ชื่อเสียง! มันใช้เกียรติยศของเขาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อสร้างบารมีให้แก่ตนเอง! มันทำให้เขาต้องคุกเข่า! คุกเข่าต่อหน้าธารกำนัล..!
“บังอาจ..!!!”
เสียงคำรามดุจราชสีห์บาดเจ็บดังลั่น..! ความเดือดดาลที่สุมแน่นอยู่ในอกพลันระเบิดออก!
เพล้ง..!!!
ถ้วยชาชั้นดีในมือของเขาถูกขว้างลงกระทบกับพื้นหินอ่อนอย่างแรง! เศษกระเบื้องเคลือบสีขาวแตกกระจายไปทั่วทุกทิศทาง! เสียงนั้นแหลมคมจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน!
“อ๊าย! ท่านพี่!” ฮูหยินฉินกรีดร้องออกมา! เพลิงโทสะที่นางพยายามข่มไว้ก็พลันปะทุขึ้นมาเช่นกัน! ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างงดงามของนางบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนสีแดงก่ำ! นางยกมือขึ้นกุมทรวงอก...หายใจหอบถี่ราวกับจะขาดใจ!
“ข้า...อกข้าจะระเบิดอยู่แล้ว! มัน...มันหยามพวกเราเกินไปแล้ว! บ่าวไพร่...พัด...เอาพัดมาให้ข้า!” นางแผดเสียงสั่งบ่าวคนสนิทที่รีบวิ่งเข้ามาพัดวีให้นางอย่างลนลาน
ส่วนคุณชายใหญ่ฉินจ้าวหลง...เขานั่งนิ่ง...แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแค้นที่เย็นเยียบ เขากำพัดไม้จันทน์ในมือแน่น...แน่นขึ้น...จนกระทั่ง...
แกร็ก..!
เสียงโครงพัดที่ทำจากไม้เนื้อดีหักสะบั้นลงคามือ! ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉย...น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ที่อาละวาดเสียอีก!
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าพรั่นพรึงนี้...มีเพียงฉินเหมยอิงเท่านั้นที่ยังคงสับสนและไม่เข้าใจ...
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่...เหตุใดพวกท่านจึงโมโหถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อย “เดิมที...ข้าไม่สนใจเลยว่าของขอขมาจะเป็นสิ่งใด...ขอเพียงเขามา...ก็พอแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ? วันนี้คุณชายเซี่ยก็เดินทางมาแล้ว...ซ้ำยังทูลขอของพระราชทานของล้ำค่าจากฝ่าบาทมามอบให้ท่านพ่อท่านแม่อีก...เราควรจะดีใจสิเจ้าคะถึงจะถูก”
“ดีใจรึ!” ฮูหยินฉินตวาดแว้ด.! นางปัดพัดในมือบ่าวทิ้งแล้วจับแขนบุตรสาวไว้แน่น! “เหมยอิง! เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ! เดิมทีการขอขมา...เขาควรจะต้องคุกเข่า..! คุกเข่าขอขมาพวกเรา..! แต่เจ้าดูสิว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น..! เป็นพ่อกับแม่ของเจ้า! ที่ต้องคุกเข่าลงรับของจากเขา! เมื่อเป็นเช่นนี้...บิดาของเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ศักดิ์ศรีของสกุลฉินถูกมันเหยียบย่ำจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแล้ว!”
ฉินเหมยอิงหน้าซีดเผือด...นางยังคงไม่อยากจะเชื่อ “แต่...แต่ท่านพ่อท่านแม่อาจจะเข้าใจคุณชายเซี่ยผิดไปก็ได้! ข้า...ข้าจะไปถามเขาให้รู้เรื่อง! ว่าเหตุใดจึงเป็นของพระราชทาน...ไม่ใช่ของที่ได้มาจากเขาซงซานตามที่ชาวบ้านลือกัน!”
“หึ!” ฉินจ้าวหลงแค่นเสียงในลำคอ “หากเขามาด้วยใจจริง...ก็ควรนำของล้ำค่าจากเขาซงซานมามอบให้...มิใช่ใช้พระบารมีของฝ่าบาทมาข่มเราเช่นนี้! เหมยอิง...พี่ว่าเจ้าตัดใจจากเขาเสียเถิด”
เขามองน้องสาวด้วยสายตาที่จริงจัง “คุณชายหลี่เจี๋ย สหายร่วมศึกษาของพี่...ดูเหมือนจะหมายตาเจ้าอยู่ อีกทั้งสกุลหลี่ก็มีอำนาจไม่ต่างจากสกุลเซี่ย และยังมีองค์ชายรองคอยหนุนหลัง...พี่ว่าเขาเหมาะสมกับเจ้ามากกว่าเซี่ยหยางผู้นั้นนัก!”
คำพูดของพี่ชายเป็นดั่งคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจที่บอบช้ำของฉินเหมยอิง! ความสับสน ความเสียใจ ความอัปยศ...ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาจนนางแทบจะล้มทั้งยืน..!
ไม่..! นางไม่ยอมแพ้..!
“ไม่..!” นางสะบัดแขนออกจากมารดา แล้วประกาศก้องด้วยท่าทางที่ขึงขังและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน! แววตาที่เคยอ่อนหวาน บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความดื้อรั้น!
“ข้าต้องได้รับคำอธิบายจากปากของเขา! และหากคำตอบนั้น...ไม่สามารถทำให้ข้าพอใจได้...”
นางหยุด...แล้วกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง...
“...ข้านี่แหละ...จะจัดการเขา และสกุลเซี่ยด้วยมือของข้าเอง!”
สิ้นคำประกาศนั้น...นางก็เรียกหาสาวใช้คนสนิท แล้วหมุนกายเดินสะบัดชายกระโปรงออกจากเรือนรับรองไปอย่างไม่เหลียวหลัง...ทิ้งให้พี่ชายยืนมองแผ่นหลังอันเด็ดเดี่ยวของนางที่ค่อยๆ ลับหายไป...
ในแววตาของฉินจ้าวหลง...ปรากฏประกายอันเย็นเยียบขึ้นวูบหนึ่ง...
‘ดูท่า...ข้าคงจะได้หมากตัวใหม่ที่คาดไม่ถึง...มาใช้ในการเดินเกมกระดานนี้เสียแล้ว’
…..
ยามค่ำคืนโรยตัวลงมาโอบล้อมจวนสกุลเซี่ย...
ณ โถงอาหารหลักที่เคยเป็นดั่งสมรภูมิเงียบอันน่าอึดอัด บัดนี้กลับถูกอาบไล้ไปด้วยแสงนวลตาของโคมไฟแก้วที่ส่องสว่างอยู่ทุกมุมห้อง กลิ่นหอมกรุ่นของเป็ดย่างหนังกรอบ, ปลาหลีฮื้อนึ่งซีอิ๊ว, และซุปไก่ตุ๋นโสมลอยอวลอยู่ในอากาศ ช่างแตกต่างจากมื้ออาหารอันจืดชืด และเงียบงันในอดีตราวฟ้ากับดิน เสียงตะเกียบที่เคยกระทบกันอย่างระมัดระวัง บัดนี้กลับเจือไปด้วยเสียงพูดคุย และเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังขึ้นเป็นระยะ
นี่คือภาพที่เซี่ยหยางไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันถึง...
ท่านเสนาบดีเซี่ยจิ้งหงยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประธานเช่นเคย ท่วงท่าของท่านยังคงสง่างาม...ทว่าแผ่นหลังที่เคยตั้งตรงอย่างแข็งทื่อ บัดนี้กลับดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่เคยมองบุตรชายด้วยความคาดคั้น บัดนี้กลับเจือแววอ่อนโยนยามที่ท่านมองดูเขากำลังตักซุปเข้าปาก
ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อ...ใบหน้าของนางเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง รอยยิ้มมิได้จางหายไปจากริมฝีปากเลยแม้แต่น้อย นางคอยดูแลให้ทุกคนบนโต๊ะได้รับอาหารอย่างทั่วถึง น้ำเสียงของนางสดใส และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ความกังวลที่เคยเกาะกุมหัวใจนางมานานนับเดือน บัดนี้ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
และที่สำคัญที่สุด...แขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญให้มาร่วมโต๊ะอาหารในค่ำคืนนี้...คือซูเหวินจื่อ
เขานั่งอยู่ข้างกายเซี่ยหยางในอาภรณ์สีเขียวเข้มขับเน้นให้ดูองอาจสมกับเป็นบุตรชายแม่ทัพใหญ่ การได้รับเชิญให้มาร่วมโต๊ะอาหารส่วนตัวของสกุลเซี่ย ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่บ่งบอกถึงการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
ขณะที่เซี่ยหยางกำลังเพลิดเพลินกับรสชาติของอาหารนั้นเอง...เขาก็พลันชะงักไปเล็กน้อย...
เนื้อปลานึ่งชิ้นที่ขาวและอ้วนพีที่สุด ถูกคีบมาวางลงในถ้วยข้าวของเขาอย่างนุ่มนวล...โดยตะเกียบคู่หนึ่งที่มาจากหัวโต๊ะ!
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นบิดา...เสนาบดีเซี่ยเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเบาๆ แล้วหันกลับไปจิบชาด้วยท่าทีสุขุมดังเดิม...ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่า...สำหรับเซี่ยหยางแล้ว...การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นกลับสั่นสะเทือนหัวใจของเขายิ่งกว่าการได้รับของพระราชทานเสียอีก!
นี่คือการแสดงออกถึงความรัก และความภาคภูมิใจ...ในแบบฉบับของบุรุษผู้ไม่เคยเอ่ยคำหวาน...มันคือการยอมรับ...ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
จิตวิญญาณของเสิ่นอี้พลันรู้สึกถึงสัมผัสอันอบอุ่นที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก...ความรู้สึกที่เรียกว่า “ครอบครัว”...สิ่งที่นางไม่เคยมีอย่างแท้จริงในชาติภพก่อน...
ขณะที่เขากำลังซาบซึ้งอยู่นั้นเอง เหตุการณ์อันน่าขบขันก็เกิดขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ
ซูเหวินจื่อ...หลังจากที่รวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจที่จะแสดงความในใจต่อคุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวินที่นั่งอยู่ไม่ไกลกัน เขาตั้งใจจะคีบเห็ดหอมชิ้นที่ปรุงรสมาอย่างดีที่สุดในชามกลางโต๊ะ...ไปให้นาง
เขาใช้ตะเกียบคู่กลางอย่างประณีต...เล็งไปยังเห็ดหอมชิ้นงาม...ค่อยๆ บรรจงคีบมันขึ้นมา...สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับภารกิจสำคัญ...ทว่าในใจกลับเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก!
และแล้ว...ด้วยความตื่นเต้นที่มากเกินไป...
แกร็ก..!
ตะเกียบคู่หนึ่งในมือของเขากลับไขว้กัน! เห็ดหอมชิ้นงามพลันดีดตัวออกจากปลายตะเกียบ...ลอยละลิ่วในอากาศ...ก่อนจะตกลงไปในถ้วยน้ำแกงของน้องเจ็ดที่นั่งอยู่ข้างๆ!
ซูเหวินจื่อหน้าแดงก่ำในทันที! เขานั่งตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก!
ฮูหยินใหญ่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ท่านเสนาบดีเองก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ส่วนเซี่ยอวี้เหวิน...นางรีบก้มหน้างุด...สองแก้มของนางแดงระเรื่อดุจสีของผลท้อสุกงอม นางยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดใบหน้า...เพื่อซ่อนรอยยิ้มเขินอายที่มิอาจเก็บงำไว้ได้อีกต่อไป
เซี่ยหยางนั่งมองภาพทั้งหมดนั้น...แล้วหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข...
‘ดูท่า...หลังจากนี้ข้าคงจะไม่ใช่แค่คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยเสียแล้ว’ เขาคิดในใจอย่างขบขัน ‘แต่คงจะต้องรับตำแหน่ง “พ่อสื่อ” เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง...และดูท่าว่า...ค่าจ้างในการเป็นพ่อสื่อครั้งนี้...คงจะแพงเอาการอยู่ทีเดียว’
ค่ำคืนนั้น...เป็นค่ำคืนแรก...ที่เซี่ยหยางรู้สึกว่า...จวนสกุลเซี่ย...คือ “บ้าน” ของเขาอย่างแท้จริง