อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 157 รอดูไปก่อน

            ไพน์ยืนมองถุงกระดาษในมือบนถุงกระดาษนั้นมีตัวอักษรที่เขาอ่านไม่ออก แต่ในตอนที่เขารับมันมาเหมือนคนที่มอบให้จะรู้เรื่องวันนี้อยู่แล้วจึงอธิบายให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่อยู่ในถุงทานครั้งละ 2 ทุก 4 ชั่วโมง ทั้งยังได้รับกำชับเรื่องอาหารการกิน มือข้างหนึ่งของเขายังจำเหรียญทองแดงจำนวน 10 เหรียญ เขายืนงงอยู่อย่างนั้นก่อนจะมองไปที่แผ่นหลังของผู้หญิง 2 คนที่กำลังเดินจากไป

            ไพน์เป็นเด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ ที่เกิดและโตในสลัม ตั้งแต่เขาจำความได้เขาก็อยู่กับแม่สองคน ใช้ชีวิตกันอย่างลำบากอดมื้อกินมื้อ แต่ก็มีความสุขตามประสาสองคนแม่ลูก จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้แม่ของเขาล้มป่วย แน่นอนว่าด้วยฐานะของพวกเขาย่อมไม่สามารถหาเงินมาซื้อโพชั่นได้ ทุกๆ วันไพน์จะต้องรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้เห็นแม่ของเขาอ่อนแรงลงทุกวัน

            สำหรับคนที่ทำได้แค่ประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ แบบเขาย่อมไม่มีทางที่จะมีเงินพอที่จะซื้อโพชั่นมารักษาแม่ของเขาได้ ทางเดียวที่เหลืออยู่นั่นก็คือการกู้ แล้วเขาจะเคยได้ยินชื่อเสียงเลวร้ายของดอน โกเบอร์แต่สำหรับคนที่อับจนหนทางแบบเขาที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตคนในครอบครัวหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ แม้จะรู้ว่ามันคือการดื่มยาพิษแก้กระหายก็ต้องกลั้นใจดื่มมันเข้าไป ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจไปกู้เงินจากมหาเศรษฐีชุดโฉดชั่วคนนี้ กลับเกิดเหตุฆ่าล้างคฤหาสน์ขึ้นมาเสียก่อน

            เมื่อเงินไม่มีที่จะซื้อโพชั่นมารักษาอาการป่วยเพิ่งเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกสิ้นหวัง จนกระทั่งการมีอยู่ของโรงพยาบาลทั้งยังมีประกาศว่าประชาชนชาวเมืองไพร์ล็อกทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาได้ฟรี ในเวลานั้นเขารู้สึกมีความหวังยังแม้มันจะฟังดูน่าเหลือเชื่อแต่เขาก็พาแม่ที่ป่วยหนักไปที่โรงพยาบาล ทว่าสิ่งที่เขาได้รับคือสายตาดูถูกและการด่าทอจากเจ้าหน้าที่ พริบตานั้นเขารู้สึกเหมือนมองเห็นความหวังแล้วก็ถีบลงมาสู่ความสิ้นหวังอีกครั้ง ทุกๆ วันเขาต้องรู้สึกเจ็บปวดกับการเห็นแม่ของเขาอาการทรุดลงทุกวัน

            จนกระทั่งวันนี้อยู่ๆ ก็มีประกาศรับสมัครคนที่จะมาทำงานที่โรงพยาบาล แม้ว่าที่นั่นไม่ได้ให้ความทรงจำที่ดีกับเขาเท่าไหร่นัก แต่ค่าแรงที่ได้รับบวกครับอาหารกลางวันฟรี ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาลองเสี่ยงดู ด้วยใจที่หวังว่าอาจจะสามารถเก็บเงินซื้อโพชั่นมารักษาอาการป่วยได้ แต่เขาเจอหน้าคนที่รับสมัครครับต้องสะดุด เมื่อคนๆ นั้นคืออันนา ในฐานะที่เป็นคนซึ่งอาศัยอยู่ในสลัมย่อมต้องรู้จักกับเธอคนนี้ ผู้หญิงที่เป็นพวกพ้องกับกลุ่มอันธพาลที่นำโดยเจคไม่ว่าใครในสลัมต่างก็พากันรังเกียจ ที่ผ่านมาคนพวกนี้มักจะใช้กำลังและกดขี่คุกคามคนอื่น โดยส่วนใหญ่จะรับหน้าที่ทวงหนี้แทนดอน โกเบอร์หรือเศรษฐีคนอื่นๆที่รังเกียจที่จะไม่เหยียบที่สลัม ซึ่งความรังเกียจนี้ได้ส่งผลกระทบให้กับอันนาและเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าเนียที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้คนพากันหลีกลี้หนีหน้าไม่ข้องแวะด้วย แม้ว่าพักหลังมานี้พวกนั้นจะประพฤติตัวดีขึ้นไม่ได้ออกมาทำร้ายหรือรังแกผู้คนในสลัมเหมือนแต่ก่อน ซึ่งหลายคนก็เดาว่าสาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะเหตุการณ์ฆ่าล้างคฤหาสน์ในครั้งนั้น ทำให้พวกอันธพาลต้องอยู่กันอย่างเจียมตน และถึงแม้พวกอันธพาลจะทำสิ่งดีๆ อย่างการซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้คนที่อยู่ในสลัมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่มันก็ใช่ว่าจะลบภาพลักษณ์ที่เลวร้ายในอดีตของพวกเขาได้

            เขาเองก็เหมือนกับใครหลายคนทันทีที่ได้เห็นว่าเป็นอันนาก็ตั้งใจจะเดินหนี แต่ด้วยค่าจ้างที่สูงจึงทำให้กัดฟันเดินหน้าต่อ่อ แต่จากการที่ได้ทำงานกับเธอในหนึ่งวันนี้ เขาก็พบว่าอันนาเป็นผู้หญิงที่มีนิสัยดีคนหนึ่ง แม้ว่าเธอจะเป็นหัวหน้าของพวกเขาแต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหวังอำนาจดีแต่ชี้นิ้วสั่ง หลายสิ่งหลายอย่างเธอนั้นทำร่วมกับพวกเขา จนทำเอาไพน์และคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในสลัมรู้สึกผิดขึ้นมาที่นำเธอไปรวมกับพวกอันธพาลเหล่านั้น และรู้สึกเสียดายที่คนดีๆ แบบนี้ต้องมาเกี่ยวข้องกับอันธพาลเหล่านั้นด้วย และมันทำให้ไพน์กล้าที่จะขอร้องเธอ

            ไพน์ได้พาอันนากับจูนมาที่บ้านที่ตอนนี้มีเพียงแค่มารดาที่นอนป่วยอยู่ เขาได้สังเกตการกระทำของอันนาตั้งแต่การจับตัวและหน้าผากลำคอ ขอให้แม่เขาอ้าปากกว้างๆ แล้วหยิบอุปกรณ์แปลกประหลาดทำการส่องไฟในปากของแม่เขา จากนั้นก็มีการถามข้อมูลต่างๆ เช่นป่วยมาได้กี่วันแล้ว มีอาการยังไงบ้าง ซึ่งเขาก็ตอบไปตามตรงแม้ในใจจะสงสัยว่าเธอจะถามเรื่องเหล่านี้ไปทำไม

            และเมื่อเขาตอบทุกสิ่งตามที่อันนาถามอันนาก็หยิบกล่องออกมาหนึ่งใบตามด้วยถุงกระดาษมาหนึ่งใบ แล้วเธอก็เขียนอะไรบางอย่างลงในถุงกระดาษ แต่เหมือนจะเอะใจอะไรได้จึงถามเขาว่าเขาอ่านหนังสือออกไหม ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องส่ายหน้าด้วยความอาย ในวินาทีนั้นเขารู้สึกกลุ้มใจที่ถูกถามอย่างนั้นและกลัวว่าอีกฝ่ายจะเลิกจ้างเพราะเขาไม่รู้หนังสือ แต่ปรากฏว่าเธอเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะบอกเขาว่า ยานี้ควรกินยังไงและควรให้ผู้ป่วยทำตัวยังไงก่อนจะเปิดกล่องแล้วหยิบยาลูกกลอนที่เขาไม่เคยเห็นมาจำนวนหนึ่งไปถึงกระดาษยื่นให้เขา และเมื่อเขารับมาจากนั้นเธอก็หยิบเหรียญทองแดงออกมา 10 เหรียญส่งให้เขา พร้อมกับบอกว่านี่คือค่าแรงที่จะจ่ายล่วงหน้าซึ่งหลังจากนั้นเธอจะหักจากค่าแรงเขา 10 วันวันละ 1 เหรียญทองแดง แล้วก็บอกให้เขานำเงินนี้ไปซื้ออาหารให้แม่เขากินเพราะว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับอาหาร จากนั้นทั้งจูนและอันนาก็กล่าวอำลาไม่บอกให้เขาไม่ต้องกังวลถ้างั้นบอกด้วยว่าเจอกันที่โรงพยาบาลพรุ่งนี้ก่อนจะพากันเดินจากไป

            ไพน์ยืนงงอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหนตอนที่ทั้งสองคนตกลงว่าจะช่วยมาดูแม่เขาให้ ในใจก็เต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้รับโพชั่นมารักษาอาการป่วย แต่เขาไม่นึกเลยว่าจะได้ยาประหลาดที่ต้องกินตามเวลาและต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะหายแบบนี้ ในใจรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกแต่ตัวเขาก็เหมือนคนจมน้ำ อะไรที่คว้าได้ก็ต้องคว้าไว้ก่อน เขาก้มมองถุงกระดาษที่มียาหลายเม็ดอยู่ในนั้น แล้วก็ถอนหายใจออกมาหวังว่ายาเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการป่วยให้แม่เขาได้

            จูนกับอันนาเดินคู่กันกลับไปที่บ้านของเจค ความจริงแล้วจูนอยากกลับไปทานข้าวกับพ่อ แต่อันนาอยากจะชวนเธอมาทานมื้อเย็นด้วยกัน ทั้งสองคนนั้นรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เกี่ยวกับประสิทธิภาพของตัวยานั้นพวกเธอก็เคยลองกันไปหมดแล้วโดยเฉพาะจูนที่พบว่ายานี้มันช่วยรักษาพ่อเธอจากอาการป่วยได้ และเมื่อเธอได้ลองผลิตมันดูก็พบว่าแม้จะยุ่งยากแต่ก็มีข้อดีตรงที่ไม่ว่าใครก็สร้างมันได้ ขอแค่มีอุปกรณ์และรู้วิธีการ และด้วยต้นทุนที่ถูกทำให้มันสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดายและมันจะช่วยผู้คนได้อีกเยอะ ถ้าเป็นคนที่มีฐานะอาจจะมองยาเหล่านี้ด้วยสายตาที่ดูถูกแต่ด้วยความที่ทั้งสองคนเป็นคนที่อาศัยอยู่ในสลัมพวกเธอต่างเชื่อว่ายาพวกนี้นี่แหละมีทางออกสำหรับคนที่ไม่มีเงินทองมากมาย

            “นี่อันนา” เป็นจูนที่พูดขึ้น

            อันนามามองจูนที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเพื่อนซี้ของเธอเรียบร้อย ได้ยินถึงจูนพูดพร้อมกับทำหน้าเหมือนนึกถึงอะไรบางอย่างในอดีต

            “ตอนที่ฉันได้เห็นใบหน้าของเขาฉันก็นึกถึงตัวฉันเองในวันนั้นเลยนะ”

            “วันนั้น?”

            จูนพยักหน้าก่อนจะตอบว่า

            “มันเป็นวันที่ฉันรู้สึกอับจนหนทางเพราะพ่อที่ป่วยอยู่และฉันก็ไม่มีเงินซื้อโพชั่น ถึงขนาดที่ฉันกู้เงินมาจากดอน โกเบอร์แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นโพชั่นปลอมที่รักษาอาการป่วยของพ่อไม่ได้ ตอนนั้นฉันรู้สึกสิ้นหวังไปหมดทุกอย่าง แล้วก็ได้จะถามตัวเองในใจว่าทำไมฉันถึงต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่เธอรู้ไหมอยู่ๆ เขาก็มาเคาะประตูอยู่หน้าบ้านเหมือนฉัน”

            “เขา?”

            “ก็จะใครซะอีกล่ะก็เจ้าชายตัวปัญหาให้ทำตัวไม่เหมือนเจ้าชายของพวกเราไงล่ะ เจ้าชายขยะที่ใครๆ ก็พากันหัวเราะเยาะและดูถูก เรื่องของเขากลายเป็นเรื่องตลกที่ใครๆ ก็พูดกัน และฉันในตอนนั้นก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นเจ้าชายเพราะฉันที่กำลังสิ้นหวังสุดขีดได้เปิดประตูด่าเขาไป”

            อันนาทำหน้าเหลือเชื่อ

            “ที่เธอด่าเขา?”

            จูนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเราก็ยิ้มออกมา

            “ใช่ฉันด่าเขาแต่เธอรู้ไหมทันทีที่ฉันเห็นการแต่งกายของเขา วินาทีนั้นฉันเห็นกลับกลัวสุดขีด แม้แต่ลิงยังมองออกเลยว่าเด็กคนนี้ต้องมีความเป็นมาไม่ธรรมดา แต่เขากลับยิ้มให้ฉันทั้งยังพูดกับฉันอย่างสุภาพ จากนั้นเขาก็สอนฉันดูนาฬิกาโดยใช้แสงแดด สอนฉันจัดเวลาให้พ่อทานยาตามเวลาข้างในจำนวนหนึ่งเพื่อให้ฉันนำไปซื้ออาหารให้พ่อ และข้อเสนอที่เขายื่นให้ฉันที่แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจแต่ฉันก็ตกลง”

            “ข้อเสนอ? เจ้าชายทรงยื่นข้อเสนอให้เธอเหรอ” อันนารู้สึกแปลกใจแม้ว่าในตอนนี้ทั้งตัวเธอเจคและคนอื่นในแก๊งจะรู้สึกโอเคกับสิ่งที่ทำจากคำสั่งของเออร์วิน ทั้งการเรียนรู้งานช่างโดยไม่ต้องพึ่งเวทย์มนต์ การฝึกศิลปะการต่อสู้ เราตื่นมาวิ่งตอนเช้าและตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นวิ่งปาร์กัว ทว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมาจากการถูกข่มขู่และคำสั่ง เธอจึงรู้สึกแตกต่างกับจูนที่เป็นลักษณะของการยื่นข้อเสนอ

            จูนพยักหน้าก่อนจะตอบว่า

            “เจ้าชายทรงยื่นข้อเสนอว่าถ้าพ่อทานยานี้แล้วหายป่วย ขอให้ฉันไปหาเขาที่บ้านของเจคในตอนกลางวันเราก็ทำตามที่เขาสั่ง พูดตามตรงเลยตอนนั้นฉันก็สงสัยว่าเขาจะให้ฉันทำอะไรกันแน่ แต่ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกฉันจึงตอบตกลง มาลองนึกดูตัวฉันในตอนนั้นก็คล้ายๆ กับไพน์ที่รับยาแอสไพรินบางอย่างงงๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่าแต่มันก็ไปฟางเส้นสุดท้ายที่เหลืออยู่”

            อันนาไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับจูน แต่การที่เธอได้พบว่าพ่อของจูนนั้นยังสบายดีอยู่ก็บ่งบอกได้ว่า ยาแอสไพรินได้ผลดีและพ่อขของจูนก็หายป่วยเพราะยานั้นเป็นที่เรียบร้อย อันนาจึงยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าเป็นอย่างนั้นยาเหล่านี้ก็คงจะช่วยชีวิตคนที่ไม่มีเงินทองมากมายได้อีกเยอะเลยนะ”

            จูนพยักหน้าเห็นด้วยและทั้งสองก็เดินทางกลับไปที่บ้านของเจค

            ทว่าเมื่อพบเธอถึงหน้าบ้านกลับต้องชะงักเมื่อพบเห็นผู้คนมากมาย ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพวกลูกน้องของเจค คนที่บอกว่าเป็นนักเดินทางอย่างพวกคาทาริน่า หรือเด็กผู้หญิงขี้อายที่มองจากดวงจันทร์ก็ยังมองออกว่าเธอแอบชอบเออร์วิน รวมถึงอัศวิน สองคนอย่างออกัสกับไลลาก็อยู่ด้วย ทันทีที่ทั้งสองคนได้เห็นกันมาของอัศวินทั้งสองเมื่อวานนี้ก็รู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจว่าพวกเขามาทำอะไร ทั้งรูปร่างก็เหมือนคนเป็นโรคขอบตาดำคล้ำใบหน้าไม่สดชื่น และยิ่งไม่เข้าใจเมื่อทั้งสองคนฝึกคนตามที่พวกเจคฝึกกันซึ่งพวกเธอก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ก็ได้แค่สงสัยแต่ไม่กล้าถาม

            และอีกคนที่ขาดไม่ได้ก็คือเออร์วินเจ้าชายที่ทั้งสองคนพึ่งจะพูดถึงกัน

            เออร์วินที่หันมาสังเกตทั้งสองคนก็ยิ้มให้เธอพร้อมกับชูไอติมแท่งที่ตอนนี้มีแท่งสีส้มกับแท่งสีแดงอยู่ในมือ

            “กลับมาแล้วหรอครับคุณจูนกับคุณอันนามากินไอติมเย็นๆ กันสิครับอร่อยนะครับแถมสดชื่นดีด้วย”

            จูนกับอันนานั้นรู้เรื่องที่เขาตั้งใจจะขายของในงานเทศกาลอยู่แล้ว แต่พวกเธอก็สงสัยในสิ่งที่เรียกว่าไอติมที่เด็กชายบอก เพราะสังเกตจากสีหน้าแต่ละคนที่ได้กินมันก็บ่งบอกได้ว่าพวกเขานั้นชอบมันไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเนียที่ตอนนี้ในมือข้างหนึ่งถือไอติมแท่งสีขาวอีกข้างนึงถือไอติมแท่งสีแดง สลับกันดูดซ้ายขวาอย่างเอร็ดอร่อย แต่ที่น่าแปลกก็คือเด็กหญิงเผ่ามารหูสัตว์ที่ชื่อว่าเดซี่ซึ่งตอนนี้ได้เป็นเพื่อนซี้อีกคนหนึ่งของเนียกับเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าอาบิเกลสองคนนี้แม้จะกินไอติมเหมือนคนอื่นๆ แต่หน้าตาเธอดูแล้วเหมือนคนไม่สบอารมณ์

            เจคเดินไปกินไอติมให้ทั้งสองคนอันนารับมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณ ในขณะที่จูนนั้นรับมาแล้วไม่พูดอะไรทำให้เจคต้องทำหน้าเจื่อน เมื่อทั้งสองคนด้วยกันไอติมก็ถึงกับต้องทำตาเป็นประกาย การที่ต้องทำงานมาเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วได้กินของเย็นๆ หวานๆ แบบนี้ เป็นอะไรที่สดชื่นไม่น้อย

            “ที่โรงพยาบาลวันนี้เป็นยังไงบ้างครับ” เออร์วินเดินมาถามพวกเธอ อันนาเป็นฝ่ายตอบว่า

            “ก็เหนื่อยอยู่ค่ะแต่ทุกคนก็ช่วยกันดีว่าแต่เจ้าชายคะ”

            “ครับ?”

            “ท่านนึกยังไงถึงให้พวกเราไปเป็นหัวหน้าของพวกเขาคะ คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่าพลังเวทย์ของพวกเรามันเทียบกับพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้”

            เออร์วินที่ได้ฟังก็ยิ้มก่อนจะตอบพวกเธอว่า

            “เพราะเทียบไม่ได้นั่นแหละครับผมถึงให้พวกคุณเป็นหัวหน้า”

            “ “เอ๊ะ?” ” อันนาอุทานออกมาจูนที่กำลังกินไอติมอยู่ก็ยืนฟังการสนทนาของทั้งคู่ก็อุทานด้วยด้วยความสงสัยเช่นกัน

            “เพราะผมต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นไงครับว่าพลังเวทย์ไม่ใช่ทุกอย่าง มนุษย์สามารถทำอะไรได้หลายอย่างโดยที่ไม่ต้องมีพลังเวทย์หรือเวทย์มนต์มันเกี่ยวข้อง และที่สำคัญคุณก็คงรู้ว่าพวกคนในโรงพยาบาลพวกนั้นไม่ได้มีความคิดที่จะรักษาคนอื่นหรือแม้แต่น้อย การให้คนใดคนหนึ่งในคนเหล่านั้นมาเป็นหัวหน้าผมว่าคงไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าไหร่ครับ”

            จูนกับอันนาพยักหน้า

            อีกด้านหนึ่งคาทาริน่ากำลังยืนกินไอติมแท่งสีแดงในขณะที่สายตาของเธอกำลังมองไปที่เด็กชายไม่วางตา เธอไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยเรื่องอะไรแต่นั้นสมองของเธอตอนนี้กำลังคิดหลายอย่าง เธอยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจเพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอได้รู้เกี่ยวกับเขามันทำให้เธอนึกถึงคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น แต่ทว่ามันก็ย้อนแย้งเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้เรเปียร์กับดาบทรงประหลาดที่เขาใช้ในคืนนั้นที่เห็นได้ชัดว่าไปคนละทาง ซึ่งไม่ว่าจะมองยังไงระยะเวลาการฝึกฝนก็ไม่ได้จะพอด้วยอายุเท่านี้ที่ฝึกอาวุธทั้งสองอย่างได้ แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอได้รู้เกี่ยวกับเขามันก็พาลให้เธออดใจไม่ได้จริงๆ ที่จะคิดว่าทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ทั้งของเล่นโจรสลัดเสียบถังที่ใช้เพียงแค่ระบบกลไกกับสลักโดยไม่ต้องมีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง หรือยังจะไอติมแท่งที่เธอได้กินในวันนี้แม้แต่เธอเองก็ยังรู้สึกทึ่งที่เขาสามารถเปลี่ยนนมให้กลายเป็นไอติมได้โดยที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์ และที่สำคัญเลยก็คืออันธพาลเหล่านี้รู้จักขีดเส้นตรงแนวตั้งกับวงรีแนวตั้งที่ค้นพบในเศษลูกแก้วความทรงจำของคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น

            “คิดว่ายังไงครับท่านคาทาริน่า” แบรดที่เหมือนจะรู้ว่าเธอคิดอะไรถามขึ้นขนาดมองไอติมแท่งในมือที่ตอนนี้เหลืออยู่ครึ่งแท่งด้วยความสนใจ

            คาทาริน่าทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “รอดูไปก่อนถ้าเขามีส่วนเกี่ยวข้องหรือถ้าเขาก็คือคนคนนั้นจริงเขาก็หนีไม่รอด แต่ไม่แน่อาจจะเป็นแค่ว่าพวกเราคิดไปเองก็ได้ ตอนนี้ให้เล่นรอสัญญาณจากแมลงเกาะชะตาเป็นหลัก”

            แบรดพยักหน้าแล้วหันไปมองเดซี่กับลูซี่ก่อนจะถามอีกว่า

            “แล้วพวกเธอล่ะครับจะปล่อยไว้อย่างนี้เหรอครับ”

            คาทาริน่าหันไปมองทั้งสองคนก่อนจะตอบว่า

            “รอดูไปก่อนว่าพระราชากับพวกเชื้อพระวงศ์ของเมืองนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่ามารไหมแล้วค่อยตัดสินใจ”

            แบรดพยักหน้าเข้าใจก่อนจะกินไอติมแท่งในมือต่อ


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน