ลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน

    ตอนที่ 42 เงินโบนัสประจำปี

         แต่แล้ว ความตื่นตระหนกทั้งหมดก็มลายหายไปเมื่อสายตาเพ่งมองจนเห็นอีกฝ่ายได้ถนัดตา ดวงตาของทหารคุ้มกันทอประกายวาบด้วยความดีใจ กลุ่มคนที่กำลังรุดหน้าเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นกองกำลังแห่งซิลเวอร์เรส ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจำใบหน้าของหนึ่งในทหารหน่วยตัวเองที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวก่อนหน้านี้ได้อย่างแม่นยำ

    อาร์วิน เธอา และเอ็ดการ์ รุดเข้ามาสมทบจนพร้อมหน้า ทันทีที่เห็นทหารคุ้มกันเดินเข้ามา ทั้งสามก็ไม่รอช้า รีบยิงคำถามถามถึงสถานการณ์ทันที

    ทหารนายนั้นละล่ำละลักรายงานเสียงดังแข่งกับเสียงหอบหายใจ “รายงานครับ! นี่คือขบวนรถม้าของบุคคลสำคัญที่เราได้รับภารกิจให้คุ้มครอง ส่วนกำลังพลที่เหลืออีกราวสี่ร้อยนายกำลังปักหลักสู้ตายอยู่ด้านหลังเพื่อถ่วงเวลาพวกมัน... พวกไล่ล่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพัน! ขอร้องเถอะครับ พวกท่านได้โปรดส่งกำลังเสริมไปช่วยพวกเราด้วย!”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาร์วินก็ตวัดเสียงสั่งการอย่างเฉียบขาด แบ่งทหารหนึ่งพันนายแยกย้ายไปหนุนช่วยแนวหลังทันที ส่วนอีกพันนายให้ตรึงกำลังคุ้มกันอยู่ที่นี่ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาจึงเดินตรงไปที่รถม้าคันหรู น้อมกายลงเอ่ยวาจากับบุคคลสำคัญที่อยู่ภายในด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น

    "ผู้น้อยอาร์วิน แบล็กวู้ด ผู้บัญชาการทหารแห่งซิลเวอร์เรส ได้รับคำสั่งโดยตรงจากท่านผู้ปกครองทริสตัน วินด์สเกล ให้มาต้อนรับและคุ้มครองท่าน ขอให้ท่านวางใจ... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราจะพาตัวท่านกลับสู่ซิลเวอร์เรสอย่างปลอดภัยแน่นอนครับ"

    เสียงใสกระจ่างเอ่ยตอบกลับมาด้วยความประหลาดใจประปนสงสัย “เอ๋... ท่านเป็นคนของตระกูลแบล็กวู้ดงั้นหรือ? เราขอให้ท่านพ่อส่งคนมาช่วยท่านพี่ก็จริง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะส่งสายเลือดแบล็กวู้ดมาด้วยตัวเอง”

    เหตุที่หญิงสาวประหลาดใจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในดินแดนวินด์สเกลแห่งนี้ ตระกูลแบล็กวู้ดคือตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากและขึ้นชื่อเรื่องการรักษาตัวเป็นกลางมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยเอนเอียงหรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือทายาทคนใดของราชาวินด์สเกลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น... หากความจำของนางไม่ผิดเพี้ยน ผู้นำตระกูลแบล็กวู้ดตอนนี้มีทายาทสายตรงเพียงคนเดียวเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายคนสำคัญคนนั้นจะถูกส่งตัวมาทำภารกิจให้กับพี่ชายของตนเช่นนี้ 

    “ใช่แล้วครับ... ผู้น้อยคือทายาทสายตรงของแบล็กวู้ด” ชายหนุ่มตอบรับพลางค้อมศีรษะลงอย่างสุภาพ “ผู้น้อยอาร์วิน แบล็กวู้ด ขอแสดงความเคารพต่อท่านหญิงฟิโอร่า วินด์สเกล ครับ”

    สิ้นประโยคของผู้นำทัพ เธอาและเอ็ดการ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลก็ก้าวเข้ามาทักทายและทำความเคารพหญิงสาวตามธรรมเนียมอย่างนอบน้อม

    ฟิโอร่ายิ้มหวานพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เราขอขอบใจพวกท่านทุกคนยิ่งนักที่รุดหน้ามาช่วยเหลือในยามวิกฤตเช่นนี้ เมื่อกลับถึงซิลเวอร์เรสอย่างปลอดภัยแล้ว เราจะทูลขอให้ท่านพี่ปูนบำเหน็จรางวัลแก่พวกท่านอย่างงาม”

    ทว่า เอ็ดการ์กลับค้อมกายลงต่ำแล้วรีบเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น “เรียนท่านหญิงฟิโอร่า... พวกเราทุกคนเพียงปฏิบัติตามหน้าที่อันพึงกระทำเท่านั้นหาได้หวังสิ่งตอบแทนอื่นใดไม่ รางวัลเพิ่มเติมเหล่านั้นจึงมิจำเป็นเลยครับ”

    อาร์วินและเธอาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างมีสีหน้านิ่งสงบ ทว่าแววตากลับฉายแววเห็นพ้องกับคำพูดของชายตรงหน้า หญิงสาวในรถม้าจับจ้องไปยังชายตรงหน้าคนนี้ นัยน์ตาคู่สวยทอประกายความสนใจขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่นางจะเอ่ยถามออกไป...

    “หากทำเช่นนั้น... มันจะไม่ดูใจดำเกินไปหน่อยหรือ ท่านเอ็ดการ์” น้ำเสียงหวานของฟิโอร่าเจือแววอาทร “พวกท่านและเหล่าทหารกล้าตรากตรำเดินทางมาช่วยเหลือเรา ท่ามกลางค่ำคืนที่ดึกดื่นและอันตรายถึงเพียงนี้ หากเราละเลยไม่มีสิ่งใดตอบแทนน้ำใจเลย พวกท่านจะไม่เสียกำลังใจกันแย่หรือ?”

    มุมปากของเอ็ดการ์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ทว่าน้ำเสียงยังคงราบเรียบหนักแน่น “ผู้น้อยกลับเห็นว่า การได้ทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถ คือเกียรติยศสูงสุดที่ทหารพึงกระทำอยู่แล้วครับ ส่วนเรื่องที่ว่าหากไร้รางวัลในทันทีแล้วจะบั่นทอนกำลังใจหรือไม่นั้น... ท่านหญิงโปรดวางใจได้ ที่ซิลเวอร์เรสตอนนี้ ทุกความดีความชอบและผลงานในสนามรบจะถูกจดบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปพิจารณามอบรางวัลใหญ่ในช่วงท้ายปี”

    ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนขยายความ “ท่านผู้ปกครองเรียกสิ่งนี้ว่า เงินโบนัสประจำปี มันคือเงินพิเศษที่หลั่งไหลมาจากหยาดเหงื่อและผลงานตลอดทั้งปีของพวกเรา นอกเหนือจากเบี้ยหวัดประจำเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว ใครทุ่มเทมากย่อมได้มากตามการพิจารณาของท่านผู้ปกครอง และจะถูกจ่ายปีละครั้งในทุกวันสิ้นปีครับ”

    ฟิโอร่าเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ความอบอุ่นและทึ่งในตัวพี่ชายผุดขึ้นมาในส่วนลึก ระบบที่ท่านพี่คิดค้นขึ้นมานี้ช่างเหนือชั้นกว่าที่ใครจะคาดคิด หากผู้ใดขยันขันแข็งและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อครบปีก็จะได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ระบบนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาขวัญกำลังใจของกองทัพ แต่ยังหล่อหลอมให้ทุกคนมีแรงผลักดันที่จะสร้างความดีความชอบอยู่ตลอดเวลา นับเป็นกลยุทธ์การปกครองที่ชาญฉลาดจนน่าเลื่อมใสยิ่งนัก

    กองกำลังม้าเร็วของศัตรูที่พึ่งเดินทางมาถึงพลันหน้าถอดสี เมื่อเห็นจำนวนทหารข้าศึกที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น ด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าราวฟ้ากับเหว พวกเขาตระหนักทันทีว่าไม่มีทางต่อกรได้ จึงรีบชักม้าถอยร่นหวังกลับไปสมทบกับทัพใหญ่ 

    ทว่าโชคร้ายกลับไปประจันหน้ากับหน่วยลาดตระเวนเก็บตกของฝ่ายซิลเวอร์เรสเข้าอย่างจัง การปะทะอันสิ้นหวังระเบิดขึ้นทันที... คมดาบเชือดเฉือนจนเลือดนองพื้น สุดท้ายมีเพียงแปดชีวิตที่รอดจากคมดาบ นอกนั้นกลายเป็นซากศพเฝ้าป่า ส่วนผู้รอดชีวิตที่เหลือทั้งแปดต่างถูกพันธนาการตกเป็นเชลยศึกอย่างหมดสภาพ

    ผ่านไปไม่นาน ทหารที่ถูกส่งไปหนุนช่วยก็รุดกลับมารายงานผลการศึกแก่อาร์วิน แม้จะคว้าชัยชนะมาได้ ทว่าแววตาของผู้รายงานกลับฉายแววเศร้าหมอง

    “เรียนท่านผู้บัญชาการ... ฝ่ายเราสูญเสียทหารกล้าไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนายครับ ส่วนกองกำลังศัตรูถูกเด็ดชีพในสนามรบถึงเก้าร้อยสิบสี่นาย และที่เหลืออีกหนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ดชีวิตถูกจับกุมเป็นเชลยศึกทั้งหมดครับ”

    หัวหน้าหน่วยข่าวกรองในชุดผ้าคลุมปิดบังใบหน้า เหลือทิ้งไว้เพียงดวงตาคู่คมกริบ เดินตรงเข้ามาสมทบกับกลุ่มของอาร์วิน เขาค้อมตัวลงทำความเคารพฟิโอร่าอย่างสำรวม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

    “ผู้น้อยขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ท่านหญิงแคล้วคลาดปลอดภัยในครั้งนี้ นับเป็นบุญของผู้น้อยที่ไม่ทำให้ท่านผู้ปกครองทริสตันต้องผิดหวังในตัวของพวกเรา”

    ฟิโอร่าพยักหน้าตอบรับพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “เราเองก็ต้องขอบคุณท่าน และทหารทุกคนที่คอยทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเราอย่างสุดความสามารถตลอดการเดินทางในครั้งนี้”

    อาร์วิน เธอา และเอ็ดการ์ ต่างลอบสบตากันด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามีโอกาสได้เผชิญหน้ากับบุคคลในเงามืดผู้นี้อย่างใกล้ชิด ทว่ายังไม่ทันที่ความสงสัยจะคลี่คลาย ชายใต้ผ้าคลุมที่จับกระแสสายตาของทั้งสามได้ก็เอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

    "กระผมยินดียิ่งนักที่ได้พบพวกท่านทั้งสามคน... ขออภัยที่ต้องแนะนำตัวในสภาพเช่นนี้ กระผมมีนามแฝงว่า จีสี่สิบสอง เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งซิลเวอร์เรส"

    คำว่า จีสี่สิบสอง ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ นัยน์ตาของคนทั้งสามเบิกกว้างด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเก่า ซึ่งอาการเหล่านั้นก็มิอาจเล็ดลอดสายตาของยอดสายลับไปได้ ชายปริศนาคล้ายจะอ่านความคิดของพวกเขาออก เขาจึงเอ่ยเสริมขึ้นมาทันที...

    “นาม จีสี่สิบสอง นี้ เป็นเพียงรหัสเรียกขานที่ท่านผู้ปกครองประทานให้ใช้ยามติดต่อกับภายนอกครับ” ชายใต้ผ้าคลุมเอ่ยกลั้วหัวเราะน้อย ๆ “ส่วนนามจริงและหน้าตาของกระผมนั้นถือเป็นความลับขั้นสูงสุดที่มีเพียงท่านผู้ปกครองเท่านั้นที่ทรงทราบ”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนก็คลายความสงสัยลงพลางเอ่ยทักทายตอบกลับด้วยท่าทีที่เป็นกันเองทว่ายังคงไว้ซึ่งความเคารพ 

    ฟิโอร่าที่ลอบมองเหตุการณ์อยู่ภายในรถม้าถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เธอจำได้ดีว่าตอนที่พบบุรุษลึกลับผู้นี้เป็นครั้งแรก และเขาแนะนำตัวด้วยรหัสพิลึกพิลั่นแบบนี้ นางก็มีสีหน้าเหวอเหวอและสงสัยไม่ต่างจากพวกอาร์วินในตอนนี้เลย... คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพี่ชายของนางจะสรรหาชื่อรหัสที่แปลกประหลาดหลุดโลกเช่นนี้มาตั้งให้หัวหน้าหน่วยกรองของตนเองได้

    จีสี่สิบสองทอดสายตามองทั้งสามผ่านช่องว่างของผ้าคลุม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรามาเข้าเรื่องสำคัญกันก่อน... สำหรับพวกเชลยศึกเหล่านี้ พวกท่านคิดจะจัดการอย่างไรต่อไป ควรจับตัวไปคุมขังทั้งหมดเพื่อรอรับบัญชาจากท่านผู้ปกครองก่อนดีหรือไม่?”

    คำถามนั้นทำให้อาร์วินนิ่งงันไป แววตาของเขาฉายแววลังเลและครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะหันไปโยนหินถามทางกับสหายร่วมรบ “ท่านเอ็ดการ์ ท่านเธอา... พวกท่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?”

    เธอาขมวดคิ้วมุ่น นิ่งเงียบเพื่อชั่งน้ำหนักในใจอยู่นานโข ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ข้าเห็นว่าทำตามที่ท่านจีสี่สิบสองเสนอมาก็ไม่เลวเหมือนกัน ควบคุมตัวพวกมันไว้ก่อน แล้วค่อยส่งม้าเร็วไปทูลถามท่านผู้ปกครอง ว่าจะทรงจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรต่อไป”

    ทว่า เอ็ดการ์กลับส่ายหน้าช้า ๆ นัยน์ตาคมกริบฉายแววเย็นชาขณะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “ผมคิดว่าเราควรเลือกคัดไว้เฉพาะคนระดับหัวหน้าเพื่อใช้รีดข้อมูลพวกมัน ส่วนพวกที่เหลือ... สู้จัดการปลิดชีพพวกมันทิ้งเสียตั้งแต่ที่นี่เลยดีกว่าครับ”

    คำพูดอันโหดร้ายเฉียบขาดทำให้อาร์วิน เธอา และจีสี่สิบสอง หันสายตากลับมามองทหารหนุ่มเป็นตาเดียวด้วยความประหลาดใจ แม้แต่ฟิโอร่าที่ฟังอยู่ภายในรถม้าก็ยังรู้สึกสะดุดใจ นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องร่างของเอ็ดการ์ด้วยความสนใจที่มากขึ้น ก่อนที่เธอจะเปิดม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าจริงจัง

    “เพราะเหตุใดท่านเอ็ดการ์จึงเสนอหนทางที่ไร้ความปรานีเช่นนี้ออกมาหรือคะ... พอจะบอกเหตุผลให้พวกเราฟังหน่อยได้หรือไม่?”

    ชายหนุ่มรับรู้ถึงสายตาทั้งสี่คู่ที่จับจ้องมา เขายิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะแจกแจงเหตุผลด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

    “พวกท่านลองพิจารณาดูเถิด... เชลยกลุ่มนี้ไม่มีค่าพอให้เราเหลียวแลด้วยซ้ำ จะดึงมาเป็นพวกก็ไม่ได้ เพราะพันธนาการของพวกมัน ทั้งครอบครัวและทรัพย์สินต่างอยู่ในกำมือของนายเหนือหัวฝั่งโน้นหมดแล้ว 

    ทั้งการพาคนร้อยกว่าคนเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรกลับซิลเวอร์เรส มีแต่จะรั้งให้เราช้าลงและสูญเสียกำลังคุ้มกันไปโดยเปล่าประโยชน์ เชื่อเถอะ ถึงจะดึงดันพาพวกมันกลับไป สุดท้ายคำสั่งชี้ขาดจากท่านผู้ปกครองก็คือการประหารพวกมันทั้งหมดอยู่ดี ถ้าเช่นนั้น... เหตุใดเราไม่จัดการล้างบางพวกมันเสียตั้งแต่ที่นี่ เพื่อให้จบเรื่องจบราวไปล่ะครับ?”

    รอยยิ้มกว้างแต่งแต้มบนใบหน้าคมสัน ทว่าแววตาของเขากลับสวนทาง มันช่างมืดมิด ว่างเปล่า และเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

    คล้ายกับเรื่องลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน ที่คุณอ่าน