ณ หมู่บ้านชนบทชายขอบเขตแดนของประเทศดีอาดูเอล ชาวบ้านต่างอาศัยกันอยู่ด้วยความสงบสุขและความกลมเกลียว เพราะพวกเขาต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน
แต่ความสงบสุขก็พังลง เมื่อพวกเขาถูกปล่อยทิ้งให้ต้องเผชิญกับ สัตว์วิเศษดุร้าย ที่คอยมาก่อกวนพวกเขา และป้วนเปี้ยนไปมาอยู่รอบๆ หมู่บ้าน
ทุกค่ำคืนพวกเขาต้องปิดบ้านอย่างสนิทมิดชิด เพื่อป้องกันตัวจากสัตว์วิเศษดุร้ายสายพันธุ์ต่างๆ บ้างวันก็เป็จระเข้ที่มีครีบหลังแหลมดังมีดและขาที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเพราะเรียวยาวกว่าปกติ
บ้างค่ำคืนก็หมาป่าพิษสีเขียว ที่เขามาดมกลิ่นตามบ้านของพวกชาวบ้านเขาโดยไม่ได้ทำอะไรเลย
พวกเขาต่างทนอาศัยอยู่ด้วยความกลัวที่ไม่รู้เลยว่าวันไหนมันจะพังบ้านเข้ามาทำร้ายพวกเขา… แต่แล้ววันนั้นมันก็เกิดขึ้น
… ด้วยความที่เป็หมู่บ้านชนบทเล็กๆ พวกเขาต่างรู้จักกันหมดและสนิทสนมกลมเกลียวกัน และช่วยกันเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นกับเหตุการณ์ต่างๆมาได้มากมาย แต่แล้วเมื่อตื่นมาเจอกับบ้านที่พังเสียหาย
พวกเขาก็รีบช่วยกัน เข้าไปหาครอบครัวเ้าของบ้าน …แต่กลับไม่พบ ศพหรือชิ้นส่วนอยู่เลย ชาวบ้านต่างหวาดผวา ที่คิดว่าครอบครัวนั้นคงจะโดนกินไปแล้ว
.
“พวกเราคือบุตรของฟินน์ ไม่มีเทพองค์ไหน จะเป็ห่วงเราเท่าท่านฟินน์อีกแล้ว มีเพียงท่านฟินน์เท่านั้นที่จะปกป้องเราได้”
ท่ามกลางความหวาดผวาของชาวบ้าน ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีขาว ที่เพิ่งเข้ามาซื้อโบสถ์เก่าของหมู่บ้านเพื่อเผยแผ่ศาสนาของตน เสียงเผยแผ่ศาสนาของเขาที่ไม่ได้ดูเวล่ำเวลา และสถานการณ์ความหวาดผวาของผู้คน มันก็สร้างความโมโหโกธาให้กับหนึ่งในชายวัยกลางคนที่รวมตัวกันอยู่ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเข้าไปผลักชายหนุ่มจนกระเด็นล้มลงที่พื้น
“ไม่เห็นรึไงวะเพิ่งมีคนตายไป จะมาเผยแผ่ศาสนาอะไรตอนนี้”
“เออ…มึงจะไปไหนก็ไป๋”
ท่ามกลางเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่ขับไล่เขา เพราะเห็นด้วยกับการกระทำของชายวัยกลางคนที่เข้าไปผลักชายหนุ่ม แต่ชายหนุ่มนักบวชกลับไม่ได้โกรธเคืองอะไรพวกเขาเลย เขาค่อยๆ พยุงตัวเองยืนขึ้นก่อนที่จะปัดฝุ่น ที่ติดอยู่ตามตัวและก้นของตัวเองออก พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้กับพวกเขา
“พวกคุณไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ครอบครัวบ้านหลังนั้นพวกเขาไม่ได้เป็อะไร เมื่อคืนกลอนประตูพวกเขาเสีย พวกเขาเลยไปขออาศัยอยู่ที่โบสถ์ของผม… พวกเขาปลอดภัยดีครับ”
เสียงพูดแ่เบา และอบอุ่นของชายนักบวช ได้แทรกผ่านเสียงก่นด่าและเข้าหูชาวบ้านเ่าั้อย่างง่ายดาย จนพวกเขาหยุดด่าลง และมองมาที่ชายนักบวชด้วยความสงสัย ก่อนที่ครอบครัวเ้าของบ้านที่พังทลายจนเหลือแต่ซาก จะรีบวิ่งมาเพื่อห้ามพวกเขาพร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูก
“พวกฉันไม่ได้เป็อะไรจริงๆ ท่านนักบวชอินเข้าช่วยให้พวกฉันอาศัยเมื่อคืน ถะ… ถ้าไม่อย่างนั้นละก็”
ด้วยความร้อนรนที่เข้ามาปกป้องนักบวชที่เคยช่วยเขาไว้… ผู้เป็พ่อเมื่อมองเห็นสภาพบ้านของตนเองเขาก็รู้สึกหวาดผวาขึ้นมา และรีบหันไปมองชายนักบวช ด้วยความขอบคุณ
“ทะ..ทำไมบ้านเราเป็อย่างงี้เนี่ย…ขอบคุณท่านมากๆนะคะ ไม่งั้นพวกเราคงไม่ได้มีโอกาสมายืนอยู่ที่นี้แน่เลย”
พ่อแม่ลูกต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความวิตกกังวล เมื่อผู้เป็แม่ที่เดินช้าสุดเห็นสภาพบ้านของตัวเอง ก่อนที่พวกเขาจะพร้อมใจกันหันไปคุกเข่าขอบคุณให้ชายนักบวช
เมื่อเห็นทั้งครอบครัวคุกเข่าลงขอบคุณเขา ชายนักบวช ก็ทำเพียงแต่ยิ้มแย้ม และพยักหน้ารับคำขอบคุณของพวกเขา ก่อนที่จะรีบพยุงครอบครัวนั้นให้ยืนขึ้น และเดินเผยแผ่ศาสนาของตนต่อไป
“เทียน่าาาาา”
เมื่อนักบวชหนุ่มเดินเข้าโบสที่ดูทรุดโสมของเขาก็ได้ะโเรียกชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมา จนหญิงสาวเ้าของชื่อที่สูงกว่า190cm จะเดินมาหาเขา
“มีอะไรหรอคะ ท่านอิน”
“เดียวเราต้องเตรียมยาวิเศษไว้ให้พร้อมนะ ผมจะเริ่มให้มีคนาเ็บ้างแล้ว พวกเขาคงต้องมารักษาตัวกันที่นี้ เราจะพูดคุยแผนการของเราได้ลำบากขึ้น วันนี้พวกเราต้องพูดคุยตระเตรียมกันให้พร้อม”
“ได้ค่ะ วันนี้ฉันจะกรอกยาวิเศษเตรียมไว้ให้ แล้วฉันต้องทำอะไรอีกไหมคะหรือจะให้ฉันเป็คนเอายาพวกนั้นไปแจก”
“ไม่ต้องๆ เธอไปช่วยคุยกับซายะให้หน่อยว่าเธอต้องเป็คนไปแจกยาวิเศษ เธอยังไม่หายโกรธผมเลยตอนนี้คงไม่ฟังผม”
“ได้ค่ะ เดียวฉันไปคุยกับซายะให้…ว่าแต่ท่านวายละคะ ท่านพึ่งโทรมาบ่นเื่ที่ท่านอินให้ไปกลางเต็นท์ริมถนนร้อนๆ อยู่เลย”
“ฝากโทรกลับไปบอกวายกับซินซินทีว่าจะเริ่มแผนการแล้ว แต่คงใช้เวลาหลายวัน ช่วยจับตาดูไปก่อนว่ามียานเหาะของทางการหรือพวกนักข่าวมาทำข่าวไหม จะได้สกัดได้ทัน … แล้วอีกอย่าง พวกเขาเป็ตัวเอกของแผนการนี้บอกให้ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ”
“ได้ค่ะ”
"เดียวๆ อีกเื่หนึ่งเอาชุดที่ฉันใส่ไปพังบ้านเมื่อคืนไปซ่อนดีๆนะ เศษปูนเต็มไปหมดเลยเดียวคนสงสัย"
ถึงแม้ว่าศพแรกของหมู่บ้านจะไม่ได้เกิดขึ้น แต่คืนแล้วคืนเล่าหลังจากงั้น เหล่าสัตว์วิเศษที่ดุร้ายมันก็แวะเวียนกันมาเรื่อยๆ มากขึ้นทุกวัน บางวันก็เป็เพียงแค่จิงจกั์ที่ผ่านมาจ้องมองพวกเขาเล่น แต่บางวันกลับเป็ลิงจ๋อตัวเล็ก ที่มีเล็บแหลมคม…คมถึงขนาดสามารถทำลายกระจกบ้านและเข้าไปทำร้ายครอบครัวภายในนั้นได้
เมื่อมีผู้าเ็เกิดขึ้น ความคิดที่จะรอให้สัตว์วิเศษดุร้าย เลิกสนใจหมู่บ้านนี้ไปเอง ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีอีกต่อไปชายชราหัวหน้าหมู่บ้านได้ตัดสินใจ ที่จะโทรไปแจ้ง ขอความช่วยเหลือจากทางการช่วยให้เขาส่งนักรบ มาช่วยเหลือหมู่บ้านของตน
แต่คืนแล้วคืนเล่าก็ยังไม่มีความช่วยเหลือมาถึง พวกเขาเริ่มมีคนาเ็มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งช่วยเหลือเดียวที่พวกเขาได้รับ ก็คือยาจากหญิงสาวตัวเล็กผู้ช่วยนักบวชที่นักบวชได้สั่งให้เอายามาแจกจ่ายชาวบ้านที่าเ็ และเป็เพียงสิ่งเดียวที่คอยช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดมาได้
เมื่อเวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งอาทิตย์ และยังไม่มีการช่วยเหลือจากทางการ วันคืนที่ชาวบ้านต่างมองรอยานเหาะที่จะพาเหล่านักรบมาช่วยเหลือ กับเหลือน้อยลงทุกวัน...ทุกวัน
บางคนก็ทนาเ็และรักษาตัวอยู่ที่โบสถ์แห่งเดียวของหมู่บ้าน ที่พวกเขาเคยเกลียดชัง
บางคนก็เลือกที่จะหนี ไปอยู่ที่อื่นก่อนชั่วคราว
แต่ความเชื่อและความผูกพันต่อถิ่นฐานของตน กลับทำให้มีผู้คนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะตายอยู่ที่หมู่บ้านของตนเอง และเมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ พวกเขาแต่ละคนก็เริ่มเข้าหานักบวชหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเข้าไปนั่งฟังคำสอนของเขา ที่เป็คนมอบความช่วยเหลือเดียวที่พวกเขาได้รับ
เพราะนักบวชท่านนี้ที่มาพร้อมกับยาวิเศษของตน ที่ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น ทั้งๆที่าแที่พวกเขาได้รับจากสัตว์วิเศษดุร้ายต่างๆ มันช่างดูน่ากลัวเหลือเกิน
ความศรัทธาต่อชาวบ้านเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนโบสถ์ที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกัน และช่วยกันทำงานต่างๆ รวมถึงสร้างอุปกรณ์ป้องกันรอบล้อมโบสถ์ไว้ ก่อนที่เมื่อถึงเวลากลางคืนพวกเขาจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เพื่อกันสัตว์ร้ายที่ทุกวัน มันยิ่งจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งคืนนี้ที่มาถึง คืนที่เสียงสัตว์ดุร้าย คำรามและร้องเสียงที่น่ากลัวของมันออกมา เสียงเ่าั้มันมากมายเหลือเกิน จนทำให้เาาวบ้านทุกคนต่างตื่น ขึ้นมากลางดึก และกอดกันแน่นด้วยความกลัว
ก่อนที่เมื่อพวกเขามองขึ้นไปบนฟ้า จะได้ยินเสียงคำรามจากเหล่า อีแร้งวิเศษั์ที่มารอกินซากศพ อีกทั้งเสือที่ติดปีกบินไปมาและเหยี่ยวไฟที่ส่องแสงไปทั่ว รวมถึงสัตว์วิเศษอื่นที่เขาโจมตีกันเองอยู่ภายในหมู่บ้าน จนเกิดเสียงดังของการห้ำหั่นกันของสัตว์ร้ายดังไปทั่ว
มันเป็ธรรมชาติที่เมื่อสัตว์ดุร้ายหลายสายพันธุ์ต่างๆ มาเจอกันจะเข้าห้ำหั่นกันเอง แต่สิ่งที่ไม่เป็ธรรมชาติเลยคือพวกดันมันมารวมกันอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้
ภาพที่ชาวบ้านต้องมาเห็นการต่อสู้กันของพวกมัน หูที่ต้องได้ยินเสียงคำรามน่ากลัวที่ดังไปทั่ว ภาพและเสียงเ่าั้มันยิ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับเหล่าชาวบ้าน
เพราะพวกเขาคงจะไม่ได้รับการยกเว้นจากพวกมัน
“ท่านฟินน์โปรดช่วยลูกด้วย ท่านฟินน์โปรดช่วยลูกด้วย”
ทำกลางความเงียบสงัดที่ชาวบ้านพยายาม ทำตัวไม่ให้เป็ที่สนใจของเหล่าสัตว์ดุร้าย นักบวชหนุ่มกับกางแขนของตัวเองออก และมองไปยังบนฟ้าเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือจากเทพของตน
แต่แทนที่การกระทำของเขาจะสร้างความโมโหให้กับชาวบ้าน ด้วยความดีของนักบวชที่ผ่านมาทำให้เาาวบ้านเลือกที่จะกางแขนตามนักบวช และมองไปบนฟ้าเพื่อเรียกร้องหาเทพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านฟินน์โปรดช่วยลูกด้วย ท่านฟินน์โปรดช่วยลูกด้วย”
เสียงร้องของชาวบ้านที่พร้อมเพรียงกันตามนักบวชที่ตนเคารพ ได้ส่งเสียงก้องไปทั่วโดยที่ไม่ได้กลัวเหล่าสัตว์ร้ายเลย … และเสียงพวกเขายิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อเห็นแสงสีขาวค่อยๆ ลอยลงมาจากบนฟ้า