ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ลานนั่งพักของท่าเรือหลักเหนือภพมานั่งรอทุกคนที่นี่ เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลานัดหมายขึ้นเรือตามที่หัวหน้าไทเคยบอกเอาไว้ ระหว่างรอเหนือภพก็ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขานำชุดผจญภัยสีกากีอีกชุดออกมาเพื่อทำการปรับแต่งเล็กน้อยฉับ ฉับ ฉับเสียงขวานสับหนังสัตว์อสูรแรดดำดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง ไม่นานหนังแรดดำก็ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นๆโดยมีรูปร่างแตกต่างกันไปเหนือภพนำอุปกรณ์ตัดเย็บที่เขาพกมาด้วยนั้น นำมาบรรจงเย็บหนังแรดดำติดกับชุดผจญภัยของเขาทีละชิ้น เริ่มจากชิ้นใหญ่ติดที่หน้าอกเสื้อและด้านหลัง ชิ้นเล็กๆ เย็บติดที่ต้นขาและหน้าแข้งทั้งสองข้างของกางเกง แค่นี้เขาก็มีชุดที่เหมาะสำหรับการต่อสู้แล้ว แม้ฝีมือการเย็บของเขาจะไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับใช้ได้‘ใส่เกราะเพิ่มชุดเดียวก็พอ ส่วนชุดนี้เอาไว้ใส่ทำงานก็แล้วกัน’หลังเสร็จกระบวนปรับแต่งชุด เหนือภพก็เห็นเศษหนังแรดดำชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอยู่บนพื้น ทันใดนั้นเขาก็เกิดความรู้สึกยอมไม่ได้ขึ้นมาในจิตใจใช้เวลาเพียงไม่นานเหนือภพก็เย็บกระเป๋าสะพายหลังเล็กๆจากเศษหนังแรดดำได้สำเร็จ กระเป๋าหนังสุดเหนียวนี่แหละ จะเป็นกระเป๋าใส่เงินที่เขาสามารถพกติดตัวได้ตลอดเวลา
ไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นเหนือฟ้า มีนา และพยัคฆ์คีรีก็เดินมาสมทบกับเหนือภพที่ท่าเรือ“พี่ภพ ดูนี่สิคะ สวยมั๊ย”เหนือฟ้าร้องทักเหนือภพอย่างอารมณ์ดี ในอ้อมแขนของเธอมีช่อดอกไม้บานสะพรั่ง สีสันสวยงามละลานตาไปหมด พวกมันแย่งกันส่งกลิ่นหอมโชยมาจนเหนือภพถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะคุกเข่าลงมองน้องสาวด้วยแววตาอบอุ่น สายตาเหลือบมองดอกไม้ประหลาดที่ไม่รู้จักชื่อ“เจ้านี่มันคือดอกไม้อะไร พี่ไม่เคยเห็นมาก่อน”“นี่ดอกลิลลี่ นี่ดอกโบตั๋น นี่ดอกบัตเตอร์คัพ และนี่ก็ดอกทานตะวันค่ะ สวยใช่ม้า พี่มีนาซื้อให้ พี่มีนาบอกว่ามันเข้ากับหนูที่สุดเลย ตอนแรกหนูว่าจะซื้อดอกไม้มาฝากพี่ด้วย แต่พี่มีนาบอกว่าดอกไม้กับพี่มันไม่เข้ากัน”ท่าทางร่าเริงของเหนือฟ้า ทำให้เหนือภพรู้สึกดี เขาพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณมีนา ก่อนยื่นห่อเสื้อผ้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่เขาซื้อมาให้กับน้องสาว“มันคืออะไรคะ”เหนือฟ้าถามอย่างสงสัย ขณะพยายามแกะห่อผ้าที่ถูกห่ออย่างมิดชิด แต่เมื่อเธอเห็นของที่อยู่ด้านใน เธอก็ต้องตกตะลึงพลางมองไปยังพี่ชายที่ยังคงส่งยิ้มมาให้เธออย่างอบอุ่นเหนือฟ้าทำหน้าบึ้ง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลแวววาวไปด้วยน้ำตาที่กำลังเอ่อล้น“ใครอยากได้ของพวกนี้กัน”เหนือภพยิ้มก่อนจะพูดแกล้งออกไปว่า“งั้นพี่เอาคืนดีกว่า”พอเหนือฟ้าได้ยินแบบนั้น เธอก็รีบตะครุบกอดห่อผ้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว“หนูไม่ได้อยากได้หรอกนะ แต่เห็นแก่น้ำใจของพี่ หนูจะรับเอาไว้ก็ได้”“หรอ ฮ่าๆๆ”เหนือฟ้าเธอรู้ดี ที่พี่เธอหายไปตั้งนานคงพยายามอย่างมากที่จะซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ให้เธอ แม้ว่าเธอจะแสดงออกด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจ แต่ภายในใจเธอกลับปฏิญาณกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่า สักวันพี่ชายเธอต้องไม่ลำบากอีก เธอจะทำให้พี่ชายอยู่อย่างสุขสบายภาพความรักระหว่างสองพี่น้อง ทำให้มีนากับพยัคฆ์คีรีที่เฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบๆนั้นรู้สึกอบอุ่นบางอย่างในใจ แม้มีนาจะมีน้องชาย แต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอและน้องนั้นค่อนข้างห่างเหิน ส่วนพยัคฆ์คีรีนั้น เขาเป็นลูกชายโทนของบ้านจึงไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน
ไม่นานนักหัวหน้าไทก็มาถึงพร้อมกับคนอื่นๆ“ตอนนี้มาครบกันรึยัง”“ยังครับหัวหน้า ขาดพลกับอรุณ”ฮันเตอร์ผู้ช่วยคนนึงตอบกลับ หลังจากตรวจนับจำนวนคนแล้ว“งั้นรึ ไม่เป็นไร ระหว่างรอนี้พวกเราก็ทยอยขนข้าวของขึ้นไปไว้บนเรือก่อน”“ครับ!”“ค่ะ!”“รับทราบ!”เรือโดยสารที่หัวหน้าไทจองเอาไว้ได้เข้าเทียบท่าแล้ว มันคือเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ‘เรือสมุทรสำราญ’ ขนาดลำเรือยาวกว่า 300 เมตร กว้างกว่า 40 เมตร ภายในเรือมีพื้นที่กว้างขวาง แบ่งออกเป็น 5 ชั้นชั้นที่ 1 ชั้นล่างสุดของเรือเป็นส่วนระบบกลไก และพื้นที่เก็บพัสดุนำส่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค หรือแม้แต่สัตว์สินค้าอย่างสัตว์อสูรบางประเภทชั้นที่ 2 และ3 ถัดขึ้นมาเป็นห้องพักของผู้โดยสารระดับธรรมดา สามารถรองรับคนได้สูงสุด 1,000 คน ความหรูหราหรือความเป็นส่วนตัวนั้นค่อนข้างมีน้อยชั้นที่ 4 เป็นส่วนอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ห้องอาบน้ำอุ่น โรงละครขนาดเล็ก ห้องพนันพร้อมสาวงาม แม้แต่สังเวียนการต่อสู้ก็ยังมีให้ได้ชมกันชั้นที่ 5 ชั้นบนสุดเป็นส่วนห้องพักของผู้โดยสารระดับพิเศษ สามารถรองรับคนได้สูงสุด 50 คน ห้องชุดในชั้นนี้มีความหรูหราอลังการมากที่สุด เหมาะสมกับลูกค้าระดับพิเศษที่กระเป๋าหนักเหนือชั้น 5 ขึ้นไปเป็นดาดฟ้าเปิดโล่ง เอาไว้รับลมทะเลเย็นสบาย พร้อมชมวิวธรรมชาติแสนสวย ดาดฟ้าเรือนี้จำกัดสิทธิ์ไว้สำหรับผู้โดยสารระดับพิเศษเท่านั้น
“เอาล่ะ ขนของไปหมดรึยัง”“หมดแล้วครับหัวหน้า”ทุกคนในกลุ่มยืนรอคำสั่งหัวหน้าไทอย่างตื่นเต้นที่สะพานเทียบเรือ ยังไม่ทันที่หัวหน้าไทจะได้พูดอะไรอีกก็พลันมีเสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากทางท่าเรือ“หัวหน้า รอพวกข้าด้วย!”“รอด้วย!”
“สองคนนั่นใครน่ะหัวหน้า”เหนือภพเอียงคอมองอย่างสงสัย ภาพตรงหน้าของเขาคือชาย 2 คนแต่งกายด้วยชุดแปลกประหลาดกำลังวิ่งตรงเข้ามาคนหนึ่งใส่ชุดเกราะสำหรับฮันเตอร์ มันทำมาจากหนังสัตว์อสูรหมีชนิดหนึ่ง ส่วนศีรษะของเขาสวมหัวกะโหลกสัตว์อสูรหมีตากแห้งส่วนอีกคนหนึ่งใส่ชุดเกราะสำหรับฮันเตอร์ที่ทำมาจากหนังสัตว์อสูรจิ้งจอกชนิดหนึ่ง และศีรษะของเขาก็สวมหัวกะโหลกสัตว์อสูรจิ้งจอกตากแห้งเช่นกัน แต่ตรงกางเกงด้านหลังก้นของเขากลับมีพวงหางสัตว์อสูรจิ้งจอกสีส้ม พวงใหญ่ติดอยู่ด้วยครึ่งคนครึ่งสัตว์อสูรวิ่งมาจนถึงกลุ่มของเหนือภพ ตลอดทั้งตัวถูกปกคลุมไปด้วยชุดเกราะ มองเห็นแววตาเพียงรำไรภายใต้หน้ากากหัวสัตว์อสูรนั้น
“อ้อ พวกเขานี่เอง อะไรกันนี่”หัวหน้าไทมีสีหน้าจดจำได้ว่าสองคนนั้นคือลูกน้องของเขาเอง“พวกข้ามาแล้ว แฮ่กๆ”พลและอรุณหยุดยืนตรงหน้าหัวหน้าไทอย่างกระหืดกระหอบ“พวกเจ้าแต่งตัวอะไรมา”ความสงสัยของหัวหน้าไทก็ช่างตรงกับความในใจของทุกคนในกลุ่มยิ่งนัก“ก็เดี๋ยวพวกเราลงจากเรือแล้วต้องเดินทางผ่านป่า ดังนั้นเราต้องใส่ชุดให้กลมกลืนไงครับ พี่พลบอกว่าหัวหน้าสั่งมานี่นา ไม่ใช่หรอครับ ”อรุณในชุดอสูรจิ้งจอกตอบกลับหัวหน้าไทไปอย่างงงๆ พลางหันมองมาที่พลตัวต้นเรื่อง“เอาน่าๆ เชื่อข้าเถอะ แล้วเจ้าจะไม่ผิดหวัง ป่ะหัวหน้า คงถึงเวลาขึ้นเรือแล้วสินะ”เมื่อพูดจบ พลในชุดอสูรหมีก็แบกของเดินนำหน้าทุกคนขึ้นเรือไปอย่างมาดมั่น ท่ามกลางอาการตกตะลึงอ้าปากค้างของทุกคน