บทที่ 75 : นิมิตสวรรค์ หงส์ร่อนมังกรรำสร้างมงคล!
แต่ทันทีที่หมัดของเขาสัมผัสกับแสงสีทอง ทันใดนั้นพายุหมุนรุนแรงอย่างไร้ที่เปรียบก็พวยพุ่งสวนหมัดของเขาออกมา ก่อนจะทันได้ตอบโต้เขาก็ถูกลมพายุดังกล่าวปะทะเข้าใส่จนร่างลอยปลิวกระแทกกับผนังอย่างแรงทรุดลงกับพื้นกระอักโลหิต
ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น ก็เห็นแสงสีทองกับประกายอัสนีสาดส่องลงมา ไม่ต้องพูดถึงการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เอื้อนเอ่ยคำพูดใด แม้แต่สีหน้าก็ยังแข็งค้างไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกไปได้
ไม่นานนักแสงสีทองดังกล่าวก็หายไป ร่างของทั้งสองผสานหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ นอกจากกลิ่นอายครอบงำทรงอำนาจเฉียบคมไหลเวียนทั่วเรือนกายของนาง ยังมีจิตสังหารและความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวปะปนมาสามส่วน กับความเมตตาทรงอำนาจครอบงำไร้เทียมทานอีกสามส่วน
หลินเฟิงเบิกตาอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซวนหยวนชิงเทียนตรงหน้าของเขายังเป็นซวนหยวนชิงเทียนคนเดิมอยู่หรือไม่ หรือเป็นซวนหยวนชิงเทียนที่ถูกสตรีชุดขาวยึดร่าง
ซวนหยวนชิงเทียนจ้องมองหลินเฟิงอย่างเย็นชา ทันใดนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าจะให้เวลาเจ้าห้าวัน หากไม่สามารถกลับมาได้ เจ้าก็แบกรับความเสี่ยงด้วยตนเอง"
หลินเฟิงตกตะลึง?
ทันทีที่ซวนหยวนชิงเทียนตวัดวาดนิ้วแสงสีทองก็พวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของนาง ราวกับเชือกเซียนถูกตวัดวาดออกไป ปลายด้านหนึ่งสร้างเป็นรูปวงกลมสองวงในอากาศรัดตรึงร่างของหลินเฟิง
ท่าทีของหลินเฟิงเปลี่ยนไปอย่างมาก ขณะที่ปลายนิ้วของซวนหยวนชิงเทียนยังคงเกี่ยวรัดพันกับเชือกสีทองอีกด้านหนึ่ง หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงพลังอันอ่อนโยนที่ไม่อาจต้านทานได้ แต่ชั่วพริบตาต่อมาหลินเฟิงก็พบว่าตนเองมายืนอยู่บนยอดเขาซวนหยวน โดยมีซวนหยวนชิงเทียนยืนอยู่ข้าง ๆ
ทันใดนั้นมวลคลื่นพลังวิญญาณมหาศาลก็ระเบิดออกท่ามกลางสวรรค์ปฐพี ทำให้ผู้คนในนิกายเทพกระบี่ต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตาม ๆ กัน
สัตว์วิญญาณและสัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วนหยุดชะงักพร้อมกัน นอนราบอยู่บนพื้นเนื้อตัวสั่นกลัวไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ศิษย์ฝึกหัด ศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ฝ่ายใน ต่างรีบออกจากที่พักมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อหยู่เหวินเซิ่งซินสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมล้นด้วยอำนาจราวมหาสมุทร นางก็ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าสูงกว่าหลายร้อยลี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความสง่างาม สายตาจับจ้องไปที่จุดหนึ่งบนฟากฟ้าเป็นตาเดียว
แม้แต่วาสนามังกรทองในแผนผังดาราโจวเทียนก็ยังเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงไม่อยากจะเชื่อ
ราวกับว่าปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ใหญ่บางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่นั่น?
โฮกกกกกก∼
แคว๊กกก∼-
ในเวลาต่อมาเสียงมังกรคำรามซึ่งเต็มไปด้วยอำนาจครอบงำกดขี่ข่มเหงแลสง่างามก็ดังกึกก้องขึ้นไปทั่วทุกสารทิศ ตามด้วยเสียงแหลมสูงของหงส์ดังกังวานแจ่มชัดทะลุทะลวงผ่านผืนฟ้า
เกือบจะในเวลาเดียวกันร่างสีทองขนาดใหญ่เก้าร่างก็พวยพุ่งออกมาจากมิติความว่างเปล่า เคลื่อนไหวอย่างอิสรเสรีอยู่ท่ามกลางเมฆมงคล พวกมันคือมังกรทองเก้าตัวเก้ากรงเล็บขนาดมหึมา
ด้านหลังมังกรทอง มีร่างขนาดใหญ่เก้าร่างซึ่งมีลักษณะโปร่งใสประดุจผลึกอัญมณี กำลังโบกกระพือปีกยาวนับหมื่นจั้ง พวกมันเหล่านี้ก็คือเก้าหงส์เหมันต์งดงามตระการตา
บัดนี้รัศมีความร้อนแผดเผาแทรกซึมไปทั่วผืนปฐพี พื้นที่กว่าร้อยจั้งที่อยู่โดยรอบร่างมังกรถูกแผดเผาจนกลายเป็นมิติความว่างเปล่าในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่ประหนึ่งตกอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งทะเลเพลิง สามารถแลเห็นกระแสพลังหยางอันร้อนแรงได้ด้วยตาเปล่า
เสี้ยวอึดใจต่อมา กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกราวกับสิ่งมีชีวิตเยือกแข็งปรากฏตัวขึ้น ความหนาวเย็นยะเยือกได้แผ่ซ่านขยายวงกว้างไปกว่าแสนลี้ มิติความวางเปล่านับร้อยจั้งรอบหงส์เหมันต์เริ่มตกผลึกน้ำแข็งและพังทลายด้วยกลิ่นอายดังกล่าว บัดนี้ทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านผลึกน้ำแข็งสีเงิน
พลังงานทั้งสองขั้วสลับผลัดเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสภาพพื้นที่ภายในนิกายเทพกระบี่ก็ยังสลับปรับเปลี่ยนไปตามบรรยากาศของทั้งสองขั้ว
เมื่อเห็นภาพฉากสุดสะพรึงตรงหน้า เหล่าศิษย์สาวกภายในนิกายก็แสดงท่าทางตื่นตะลึง เนื้อตัวสั่นสะท้าน ความร้อนสุดขั้วทำให้เหงื่อหลั่งไหลราวกับลำธาร ชั่วอึดใจต่อมาก็หนาวเย็นอย่างสุดขั้วจนหยดเหงื่อกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความร้อนกับความเย็นสุดขั้วอันน่าสะพรึง นอกเหนือจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ทางผิวหนังของร่างกาย มันยังทรมานไปยันส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ใบหน้าของหลินเฟิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ดวงตาเปิดกว้าง ปากอ้าค้าง ลำคอแห้งผาก
ไร้ซึ่งคำพูดเกินจริง ถ้าหากมังกรทองและหงส์เหมันต์เหล่านี้เผลอจามออกมา เกรงว่าสิ่งมีชีวิตทั้งมวลที่อยู่บนยอดเขาคงจะไม่เหลือซาก
นี่คือการประเมินตามสัญชาตญาณของหลินเฟิง
เขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น?
“วิญญาณสัตว์เทวะ!?”
หยู่เหวินเซิ่งซินร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
แววตาลึกหรี่ลงจ้องเขม็งไปยังร่างอันน่าสะพรึงของมังกรทองกับหงส์เหมันต์
เท่าที่นางรู้สัตว์บางตัวสามารถบำเพ็ญบ่มเพาะจนอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัว ต่อให้ร่างกายสูญสลายแดดิ้นสิ้นชีวา จิตวิญญาณของพวกมันก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสวรรค์ปฐพี เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ที่ฝึกฝนบำเพ็ญจนแกร่งกล้า รอเวลามาจุติถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง
เฉกเช่นเดียวกับมังกรทองและหงส์เหมันต์เบื้องหน้า เป็นตัวตนที่อยู่เหนือสัตว์เดรัจฉานทั้งปวง พวกมันคือราชันแห่งสัตว์อย่างแท้จริง เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจมหาศาล ร่วมไปกับพยัคฆ์ขาวและเต่าทมิฬ รู้จักกันในนามสี่มหาสัตว์เทพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พวกมันจะสามารถรักษาจิตวิญญาณของตนเองให้คงอยู่ท่ามกลางสวรรค์และปฐพีไว้ได้
ในชาติก่อนหยู่เหวินเซิ่งซินเป็นมหาปราชญ์ผู้แข็งแกร่ง เป็นเรื่องปกติที่จะมีประสบการณ์ข้อมูลความรู้ในอดีต แวบแรกที่นางและเห็นมังกรทองขนาดมหึมากับหงส์เหมันต์บนฟากฟ้า ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของมังกรทองและหงส์เหมันต์
แต่พอพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด นางก็ต้องขมวดคิ้วแน่น เพราะนางสัมผัสไม่ได้ถึงร่องรอยจิตวิญญาณมังกรทองและหงส์เหมันต์เลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนักก็ดูเหมือนว่านางจะคิดอะไรบางอย่างได้ ความประหลาดใจปรากฏขึ้นรำพึงกับตนเองว่า "เก้ามังกรทองและเก้าหงส์เหมันต์เหล่านี้ เป็นพลังวิญญาณจากฟ้าดินที่ควบแน่นหลอมรวมเข้าด้วยกัน!"
แม้ว่าชาติก่อนนางจะเคยเป็นมหาปราชญ์ผู้แข็งแกร่ง ทั้งยังมีประสบการณ์โชกโชนมากมาย แต่นางก็ยังไม่เคยเห็นว่าผู้ใดสามารถควบแน่นพลังวิญญาณจนกลายเป็นมังกรทองแลหงส์เหมันต์เช่นนี้ได้มาก่อน มันช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
อีกทั้งยังเป็นตัวตนแสนยิ่งใหญ่ในตำนานอย่าง มังกรทองแลหงส์เหมันต์
"ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก"
"เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือ... พลังเหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของเจ้านิกายน้อย?"
"ภายในนิกายนี้มีเพียงเจ้านิกายน้อยเท่านั้นที่มีความสามารถท้าทายสวรรค์เช่นนี้!"
นางรำพึงกับตัวเองขณะที่สายตาจ้องมองไปทางหลินเฟิง มีแสงแห่งความประหลาดใจกะพริบอยู่ในแววตาของสามส่วน
แต่ที่ทำให้นางต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด ก็เพราะสายตาของเจ้านิกายน้อยกำลังเพ่งมองไปยังซวนหยวนชิงเทียนอย่างไม่วางตา ส่งผลให้แววตาของนางในยามนี้เต็มไปด้วยความสับสนประหลาดใจ
เพราะนางสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าซวนหยวนชิงเทียนระดับพื้นฐานฝึกตนอยู่เพียงแค่ราชันมรรตัย แต่พลังที่ระเบิดออกมาจากร่างของนางทรงพลังเป็นอย่างมาก อย่างน้อย ๆ ต้องอยู่ในระดับราชันแท้จริง ทั้งยังแผ่บรรยากาศแปลกๆ ออกมาด้วย
“จิตมาร?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หยู่เหวินเซิ่งซินรำพึงกับตนเอง
ขณะที่หยู่เหวินเซิ่งซินกำลังเคลือบแคลงสงสัย ฉับพลันก็เกิดความผิดปกติขึ้นบนท้องฟ้า
ทันใดนั้นมังกรทองทั้งเก้าตัวก็ส่งเสียงกู่ก้องคำรามขึ้นพร้อมกัน จากนั้นมังกรทั้งเก้าก็ผสานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นมังกรทองขนาดมหึมามีความยาวกว่าร้อยจั้ง แสงสีทองสาดส่องเรืองรอง รัศมีความร้อนแผดเผารุนแรงยิ่งกว่าเดิมร้อยเท่า
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นหงส์เหมันต์ทั้งเก้าก็ส่งเสียงร้องแหลมเสียดหูขึ้นพร้อมกัน จากนั้นหงส์เหมันต์ทั้งเก้าก็ผสานรวมเป็นหนึ่ง สยายปีกกว้างกว่าร้อยจั้งราวกับมีชีวิต กลิ่นอายเย็นเยือกทวีเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
หลังจากนั้นร่างขนาดมหึมาของทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็หมุนวนพัวพันกัน ร่างมีความยาวขนาดร้อยจั้ง ตัวหนึ่งสาดประกายแสงสีทอง อีกตัวแผ่รัศมีใสสกาวระยับราวผลึกแก้ว ผสมผสานเติมเต็มความเจิดจ้าเปล่งประกายให้กับสวรรค์ปฐพี
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น...