เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 8.รอยร้าวยากประสาน (4)

            บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ เชิดหน้าอย่างท้าทาย คล้ายมันไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดมาก่อนในชีวิต

     

           “ทำไมข้าพเจ้าพูดอะไรผิดหรือไง ร้านนี้อยู่ในอาณาบริเวณหมู่ตึกพันอักษรต่อให้จอมยุทธ์เลื่องชื่อเมื่อมาถึง แม้จะไม่เกรงกลัวเสียห้าส่วนอย่างน้อยต้องให้เกียรติถึงเจ็ดส่วน ไหนเลยมีผู้ใดไร้เหตุผลทำท่าทางวางก้ามใหญ่โตเช่นนี้”

     

           ดรุณีน้อยนางนั้น ไม่กล่าวตอบมันสักครึ่งคำ รี่เดินเข้าไปชักกระบี่ข้างเอวออกอย่างรวดเร็ว!

     

           คมกระบี่พุ่งวาบ ตวัดเข้าใส่บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์!

     

           การจู่โจมครั้งนี้ นางตั้งใจเพียงขู่ขวัญฝ่ายตรงข้ามกระบี่นี้จึงไม่ได้พุ่งใส่จุดสำคัญ จงใจเพียงตัดผมเผ้า กรีดเสื้อผ้ามันสักหลายรอยคิดในใจว่าสั่งสอนเพียงเล็กน้อย ให้รู้สำนึกก็พอ ไยต้องปลิดชีวิตมันด้วย

     

           แต่มิคาด บุรุษหนุ่มผู้นี้กลับเบี่ยงตัววูบหลบกระบี่ของนางได้อย่างง่ายดาย!

     

           ดรุณีน้อยเห็นเช่นนั้น ถึงกับขมวดคิ้ว แม้ประหลาดใจแต่ยังไม่หยุดยั้งกระบวนท่า ตวัดกระบี่วาดลีลาต่อเนื่อง อีกหลายกระบวนท่าบุรุษหนุ่มยังสามารถคลี่คลาย หลบหลีกกระบี่ของนาง ได้อย่างไม่ยากเย็น

     

           นางเห็นดังนั้น ยิ่งบังเกิดทิฐิ ลงมือหนักข้อขึ้น คราวนี้ทุกกระบี่ล้วนพุ่งจู่โจมใส่ตำแหน่งสำคัญบนร่าง!

     

           กระนั้นสถานการณ์ กลับยังมิเปลี่ยนแปลง บุรุษหนุ่มยังหลบทุกกระบี่ได้อย่างหมดจด ซ้ำไม่มีทีท่าหนักใจแม้แต่น้อย

     

           ดรุณีน้อยยิ่งออกกระบี่ ยิ่งรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจนางทราบดีพลังฝีมือของนาง แม้ไม่สูงเยี่ยมกระไร แต่ระดับฝีมือขณะนี้ชนชั้นชาวยุทธ์ทั่วไป ย่อมไม่อาจต้านรับได้

     

           นางดูออกแต่แรกว่า บุรุษหนุ่มคนนี้มีพลังฝีมือติดตัวแต่ก็มิคาดอย่างเด็ดขาดว่า บุรุษหนุ่มซอมซ่อจะสามารถ หลบกระบี่ของนางได้ง่ายดายปานนี้

     

           ดรุณีนางนี้ มีทิฐิมานะเปี่ยมล้น บัดนี้บังเกิดความคิดเอาชัยครอบงำพลันกระบี่ในมือ ปรับเปลี่ยนลีลากะทันหัน เงากระบี่พร่างพรายวูบวาบล้วนมุ่งจู่โจมใส่จุดชีวิตบุรุษหนุ่ม!

     

           ดรุณีน้อยทั้งที่วาดกระบี่ในมือไม่หยุดยั้ง กลับสามารถตวาดถามว่า

     

           “พวกเจ้าเป็นใคร มาหมู่ตึกพันอักษร มีจุดประสงค์อะไร!”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีแววตาอ่อนโยน มองเพลงกระบี่ของดรุณีน้อยพลางพยักหน้าไม่หยุดยั้ง ออกปากชมเปาะ

     

           “กระบี่เงาจันทร์รวมผสานยอดเยี่ยมยิ่ง! พลังการฝึกปรือแม้ยังอ่อนด้อยหากกระบวนท่าชัดเจนคล่องแคล่ว คาดว่าท่านคงเป็น แม่นางซ่างกวนเหม่ยเซียนใช่หรือไม่?”

     

           เด็กหญิงส่งเสียงแหวใส่บุรุษหนุ่ม ร้องดุว่า

     

           “เจ้ากล้าดียังไง มาเรียกชื่อพี่สาวเราตรง ๆ เช่นนี้!”

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนตื่นตระหนกยิ่ง เหตุใดบุรุษผู้นั้น ดูเพลงกระบี่ของนางออกทั้งทราบว่านางเป็นใคร วูบนั้นจำต้องหันไปมอง บุรุษหนุ่มผู้พูดแวบหนึ่งเห็นมันหน้าตามอมแมม ไม่ต่างกับชาวนาชาวไร่ ดูคล้ายไม่มีพลังฝีมือติดตัวแต่กลับกล้าวิจารณ์เพลงกระบี่ของนาง เฮอะ ช่างน่าหัวร่อยิ่ง...

     

           “ไม่เป็นไรหรอกหมิงจู อย่างน้อยเจ้าหนูสกปรก ยังพอมีตาอยู่บ้าง...”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ แม้ต้องคอยหลบ รัศมีกระบี่คมกริบกระนั้นยังกล่าววาจา เหน็บแนมออกมาได้

     

           “โธ่! คนของตระกูลซ่างกวนน่ะ ดูง่ายจะตายไป พวกนี้วันทั้งวันได้แต่ตากแดดอาบคลื่นลม คาดว่าใบหน้า คงหยาบกร้านอย่างยิ่ง หนำซ้ำถูกแดดเผาจนดำยิ่งแค่เห็นพวกเจ้าปิดหน้าปิดตา ไม่กล้าให้ผู้คนพบเห็นใบหน้า ข้าพเจ้าก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเจ้าคือใคร”

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนรับฟังจนบันดาลโทสะ ตวาดว่า

     

           “เจ้า!...เจ้าหนูสกปรก! เจ้ากล้าว่าพวกเราเหรอ!...”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ ยิ่งเห็นนางโมโหโกรธา ยิ่งสะใจ กล่าวไม่หยุดปาก

     

           “ฮ่า ๆๆ เจ้าโกรธขนาดนี้ เพราะข้าพเจ้าพูดแทงใจดำใช่ไหม!” พลางหัวเราะอย่างขบขัน

     

           “พวกเจ้า! จะมากไปแล้ว!”

     

           เพลงกระบี่ของซ่างกวนเหม่ยเซียน กราดเกรี้ยวรวดเร็วขึ้นทุกขณะคมกระบี่ตวัดตัดอากาศดังขวับ ๆ ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เงากระบี่ยิ่งพร่างพรายยิ่งกระจายวงกว้าง ประกายกระบี่คล้ายรัศมีโค้ง ครอบคลุมทั่วร่าง บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์นางยังอายุเยาว์ พลังลมปราณอ่อนด้อย ไม่เช่นนั้นคงได้ชัยไปนานแล้ว

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ก็ทราบดี เพลงกระบี่ดรุณีนางนี้ร้ายกาจอย่างยิ่งแต่ในใจมันกลับไม่ยอมแพ้ เพียงอดนึกเสียดายไม่ได้...ขอเพียงมีกระบี่อยู่ในมือจะสั่งสอนดรุณีแสนยโส ให้รู้สำนึกเสียบ้าง

     

           เวลานี้มันใช้เพียงมือเปล่า ไม่มีทางชนะนางได้แน่นอน ทว่ามันกลับถือดีฝีเท้าคล่องแคล่วปราดเปรียว แม้เอาชนะไม่ได้ แต่เมื่อใช้วิธีวิ่งวนไปเวียนมาดรุณีน้อยก็ไม่มีปัญญาจะไล่ตามทัน สักพักย่อมหมดแรงไปเอง

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนถือทิฐิยิ่ง รู้ว่าวิ่งไล่ตามเยี่ยงนี้ตนเองต้องหมดแรงก่อนมัน กระนั้นยังวิ่งไล่ตามบุรุษหนุ่มไม่หยุดยั้งจนบุรุษหนุ่มวิ่งขึ้นไปถึงเนินเขา ตรงเข้าไปในศาลาพักร้อนนางยังวิ่งตามขึ้นไปจนถึงบนนั้น

     

           ดรุณีน้อยพอเห็นในศาลา มีผู้คนนั่งอยู่หลายคน นางมองแต่ละคนวูบหนึ่งทำเสียง ‘ฮึ’ ขึ้นจมูก ไม่ทราบทำไมนาง พลันสอดกระบี่คืนเข้าฝักเลิกไล่ตามบุรุษหนุ่มเอาดื้อ ๆ เดินลงจากเนินเขา กลับไปยังร้านสุราไม่สนใจไยดีบุรุษหนุ่มผู้นั้นอีกต่อไป

     

           สักครู่ นางสั่งอาหารกับเด็กรับใช้หลายอย่างแต่เถ้าแก่ยืนยันจะห่อให้กับนาง เพราะช่วงที่นางกำลังถกเถียงวิ่งไล่กับบุรุษหนุ่มเมื่อครู่ ลูกค้ายิ่งเข้ามาแออัดจนแน่นร้านไม่เหลือที่ว่างจริง ๆ ส่วนมากล้วนเป็นชายฉกรรจ์ เพิ่งเลิกงานจากไร่นาเหงื่อไคลเต็มตัว

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนได้แต่เบ้ปาก จ่ายเงินรับห่อข้าวเดินออกมาจูงมือซ่างกวนหมิงจู เดินกลับขึ้นไปบนศาลาอีกครั้ง เวลานี้ในศาลาประกอบด้วยหนุ่มสาวซึ่งนั่งอยู่ก่อนสี่คน และบุรุษหนุ่มผู้มาใหม่สองคนบุรุษหนุ่มทั้งสองทานข้าวพลาง สนทนากับหนุ่มสาวทั้งสี่ไปพลาง

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนประสานมือคารวะ กล่าวกับกงซุนจินหมิง

     

           “พี่ชายท่านนี้ ข้าพเจ้ากับน้องสาว ขอเข้าไปนั่งทานอาหารในศาลาไม่ทราบพวกท่านสะดวกหรือไม่”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ชิงกล่าวขึ้นว่า

     

           “ข้าพเจ้าไม่มีอะไรขัดข้องหรอก มีแม่นางโฉมงามถึงสองนาง มาร่วมครื้นเครงนับว่าไม่เสียเที่ยว ยิ่งได้ดื่มกับคุณหนูเหม่ยเซียน ยิ่งนับว่าไม่เสียเที่ยว”

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียน บันดาลโทสะอีกครั้ง ตวาดกลับไปใช้ฝักกระบี่ชี้หน้าบุรุษหนุ่ม

     

           “ใครจะไปร่วมดื่มกับเจ้า!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยย่อมทราบแล้วว่า นางเป็นผู้ใด ไม่เจอกันเพียงปีกว่านึกมิถึงว่านางจะวางก้ามเช่นนี้ ดูจากเพลงกระบี่ของนาง ยังไม่มีที่ใดน่ากลัวมันคิดก่อกวนขึ้นบ้างจึงกล่าวว่า

     

           “พวกเจ้าช่างไร้มารยาทจริง ๆ นึกจะด่าผู้ใดก็ด่านึกจะใช้กระบี่ชี้หน้าผู้ใดก็ชี้ ข้าพเจ้าว่าไม่ควรให้พวกเจ้าเก็บกระบี่ไว้กับตัวหรอก มา..มา ข้าพเจ้าจะช่วยเก็บไว้ให้เอง”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยโผร่างตรงเข้าไปหา เวลานั้นมันอายุสิบสองปีแม้เริ่มฝึกวิชาได้เพียงไม่นาน แต่ก็มีฝีมือเยี่ยมยิ่งทั้งยังมั่นใจในพลังฝีมือตนเอง ดรุณีน้อยผู้นี้แม้อายุมากกว่ามันหลายปีถึงอย่างไรก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่า จะมีพลังฝีมือเหนือกว่ามัน พอเริ่มก็ใช้กระบวนท่าคว้าจับคิดชิงกระบี่จากนางทันที

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียน ระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นนิ้วมือบุรุษหนุ่มตะปบเข้ามาก็ชิงชักกระบี่สวนทันที

     

           ฟางเสวี่ยเฟยรีบเปลี่ยนกระบวนท่า แต่นิ้วทั้งห้ายังใช้วิชาคว้าจับหมายชิงกระบี่จากนางให้จงได้ แต่เพลงกระบี่ของซ่างกวนเหม่ยเซียนพลิกแพลงพิสดารยิ่ง แม้พลังภายในจะอ่อนด้อย ทว่าท่วงท่าคล่องแคล่ว เพลงกระบี่แยบยลเพียงพลิกข้อมือวูบ ก็แปรเปลี่ยนกระบวนท่าแล้ว

     

           ฟางเสวี่ยเฟยลงมือตะปบ คว้าจับหลายครั้งกลับไม่สำเร็จซ้ำหวุดหวิดจะถูกเฉือนนิ้วไปเสียอีก ในที่สุดมันเริ่มขยาด ได้แต่คอยหลบคมกระบี่ไหนเลยสามารถแย่งกระบี่มาได้

     

           กงซุนจินหมิงเห็นดังนั้น รีบตรงเข้าขวาง กล่าวอย่างสุภาพว่า

     

           “แม่นางโปรดยั้งมือ...”

     

           ดรุณีผู้นั้นแค่นเสียงเฮอะ กระบี่ในมือยิ่งวาดลีลาดุดันขึ้นเรื่อย ๆ

     

           “ยั้งมืออันใด! ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกบ้าง ขอนิ้วเจ้าสักนิ้วก็แล้วกัน!”

     

           กระบี่ในมือยิ่งวาดลีลา ยิ่งก่อม่านกระบี่ถี่ยิบครอบคลุมร่างฟางเสวี่ยเฟยไว้จนสิ้นกระบี่พลิกวูบตวัดใส่มือข้างขวาของฟางเสวี่ยเฟย! วูบนั้นพลันบังเกิดเสียงเคร้งดังกังวาน!

     

           กระบี่ในมือนาง ถูกห่วงเงินในมือกงซุนจินหมิง คล้องดึงรั้งไว้!

     

           นางรีบสะบัดกระบี่ หมายให้หลุดจากห่วงเงิน จับจ้องกงซุนจินหมิงอย่างเย็นชาเปลี่ยนเป้าหมายมุ่งจู่โจมบุรุษ เจ้าของห่วงเงินทันที

     

           พลังการฝึกปรือของกงซุนจินหมิง เหนือกว่านางหลายปี ห่วงเงินเมื่อวาดลีลาย่อมคลี่คลายเพลงกระบี่ของนาง ได้อย่างง่ายดาย ห่วงเงินรวดเร็วฉับไวยิ่งนักทั้งปัด เขี่ย คล้อง ดึงรั้ง กระแทก แปรเปลี่ยนได้สารพัด ทั้งยังเป็นอาวุธสั้นจึงเปลี่ยนกระบวนท่า ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงขยับข้อมือวูบก็แปรเปลี่ยนลีลาได้นับสิบ

     

           ห่วงเงินคล้องดึงชักจูง จนเวลานี้ทั้งสอง ออกมาต่อสู้กัน ห่างศาลาหลายก้าว

     

           บุรุษหนุ่มผู้อ่อนโยน เมื่อแรกยังนั่งชมอยู่ในศาลา แต่ยิ่งนานยิ่งขยับตัวออกนอกศาลามากขึ้นทุกที ชมการต่อสู้ของคนทั้งสองจนตะลึงลานในที่สุดถึงกับปรบมือชมเปาะอีกครั้ง กล่าวอย่างจริงใจ

     

           “ห่วงรัศมีคล้องวิวาห์ของตระกูลกงซุน ยอดเยี่ยมจริง ๆ !”

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียน ไม่ว่าเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างไร กระบี่กลับมิอาจหลุดจากห่วงเงินที่พัวพันได้ คล้ายจะเหนี่ยวรั้งผูกดึงไว้คู่กัน ตราบชั่วชีวิตสมฉายา‘คล้องวิวาห์’ ยิ่งจริง ๆ

     

           ติงฝูหรงหันไปยิ้ม ให้บุรุษหนุ่มผู้นั้น กล่าวขึ้นว่า

     

            “พี่ท่านนี้รอบรู้ยิ่งแม่นางผู้นั้นแสดงเพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็ทราบว่านางเป็นใครตอนนี้ก็ทราบว่าพี่จินหมิงเป็นใคร คิดว่าท่านคงรู้แล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร”

     

           บุรุษหนุ่มผู้อ่อนโยนยิ้มแย้ม พลางกล่าวว่า

     

           “แม่นางติงกล่าวชม รู้สึกเป็นเกียรตินัก ข้าพเจ้าไหนเลยรับได้”

     

           ติงฝูหรงยิ้มแย้มเช่นกันกล่าวตอบว่า

     

           “คุณชายมู่หยง มิต้องกล่าวถึงเพียงนั้น...”

     

           บุรุษหนุ่มผู้อ่อนโยนงงงันวูบ นางทราบได้อย่างไรว่ามันแซ่มู่หยง?

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ หัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า

     

           “ฮ่า ๆๆ พี่อิง ท่านไฉนต้องประหลาดใจ ท่านรู้ไปหมดว่า ผู้ใดเป็นใครบ้างพอผู้อื่นรู้ว่าท่านเป็นใคร ถึงกับงุนงงเชียวหรือ...”

     

           มู่หยงอิงหัวเราะขึ้น สีหน้าเขินอายอยู่บ้าง กล่าวว่า

     

           “นี่ผิดกัน วิชาของห้าตระกูลใหญ่ ล้ำเลิศยิ่ง ผู้ใดก็รู้จักแต่ตระกูลมู่หยงของเรา มิได้มีชื่อเสียงขนาดนั้น”

     

           ติงฝูหรงประสานมือคารวะ กล่าวว่า

     

           “ท่านถ่อมตัวไปแล้ว...ในยุทธจักรมีผู้ใดรอบรู้ เกินคนตระกูลมู่หยงอีก...”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ ชมการประมือของบุรุษดรุณีทั้งสองถึงตอนนี้ต้องขมวดคิ้ว กล่าวอย่างสงสัยว่า

     

           “พี่ชายท่านนั้น จะเล่นถึงเมื่อไหร่กัน พลังการฝึกปรือต่างกันปานนั้นขอเพียงพลิกห่วงเล็กน้อย กระบี่ในมือนางก็ต้องหักสะบั้นแล้ว”

     

           ดรุณีน้อยกลับได้ยิน ประโยคนั้นถนัดชัด ร้องเพ้ยกล่าวว่า

     

           “เพ้อเจ้อ! เฮอะ ทำได้ก็ลองดู!”

     

           เพลิงโทสะยิ่งลุกโพลง เพลงกระบี่ยิ่งกราดเกรี้ยวทุกกระบวนท่าล้วนจู่โจมจุดชีวิต ไม่มียั้งมือใด ๆ ทั้งสิ้น

     

            กงซุนจินหมิงขมวดคิ้ว เริ่มเกิดโทสะคิดมิถึงว่านางเมื่อทราบมันเป็นใคร ไฉนลงมือคล้ายเป็นศัตรูคู่แค้นไยนางไม่คิดถึงความสัมพันธ์ ของห้าตระกูลบ้าง ดังนั้นกล่าววาจาเคร่งเครียด

     

           “แม่นางไยต้องลงมือ ด้วยอำมหิตปานนี้?”

     

           ดรุณีแค่นเสียงไม่ตอบคำ ม่านกระบี่ยิ่งถี่ยิบ ครอบคลุมร่างกงซุนจินหมิง

     

           กงซุนจินหมิงทอดถอนใจ ทราบว่ามิอาจออมมือได้อีกแล้วจากนิสัยที่เห็นมันทราบว่า หากนางพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้อื่นต้องรู้สึกเสื่อมเสียหน้ายิ่ง มันความจริงไม่ต้องการเช่นนั้น แต่จำต้องสั่งสอนนางให้รู้สึกตัวเสียบ้าง ภายหน้าจะได้ไม่คิดใช้กระบี่ ข่มเหงผู้อื่นเยี่ยงนี้

     

           ฉับพลัน กระบี่หนึ่งตวัดวาบใส่ทรวงอกมัน กงซุนจินหมิงใช้ห่วงเงินปาดเขี่ยหมุนห่วงคล้องกระบี่ของนางไว้ พลันพลิกข้อมือเล็กน้อย กระบี่ซ่างกวนเหม่ยเซียนหักสะบั้นในทันที!

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ ยืนหัวเราะชอบใจ

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนยืนตะลึงงัน ไหนเลยคาดคิดว่ามีผู้สามารถหักกระบี่ในมือนางได้!

     

           ชั่วพริบตานั้นมีเสียงร้องดังขึ้น

     

           “แม่นางระวัง!”

     

           มู่หยงอิงโดดเข้าไปกอดซ่างกวนเหม่ยเซียน จนล้มกลิ้งไปกับพื้นทั้งสองคน

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนตกใจยิ่ง กรีดร้องเสียงดัง ตวาดใส่มู่หยงอิง

     

           “เจ้า! เจ้าคิดทำอะไร!” ตวัดแขนซ้ายขึ้น ตบหน้าบุรุษหนุ่ม ทว่าพอยกแขนกลับพบว่าข้อศอกเจ็บยิ่ง

     

           เป็นเพราะมู่หยงอิงไม่รู้วิทยายุทธ์ จึงโผเข้าใส่นางอย่างแรงเมื่อล้มคว่ำถึงกับกระแทก แขนของนางเดาะ

     

           มู่หยงอิงกล่าวเสียงอ่อนโยน

     

           “แม่นางเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

           ซ่างกวนเหม่ยเซียนร้องไห้โฮ ผ้าคลุมที่ใช้ปิดบังใบหน้า เปียกชุ่มน้ำตา

     

           “เจ้า! เจ้าเลวยิ่ง!”

     

           หลินจวี๋ฮวาขยับเข้ามายืนข้างมู่หยงอิง

     

           “พี่ชายไม่ต้องสนใจนาง ข้าพเจ้าจะพันแผลให้ท่านก่อน...”

     

            แขนข้างซ้ายมู่หยงอิง กลับมีรอยแผลจากกระบี่เลือดไหลอาบ!

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน