นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 48 คนที่ควรกลัวคือเขา

    ตอนที่48 คนที่ควรกลัวคือเขา

     

    เมื่อได้ยินเสียงโจวโจวจึงเงยหน้ามอง การกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยของหนูน้อยเริ่มช้าลงหนูน้อยจ้องไปที่เขาแล้วพูดอย่างไม่สนใจ “ไม่ได้”

     

    “อ๊ะน่ารักจริง ๆ ” อัลไม่ได้โกรธ แต่เขาก็ไม่ได้ย้ายก้นไปจากเก้าอี้เช่นกัน

     

    เขาเพิ่งเอ่ยถามหลังจากที่นั่งลงซึ่งหมายความว่าคำถามของเขาไม่ได้จริงใจมากนัก

     

    เขาประสานมือแล้ววางบนโต๊ะอย่างสบายๆ พลางยิ้มให้โจวโจว ทั้งที่เขามีผมสีบลอนด์แต่เขากลับพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว

     

    เขายังดูหนุ่มมากน่าจะอายุประมาณ 27-28 ปี เขาแต่งกายอย่างสะอาดสะอ้านแม้แต่ผมยังถูกจัดทรงไว้เรียบแปล้ บุคลิกของเขาดูเหมือนสุภาพบุรุษแต่ในสายตาของหนูน้อย โจวโจว มันก็แค่ความจอมปลอมเท่านั้น

     

    หนูน้อยขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ

     

    เมื่อเห็นแบบนั้นอัลจึงหยิบเอาลูกอมออกมาจากกระเป๋า “นี่คือของขวัญพบหน้ากัน”

     

    พูดจบเขาก็วางลูกอมตรงหน้าเธอ

     

    โจวโจวเหลือบมองลูกอมแล้วสลับไปมองหน้าเขาใบหน้าของอัลยังคงมีรอยยิ้มประดับไว้ เมื่อเห็นหนูน้อยมองมาเขาจึงขยิบตาให้เธอแล้วพูดอย่างหยอกล้อ “นี่คือลูกอมที่ลุงทำเองเลยนะ”

     

    ลุง? โจวโจวมองเขาด้วยสายตาที่แปลก ๆ

     

    หนูน้อยขมวดคิ้วแน่นเป็นปมยิ่งกว่าเดิมมองดูลูกอมที่วางอยู่ข้างมือ ทันใดนั้นเธอก็หยิบขวดลายครามออกมาจากกระเป๋าแล้วเทยาเม็ดสีแดงออกมาหนึ่งเม็ดพร้อมกับยื่นให้เขา

     

    อัลเองก็ไม่คาดคิดว่าหนูน้อยจะทำแบบนี้เหมือนกันเขาถามเธอด้วยความประหลาดใจว่า “ให้ฉันหรือ ? ”

     

    โจวโจวพยักหน้าแล้วพูดอย่างจริงจัง “ของขวัญขอบคุณ”

     

    “ได้สิ”อัลรับมา เขาเอามาดมก็ได้กลิ่นหอมรสผลไม้ หลังจากลองเอาเข้าปากชิมรสชาติของมันเหมือนกับลูกอมรสผลไม้ที่ขายตามท้องตลาด 

     

    เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า“หนูเองก็ลองชิมลูกอมที่ฉันทำดูสิ ลูกอมที่ฉันทำอร่อยนะใครที่เคยกินต่างก็บอกว่าอร่อย”

     

    งั้นหรือ ? โจวโจวเธอยกเปลือกตาขึ้นและชำเลืองมองเขาหนูน้อยไม่ทำให้เขาผิดหวัง เธอฉีกห่อขนมแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนจะกลืนลงไปและเธอดูเหมือนจะยังไม่หนำใจหนูน้อยเทลูกอมสีสันสดใสจากในขวดลายครามมากลืนลงคออีกเม็ด

     

    เมื่อเห็นแบบนี้อัลยิ้มกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิม เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดเด็กน้อยไม่มีทางหนีพ้นแรงดึงดูดจากลูกอมได้แน่นอน

     

    “เอาอีกไหม? ” เขาถาม เสียงที่น่าดึงดูดของเขาแฝงไปด้วยความเกลี้ยกล่อม

     

    โจวโจวกำลังจะพูดอะไรบางอย่างทันใดนั้นก็มีเสียงที่เคร่งขรึมดังขึ้นมาจากด้านหลังของเธอ“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ ? ”

     

    เธอหันไปมองซึ่งเธอเห็นฉินเริ่นยกข้าวมาพอดี มือของเขากำจานแน่น ข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวแม้ว่าใบหน้าของเขาจะไม่แสดงออก แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและอาการเกร็งของเขา

     

    ทำไมพี่ใหญ่ถึงดูมีท่าทีประหม่าแบบนี้ล่ะ ?

     

    อัลเองก็หันไปมองเช่นกันเมื่อเห็นเขา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูนุ่มลึกขึ้น เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะพลางหัวเราะ“เป็นไง ไม่เจอกันนาน ไม่ต้อนรับฉันแล้วหรือ ? ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็เคยเป็นพันธมิตรกัน ใช่ไหมหมายเลขหนึ่ง”

     

    เมื่อได้ยินคำเรียกนี้ฉินเริ่นตัวแข็งทื่อเข้าไปใหญ่ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่อัลและในตอนที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายนั้น เขาก็ขมวดคิ้วแน่นทันที

     

    ทำไมเขาถึงดูหนุ่มกว่าเมื่อ10 ปีที่แล้วอีก ?

     

    ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาคิดคำถามคาใจนี้แล้วฉินเริ่นรีบเดินไปดึงตัวโจวโจวมาหลบข้างหลังเขา แล้วมองอัลอย่างระมัดระวังถึงได้ถามย้ำอีกครั้ง “ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ ? ”

     

    “มาแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการไงมันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ ? ”อัลนั่งไขว่ห้าง แล้วเอามือเท้าคางบนโต๊ะด้วยท่าทางสบาย ๆ“อีกอย่างนี่ก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้วฉันเองก็ต้องมาเก็บผลการทดลองที่สำคัญที่สุดแล้วเช่นกัน นายว่าไหม ? หมายเลขหนึ่ง”

     

    สัตว์ร้าย!

     

    เมื่อนึกถึงประสบการณ์เลวร้ายเหล่านั้นชุดข้อมูลเย็น ๆ ดังขึ้นในหูของเขาเป็นชุด สายตาที่เขามองอัลเต็มไปความเยือกเย็นตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเหมือนหนูตะเภาที่ถูกจับขึงไว้บนโต๊ะทดลอง

     

    สำหรับไอ้คนโรคจิตคนนี้มันไม่มีความแตกต่างใดจริง ๆ

     

    ฉินเริ่นกำมือแน่นเขาพยายามข่มอารมณ์ แต่ร่างกายก็ยังสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

     

    ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ได้มีมือเจ้าเนื้อยื่นมากุมมือเขาเอาไว้เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสอบอุ่นจากมือเจ้าเนื้อนั้น เขาก็ก้มลงไปมองซึ่งเขาเห็นใบหน้าของโจวโจวที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาพอดีในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล

     

    ใจของฉินเริ่นอบอุ่นขึ้นเขาค่อย ๆ ข่มอารมณ์ของตนเองได้แต่วินาทีที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระดาษห่อลูกอมที่วางอยู่ข้างมือของเธอเขาก็เปลี่ยนสีหน้าไปทันที ตอนนี้เขาไม่อาจแสร้งทำเป็นสงบได้อีกแล้วเขาถามเธอเสียงสั่น ฟังดูก็รู้ว่าเขากำลังร้อนใจมาก “โจวโจวกินลูกอมที่เขาให้มาหรือ ? ”

     

    โจวโจวพยักหน้า

     

    เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเริ่นหน้ามืดจนเกือบจะเป็นลม เขาบีบมือแน่น บังคับตัวเองให้สงบลงแล้วรีบเดินเข้าไป เขาวางจานลงแล้วอุ้มโจวโจวขึ้นมาพลางมองไปที่อัลด้วยสีหน้าเย็นชาเสียงของเขาเย็นและทุ้มลึกราวกับดังมาจากก้นบึ้งของหุบเขา เขาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า“อย่า-แตะ-ต้อง-เธอ ! ”

     

    ความเย็นชาในดวงตาของเด็กหนุ่มคล้ายกับจะหลอมรวมเป็นอนุภาคแห่งความเยือกเย็นได้

     

    ความหมายของเขาชัดเจนคือ:หากอัลกล้าแตะต้องโจวโจวแม้เพียงปลายเล็บ เขาจะสู้กับอัลให้ถึงที่สุด !

     

    อัลยิ้มให้ฉินเริ่นเขาไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังดูคล้ายกับกำลังเพลิดเพลินกับคำพูดที่รุนแรงของฉินเริ่นด้วยความสนใจราวกับว่าเขาเห็นภาพกระต่ายขาวตัวเล็ก ๆ ที่กำลังขู่นายพราน มันตลกมาก

     

    เขาชูนิ้วทำท่า“ok” อย่างไม่สะทกสะท้าน 

     

    ฉินเริ่นถูกกระตุ้นด้วยสายตาของเขาและเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ เขาก็เป็นกังวลเข้าไปใหญ่ เขามองไปยังอัลตาขวางแล้วอุ้มโจวโจวออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

     

    “พี่ใหญ่ข้าว……” โจวโจวชี้ไปบนโต๊ะอาหารแต่กลับพบว่ามือของฉินเริ่นที่กำลังอุ้มเธออยู่กำลังสั่นเทาเธอมองเขาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ดูกังวลขนาดนี้

     

    ตอนนี้คนที่ควรกังวลต้องเป็นอัลไม่ใช่หรือ ?

     

    “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วพี่ใหญ่จะพาโจวโจวไปโรงพยาบาล ไม่ต้องกลัวนะ” ฉินเริ่นพูดปลอบใจไม่รู้ว่าเขากำลังพูดปลอบน้องสาวหรือกำลังปลอบใจตัวเองกันแน่

     

    โจวโจวตีหน้ามึนเข้าไปใหญ่เพราะเธอไม่ได้กลัวอะไรเสียหน่อย ?

     

    แต่เมื่อเห็นท่าทีเป็นกังวลของฉินเริ่นเธอจึงกลืนคำพูดของตัวเองลงไป

     

    คนขับกำลังหลับอยู่ในรถและเขาก็ต้องแปลกใจที่เห็นคุณหนูทั้งสองคนเดินขึ้นรถมา “คุณชายใหญ่จะกลับเลยใช่ไหมครับ ? ”

     

    “ไปโรงพยาบาลด่วน! ” ฉินเริ่นพูดเร่งคนขับ

     

    คุณชายใหญ่ดูกระวนกระวายแบบนี้คนขับรถคิดได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่กล้ารอช้าเขาสตาร์ทรถและรีบขับไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดให้เร็วที่สุด

     

    เมื่อมาถึงโรงพยาบาลโจวโจวถูกพาไปตรวจร่างกาย ไปเจาะเลือด หนูน้อยกัดฟันด้วยความเสียดายเลือดหลังจากตรวจครบทุกอย่างแล้ว เธอก็เริ่มเหนื่อย หนูน้อยนั่งรออยู่บนเตียงคนไข้พลางเอามือกุมท้องไว้

     

    หิวจังเลย

     

    “โจวโจวเป็นอะไร? ” ผ่านไปไม่นาน ย่าฉินมาถึงโรงพยาบาล เธอเห็นโจวโจวเป็นแบบนี้ก็ตกใจจนหน้าซีดขาวรีบถามหนูน้อยด้วยความเป็นห่วงว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? ”

     

    โจวโจวเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหนูน้อยจึงหันไปมองฉินเริ่น

     

    ฉินเริ่นไม่ได้พูดถึงเรื่องของอัลเขาพูดเพียงว่า “โจวโจวอาจเผลอไปกินของไม่ดีเข้า ผมเลยพาน้องมาตรวจดู”

     

    ระหว่างที่พูดเขาก็ใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก

     

    ลูกอมของอัลงั้นหรือ ? มันคือลูกอมที่ไหนกันเห็นได้ชัดว่ามันคือยาพิษ !

     

    พอคิดถึงความทรงจำที่แสนเลวร้ายพวกนั้นเขาก็หดหู่ลง มือของเขาจับกันแน่น

     

    เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้โจวโจวคิดแล้วจึงเทยาปรับอารมณ์ออกมาจากขวดลายครามแล้วยื่นให้เขา “พี่ใหญ่กิน”

     

    ตอนนี้ฉินเริ่นกำลังใจจดใจจ่อกับการรอผลตรวจเขาไม่มีอารมณ์จะกินอะไรแล้วจึงส่ายหน้าปฏิเสธหนูน้อยไป

     

    ก็ได้

     

    โจวโจวไม่ได้รบเร้าเขาเช่นกันหนูน้อยจึงโยนเข้าปากกินเอง

     

    เมื่อได้ยินว่าเธอกินของแปลกปลอมเข้าไปย่าฉินก็รีบเข้าไปดูอาการโจวโจว และเมื่อเห็นว่าหนูน้อยเอามือกุมท้องอยู่อย่างนั้นหญิงชราก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที “ทำไมถึงไปกินของแปลกปลอมได้ล่ะ ? โจวโจวปวดท้องหรือเปล่า? ”

     

    “ไม่ปวด”โจวโจวตอบ

     

    ผิวของหนูน้อยมีเลือดฝาดยกเว้นว่าเธอจะดูกระสับกระส่ายเล็กน้อย ซึ่งในทางกลับกันฉินเริ่นอยู่ในสภาพที่แย่มาก เขาดูเหมือนคนป่วยมากกว่าหนูน้อยเสียอีก

     

    คราวนี้ย่าฉินไม่เข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น“งั้นโจวโจวเอามือกุมท้องทำไมล่ะ ? ”

     

    ได้ยินคำถามนี้โจวโจวก็เบะปากแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “หนูหิว”

     

    เดิมทีหนูน้อยเป็นคนกินเยอะอยู่แล้วปกติเวลากินมักเพิ่มข้าวเสมอ ขนมที่ย่าฉินเตรียมมาให้ก็ถูกเธอกินหมดไปนานแล้วด้วยหนูน้อยกำลังหิวพอจะได้กินข้าวกลางวันก็ต้องถูกพามาโรงพยาบาลอย่างกระทันหันโดยฉินเริ่นทั้งยังมาถูกเจาะเลือดไปตรวจอีก

     

    เธอ‘บ่น’ ถึงพฤติกรรมของฉินเริ่นทำเอาย่าฉินที่ได้ยินยังเกือบหลุดขำออกมาและเมื่อเห็นว่าหลานชายคนโตมีสีหน้าที่ไม่ปกติ เธอจึงไม่ได้ตำหนิเขาแต่ลูบท้องโจวโจวด้วยความตลกแทน “งั้นย่าไปซื้ออะไรให้โจวโจวกินก่อนดีไหม?”

     

    “ดีค่ะ! ” โจวโจวตาเป็นประกาย หนูน้อยพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

     

    ใช้เวลาไม่นานนักเธอก็ซื้ออาหารชุดใหญ่มา โจวโจวกินราวกับเสือน้อยหิวโซ เห็นได้ชัดว่าหนูน้อยหิวมาก

     

    เห็นสีหน้าที่ดูเป็นกังวลของฉินเริ่นย่าฉินจึงพูดปลอบใจเขาไปว่า “ไม่เป็นไร ย่าว่าโจวโจวไม่เป็นไรหรอกโจวโจวเป็นคนร่างกายแข็งแรง กินอะไรผิดสำแดงไปหน่อยคงไม่น่ากังวลขนาดนั้น”

     

    เธอนึกว่าของไม่ดีที่เขาพูดถึงนั้นน่าจะเป็นพวกน้ำอัดลมหรือไม่ก็อาหารขยะซึ่งเธอไม่ได้นึกถึงคนชื่อ ‘อัล’ เลย

     

    แน่นอนว่าเป็นเพราะฉินเริ่นจงใจไม่พูดมันเขากลัวทำให้ย่าตกใจ และอาจจะกระตุ้นให้ย่าโมโหจนเอามีดไปไล่ฟันเขา

     

    เพราะถึงอย่างไรเรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

     

    เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเริ่นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่”

     

    เมื่อเห็นว่าเขายังคงเป็นกังวลย่าฉินจึงไม่ได้โน้มน้าวอีก เธอพุ่งความสนใจไปที่การดูโจวโจวกินข้าวแทน

     

    เมื่ออิ่มท้องแล้วสีหน้าและอารมณ์ของโจวโจวดูดีขึ้นมากหนูน้อยมีกำลังวังชาและดูแข็งแรงจนไม่รู้จะแข็งแรงไปมากกว่านี้ได้อีกไหม

     

    และในตอนนี้เองฉินเจ๋อที่สวมชุดกาวน์ก็ได้เดินเข้ามา “ผลตรวจออกมาแล้ว”

     

    คล้ายกับเรื่องนักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน