ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 42 เจินเจินปรากฏตัวอีกครั้ง

     

    “แปลกจริง ๆ เลย”

     

    การเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านล่างทำให้เซี่ยฮุยรู้ได้ทันทีว่าตุ๊กตาดินเผากำลังไล่ตามมา

     

    เจี่ยปิงอวี่ที่อยู่ใกล้เขายังคงวิ่งไปด้านหน้าอย่างไม่หยุด

     

    เซี่ยฮุยพูด “ตุ๊กตาดินเผาพวกนี้วิ่งไม่หยุดเลย ทำอย่างกับรู้ว่าพวกเรากำลังวิ่งขึ้นไปด้านบนอย่างนั้นแหละ”

     

    “เหมือนกับพวกมันกำลังต้อนเราให้วิ่งขึ้นไปด้านบนเลย” เจี่ยปิงอวี่พูดเสริม

     

    “ภารกิจนี้คงไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเราคิดแล้วสิ”

     

    เซี่ยฮุยวิ่งไปพลางก็หันไปมองด้านหลังไปพลาง

     

    ถึงแม้ว่าระดับความเร็วในการวิ่งของตุ๊กตาดินเผาไม่ได้รวดเร็วเท่าไหร่นัก แต่พวกมันก็วิ่งอย่างไม่หยุด พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่วิ่งไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง

     

    ความสูงในตอนนี้เทียบเท่ากับตึกที่มีความสูงเกือบสิบชั้น บันไดยังคงทอดยาวไปด้านบนจนทำให้เซี่ยฮุยเริ่มเกิดความตึงเครียดขึ้น

     

    บันไดนี้ต้องไม่ใช่บันไดเดิมของตึกนี้แน่ ๆ แค่เห็นก็รู้แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่โรงเรียนกลายเป็นโรงเรียนร้าง

     

    เดิมทีเขาคิดว่าเจินเจินคือผู้อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ แต่จากสถานการณ์ในเวลานี้เขากล้าใช้น่องไก่สองน่องเดิมพันได้เลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังต้องเป็นคนอื่นแน่นอน

     

    “ใกล้จะถึงชั้นบนสุดแล้ว”

     

    ตอนที่หมอกสีเทาบางเบาปรากฏขึ้นข้าง ๆ เขา จู่ ๆ เฉียนตัวตัวที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้าสุดก็ตะโกนบอกทุกคน

     

    ผ่านไปได้ไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดสูงสุดของบันไดแห่งนี้

     

    ตอนที่ข้ามบันไดขั้นสุดท้าย เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ก็พบว่าที่นี่เป็นทางตันและไม่มีทางให้ไปต่อแล้ว

     

    ตอนที่พวกเขากวาดตามองไปรอบ ๆ สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้ตกตะลึงไปในทันที ตอนนี้พวกเขายืนอยู่บริเวณทางเดินในห้องพักอีกครั้งแล้ว

     

    ตอนที่หันกลับไปมองก็พบว่าทางเดินที่พวกเขาวิ่งผ่านมาก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ เหล่าตุ๊กตาดินเผาที่อยู่ด้านหลังก็ยังวิ่งตามมา

     

    พวกเขาทั้งหกรีบหมุนตัวกลับไปและยืนอยู่ในโหมดพร้อมรับการโจมตี พลังงานที่อยู่บนร่างกายถูกเปิดใช้งาน

     

    เตรียมตัวต้านการโจมตี

     

    ตอนที่ตุ๊กตาดินเผาวิ่งมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายพวกมันก็หยุดการเคลื่อนไหวทันที

     

    พวกมันยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับที่เซี่ยฮุยเจอพวกมันในอาคารเรียนก่อนหน้านี้ ไร้ซึ่งความรู้สึก ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่ได้ต่างจากตุ๊กตาดินเผาธรรมดา

     

    แต่เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ จะเห็นมันเป็นตุ๊กตาดินเผาธรรมดา ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

     

    เซี่ยฮุยกวาดตามองตุ๊กตาดินเผาอย่างละเอียด จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงทำให้พวกมันสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้พวกเราถูกขังให้อยู่ที่นี่แล้ว”

     

    “พวกเธอรู้สึกไหมว่าที่นี่คุ้นตามาก?” ในเวลานี้เอง จู่ ๆ หลี่เหมยก็พูดโพล่งขึ้นมา

     

    สิ่งที่เธอพูดทำให้เซี่ยฮุยต้องหยุดคิดอีกครั้ง และเขาก็รู้สึกคุ้นตาเช่นเดียวกัน

     

    บริเวณทางเดินทั้งมืดสนิท เงียบสงัด อีกทั้งยังมีพลังลมปราณเย็นยะเยือก

     

    ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัย

     

    ที่นี่ไม่มีแสงสว่างให้เห็นแม้แต่น้อย หลังจากที่ป๋ายเสียวเสี่ยวเปิดใช้ลูกไฟ ทางเดินที่มืดสนิทก็เกิดแสงรำไรขึ้น

     

    ทันทีที่เห็นภาพชัดเจนขึ้น พวกเขาก็เกิดอาการเหงื่อตกในทันทีเพราะบริเวณทางเดินในเวลานี้เหมือนกับชั้นสี่ไม่มีผิด

     

    ไม่เพียงแต่หมายเลขห้องพักเท่านั้น แม้แต่ตำแหน่งรอยเปื้อนบนผนังก็เหมือนกัน

     

    เซี่ยฮุยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเพราะเมื่อกี้เขาแอบได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่างดังข้าง ๆ หู

     

    “ติ๋ง...ติ๋ง...”

     

    ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เซี่ยฮุยก็มั่นใจได้ในทันทีว่าเขาไม่ได้หูแว่วไปเอง บริเวณด้านในสุดของทางเดินมีเสียงน้ำกระทบกับพื้น

     

    “ทุกคนระวังตัวนะ”

     

    เซี่ยฮุยชี้นิ้วไปที่ด้านในสุดของทางเดิน “เสียวเสี่ยว...ทางนั้น”

     

    ยิ่งลูกไฟเข้าใกล้จุดนั้นมากเท่าไหร่ การมองเห็นทางฝั่งนั้นจึงชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    ยิ่งลูกไฟเข้าใกล้จุดนั้นมากเท่าไหร่ ร่างของใครบางคนก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ

     

    ตอนที่ลูกไฟเคลื่อนไปอยู่ด้านในสุดของทางเดิน เซี่ยฮุยก็เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน

     

    มันคือเงาที่ถูกปกคลุมด้วยดินเหนียว

     

    เซี่ยฮุยมั่นใจได้เพราะเขาเห็นว่าดินเหนียวไม่ได้ปกคลุมทั่วทั้งร่าง จึงทำให้มีเสื้อสีขาวตัดฟ้าโผล่ออกมาให้เห็น

     

    เซี่ยฮุยจำชุดยูนิฟอร์มนี้ได้เพราะตอนที่พวกเขาไปรวมตัวกันที่โรงเรียน เขาเคยเห็นชุดยูนิฟอร์มของเด็กโรงเรียนนี้

     

    “เสี่ยว...หง...”

     

    เซี่ยฮุยเปล่งเสียงแหบผ้าออกมาสองพยางค์หลังจากเห็นเงาของใครบางคนที่อยู่ด้านใต้ดินเหนียว

     

    “เธอคือ...”

     

    เซี่ยฮุยแอบคาดเดาภายในใจ ทันใดนั้นทางเดินก็เปลี่ยนไปจากเดิมอีกครั้ง

     

    วินาทีนั้นบริเวณทางเดินก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้น

     

    เสียงภายในห้องโถงดังขึ้นพร้อมกับเงาจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นบริเวณชั้นนี้

     

    ภาพมายา!

     

    ยังไม่ทันได้มีเวลาให้พวกเขาได้หลบเงาเหล่านั้น จู่ ๆ ร่างของพวกเขาก็ยืนอยู่บริเวณตรงกลางของทางเดิน

     

    ใบหน้าของเจ้าของเงาชัดเจนทันตาเห็น เหล่าเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งวิ่งผ่านทางเดินแห่งนี้ไปอย่างรวดเร็ว

     

    “ตึง!”

     

    ในเวลานี้เอง ด้านในสุดของทางเดินก็ปรากฏเงาของใครบางคนถูกผลักออกมา

     

    แรงที่ดันร่างนั้นออกมารุนแรงเสียจนทำให้เงานั้นล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น

     

    เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ไม่สามารถได้ยินเสียงเหล่านั้นได้ ราวกับพวกเขากำลังยืนดูละครใบ้ที่เห็นได้เพียงแค่ภาพเท่านั้น

     

    เงาที่กำลังวิ่งเข้ามาไม่มีใครช่วยพยุงร่างของเด็กนักเรียนที่ถูกผลักแม้แต่คนเดียว

     

    นอกจากนี้คนเหล่านั้นยังเข้ามาล้อมรอบตัวเธอพร้อมกับชี้นิ้วและหัวเราะเยาะเย้ยด้วยความสะใจ

     

    “นั่นมันจางเสี่ยวหงไม่ใช่เหรอ?”

     

    เฉียนตัวตัวชี้ไปที่เด็กผู้หญิงที่กำลังถูกคนอื่น ๆ รังแกพร้อมกับตะโกนถามเสียงดัง

     

    คนอื่น ๆ ก็เห็นภาพเหล่านั้น และพวกเขาก็รู้ดีว่านี่เป็นแค่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น

     

    เงาประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเงามายาอย่างนั้นหรือ?

     

    หรือว่ามันกำลังแสดงภาพความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาดู?

     

    “น่าสงสารจัง”

     

    ป๋ายเสียวเสี่ยวพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องกำลังสาดน้ำจากกะละมังใส่ร่างของจางเสี่ยวหงจนร่างกายเปียกปอนไปทั้งตัว

     

    “ไม่คิดจะขัดขืนบ้างเลยเหรอ”

     

    หลี่เหมยกำหมัดแน่น ถ้าหากเป็นเธอที่นั่งอยู่ตรงนั้นเธอต้องลุกขึ้นสู้กับคนพวกนั้นแน่ ๆ

     

    ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นฉากอื่นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจเงาจำนวนนับสิบคนก็หายไป

     

    แสงสว่างบริเวณทางเดินค่อย ๆ มืดหม่นลง เหลือเพียงจางเสี่ยวหงที่ยังอยู่ตรงนั้น

     

    เธอขดตัวอยู่บนพื้น แม้ว่าจะไม่มีใครรุมเตะเธอ แต่ร่างกายของเธอกลับกระตุกอย่างไม่หยุด

     

    ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหน เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทางทุลักทุเล ในเวลานี้เองเซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ก็เห็นใบหน้าเธอได้อย่างชัดเจน

     

    คือจางเสี่ยวหงอย่างที่คิดไว้จริง ๆ

     

    แต่เซี่ยฮุยกลับรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่างเพราะจางเสี่ยวหงที่พวกเขาเจอก่อนหน้านี้ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้

     

    จางเสี่ยวหงในเวลานี้อยู่ในโหมดด้านมืด เธอค่อย ๆ เดินกลับเข้าไปในห้องพักทีละก้าว จากนั้นก็ปิดประตูลง...

     

    จากนั้นฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนไปยังฉากต่อไป

     

    สิ่งที่เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ เห็นคือเงาที่ถูกปกคลุมไปด้วยดินเหนียวที่ยืนอยู่บนทางเดิน

     

    “เสี่ยว...หง...”

     

    เงานั้นค่อย ๆ เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้า ๆ

     

    ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ เซี่ยฮุยก็มั่นใจได้ในทันทีว่าเจ้าของร่างคือจางเสี่ยวหง

     

    แต่ทำไมเธอถึงเอาแต่เรียกชื่อเสี่ยวหงล่ะ? คนที่ชื่อเสี่ยวหงก็คือเธอไม่ใช่เหรอ?

     

    แต่ “จางเสี่ยวหง” ไม่ได้ปล่อยให้เซี่ยฮุยได้มีเวลาหยุดคิด ตอนที่เธอเดินเข้ามาใกล้ พลังงานความเย็นจากน้ำแข็งเหมันต์ก็ส่งตรงเข้ามาหาพวกเขา

     

    “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ จางเสี่ยวหง!”

     

    ในเวลานี้เอง เจี่ยปิงอวี่ก็เรียกเสาน้ำแข็งออกมาหนึ่งต้นและดันไปที่หน้าผากของ “จางเสี่ยวหง” เพื่อให้เธอหยุดเดิน

     

    “จาง...เสี่ยว...หง”

     

    เจี่ยปิงอวี่ตะโกนเรียกชื่อเธอจนทำให้เงาของเสี่ยวหงหยุดชะงัก

     

    เธอยืนนิ่งอยู่กับที่และมองมาที่เจี่ยปิงอวี่ด้วยท่าทางแข็งทื่อ

     

    หลังจากนั้นมุมปากของเธอก็ขยับพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาสามพยางค์

     

    จู่ ๆ สายตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นความน่าสะพรึงกลัว “จางเสี่ยวหงอยู่ที่ไหน?”

     

    “รีบบอกฉันมา พวกเธอพาเธอไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”

     

    “พูดแบบนี้...หมายความว่าเธอคือเจินเจินเหรอ?” จู่ ๆ เซี่ยฮุยก็ถามขึ้น

     

    “ทำไมนายถึงรู้จักชื่อของฉัน?”

     

    เจินเจินหันมามองเซี่ยฮุยและถามด้วยความสงสัย

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบคำถามของเธอ คนอื่น ๆ หันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง

     

    ถ้าหากเงานี้ไม่ใช่เจินเจิน ถ้าเช่นนั้นคนที่ถูกเซี่ยฮุยฆ่าตายก่อนหน้านี้คือใคร?

     

    “อย่าบอกนะว่าคนที่ฉันฆ่าตายคือ...”

     

    สายตาของเซี่ยฮุยค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง