บทที่ 21 ปะทะสัตว์อสูร
“ความพิเศษของมันมิได้อยู่ที่เกล็ดอันแข็งแกร่งหรือคมเขี้ยวที่แหลมคมเพียงอย่างเดียว แต่ความน่ากลัวของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลแท้จริงอยู่ที่พิษ เ้าเห็นของเหลวที่เรืองแสงสีม่วงหรือไม่ นั่นก็คือพิษของมัน”
พอถ่ายทอดประโยคนี้ออกมา จินเยว่ก็เงียบไปพลางครุ่นคิดกับตัวเอง สิ่งที่นางสิ้นเปลืองพลังและสมาธิทั้งหมดเพื่อยื่นััตรวจสอบสถานที่ที่ผู้คนบอกว่าอันตรายอย่างภูพยัคฆ์กลับนำพาผลลัพธ์ที่ไม่ดีอย่างที่คิด นางใช้เวลานับหนึ่งสัปดาห์เต็มและทำให้ร่างกายอ่อนแอไปไม่น้อย คราแรกััได้ถึงความพิเศษบางสิ่ง นางรู้สึกยินดีคิดว่าสิ่งนี้อาจช่วยส่งเสริมชายหนุ่มได้ นางจึงยิ่งทุ่มเทเพ่งพลังจิติญญาค้นหา แม้ติดอุปสรรค์สำคัญเช่นการติดอยู่ภายในมิติก็ไม่ประหวั่น แต่ข้อจำกัดนี้ก็ทำให้การค้นหายากลำบากและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สุดท้ายกว่าจะััได้ถึงลักษณะที่แท้จริงของความพิเศษนั่น ก็เป็ตอนที่ชายหนุ่มถูกมันโจมตีแล้ว หากนางััถึงสิ่งนั้นได้เร็วกว่านี้ คงเตือนให้ชายหนุ่มรีบหนีจากภูพยัคฆ์ สถานที่ที่มีมหันตภัยร้ายจำศีลหลับไหลอยู่!
ถ้าเป็สภาวะปกติ อสรพิษม่วงเกล็ดนิลคงมิใช่สิ่งที่คณามือของนาง นางย่อมสามารถจะทำอะไรกับสัตว์อสูรตัวนี้ก็ได้ แต่สำหรับแดนดาราพิภพ โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ยังไม่ปลุกพลังจิติญญาให้ตื่นขึ้น คงยากที่จะเอาชนะสัตว์อสูรที่ร้ายกาจนี้
“หากข้ารู้ตัวเร็วกว่านี้คงพาเ้าให้หลีกเลี่ยงจากมันได้ เป็ข้าพลาดเองที่อยากรู้ว่าสิ่งพิเศษที่ข้าััถึงคืออะไร จึงถูกความพิเศษที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์แห่งแดนดาราพิภพชักนำมา"
เฉินซือหยางที่กำลังกำชับดาบไว้แน่นกลับไม่ตำหนินาง
“ข้ารู้ว่าสิ่งที่ท่านพยายามทำอยู่คือการส่งเสริมข้า น้ำเสียงที่แหบพร่าอิดโรยของท่านก็คงเป็เพราะฝืนปลดปล่อยพลังเพื่อการนี้ ข้าไม่มีทางโทษท่านอย่างแน่นอน มีเพียงความเป็ห่วงและรู้สึกผิดอย่างมากที่เป็ต้นเหตุให้ท่านต้องฝืนทำอะไรเช่นนี้”
มือที่กำชับดาบของเฉินซือหยางปรากฏเส้นเืปูดโปน กล้ามเนื้อบีบรัดทำให้ดาบในมือไม่ไหวสั่นแม้เพียงครั้ง ั์ตาของชายหนุ่มทอประกายคมวาวพร้อมกับจิตสังหารที่ดุดันมิแพ้จากสายตาแหลมเล็กแดงก่ำของอสรพิษขนาดมหึมาเบื้องหน้าแม้เพียงนิด
“ดังนั้นต่อจากนี้ท่านไม่ต้องกังวลหรือขอโทษข้าแต่อย่างใด ในเมื่อท่านบอกว่ามันสามารถส่งเสริมพลังจิติญญาได้ ข้าจะนับว่านี่คือของขวัญที่ได้จากการชี้นำของท่าน ที่เหลือข้าจะเป็คนไขว่คว้ามันมาด้วยตนเอง ข้าจะไม่ยอมแพ้ ต่อให้เป็สัตว์อสูรหรือกองทัพเทพ ข้าก็จะกำราบให้สิ้น!”
พอได้ฟังคำกล่าวพร้อมกับั์ตาที่หนักแน่นของชายหนุ่ม ความกังวลที่เกิดขึ้นในใจของจินเยว่ก็อันตธานหายไปอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับเชื่อมั่นในบุรุษที่ยังไม่สามารถปลุกพลังจิติญญาจากการเพาะบ่มขึ้นมาได้ เชื่อว่ามันจะสามารถก้าวข้ามในสิ่งที่มิอาจเป็ไปได้
“ก็ดี เช่นนี้ค่อยเหมาะแก่การเป็คนที่ข้าจะฝากชีวิต”
คำกล่าวนี้สามารถตีความได้สองแง่มุม แต่เฉินซือหยางรู้ดีในความหมายของนาง ตราบใดที่นางออกจากมิติไม่ได้ นางย่อมต้องฝากชีวิตไว้กับมัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็อยากแปลงความหมายประโยคนี้เพื่อให้เกิดความฮึกเหิมและแรงใจ ที่ว่าสตรีสะคราญโฉมราวเทพธิดาจาก์ผู้หนึ่ง้าฝากชีวิตอยู่ร่วมกับมันตลอดไป
“จะให้ดูแลท่านตลอดไปข้าก็ทำได้!”
เฉินซือหยางคำรามประโยคนี้ออกมาพร้อมกับทะยานเข้าหาอสรพิษม่วงเกล็ดนิลอย่างไม่ประหวั่น กลับกลายเป็อสรพิษม่วงเกล็ดนิลเสียเองที่ััได้ถึงจิตสังหารจากแววตาของมนุษย์เบื้องหน้าจนทำให้มันบังเกิดความย่นระย่อขึ้นมาแวบหนึ่ง กอปรกับก่อนหน้ามันได้ใช้คมเขี้ยวอันแหลมคมแกร่งกร้าวบดขยี้ร่างของมนุษย์ผู้นี้แล้ว ปกติมนุษย์จากแดนดาราพิภพแม้เนื้อไม่อร่อยเพราะพลังจิติญญาที่อ่อนด้อย แต่ก็จัดการได้ง่ายไม่เปลืองแรงแต่อย่างใด ทว่ามนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยจากแดนดาราพิภพผู้นี้กลับแตกต่าง ขนาดมันใช้แรงขบกัดสุดความสามารถ เ้ามนุษย์ที่ยังไม่มีพลังจิติญญาผู้นี้ก็ยังสามารถยืนหยัดและยังโถมทะยานโจมตีเข้าใส่ตนอย่างน่าเหลือเชื่อได้
ด้วยความทะนงตนในสถานะที่สูงกว่า เป็สัตว์อสูรที่มีชีวิตยาวนานและเคยดำรงอยู่ในแดนดาราที่เกรียงไกร ในชีวิตมันเคยมีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้มันหวาดกลัว เมื่อไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เมื่ออยู่ในแดนดาราที่อ่อนด้อยด้านพลังจิติญญาแล้ว มันก็สามารถวางตัวเป็ราชันย์ไร้ซึ่งความกลัวต่อสรรพสิ่งใดในแดนดาราแห่งนี้ได้ อสรพิษม่วงเกล็ดนิลมีความทะนงในจิติญญาเช่นนี้ มันจึงคำรามส่งเสียงที่ชวนขนหัวลุก พร้อมพุ่งร่างฉวัดเฉวียนฉกเข้าหาร่างที่มุ่งมาของเฉินซือหยางทันที
หนึ่งดาบที่ฟาดฟันและหนึ่งคมเขี้ยวที่พุ่งออก กำลังจะปะทะเข้าใส่กันอย่างถนัดถนี่ แต่เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้าแฝงความล่อหลอกไม่ตายตัว เห็นอยู่กับตาว่าหนึ่งดาบจะฟันออกมา แต่พอเข้าสู่ขอบเขตระยะประชิด ดาบนั้นกลับพร่าพรายไปพร้อมกับท่าร่างที่หมุนเคว้งหลบคมเขี้ยวออกไปด้านข้าง ด้วยระยะประชิดดาบยาวมิอาจฟันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งเกล็ดของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลก็แข็งราวเหล็กกล้า เฉินซือหยางจึงพลิกแพลงวิถีดาบ ชักดาบสั้นที่ด้านหลังออกมาพร้อมเหวี่ยงคมดาบปักเข้าใส่ดวงตาแดงก่ำข้างซ้ายของเ้าอสรพิษม่วงเกล็ดนิลทันที
ส่งให้อสรพิษม่วงเกล็ดนิลคำรามลั่นด้วยความเ็ปและเต็มไปด้วยโทสะ มันจึงตวัดลำตัวฟาดร่างของเฉินซือหยางที่ลอยค้างกลางอากาศจนกระเด็นอัดผนังโถงหินไปไกล
เฉินซือหยางต้องฝืนปักดาบที่ผนังหินป้องกันสภาวะการร่วงตก เพราะเบื้องล่างมีของเหลวสีม่วงเรืองรองอันเป็พิษของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลรออยู่ ดูจากสายตาและััจากกลิ่น พิษสีม่วงนี้จักต้องรุนแรงกว่าสรรพพิษใดบนแดนดารานี้อย่างแน่นอน ซึ่งจินเยว่ก็เตือนมันเช่นนั้น
“ระวังอย่าได้ััพิษของมัน พิษนี้รุนแรงกว่าพิษใดบนแดนดาราของข้า แม้แต่ผู้มีพลังจิติญญาระดับสูงหากรับพิษนี้ไปเต็มๆ ก็พลาดท่าเสียทีมาแล้ว”
เฉินซือหยางเมื่อนึกถึงสัตว์ แมลง และพืชพันธุ์มากมายในภูพยัคฆ์ที่เต็มไปด้วยพิษแห่งนี้ก็เหมือนคิดขึ้นมาได้
“การที่ภูพยัคฆ์เต็มไปด้วยสัตว์ แมลง และพืชมีพิษมากมายล้วนเกี่ยวข้องกับมันสินะ"
“พิษเหล่านี้สามารถตกค้างตามธรรมชาติได้ จึงเกิดการถ่ายทอดวิวัฒนาการสู่พืช สัตว์ รวมถึงแมลงต่างๆ ตอนแรกข้าก็แปลกใจเช่นกันที่ภูพยัคฆ์สามารถมีพิษตกค้างในวงจรวัฏจักรสิ่งแวดล้อมผิดแผกไปจากหลักธรรมชาติที่ควรจะเป็ เมื่อเห็นถ้ำโถงแห่งนี้และการดำรงอยู่ของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลจึงเข้าใจ"
“เช่นนั้นหากไม่รีบกำจัดมัน หากปล่อยให้มันมีการดำรงอยู่สืบไป สถานที่อันตรายคงมิใช่ภูพยัคฆ์เพียงอย่างเดียว เมืองละแวกใกล้เคียงโดยเฉพาะเมืองไผ่เขียวย่อมหนีไม่พ้นความอันตรายนี้”
“ดูท่าเ้าจะเป็ห่วงคนในเมืองไผ่เขียว"
“คนอื่นจะเป็อย่างไรก็ช่าง คนที่ข้าห่วงมีเพียงมารดา กับบิ….”
คำกล่าวของเฉินซือหยางชะงักไป แล้วมันก็ไม่กล่าวต่อ เพียงจับจ้องอยู่ที่ร่างซึ่งดิ้นพล่านของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลที่สูญเสียดวงตาไปเท่านั้น
ในตอนนี้อสรพิษม่วงเกล็ดนิลดูจะคลุ้มคลั่งและมีโทสะไม่น้อย ดวงตาซ้ายที่สูญเสียยังคงมีดาบปักอยู่ ดาบสั้นเล่มนี้ดูเหมือนดาบธรรมดาทั่วไป ดูมิได้พิเศษหรือเลิศล้ำกว่าดาบเล่มไหน แต่ที่ชวนให้อสรพิษม่วงเกล็ดนิลหงุดหงิดมีโทสะเป็อย่างมากก็คือ พิษที่มันขับออกมาทางดวงตาที่ถูกแทงจนมืดบอดกลับมิอาจย่อยสลายดาบสั้นที่ธรรมดาเล่มนี้ได้
เ้าอสรพิษม่วงเกล็ดนิลไม่คิดว่าจะมาเสียท่าให้แก่มนุษย์ที่อ่อนแอไร้พลังจิติญญาเป็ครั้งสอง มันจึงไม่พุ่งร่างส่งคมเขี้ยวออกไปเบื้องหน้า เพียงตวัดลิ้นสองแฉกที่แดงชาดฟาดไปทั่วบริเวณราวกับแส้เหล็ก ส่งให้เศษซากกระดูกแตกละเอียดกระจัดกระจาย เช่นเดียวกับพิษสีม่วงบนพื้นโถงถ้ำที่กระเซ็นซ่านพร่าพรมไปทุกแห่งหน
เฉินซือหยางต้องหลบทั้งโครงกระดูกที่พุ่งเฉียดไปทุกทิศ หลบลิ้นที่ตวัดฟาด ซ้ำยังมีพิษที่สาดกระเซ็น ชายหนุ่มจึงมีสภาพที่ทุลักทุเลและมีอาการาเ็ทางกายให้เห็น ใช้เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้าตวัดฟันรับก็ต้านทานได้เพียงบางการโจมตี ดาบตอนนี้ในมือเหลือเพียงสองเล่ม อานุภาพเพลงดาบจึงค่อนข้างตกลง มิหนำซ้ำดาบอีกเล่มก็ปรากฏรอยปริแตกจะพังทลายเมื่อใดก็ไม่ทราบ ทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในสภาวะที่วิกฤติอย่างแท้จริง
“อสรพิษม่วงเกล็ดนิลมีจุดอ่อนบริเวณท้อง เนื่องจากเป็จุดที่เกล็ดเปราะบางมากที่สุด ต้องอาศัยพลังการโจมตีที่รวดเร็ว หนักหน่วง”
จินเยว่คอยชี้แนะข้อมูลของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลให้เฉินซือหยางเป็ระยะๆ เฉินซือหยางเองก็จดจำและมองหาจังหวะพร้อมกับโอกาสอยู่เสมอ มันเคลื่อนกายหลบจากการโจมตีที่หนักหน่วงของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลอย่างรวดเร็ว แต่อสรพิษม่วงเกล็ดนิลนี้ไม่ใช่มีเพียงแต่ความหนักหน่วงในการโจมตีเท่านั้น แต่มันเองก็มีความรวดเร็วไม่แพ้กัน แม้ร่างใหญ่โตยาวเฟื้อยก็ไม่เป็อุปสรรค เช่นนั้นการจะเข้าไปถึงจุดอ่อนมันได้มิใช่เื่ง่าย และถึงแม้เข้าถึงจุดอ่อนมัน โอกาสการโจมตีของชายหนุ่มก็สามารถใช้ดาบเพียงดาบเดียว
หากมัน้าชนะและรอดชีวิต ต้องสามารถจัดการอสรพิษม่วงเกล็ดนิลด้วยดาบเดียว!
ลำพังหนึ่งการฟาดฟันดาบอย่างรุนแรงแม่นยำนับว่ายากลำบาก เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลรวดเร็ว คดเคี้ยว ทั้งเบี่ยงวิถีได้ตลอด การจะฟันอย่างแม่นยำในดาบเดียวภายใต้ระยะเวลาอันจำกัดเช่นนี้จึงแทบเป็ไปไม่ได้ ทว่าแววตาและความมุ่งมั่นของชายหนุ่มไม่มีความย่อท้อ ต่อให้ลำบากหรือยากกว่านี้มันก็จะฟาดฟันจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ร่างของเฉินซือหยางหมุนเคว้งหลบวิถีการโจมตีอย่างคล่องแคล่ว ดาบในมือมีเพียงดาบจรดใต้หล้าที่สามารถฟันออกไปได้อย่างเต็มแรง อีกดาบหากฟันอีกครั้งหนึ่งคงแหลกสลายเป็แน่ มันจึงไม่ฝืนฟันดาบนั่นออกไป อาศัยเพียงการหลบหลีกเพื่อหาจังหวะที่ประจวบเหมาะเท่านั้น
การโจมตีที่บ้าคลั่งของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลแฝงไปด้วยพลังจิติญญาที่ไม่อ่อนด้อย หากเป็มนุษย์ทั่วไปป่านนี้ร่างแหลกสลายไปแล้ว แต่เฉินซือหยางนั้นมีร่างกายไม่ธรรมดา ยิ่งผ่านการฝึกฝน ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วง ร่างกายของมันก็คล้ายได้รับการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา ความแข็งแกร่งทางกายภาพจึงเพียงพอต่อการรองรับอาการาเ็และแรงกระแทกที่มหาศาลตรงหน้าได้
เมื่อไม่สามารถบดขยี้มนุษย์ที่ราวกับมดปลวก อสรพิษม่วงเกล็ดนิลยิ่งเดือดดาลคลุ้มคลั่ง การโจมตีรุนแรงกว่าเดิมมาก ร่างก็เคลื่อนไหวยาวเหยียดสุดตัว และเพราะการเหยียดสุดตัวนี้่ท้องจึงเผยอขึ้นให้เห็นเล็กน้อย เฉินซือหยางจึงเผยรอยยิ้มเย็นออกมา
การที่มันสู้เช่นนี้ เอาแต่ล่อหลอกหลบหนีก็เพื่อยั่วยุปั่นประสาทฝ่ายตรงข้าม พอศัตรูพลั้งเผลอไปตามกลยุทธ์ที่มันวางไว้ พอช่องว่างที่เฝ้ารอเปิดออก พลังกายภาพทั้งหมดที่เกร็งเอาไว้ตรงส่วนขาก็พลันปลดปล่อยออก พลังลมปราณที่แข็งแกร่งดีดสะท้อนจนพื้นดินยุบเป็แอ่งรอยเท้า พริบตาเดียวร่างของเฉินซือหยางก็คล้ายกลับตัดมิติออกมา มันพุ่งผ่านปลายลิ้นแดงชาดที่ฟาดตวัด หมุนกายเป็เกลียวกลางอากาศรอดผ่านคมเขี้ยว แล้วทิ้งร่างจรดลงบริเวณ่ท้องของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ก่อนนำพาพลังลมปราณถ่ายเทมาที่กล้ามเนื้อท่อนแขนทั้งสองข้าง พร้อมตวัดฟันดาบสองเล่มในมือด้วยความหนักหน่วงและรวดเร็วราวพริบตา!
ย่าห์!!!
เฉินซือหยางคำรามก้องส่งดาบคู่ฟันเข้าใส่่ท้องของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล แน่นอนว่านี่คือจุดอ่อนของมัน หากส่งหนึ่งการฟาดฟันดาบที่หนักหน่วงเข้าไปได้ โอกาสชนะย่อมเปิดกว้าง
แต่ขึ้นชื่อว่าสัตว์อสูร ความเหนือธรรมชาติของมันย่อมอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ไปไกล ทันทีที่มันรู้ตนว่ากำลังจะเพลี่ยงพล้ำ มันก็พลันถอดคราบพุ่งร่างหลักขึ้นบนอากาศปล่อยให้คราบที่ลอกออกรับหนึ่งดาบแทนทันที แม้แต่คราบของมันก็แข็งแกร่งทั้งมีแรงยึดติดมหาศาล ดาบเล่มหนึ่งที่ฟันออกจึงแหลกสลาย ส่วนดาบอีกเล่มที่เหลือคือดาบจรดใต้หล้าได้กรีดเฉือนคราบอสรพิษม่วงเกล็ดนิลลากเป็ทางยาว ทว่าสุดท้ายปลายดาบก็ถูกคราบอสรพิษม่วงเกล็ดนิลส่วนที่เหลือห่อหุ้มยึดติดไว้
เฉินซือหยางไม่คิดว่าสัตว์อสูรจะลอกคราบได้เร็วเพียงนี้ ทั้งคราบยังมีความเหนียวแน่นราวเส้นใยที่ถักทอจำนวนมหาศาล แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มต้องตื่นตระหนกไม่คิดว่าจะเร็วยิ่งกว่าการลอกครอบก็คือ พิษสีม่วงเรืองรองที่พุ่งเป็ลำตรงจากปากของมัน!
ด้วยความจวนตัวกอปรกับการยึดติดของตัวดาบทำให้เฉินซือหยางมิอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ทัน พิษสีม่วงเรืองรองจึงพุ่งปกคลุมใส่ชายหนุ่ม กลืนกินจนร่างของมันจมหายภายใต้กลุ่มก้อนของพิษสีม่วงนี้
จินเยว่จึงถ่ายทอดกระแสเสียงด้วยความตื่นตระหนก
“ซือหยาง!”