“พี่เขย ฉันรักพี่แทบตายแล้ว!”
ระหว่างทางกลับไปยังปากภูเขาจิ่วผาน หลินเสี่ยวจู้ก็เขย่าแขนของเซียวเจิ้งด้วยความตื่นเต้น บนใบหน้าจิ้มลิ้มปรากฏเลือดฝาด
เธอคิดไม่ถึงเลยว่าฝีมือการแข่งรถของเซียวเจิ้งจะอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่เซียวเจิ้งแข่งรถด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน กลายเป็นเย็นชา เข้าถึงได้ยาก แม้แต่แววตาทะเล้นคู่นั้นยังกลายเป็นน่าหลงใหลขึ้นมา
พี่เขยแบบนี้ หลินเสี่ยวจู้พึงพอใจมาก ทั้งยังรู้สึกปลื้มปริ่มกับสายตาของหลินฮั่วอินด้วย
เฮอะ!
จากที่เคยกังวลมาตลอดว่าพี่สาวคงได้แฟนเป็นเด็กเนิร์ดขี้แพ้ คิดไม่ถึงว่าในด้านการเลือกผู้ชาย เธอค่อนข้างมีมาตรฐานทีเดียว
“ฉันจินตนาการสีหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ของผู้หญิงคนนั้นออกเลย!”
หลินเสี่ยวจู้หัวเราะคิกคักพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์ “ฟินจริง ๆ!”
เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ แล้วเอ่ยพลางยิ้มบางเบา
“ดูก็ดูแล้ว แข่งก็แข่งแล้ว ตอนนี้จะไปโรงเรียนอย่างสบายใจได้หรือยัง?”
“พี่เขย ฉันขอเลี้ยงมื้อเที่ยงพี่ได้ไหม?”
หลินเสี่ยวจู้อยากอยู่กับพี่เขยที่เจ๋งสุดยอดคนนี้ต่ออีกสักพัก เธอจึงยื่นข้อเสนอ
“พี่ชอบกินหม้อไฟหรืออาหารเสฉวน?”
“ฉันอยากกลับไปกินที่ซินอ้าว” เซียวเจิ้งตีหน้านิ่งตอบ
“เสี่ยวจู้ ถึงฉันกับเธอจะเข้าขากันมาก แต่ในฐานะพี่เขย ฉันจำเป็นต้องเตือนเธอว่า เธอคือนักเรียนมอหก เดี๋ยวก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก จะมัวแต่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ใช่แค่พี่สาวของเธอจะโกรธ ฉันเองก็ไม่ชอบใจด้วย”
หลินเสี่ยวจู้ยู่ปากของเธอ กล่าวตาละห้อย
“ก็ได้ งั้นรอพวกเรารับเงินรางวัลเสร็จค่อยกลับโรงเรียนกัน”
“อื้ม”
เซียวเจิ้งเร่งความเร็วรถลงจากภูเขาตรงไปที่โพเดียม
เงินรางวัลจำนวนห้าแสนหยวนคือทรัพย์สินก้อนโตที่จะยกระดับชีวิตให้ไปสู่จุดสูงสุดสำหรับเซียวเจิ้งในตอนนี้ หลังจากขึ้นไปบนโพเดียม เขาก็เมินเฉยต่อสายตาที่ราวกับจะฆ่าคนได้ของเฉินม่านจวิน หลังจากอิ่มเอมกับเสียงเชียร์และเสียงปรบมืออันดังกระหึ่ม เขาก็เก็บเช็คใส่กระเป๋า เดินลงมาจากโพเดียมอย่างสบายใจ
“คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าฝีมือของนายจะดีขนาดนี้”
เฉินม่านจวินเดินเชิดหน้าเข้ามา ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้ามจำนวนมาก
เดรสยาวสีแดงหรูหรา ผมยาวหยักศกเป็นลอนคลื่น ใบหน้ามีเสน่ห์เย้ายวนราวกับปีศาจจิ้งจอกที่ทำให้ร่างกายร้อนรุ่ม เลือดลมสูบฉีด แม้แต่ความสูง พอสวมใส่รองเท้าส้นสูงก็ไม่ได้เตี้ยกว่าผู้ชายแม้แต่นิดเดียว
ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ว่าจะปรากฏตัวในสถานที่แบบไหนหรือเวลาไหน ก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาทั้งนั้น
ใบหน้าของเซียวเจิ้งประดับความสุขแห่งชัยชนะและความหยิ่งยโสเพราะกลายเป็นคนรวยขึ้นมากะทันหัน เขากล่าวด้วยท่าทางมั่นใจว่า
“เรื่องที่เธอคิดไม่ถึงยังมีอีกเยอะ”
พอกล่าวประโยคนี้ออกไป สีหน้าของแชมป์ระดับ A ที่สวมหมวกเบสบอลซึ่งเดินตามหลังเฉินม่านจวินอยู่ก็เปลี่ยนไปในทันที เขาทำท่าอยากเดินเข้ามาสั่งสอนเซียวเจิ้งเต็มแก่
ในสายตาของคนอื่น ผู้คว้าแชมป์แข่งรถที่สวมหมวกเบสบอลคนนี้คือนักแข่งที่มีอุปนิสัยถ่อมตัว แต่เขากลับแสดงความไม่พอใจกับคำพูดของเซียวเจิ้งแทนเฉินม่านจวิน จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าฐานะของเฉินม่านจวินค่อนข้างดีพอสมควร
เฉินม่านจวินจะไม่ยอมให้คนอ่อนประสบการณ์มาหยามแน่นอน เธอยื่นมืออันเรียวยาวออกมาเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์
“ฉันชื่อเฉินม่านจวิน นายล่ะ?”
เมื่อเจอกับคำพูดที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรของเซียวเจิ้ง หญิงสาวไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับแสดงมิตรไมตรี ทั้งยังบอกชื่อของตนเอง ทำให้เซียวเจิ้งรู้สึกประหลาดใจและสงสัยในภูมิหลังของผู้หญิงคนนี้ในเวลาเดียวกัน
เดี๋ยวนะ เฉินม่านจวินเหรอ?
เซียวเจิ้งค่อนข้างคุ้นหูกับชื่อนี้ หลังจากรื้อฟื้นความทรงจำไม่กี่วินาที เขาก็ปะติดปะต่อชื่อดังกล่าวเข้ากับหลินฮั่วอินได้อย่างรวดเร็ว
อยากให้ฉันช่วยเรียกหลินฮั่วอินและเฉินม่านจวินมาพูดคุยกับนายไหม?
นี่คือคำพูดเย้ยหยันที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้นพูดกับเซียวเจิ้ง มองจากจุดนี้จะเห็นได้ว่าหลินฮั่วอินและเฉินม่านจวินเป็นผู้หญิงระดับเดียวกัน หลินฮั่วอินคือคลื่นลูกยักษ์ของซินอ้าว แล้วเฉินม่านจวินที่อยู่ตรงหน้านี้ล่ะ
เฉินม่านจวินยื่นมือเรียวออกมารอเก้อหลายวินาที กลับพบว่าเซียวเจิ้งไม่ได้มีท่าทีว่าจะยกมือแม้แต่นิดเดียว เธอจึงหรี่ตาอันกลมโตคู่นั้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะยิ้มเย้ายวนพร้อมกับกล่าวออกมาว่า
“สุดหล่อ นายรู้หรือเปล่าว่าเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งจะจับมือกับนาย ต่อให้นายเกลียดขี้หน้าผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน ก็ควรตอบกลับด้วยความสุภาพสักหน่อย และฉันก็ไม่คิดว่านายมีเหตุผลที่จะเกลียดฉัน”
เป็นความจริงที่เซียวเจิ้งไม่มีเหตุผลที่จะเกลียดเฉินม่านจวิน ในทางกลับกัน หลังจากเฉินม่านจวินพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ก็มีเหตุผลมากพอที่จะเกลียดเซียวเจิ้ง
“ขอโทษที เมื่อกี้ฉันใจลอยไปหน่อย”
เซียวเจิ้งพูดส่ง ๆ แล้วจึงยกมือขึ้นมาจับมือกับเฉินม่านจวินด้วยความสุภาพ
“ฉันชื่อเซียวเจิ้ง”
เขาจับมือพอเป็นพิธี ไม่ได้มีความคิดจะฉวยโอกาส แต่ถึงจะสัมผัสกันเป็นเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เซียวเจิ้งยังรู้สึกได้ว่ามือของเฉินม่านจวินช่างเนียนนุ่ม เรียบลื่นราวกับนมวัว
“ใจลอยงั้นเหรอ?” เฉินม่านจวินคลี่ยิ้ม
ขณะเผชิญหน้ากับผู้หญิงแบบเธอ ยังเหม่อลอยได้อีกเหรอ?
เฉินม่านจวินรู้สึกสงสัยในตัวของชายผู้ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวในสายตามากขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณเซียว เราจะได้พบกันอีกแน่”
เฉินม่านจวินแสดงรอยยิ้มสนใจ ก่อนหมุนกายเดินจากไป
“เหอะ!”
พอเฉินม่านจวินเดินออกไป หลินเสี่ยวจู้ก็แค่นเสียงขึ้นจมูกเบา ๆ พร้อมกับจ้องมองแผ่นหลังอันน่าดึงดูดของผู้หญิงคนนี้
“ยัยผู้หญิงใจง่าย!”
“ไปกันเถอะ ฉันจะไปส่งเธอกลับโรงเรียน”
เซียวเจิ้งไม่ได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาดึงหลินเสี่ยวจู้ขึ้นรถ BMW
ระหว่างทาง หลินเสี่ยวจู้พูดเจื้อยแจ้วเป็นต่อยหอย ก่อกวนเซียวเจิ้งไม่หยุดไม่หย่อน ส่วนเซียวเจิ้งก็ได้แต่ยิ้มตอบ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำของโรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูที่กำลังจะเดินทางไปถึง
ผู้ใหญ่ทุกคนที่ก้าวเข้าสู่วงสังคมต่างมีความรู้สึกหลากหลายต่อโรงเรียนเก่าที่ตนเคยเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนดีหรือนักเรียนที่เกเร และไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในสังคม ก็ล้วนมีความรู้สึกราวกับใบไม้ร่วงคืนสู่รากเหมือนกัน
“ฉันจำได้ว่ามีร้านอาหารเล็ก ๆ เรียงรายอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน ตอนเช้าขายอาหารเช้า ตอนกลางวันและตอนเย็นก็ขายอาหาร”
พอเซียวเจิ้งเหลือบไปเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียน เขาก็กล่าวพลางมุ่นคิ้ว
“ทำไมไม่มีแล้วล่ะ?”
“พี่น่ะมันยุคเก่าแล้ว” หลินเสี่ยวจู้เคี้ยวหมากฝรั่งพลางกล่าวลอย ๆ ขึ้นมา
“โรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูเป็นจุดสำคัญของเมือง ภาพลักษณ์โดยรอบของโรงเรียนก็มีความสำคัญมากเช่นกัน อย่างน้อยก็ไม่สามารถปล่อยให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าสกปรกถูกไหม? ถึงร้านอาหารเล็ก ๆ พวกนั้นจะราคาถูกและสะดวก แต่มีควันดำโขมงทุกวันก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียนมากเกินไป”
“ไม่รู้สิ”
เซียวเจิ้งพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“จำได้ว่าตอนที่เพิ่งขึ้นมอปลาย ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดก็คือการได้กินข้าวแกงในร้านอาหารเล็ก ๆ ทุกเย็น พร้อมกับดูหนังไม่ก็ละครทีวีออกใหม่ จ่ายค่าข้าวจานละห้าหยวนก็ได้ดูหนังเรื่องหนึ่งในร้านอาหารแล้ว”
“ร้านอาหารเล็ก ๆ อากาศไม่ถ่ายเทเท่าไหร่ ควันทั้งเหม็นและตลบอบอวล นั่งดูหนังข้างในนั้นจะไม่อึดอัดเหรอ?”
หลินเสี่ยวจู้ไม่มีทางเข้าใจความคิดถึงที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญอะไรของเซียวเจิ้ง เธอถามด้วยความงุนงง
“เธอรับไม่ได้แน่นอน” เซียวเจิ้งว่าพลางหัวเราะเบา ๆ
“แต่สำหรับฉัน นั่นก็คือความทรงจำที่สวยงามที่สุดแล้ว”
สังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ไม่ใช่แค่หน้าตาของเมืองทั้งเมืองที่แปลกตา แม้แต่โรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูที่อยู่ในส่วนลึกของความทรงจำยังเกิดการเปลี่ยนแปลงราวฟ้ากับเหว ทำให้ผู้คนหวนนึกถึงวันวาน
“ถึงแล้ว”
เซียวเจิ้งจอดรถที่ประตูโรงเรียนพร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า “รีบเข้าไปเถอะ ถ้าสัปดาห์นี้อยากไปบ้านพี่สาวเธอ ก็โทรหาฉันแล้วกัน ฉันจะไปรับเธอหลังเลิกงาน”
หลินเสี่ยวจู้เอ่ยตอบด้วยความอาลัยอาวรณ์ “ถึงเวลาทานข้าวแล้ว ให้ฉันเลี้ยงข้าวพี่ที่โรงอาหารของโรงเรียนดีไหม?”
“ไม่ต้องหรอก” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เธอเองก็คงไม่อยากให้ฉันกลับไปบริษัทช้าแล้วถูกพี่สาวเธอด่าเอาใช่ไหม?”
“ก็ได้”
หลินเสี่ยวจู้เบ้ปากพร้อมกับกล่าวออกมาว่า “เลิกงานแล้วมารับฉันนะ หลังจากนี้ฉันจะอยู่กับพวกพี่ทุกสัปดาห์เลย”
“ยินดีต้อนรับเสมอครับ”
เซียวเจิ้งฉีกยิ้ม ก่อนพูดเร่ง “รีบเข้าไปเถอะ ฉันต้องกลับไปบริษัทแล้ว”
“รู้แล้วน่า”
หลินเสี่ยวจู้กระโดดลงจากรถ BMW แล้วโบกมือให้กับเซียวเจิ้ง
“พี่เขย ตอนเย็นอย่าลืมมาเร็วหน่อยนะ ถ้าสายละก็ฉันโกรธพี่แน่”
“ไม่มีปัญหา” เซียวเจิ้งพยักหน้าพร้อมกับคลี่ยิ้ม
สายตาของเขามองส่งหลินเสี่ยวจู้ที่เดินเข้าประตูโรงเรียน จากนั้นเซียวเจิ้งก็จุดบุหรี่ด้วยความเศร้าใจ
จริงอยู่ที่เขาอยากเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูมาก ไปดูห้องที่เคยเรียน ดูสนามกีฬาที่เคยเตะบอล แม้กระทั่งหอพักนักเรียนชายที่มีเสียงเซ็งแซ่ แต่เขาไม่มีความกล้า
ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะดื้อรั้น ทำตัวเหลวแหลก แต่ครูโดยส่วนใหญ่ก็ยังตั้งความหวังกับเขาไว้มาก เชื่อว่าเขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความหวังของบรรดาคุณครูได้พังทลายหมดแล้ว สลายไปตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่มอหก
เขาไม่สามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้อย่างใจหวัง และไม่ได้เป็นคนที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ถึงขั้นเสียคนด้วยซ้ำไป เขากลายเป็นมือปืนรับจ้างที่ฆ่าคนราวกับผักปลา มือทั้งสองข้างย้อมไปด้วยเลือด วิญญาณกลายเป็นปีศาจที่จมดิ่งในนรก
เขาไม่กล้าเดินเข้าไปในสถานที่ศึกษาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สอนหนังสือ ด้วยกลัวว่ามลทินของตนจะแปดเปื้อนความบริสุทธิ์ของที่นั่น
ปึงปึง!
กระจกรถถูกคนเคาะจนเกิดเสียง เซียวเจิ้งที่อยู่ในภวังค์ค่อย ๆ ได้สติทีละนิด จากนั้นเปิดกระจกแล้วมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง อายุของเธอไม่เยอะ ถึงจะแต่งตัวสวยพริ้ง แต่กลับปิดบังใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธอไว้ไม่ได้
“คุณลุง ว่างไหมคะ?”
สาวน้อยโน้มตัวลง พยายามบีบร่องอกที่ผู้ชายล้วนแต่ใฝ่ฝันหาเต็มที่