สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_46_คุณลุงว่างไหมคะ

    “พี่เขย ฉันรักพี่แทบตายแล้ว!”


    ระหว่างทางกลับไปยังปากภูเขาจิ่วผาน หลินเสี่ยวจู้ก็เขย่าแขนของเซียวเจิ้งด้วยความตื่นเต้น บนใบหน้าจิ้มลิ้มปรากฏเลือดฝาด


    เธอคิดไม่ถึงเลยว่าฝีมือการแข่งรถของเซียวเจิ้งจะอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่เซียวเจิ้งแข่งรถด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน กลายเป็นเย็นชา เข้าถึงได้ยาก แม้แต่แววตาทะเล้นคู่นั้นยังกลายเป็นน่าหลงใหลขึ้นมา


    พี่เขยแบบนี้ หลินเสี่ยวจู้พึงพอใจมาก ทั้งยังรู้สึกปลื้มปริ่มกับสายตาของหลินฮั่วอินด้วย


    เฮอะ!


    จากที่เคยกังวลมาตลอดว่าพี่สาวคงได้แฟนเป็นเด็กเนิร์ดขี้แพ้ คิดไม่ถึงว่าในด้านการเลือกผู้ชาย เธอค่อนข้างมีมาตรฐานทีเดียว


    “ฉันจินตนาการสีหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ของผู้หญิงคนนั้นออกเลย!”


    หลินเสี่ยวจู้หัวเราะคิกคักพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์ “ฟินจริง ๆ!”


    เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ แล้วเอ่ยพลางยิ้มบางเบา


    “ดูก็ดูแล้ว แข่งก็แข่งแล้ว ตอนนี้จะไปโรงเรียนอย่างสบายใจได้หรือยัง?”


    “พี่เขย ฉันขอเลี้ยงมื้อเที่ยงพี่ได้ไหม?”


    หลินเสี่ยวจู้อยากอยู่กับพี่เขยที่เจ๋งสุดยอดคนนี้ต่ออีกสักพัก เธอจึงยื่นข้อเสนอ


    “พี่ชอบกินหม้อไฟหรืออาหารเสฉวน?”


    “ฉันอยากกลับไปกินที่ซินอ้าว” เซียวเจิ้งตีหน้านิ่งตอบ


    “เสี่ยวจู้ ถึงฉันกับเธอจะเข้าขากันมาก แต่ในฐานะพี่เขย ฉันจำเป็นต้องเตือนเธอว่า เธอคือนักเรียนมอหก เดี๋ยวก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก จะมัวแต่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ใช่แค่พี่สาวของเธอจะโกรธ ฉันเองก็ไม่ชอบใจด้วย”


    หลินเสี่ยวจู้ยู่ปากของเธอ กล่าวตาละห้อย


    “ก็ได้ งั้นรอพวกเรารับเงินรางวัลเสร็จค่อยกลับโรงเรียนกัน”


    “อื้ม”


    เซียวเจิ้งเร่งความเร็วรถลงจากภูเขาตรงไปที่โพเดียม


    เงินรางวัลจำนวนห้าแสนหยวนคือทรัพย์สินก้อนโตที่จะยกระดับชีวิตให้ไปสู่จุดสูงสุดสำหรับเซียวเจิ้งในตอนนี้ หลังจากขึ้นไปบนโพเดียม เขาก็เมินเฉยต่อสายตาที่ราวกับจะฆ่าคนได้ของเฉินม่านจวิน หลังจากอิ่มเอมกับเสียงเชียร์และเสียงปรบมืออันดังกระหึ่ม เขาก็เก็บเช็คใส่กระเป๋า เดินลงมาจากโพเดียมอย่างสบายใจ


    “คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าฝีมือของนายจะดีขนาดนี้”


    เฉินม่านจวินเดินเชิดหน้าเข้ามา ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้ามจำนวนมาก


    เดรสยาวสีแดงหรูหรา ผมยาวหยักศกเป็นลอนคลื่น ใบหน้ามีเสน่ห์เย้ายวนราวกับปีศาจจิ้งจอกที่ทำให้ร่างกายร้อนรุ่ม เลือดลมสูบฉีด แม้แต่ความสูง พอสวมใส่รองเท้าส้นสูงก็ไม่ได้เตี้ยกว่าผู้ชายแม้แต่นิดเดียว


    ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ว่าจะปรากฏตัวในสถานที่แบบไหนหรือเวลาไหน ก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาทั้งนั้น


    ใบหน้าของเซียวเจิ้งประดับความสุขแห่งชัยชนะและความหยิ่งยโสเพราะกลายเป็นคนรวยขึ้นมากะทันหัน เขากล่าวด้วยท่าทางมั่นใจว่า


    “เรื่องที่เธอคิดไม่ถึงยังมีอีกเยอะ”


    พอกล่าวประโยคนี้ออกไป สีหน้าของแชมป์ระดับ A ที่สวมหมวกเบสบอลซึ่งเดินตามหลังเฉินม่านจวินอยู่ก็เปลี่ยนไปในทันที เขาทำท่าอยากเดินเข้ามาสั่งสอนเซียวเจิ้งเต็มแก่


    ในสายตาของคนอื่น ผู้คว้าแชมป์แข่งรถที่สวมหมวกเบสบอลคนนี้คือนักแข่งที่มีอุปนิสัยถ่อมตัว แต่เขากลับแสดงความไม่พอใจกับคำพูดของเซียวเจิ้งแทนเฉินม่านจวิน จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าฐานะของเฉินม่านจวินค่อนข้างดีพอสมควร


    เฉินม่านจวินจะไม่ยอมให้คนอ่อนประสบการณ์มาหยามแน่นอน เธอยื่นมืออันเรียวยาวออกมาเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์


    “ฉันชื่อเฉินม่านจวิน นายล่ะ?”


    เมื่อเจอกับคำพูดที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรของเซียวเจิ้ง หญิงสาวไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับแสดงมิตรไมตรี ทั้งยังบอกชื่อของตนเอง ทำให้เซียวเจิ้งรู้สึกประหลาดใจและสงสัยในภูมิหลังของผู้หญิงคนนี้ในเวลาเดียวกัน


    เดี๋ยวนะ เฉินม่านจวินเหรอ?


    เซียวเจิ้งค่อนข้างคุ้นหูกับชื่อนี้ หลังจากรื้อฟื้นความทรงจำไม่กี่วินาที เขาก็ปะติดปะต่อชื่อดังกล่าวเข้ากับหลินฮั่วอินได้อย่างรวดเร็ว


    อยากให้ฉันช่วยเรียกหลินฮั่วอินและเฉินม่านจวินมาพูดคุยกับนายไหม?


    นี่คือคำพูดเย้ยหยันที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้นพูดกับเซียวเจิ้ง มองจากจุดนี้จะเห็นได้ว่าหลินฮั่วอินและเฉินม่านจวินเป็นผู้หญิงระดับเดียวกัน หลินฮั่วอินคือคลื่นลูกยักษ์ของซินอ้าว แล้วเฉินม่านจวินที่อยู่ตรงหน้านี้ล่ะ


    เฉินม่านจวินยื่นมือเรียวออกมารอเก้อหลายวินาที กลับพบว่าเซียวเจิ้งไม่ได้มีท่าทีว่าจะยกมือแม้แต่นิดเดียว เธอจึงหรี่ตาอันกลมโตคู่นั้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะยิ้มเย้ายวนพร้อมกับกล่าวออกมาว่า


    “สุดหล่อ นายรู้หรือเปล่าว่าเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งจะจับมือกับนาย ต่อให้นายเกลียดขี้หน้าผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน ก็ควรตอบกลับด้วยความสุภาพสักหน่อย และฉันก็ไม่คิดว่านายมีเหตุผลที่จะเกลียดฉัน”


    เป็นความจริงที่เซียวเจิ้งไม่มีเหตุผลที่จะเกลียดเฉินม่านจวิน ในทางกลับกัน หลังจากเฉินม่านจวินพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ก็มีเหตุผลมากพอที่จะเกลียดเซียวเจิ้ง


    “ขอโทษที เมื่อกี้ฉันใจลอยไปหน่อย”


    เซียวเจิ้งพูดส่ง ๆ แล้วจึงยกมือขึ้นมาจับมือกับเฉินม่านจวินด้วยความสุภาพ


    “ฉันชื่อเซียวเจิ้ง”


    เขาจับมือพอเป็นพิธี ไม่ได้มีความคิดจะฉวยโอกาส แต่ถึงจะสัมผัสกันเป็นเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เซียวเจิ้งยังรู้สึกได้ว่ามือของเฉินม่านจวินช่างเนียนนุ่ม เรียบลื่นราวกับนมวัว


    “ใจลอยงั้นเหรอ?” เฉินม่านจวินคลี่ยิ้ม


    ขณะเผชิญหน้ากับผู้หญิงแบบเธอ ยังเหม่อลอยได้อีกเหรอ?


    เฉินม่านจวินรู้สึกสงสัยในตัวของชายผู้ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวในสายตามากขึ้นเรื่อย ๆ


    “คุณเซียว เราจะได้พบกันอีกแน่”


    เฉินม่านจวินแสดงรอยยิ้มสนใจ ก่อนหมุนกายเดินจากไป


    “เหอะ!”


    พอเฉินม่านจวินเดินออกไป หลินเสี่ยวจู้ก็แค่นเสียงขึ้นจมูกเบา ๆ พร้อมกับจ้องมองแผ่นหลังอันน่าดึงดูดของผู้หญิงคนนี้


    “ยัยผู้หญิงใจง่าย!”


    “ไปกันเถอะ ฉันจะไปส่งเธอกลับโรงเรียน”


    เซียวเจิ้งไม่ได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาดึงหลินเสี่ยวจู้ขึ้นรถ BMW


    ระหว่างทาง หลินเสี่ยวจู้พูดเจื้อยแจ้วเป็นต่อยหอย ก่อกวนเซียวเจิ้งไม่หยุดไม่หย่อน ส่วนเซียวเจิ้งก็ได้แต่ยิ้มตอบ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำของโรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูที่กำลังจะเดินทางไปถึง


    ผู้ใหญ่ทุกคนที่ก้าวเข้าสู่วงสังคมต่างมีความรู้สึกหลากหลายต่อโรงเรียนเก่าที่ตนเคยเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนดีหรือนักเรียนที่เกเร และไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในสังคม ก็ล้วนมีความรู้สึกราวกับใบไม้ร่วงคืนสู่รากเหมือนกัน


    “ฉันจำได้ว่ามีร้านอาหารเล็ก ๆ เรียงรายอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน ตอนเช้าขายอาหารเช้า ตอนกลางวันและตอนเย็นก็ขายอาหาร”


    พอเซียวเจิ้งเหลือบไปเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียน เขาก็กล่าวพลางมุ่นคิ้ว


    “ทำไมไม่มีแล้วล่ะ?”


    “พี่น่ะมันยุคเก่าแล้ว” หลินเสี่ยวจู้เคี้ยวหมากฝรั่งพลางกล่าวลอย ๆ ขึ้นมา


    “โรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูเป็นจุดสำคัญของเมือง ภาพลักษณ์โดยรอบของโรงเรียนก็มีความสำคัญมากเช่นกัน อย่างน้อยก็ไม่สามารถปล่อยให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าสกปรกถูกไหม? ถึงร้านอาหารเล็ก ๆ พวกนั้นจะราคาถูกและสะดวก แต่มีควันดำโขมงทุกวันก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียนมากเกินไป”


    “ไม่รู้สิ”


    เซียวเจิ้งพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก แล้วเอ่ยเสียงเรียบ


    “จำได้ว่าตอนที่เพิ่งขึ้นมอปลาย ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดก็คือการได้กินข้าวแกงในร้านอาหารเล็ก ๆ ทุกเย็น พร้อมกับดูหนังไม่ก็ละครทีวีออกใหม่ จ่ายค่าข้าวจานละห้าหยวนก็ได้ดูหนังเรื่องหนึ่งในร้านอาหารแล้ว”


    “ร้านอาหารเล็ก ๆ อากาศไม่ถ่ายเทเท่าไหร่ ควันทั้งเหม็นและตลบอบอวล นั่งดูหนังข้างในนั้นจะไม่อึดอัดเหรอ?”


    หลินเสี่ยวจู้ไม่มีทางเข้าใจความคิดถึงที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญอะไรของเซียวเจิ้ง เธอถามด้วยความงุนงง


    “เธอรับไม่ได้แน่นอน” เซียวเจิ้งว่าพลางหัวเราะเบา ๆ


    “แต่สำหรับฉัน นั่นก็คือความทรงจำที่สวยงามที่สุดแล้ว”


    สังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ไม่ใช่แค่หน้าตาของเมืองทั้งเมืองที่แปลกตา แม้แต่โรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูที่อยู่ในส่วนลึกของความทรงจำยังเกิดการเปลี่ยนแปลงราวฟ้ากับเหว ทำให้ผู้คนหวนนึกถึงวันวาน


    “ถึงแล้ว”


    เซียวเจิ้งจอดรถที่ประตูโรงเรียนพร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า “รีบเข้าไปเถอะ ถ้าสัปดาห์นี้อยากไปบ้านพี่สาวเธอ ก็โทรหาฉันแล้วกัน ฉันจะไปรับเธอหลังเลิกงาน”


    หลินเสี่ยวจู้เอ่ยตอบด้วยความอาลัยอาวรณ์ “ถึงเวลาทานข้าวแล้ว ให้ฉันเลี้ยงข้าวพี่ที่โรงอาหารของโรงเรียนดีไหม?”


    “ไม่ต้องหรอก” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม


    “เธอเองก็คงไม่อยากให้ฉันกลับไปบริษัทช้าแล้วถูกพี่สาวเธอด่าเอาใช่ไหม?”


    “ก็ได้”


    หลินเสี่ยวจู้เบ้ปากพร้อมกับกล่าวออกมาว่า “เลิกงานแล้วมารับฉันนะ หลังจากนี้ฉันจะอยู่กับพวกพี่ทุกสัปดาห์เลย”


    “ยินดีต้อนรับเสมอครับ”


    เซียวเจิ้งฉีกยิ้ม ก่อนพูดเร่ง “รีบเข้าไปเถอะ ฉันต้องกลับไปบริษัทแล้ว”


    “รู้แล้วน่า”


    หลินเสี่ยวจู้กระโดดลงจากรถ BMW แล้วโบกมือให้กับเซียวเจิ้ง


    “พี่เขย ตอนเย็นอย่าลืมมาเร็วหน่อยนะ ถ้าสายละก็ฉันโกรธพี่แน่”


    “ไม่มีปัญหา” เซียวเจิ้งพยักหน้าพร้อมกับคลี่ยิ้ม


    สายตาของเขามองส่งหลินเสี่ยวจู้ที่เดินเข้าประตูโรงเรียน จากนั้นเซียวเจิ้งก็จุดบุหรี่ด้วยความเศร้าใจ


    จริงอยู่ที่เขาอยากเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนมัธยมปลายหมิงจูมาก ไปดูห้องที่เคยเรียน ดูสนามกีฬาที่เคยเตะบอล แม้กระทั่งหอพักนักเรียนชายที่มีเสียงเซ็งแซ่ แต่เขาไม่มีความกล้า


    ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะดื้อรั้น ทำตัวเหลวแหลก แต่ครูโดยส่วนใหญ่ก็ยังตั้งความหวังกับเขาไว้มาก เชื่อว่าเขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความหวังของบรรดาคุณครูได้พังทลายหมดแล้ว สลายไปตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่มอหก


    เขาไม่สามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้อย่างใจหวัง และไม่ได้เป็นคนที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ถึงขั้นเสียคนด้วยซ้ำไป เขากลายเป็นมือปืนรับจ้างที่ฆ่าคนราวกับผักปลา มือทั้งสองข้างย้อมไปด้วยเลือด วิญญาณกลายเป็นปีศาจที่จมดิ่งในนรก


    เขาไม่กล้าเดินเข้าไปในสถานที่ศึกษาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สอนหนังสือ ด้วยกลัวว่ามลทินของตนจะแปดเปื้อนความบริสุทธิ์ของที่นั่น


    ปึงปึง!


    กระจกรถถูกคนเคาะจนเกิดเสียง เซียวเจิ้งที่อยู่ในภวังค์ค่อย ๆ ได้สติทีละนิด จากนั้นเปิดกระจกแล้วมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง อายุของเธอไม่เยอะ ถึงจะแต่งตัวสวยพริ้ง แต่กลับปิดบังใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธอไว้ไม่ได้


    “คุณลุง ว่างไหมคะ?”


    สาวน้อยโน้มตัวลง พยายามบีบร่องอกที่ผู้ชายล้วนแต่ใฝ่ฝันหาเต็มที่