บรรยากาศยามเช้าของวัน กลางหมู่บ้านต่างจังหวัดอันเงียบสงบ รถมอเตอร์ไซค์วิ่งเอื่อยนำพาเด็กหนุ่มทั้งสองคนมุ่งหน้ากลับไปยังโฮมสเตย์ เบสิกขับรถด้วยความระมัดระวังเป็พิเศษ เพราะด้านหลังของเขามีผู้โดยสารคนสำคัญนั่งซ้อนท้ายอยู่ด้วยทันทีที่รถเคลื่อนที่มาถึงหน้าโฮมสเตย์ทั้งพ่อและแม่ ที่ยืนรออยู่อย่างกระวนกระวายรีบเข้ามาดูแลพยุงแขกของโฮมสเตย์ พร้อมสำรวจอาการาเ็อย่างเอาใจใส่
“เป็อย่างไรบ้างคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” -----แม่ถามด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็อะไรเลยครับมีแค่แผลถลอกนิดหน่อยเอง เดี๋ยวผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ---- สกาย กล่าวพร้อมลูบตัวไปมาบนเนื้อตัวที่มอมแมม
สกายอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินออกมานอกห้องก็พบ เบสิกนั่งรออยู่พร้อมกล่องปฐมพยาบาลเบื้องต้น
“มาเราทำแผลให้” ---- เบสิก
“เฮ้ยไม่เป็เลยแผลถลอกแค่นี้สบายมาก” สกายกล่าว พร้อมเดินออกไปอีกทาง
เบสิกยื่นมือไปจับที่แขนเอาไว้ เพื่อหยุดไม่ให้สกายไปต่อพร้อมจ้องตาเขม็งไปที่สกาย ด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง จนทำให้สกายต้องหยุดนิ่ง ไม่รู้ด้วยเหตุใดพอเห็นสายตาแบบนี้แล้วทำให้เด็กหัวดื้ออย่างเขากลายเป็คนว่าง่ายไปเลยทันที
“ไม่ได้นะถึงแม้ว่าจะเป็แค่แผลถลอก แต่ต้องทำความสะอาดแผลให้ดีไม่อย่างนั้นอาจจะเป็แผลเป็ได้” ---- เบสิก กล่าวพร้อมฉุดมือสกายให้นั่งลงแต่โดยดี และบรรจงทำแผลอย่างเบามือ
“เสร็จแล้ว ปิดแผลไว้แบบนี้จะได้ไม่เป็แผลเป็นะ”-----เบสิก
“รับทราบครับผม” ---- สกาย กล่าวทะเล้น จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเขินอาย จนไม่กล้าที่จะสบสายตาทะเล้นของอีกฝ่ายที่ส่งมาให้เพราะคิดว่าตัวเองอาจจะจริงจังเกินไป เพราะรู้ว่าเขาเป็ดารา เื่แผลเป็ก็อาจจะเป็เื่ใหญ่ได้
“สิค ลูก พาแขกลงมาทานข้าวนะ แม่เตรียมไว้ให้แล้ว” ----เสียงเรียกของแม่ดังออกมาจากหน้าร้าน ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนเดินตามกันออกมา
“นายชื่อสิกหรอสิกอะไร มิวสิกป่ะ”---- สกายกล่าวถาม
“เราชื่อเบสิกอ่ะแต่แม่ชอบเรียกว่าสิกเฉยๆ” ---- เบสิกตอบ
“เบสิก อ่อ เราชื่อสกาย นะ”----- สกายแนะนำตัวพร้อมยิ้มอย่างเป็มิตร
ไม่เห็นต้องแนะนำตัวเลยใครๆก็รู้จักนายทั้งนั้นแหละเบสิกคิดในใจ พลางยิ้มกลับเบาๆ ไม่คิดว่าคนดังอย่างเขาจะมาทักทายคนธรรมดาๆอย่างตนเองในมหาวิทยาลัยถึงแม้จะเรียนที่เดียวกันแต่เรากับเขาก็เหมือนอยู่คนละโลกกันเลยไม่มีทางที่จะได้มายืนพูดคุยกันแบบนี้แน่
“เออแล้วนายไปเที่ยวไหนแล้วบ้าง” ---- เบสิกพยายามชวนคุยแก้เก้อเขิน
“ก็ปั่นจักรยานไปรอบๆหมู่บ้านไปเรื่อยๆอ่ะ เราก็ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนบ้าง”-------สกายตอบแบบนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้วางแผนการเที่ยวใดๆมาเลย
“ถ้านายไม่รีบกลับเย็นนี้เราพาไปเที่ยวจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินของหมู่บ้านได้นะที่นั่นสวยมากจริงๆก็มีอีกหลายจุดที่สวยหาดูไม่ได้ในเมืองหรอกนะ”-----เบสิกกล่าวพร้อมด้วยตาที่เป็ประกายและภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเอง จนนึกได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้มีเวลา “เออถ้านาย......” เบสิกยังไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงแทรกจากสกายขึ้นมาว่า
“ได้ดิ น่าสนุกนะ”----- สกาย
บรรยากาศยามเย็นสายลมเอื่อยพัดเบาให้ความรู้สึกเย็นสบาย ต้นข้าวเริ่มออกรวงพัดพลิ้วไหวตามสายลม เมื่อแดดร่มลมตกผู้คนในหมู่บ้านหลังจากทำงานประจำเสร็จ ก็ได้เวลาออกมาเดินเล่นพบปะพูดคุยกัน บ้างก็เดินเล่น บ้างก็วิ่งออกกำลังกาย บ้างก็จูงสุนัขมาเดิน เด็กน้อยวิ่งเล่นหยอกล้อกันที่ริมน้ำบ้างวิ่งไล่จับ บ้างเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เป็บรรยากาศยามเย็นที่ครึกครื้น สกายเด็กหนุ่มต่างถิ่นปั่นจักรยานเคียงคู่มากับเบสิกผู้นำทางเข้ามาที่ในหมู่บ้าน ตลอดทางั้แ่ออกจาก รีสอร์ท มีเสียงทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตลอดทาง รวมถึงทักทายเขาที่เป็คนต่างถิ่นคนแปลกหน้าของหมู่บ้านก็ยังได้รับการทักทายอย่างเป็มิตรตลอดเส้นทาง ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงความอบอุ่นของ ผู้คน อากาศที่เย็นสบายวิวสองข้างทางที่สวยงาม ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยในการปั่นจักรยาน จนผู้นำทางพามาหยุดอยู่ที่ลำธารท้ายหมู่บ้าน มีสะพานไม้ไผ่เก่าที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว
เบสิกเดินนำหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้ลำธารและกางแขนออกกว้าง สูดหายใจเข้าเต็มปอดฟอดใหญ่ พร้อมหัน ไปมองทางผู้ที่เดินตามมาและยิ้มให้เบาๆ เหมือนเชิญชวนให้ลองทำแบบเดียวกัน ผู้มาเยือนลองทำตามอย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มทั้งสองกางแขนออกกว้างเสมือนจะโอบกอดลำธารท้องทุ่ง และูเา เอาไว้ในอ้อมกอด ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นได้โดย ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ทั้งสองหันมามองหน้ากันและยิ้มให้กันออกมาโดยไม่รู้ตัว
สกายถึงแม้ว่าเข้าจะพบเจอผู้คนมามากมาย ในวงการบันเทิงพบเจอแต่คนหน้าตาดีทั้งนั้น แต่เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่จริงใจและสวยงามเท่านี้มาก่อน ส่วนเบสิกนั้นพอได้เห็นรอยยิ้มของสกายใกล้ๆแบบนี้ จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเขา ถึงเป็ดาราดังเพราะรอยยิ้มนี้มันช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งคู่เผลอมองตากันอยู่พักใหญ่ จนใบไม้ตกลงใส่หน้าของเบสิกจึง ทำให้เขาได้สติ แล้วรีบหลบตาของอีกฝ่าย และเริ่มชวนอีกฝ่ายคุย
“ที่นี่ เป็ที่ที่เราชอบมากเลยนะทุกครั้งที่กลับมาบ้านเราจะต้องมานั่งวาดรูปที่นี่เป็ประจำเลยแหละ” ---- เบสิก
“วาดรูปหรอ เมื่อวานเย็นด้วยใช่ไหม? ” ----สกายถาม
“อื่มใช่ .... เมื่อวานเพลินไปหน่อยอยู่จนดึกเลย”------เบสิก
สกายจึงนึกขึ้นได้ ระหว่างที่เขากำลังจะขับรถผ่านหมู่บ้านนี้เผื่อที่จะเข้าไปหาที่พักในตัวเมือง เขาได้รับรถผ่านถนนเลียบลำธารแถวนี้ แล้วเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งวาดรูปอยู่คนเดียวที่ริมลำธารเขาเบารถเพื่อจะถามทาง แต่เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นนั่งหันหลังวาดรูปอย่างตั้งอกตั้งใจ ภาพที่เขาเห็นตอนนั้นเป็ภาพเด็กหนุ่มนั่งวาดรูปเบื้องหน้าเป็ลำธาร ที่มีโขดหินวางตัวสลับกันไปมา ถัดไปเป็ทุ่งนากว้างและมีฉากหลังเป็แนวูเาสลับซับซ้อนสวยงามเหมือนภาพวาด จนทำให้เขาต้องหยิบมือถือมาถ่ายรูปเก็บไว้ พอเห็นป้ายที่พักรีสอร์ทข้างหน้าจึงตัดสินใจได้ทันทีว่าจะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้สักคืนเผื่อว่าจะได้มีสถานที่ให้เขาได้ท่องเที่ยวได้ พอได้รู้ว่าเด็กหนุ่มที่เขาเห็นเมื่อวานจนทำให้ตัดสินใจหยุดพักที่หมู่บ้านนี้จึงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้กับความบังเอิญนี้
“อ๋อ!......” ---- สกายอุทาน พร้อมหัวเราะร่า
“ทำไมหรอ ...เราทำอะไรแปลกไปหรือเปล่า” ----เบสิกถามกลับแบบงงๆว่าเขาพูดอะไรตลกไปหรือเปล่าจนทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร พอดีเรานึกถึงเื่ตลกพอดีอ่ะไม่มีไรหรอก”-----สกาย
“ถ้างั้น เราไปจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน”----- เบสิกพูดพร้อมเดินนำไม่ยังรถจักรยานที่จอดไว้ พร้อมที่จะมุ่งหน้าเดินทางต่อไป
ทั้งสองปั่นจักรยานคู่กันไปตามแนวไหล่เขา ระหว่างทางผ่านทุ่งนาเขียวขจี และทุ่งปอเทืองสีเหลืองอร่าม เบสิกรับหน้าที่เป็ไกด์จำเป็บรรยายตลอดสองข้างทางทาง ทั้งให้ความรู้ ประวัติความเป็มารวมถึงแนะนำวิธีการขับขี่จักรยานอย่างผู้ชำนาญพื้นที่เป็อย่างดี จนมาถึงตีนเขา จากจุดนี้จะเป็ทางขึ้นเนินทั้งต้องเดินจูงจักรยานขึ้นไปอีกประมาณ 500 เมตร ระหว่างเบสิกเล่าให้สกายฟังว่า
“ตอนเด็กๆ เรากับเพื่อนๆชอบปั่นจักรยานมาที่นี่เพื่อมาดูพระอาทิตย์ตกดินกันบ่อยๆจุดที่สนุกที่สุดก็ตอนขากลับ ที่ปล่อยให้จักรยานไหลลงมาจากเนินนี้ นี่แหละสนุกสุดๆไปเลยบางครั้งก็ได้แผลกลับบ้าน บางครั้งก็เล่นเพลินจนกลับถึงบ้านดึกจนโดนแม่ตีอยู่บ่อยๆ” ---- เบสิกเล่าไปก็หวนนึกถึงอดีตไปคนฟังก็ฟังเพลิน จนมาถึงจุดชมวิว
จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน เป็หน้าผาสูงของแนวูเา ที่ด้านล่างเป็หมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง เนื่องจากหมู่บ้านน้ำรินแห่งนี้ตั้งอยู่บนแนวไหล่เขาจึงมีแนวหน้าผาที่เป็จุดชมวิวโดยไม่ได้เดินขึ้นไปบนูเาสูง เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มเป็สีส้มทองพระอาทิตย์ดวงกลมโต กำลังจะตกไปในแนวหุบเขาของอีกหมู่บ้านหนึ่ง ทั้งสองยืนชมวิวกันอยู่พักหนึ่งสกายจึงหยิบมือถือมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็ที่ระลึก เบสิกจึงอาสามาถ่ายรูปให้ ทั้งคู่ถ่ายรูปเล่นกัน เบสิกรู้อยู่แก่ใจว่าสกายเป็ดารา ด้วยความที่เป็คนมีมารยาทและขี้เกรงใจคนสุดๆ จึงไม่ถ่ายรูปสกายไว้เลย แต่เป็สกายที่ชวนให้เบสิกถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่าใกล้ชิด เบสิกรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นตึกตัก เขาคิดในใจว่า ใครที่อยู่ใกล้คนที่หน้าตาดีอย่างสกายก็คงต้องตื่นเต้นกันทุกคนไม่ว่าจะเป็ผู้หญิง หรือผู้ชายอย่างเราก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ คงเพราะหน้าตาของเขา นี่สินะคนที่เป็ดารามักทำให้คนที่พบเห็นหรืออยู่ใกล้ต้องหัวใจเต้นโครมครามไปซะทุกคน
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปมากแล้ว จนทำให้เบสิกต้องรีบชวนสกายกลับที่พักเพราะถามมืดแล้วอาจจะทำให้การปั่นจักรยานกลับไม่ปลอดภัยนัก ทั้งคู่หันจักรยานไปทางเนินลงพร้อมกันทั้งคู่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม มองหน้ากันอย่างมุ่งมั่น สีหน้าและแววตาจริงจัง
“พร้อมไหม?” -----เบสิก กล่าวถาม
“พร้อมมาก!”-----สกายตอบด้วยความมั่นใจ
ทั้งคู่ปล่อยจักรยานลงเนินพร้อมกัน รถจักรยานวิ่งฉิวลงจากเนินด้วยความเร็ว
ย้ากกกกกก !!!!!! เสียงทั้งคู่ะโออกมาพร้อมกัน ตามด้วยเสียงหัวเราะร่า สกายจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาได้หัวเราะอย่างสุดเสียงแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน เรารู้สึกว่าเขาได้ปลดปล่อยทุกอย่างออกมา และเป็ตัวของตัวเองมากั้แ่เข้าวงการมาเขาก็แทบไม่ได้สนใจว่าตัวตนของเขาเป็อย่างไร ตัวเอง้าอะไรวันวันหนึ่งแค่เรียนและก็ทำงานก็ไม่มีเวลานึกถึงเื่อะไรแล้ว แม้กระทั่งเื่ของตัวเอง การที่ได้ออกมาในที่ที่แปลกใหม่ ได้ออกมาท่องเที่ยวทำให้เขาได้รู้สึกเป็ตัวของตัวเอง และเหมือนได้กลับไปเป็เด็กอีกครั้งหนึ่ง
เด็กหนุ่มทั้งสองจอดจักรยานยังที่จอดรถของรีสอร์ทพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไปพอดี
“ไปเที่ยวไหนกันมาจ๊ะเด็กๆ ไม่ใช่ว่าพาแขกไปแล่นแผลงๆ มานะ” ----แม่ทัก พร้อมชี้ไปที่เบสิกอย่างรู้ทัน
“ก็เที่ยวเล่นในหมู่บ้านนี่แหละแม่ ... หูย!!! หอมจังแม่ทำกับข้าวอะไรไว้น้า หิวจังเลยครับ”----เบสิกตอบแม่อย่างเฉไฉน่าเอ็นดู พร้อมโอบกอดแม่เข้าไปในบ้านอย่างออดอ้อน จนทำให้แขกผู้มาเยือนยิ้มตามเอ็นดูในความน่ารักนั้น
“เออ ถ้าไม่รังเกียจมาทานข้าวพร้อมกับเราเลยนะคะ”-----แม่หันมาชวนแขกของรีสอร์ทให้มาทานด้วยกัน
“เกรงใจครับ วันนี้ก็พาเที่ยวทั้งวันแล้วยังจะให้ทานข้าวด้วยอีก”-----สกายตอบเขินเขิน
“โอ้ย ไม่ต้องเกรงใจค่ะบ้านเราก็มีกันแค่สามคนนี่แหละ แล้วคุณน่าจะอายุเท่าๆกับเบสิกถือว่าเป็เพื่อนกันนะคะ” ----- แม่ ชักชวนอย่างจริงใจ และมองไปที่เบสิก เบสิกจึงพยักหน้าเป็การเชิญชวนให้กับสกาย
“ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตทานข้าวด้วยนะครับ”----สกายกล่าวอย่างมีมารยาท จนเ้าของบ้านเอ็นดู
แม่พาทั้งสองไปยังโต๊ะอาหาร พ่อนั่งรออยู่แล้ว ระหว่างทานอาหารก็พูดคุยกันอย่างเป็กันเองแม่ถามอายุของสกายจึงได้รู้ว่าอายุเท่ากันกับเบสิก จึงถามว่าเรียนที่ไหน เบสิกกลัวว่าสกายจะรู้ว่าเรียนที่เดียวกันรู้ว่าเขาเป็คนดัง แล้วจะทำตัวไม่ถูก จึงพูดขัดแม่ไปว่า
“อิ่มแล้วครับ วันนี้เหนื่อยจังเลยจริงไหมสกาย” ---- เบสิก
“ก็นิดหน่อย” ---- สกาย
“งั้น เดี๋ยวผมพาแขกไปส่งที่ห้องเองนะแม่”----เบสิกรีบลุกขึ้น เดินไปสะกิดสกายให้เดินไปพร้อมกัน
เบสิกเดินไปส่งสกายที่ห้องพักเพื่อให้เขาได้มีเวลาส่วนตัว แต่ในใจของสกายแท้จริงแล้วอย่างคุยกับเบสิกต่ออีกสักนิดเขารู้สึกสบายใจและเป็ตัวของตัวเองทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับเบสิก หากแต่ได้ยินเบสิกพูดที่โต๊ะอาหารว่าเหนื่อย จึงไม่อยากที่จะรบกวน ได้แต่กล่าวคำขอบคุณ
“ขอบคุณมากนะวันนี้ที่พาเที่ยว” ----- สกาย
“ไม่เป็ไร สบายมาก ” ---- เบสิก
“งั้นเราไปนอนก่อนนะ” -----สกาย
“อื่ม ฝัน ...... เออมีอะไรไม่สะดวกสบายก็เรียกนะ แม่กับเราอยู่แถวล๊อบบี้นี่แหละ” ---- เบสิก จะพูดคำว่าฝันดี แต่นึกขึ้นได้ว่าอาจจะไม่สมควรจึงพูดเฉไฉ พร้อมโบกมือทำท่าบ๊ายบายให้กับสกาย พร้อมยิ้มแก้เขิน
สกายยิ้มตอบ พร้อมคิดในใจ “ฝันดีเช่นกัน”
บางสิ่งเกิดขึ้นในใจของเด็กหนุ่มทั้งสองคน เด็กหนุ่มที่ไม่เคยมีความรัก ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาคืออะไรสกายผู้ที่ไม่เคยมีเวลาส่วนตัวให้คิดถึงเื่ราวของตัวเอง การที่ได้ออกมาท่องเที่ยวได้พบผู้คนถือเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขาเขาคงตื่นเต้นกับความรู้สึกแปลกใหม่นี้ ส่วนเบสิกนั้นการที่ได้มาอยู่ใกล้คนที่หน้าตาดี และมีเสน่ห์อย่างสกายเป็ธรรมดาที่จะต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว เหมือนแฟนคลับได้เจอดาราที่ชอบ เขาคิดทบทวนอยู่นานหรือว่าแท้จริงแล้วเขาจะเป็แฟนคลับของสกาย ทั้งสองคนต่างครุ่นคิด แต่ก็คิดไม่ตกเื่ราวในวันนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวของทั้งสองคน ค่ำคืนนี้คงจะเป็ค่ำคืนที่ยาวนานของทั้งคู่
เช้าวันนี้ เบสิกตื่นมาช่วยแม่ตระเตรียมอาหารเช้าให้กับแขก ด้วยอาการงัวเงีย เพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อนหลับ ส่วนสกายวันนี้เขาตื่นสาย เสียงไก่ขัน และกลิ่นกาแฟหอมๆไม่สามารถปลุกให้เขาตื่นมาแต่เช้าได้ เพราะเมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยกลับเช่นกัน จนมีสายโทรศัพท์เข้ามาปลุกปลายสายเตือนให้เขาทราบว่าเขาจะต้องกลับกรุงเทพฯแล้ว
“ครับพี่ส้ม รับทราบคร้าบบ” ---- สกายตอบอย่างงัวเงีย พร้อมลุกขึ้นอย่างจำใจ วันนี้แล้วสินะที่เขาจะต้องกลับกรุงเทพฯ หมดเวลาที่จะเที่ยวเล่น ต้องกลับไปทำงานไปทำหน้าที่ของตนเอง คิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าพร้อมออกเดินทาง
เมื่อสกายเดินลากกระเป๋าออกมาจากห้องพักไม่รู้ทำไมในใจของเบสิกถึงได้รู้สึกใจหายนัก เขาไม่อยากให้สกาย กลับเลย ปกติเวลามีลูกค้ามาพักเขาก็ดูแลเป็อย่างดีเมื่อลูกค้ากลับก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ทั้งที่สกายมาพักเพียงแค่ 2 คืนเท่านั้น ทำไมกันนะ...
สกายเองก็รู้สึกผูกพันกับที่นี่มากจนไม่อยากจะกลับไปทำงานเลย หากแต่ด้วยภาระหน้าที่ เขาจึงต้องกลับไปและยังคงหวังลึกๆว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง เขาได้แต่ยืนมองหน้ารีสอร์ทเพื่อเก็บความทรงจำดีๆครั้งสุดท้าย ไว้เป็พลังงานในการทำงานต่อไป หากแต่สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่เบสิกที่มองมาด้วยสายตาที่ส่งมากล่าวล่ำลาแทนคำพูด ทั้งคู่ยิ้มให้กันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่รถของผู้มาเยือนจะเคลื่อนออกไปออกย่างช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมในหัวใจ