ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่83 การเผชิญหน้าที่น่าอับอาย

            จางจิ้นสิงรับคำสั่งแล้วจึงก้าวเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าวกำลังจะประกาศคำสั่ง ม้าเร็วก็รีบเข้ามาแจ้งข่าวอย่างตื่นตระหนก “ท่านแม่ทัพหัวหน้าค่ายโจรนำกำลังคนกว่าสามพันนายมุ่งมาทางนี้แล้วขอรับ”

     

              เมื่อได้ยินดังนั้นทหารทั้งหลายก็พากันแตกตื่นกันยกใหญ่“อะไรนะโจรภูเขาตงซานนะหรือ ?!!”

     

              “แย่ล่ะสิ ข้าเคยได้ข่าวมาว่าเมื่อปีที่แล้วทางการได้จัดกำลังพลห้าพันนายเข้ากวาดล้างแต่ก็ไม่มีคนเหลือรอดเลยแม่แต่คนเดียว มีเพียงสายสืบที่รอดกลับมารายงานข่าวได้ !”

     

              “จริง เรื่องนี้ข้าก็เคยได้ยิน”

     

              “ข้าก็เช่นกัน”

     

              ทุกคนอยู่ในอาการหวาดหวั่นไม่เว้นแต่หนิงเฟยหลงที่พลันเคร่งขรึมขึ้น ใครจะคิดว่าโจรตงซานจะลงมือกับกองกำลังของมันรวดเร็วขนาดนี้ห่างกันตั้งร้อยลี้ แต่ก็ไม่วายจะยกทัพมาต่อตี

     

              “เช่นนี้ก็ดีไม่ใช่รึ !”ทหารทั้งหมดต่างมองไปที่ชายหนุ่มอีกครั้งด้วยความแปลกใจ

     

              “นั่นเขาสติเลอะเลือนแล้วรึ?”ทหารผู้หนึ่งอดที่จะพึมพำออกมาไม่ได้

     

              หนิงเฟยหลงไม่ได้กล่าวโต้ตอบคำพูดนั้นแม้ว่าตนจะได้ยินการรับรู้ของหนิงเฟยหลงดีกว่าใคร อาจจะมากกว่าแก่นแท้พลังขั้นสูงสุดเสียด้วยซ้ำนั่นจึงเป็นเรื่องปกติหากจะได้ยินสิ่งที่ผู้คนพูดคุยต่อให้เสียงเบาหรือห่างไกลก็ตามหากไม่ห่างเกินหนึ่งลี้ก็ไม่อาจปกปิดจากมันได้

     

              “มาถึงที่นี่ข้าจะได้ไม่ต้องลำบากไปเด็ดหัวมันถึงที่สำหรับที่ว่าข้าคู่ควรกับตำแหน่งนี้หรือไม่ ? ก็คงต้องให้พวกเจ้าดูกันเอาเองแล้วข้าไม่มีเวลามาแก้ข้อสงสัยนี้ให้ แต่หากเป็นพละกำลังแล้วล่ะก็...”หนิงเฟยหลงหยุดกล่าวครู่หนึ่ง มือพลันสะบัดออกพลังหยวนก็ดิ่งลงพื้นทันใด

     

              ตูม !!

     

              “!!!!!” สีหน้าเหล่าทหารต่างซีดเผือด พื้นดินเกิดหลุมลึกลงไปสามจั้งหากเมื่อสักครู่พวกมันเป็นคนรับต้องตายเป็นแน่ !

             

            พวกมันต่างหันมองกันตาปริบ ๆ “เกือบไปแล้ว ๆ” ผู้คนต่างถอนหายใจดีนะที่มันไม่ได้แสดงท่าทีมากไปก่อนหน้านี้หากไม่เช่นนั้นก็คงได้เป็นเช่นเดียวกับหลุมนี้ ทหารทุกคนยามนี้ต่างพากันเงียบสงบในใจบังเกิดความยำเกรงในตัวของแม่ทัพน้อยผู้นี้แล้วนี่คือสิ่งที่หนิงเฟยหลงต้องการ แต่สิ่งที่ยังขาดไปคือความเชื่อมั่นมันคงได้แต่รอให้สงครามเกิดขึ้น จึงจะสร้างความเชื่อมั่นได้เต็มที่

             

            ...

             

            หลังจากแสดงพลังฝ่ามือแล้วหนิงเฟยหลงก็กลับเข้าโถงบัญชาการทันทีการยกทัพมาของพวกโจรเขาตงซานค่อนข้างจะยุ่งยากสำหรับชายหนุ่มไปหน่อยราวกับพวกมันล่วงรู้การเคลื่อนไหวภายในค่ายได้โดยตลอด แต่แรกนั้นค่ายอ่อนแอจึงไม่ถูกเพ่งเล็งต่อมาทหารในค่ายแข็งแกร่งขึ้น ทัพโจรก็ยกมาทันที นี่มันเหมาะเจาะเกินไป

             

              หนิงเฟยหลงออกคำสั่งประชุมด่วนทันทีรองแม่ทัพมารออยู่ที่หน้าโถง ไม่นานก็มีคำสั่งเรียกรองแม่ทัพทั้งสองเข้าพบ และคนสนิทของหนิงเฟยหลงก็เช่นกัน

     

              “ข้าคิดว่ากองทัพเรามีสายให้กับโจรเจ้าพบคนผู้นั้นแล้วหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงมองไปที่จางจิ้นสิง

     

              “พบแล้ว มันแฝงตัวอยู่ในกองร้อยที่ห้าและยังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองร้อยซึ่งเป็นคนของค่ายทหารเก่าที่ผู้บัญชาการให้เข้ามาร่วมหนึ่งในจำนวนห้าร้อยห้านาย”จางจิ้นสิงเอ่ยตอบอย่างฉะฉาน

     

              หนิงเฟยหลงกวาดสายตัวมองทุกคนแล้วเอ่ยขึ้น“อันที่จริงจางจิ้นสิงได้รายงานเรื่องนี้ให้กับข้าแล้วแต่ที่ข้าคาดไม่ถึงคือพวกโจรจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้พวกท่านมีวิธีรับมือเรื่องนี้อย่างไร ?”

     

              ในที่นี้ไม่มีใครถนัดกลยุทธ์เลยแม้แต่คนเดียวพวกมันส่วนใหญ่เป็นแต่ใช้กำลังวรยุทธ์ ต่อสู้กับศัตรูโดยตรงจึงไม่มีใครให้คำตอบได้ ได้แต่เงียบไว้

     

              “นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกทำให้นายน้อยผิดหวังแล้ว” ชงเป่าเอ่ยชงเป่าไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของหนิงเฟยหลงจึงยังคงเรียกนายน้อยดังเดิม

     

              หนิงเฟยหลงมองไปยังรองแม่ทัพทั้งสองรองแม่ทัพทั้งสองถูกแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการให้มาเข้าร่วมกองทัพน้อยนี้ ทั้งสองต่อสู้ร่วมกับกองทัพบูรพามาตลอดเจนศึกไม่มากก็น้อยหนิงเฟยหลงจึงให้ความหวัง

     

              “ข้าน้อยจงฉีขอเสนอให้ท่านถอยทัพออกไปอีกห้าสิบลี้แล้วข้ามแม่น้ำกลับไปอีกฝั่งหนึ่งขณะนี้กองทัพเราไม่มีความพร้อมที่เพียงพอ ความสามารถของทหารและด้านจำนวนแล้วเราเป็นรองอีกฝ่ายอยู่มาก” จงฉีผู้นี้ตัวกำยำสมเป็นทหารสูงหกฉื่อมีเคราแพะเป็นเอกลักษณ์

             

            “แล้วท่านเล่า ?” หนิงเฟยหลงมองไปยังบุรุษอีกคนที่นั่งเคียงข้างกันใบหน้ามีแผลเป็นบากหน้าแววตาดุร้าย ทว่ากลับเตี้ยกว่าจงฉีครึ่งหัวมันคือรองแม่ทัพอีกผู้หนึ่ง

             

            “ข้าน้อยจั้วหย่งคิดว่าสมควรจะยกทัพประชันหน้าสักครา อย่าได้ยอมแพ้ก่อนปะทะหากถอยก่อนอาจทำให้ทหารเสียขวัญได้ ท่านแม่ทัพได้โปรดไตร่ตรอง”

     

              “อืม ข้าขอขบคิดสักครู่”หนิงเฟยหลงเดินวนไปวนมาจนคนภายในโถงมองตามจนเวียนหัวแล้วจึงหยุด

     

              “เอาเช่นนี้พวกเจ้าทำตามที่ข้าบอก...”

     

              ..........

     

              ค่ายโจรเขาตงซาน บนเนินเขาห่างจากค่ายหนิงสามสิบลี้

     

              “ข้าไม่รู้ว่าทำไมพี่ใหญ่ต้องให้เราสองคนมาทำงานง่ายๆ เช่นนี้ด้วย เพียงแค่ได้ยินชื่อค่ายโจรของเราพวกมันก็ถอยหนีแล้วเสียเวลาข้าหาความสำราญจริง ๆ” ชายร่างเข้มใบหน้าดุดันตาโต จมูกใหญ่ไม่ค่อยพอใจนักที่ตนเองต้องนำคนมาจัดการกับค่ายทหารของหนิงเฟยหลง

     

              “น้องสามเจ้าระวังคำพูดด้วยพี่ใหญ่คงคิดรอบคอบแล้วจึงส่งพวกเรามาอย่าได้ประมาทไป” ชายร่างผอมแห้งนัยน์ตาลึกลับขอบตาแทบจะกลวงใบหน้าและร่างซีดขาวเนื้อหนังแทบจะแนบติดกระดูกระยะรัศมีโดยรอบปลดปล่อยพลังแห่งความตายออกมา พลังหยินในตัวของมันเข้มข้นมากจนน่าสะพรึง กล่าวเตือน

     

              “พี่รองท่านจะกังวลมากเกินไปแล้วเอาล่ะถ้าหากท่านไม่เชื่อข้าพรุ่งนี้ ข้าจะขอนำคนออกไปเพียงพันคนจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ท่านคอยดูผลงานข้าได้เลย และเตรียมงานฉลองให้ข้าด้วยข้าจะกลับมาพร้อมกับหัวแม่ทัพของพวกมัน !” ผู้เป็นน้องสามกล่าวอย่างแข็งขันนัยน์ตาเป็นประกายไอสังหาร จ้องมองออกไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายที่หนิงเฟยหลงบัญชาการ

     

              “ได้” ชายร่างขาวซีดกล่าวอย่างเย็นชาแล้วไม่ได้สนใจน้องสามของมันอีก

     

              ..........

     

              วันรุ่งขึ้นม้าเร็วแจ้งว่ากองโจรเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้ ห่างจากค่ายเพียงสิบลี้เท่านั้นหนิงเฟยหลงไม่รอช้าจัดแต่งทหารห้าร้อยออกไปต้านศึกทันที แล้วสั่งการให้จงฉีรักษาค่ายไว้

     

              หนิงเฟยหลงขี่อาชานำหน้าขบวนประกบด้วยจางจิ้นสิงและจั้วหย่ง ทั้งสองคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือฉกาจหนิงเฟยหลงจึงให้ติดตามมาด้วย

     

              ครั้นเคลื่อนทหารมาได้หกลี้ก็พบกับกองโจรขนาดใหญ่มองด้วยสายตาคงไม่พ้นพันนายเหล่าทหารต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมยามนี้ลำบากพวกมันแล้ว

     

              การเผชิญหน้าของสองทัพเป็นไปด้วยความเงียบผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างขี่ม้าออกมานอกขบวนทัพ

     

              ผู้นำฝ่ายโจรมองหนิงเฟยแล้วก็นึกดูถูกแววตามีแต่ความเย้ยหยัน “กองทัพพวกเจ้าไม่มีใครแล้วหรือถึงส่งเด็กน้อยนี้มา ? ฮ่าฮ่า”

     

              หนิงเฟยหลงแสยะยิ้ม “โอ้เหตุใดกองโจรถึงให้เจ้าจมูกใหญ่นี่ออกมาอวดเบ่งได้เล่าข้ามาต่อรบหรือเจ้าจะมาสั่งขี้มูกใส่กองทัพข้า ฮ่าฮ่า”

     

              “เจ้าหนูหุบปาก ! ข้าเพ่ยเจี่ยไม่ฆ่าคนไม่มีนามหรอกนะแจ้งชื่อเจ้ามา !”

     

              หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้น “ข้าหนิงเฟยหลงผู้พิชิตเพ่ยเจี่ยเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ ?”ชายหนุ่มตั้งใจใช้การพูดคุยนี้เพื่อยั่วยุโทสะของจอมโจรจมูกใหญ่ผู้นี้และมันก็คล้ายว่าจะได้ผลดีเสียด้วย

     

              “เด็กเวร ! ไม่รู้จักตาย !”เพ่ยเจี่ยคำรามแล้วควบม้าตรงเข้ามา

     

              จั้วหย่งเห็นท่าไม่ดีจึงควบม้าไล่ขึ้นไปหวังจะรับการโจมตีและต่อกรกับเพ่ยเจี่ยแทน หนิงเฟยหลงแสร้งตกใจชักม้าหนีเพ่ยเจี่ยเห็นว่าชายหนุ่มหวาดกลัวตนเองก็ได้ใจ เร่งควบม้าตามเร็วกว่าเดิม หวังจะสังหารชายหนุ่มให้ได้

     

            ม้ามักถูกใช้ในสงครามแทนการใช้วิชาตัวเบาและใช้ในการต่อสู้บนหลังม้าแทน เพื่อประหยัดพลังที่จะต้องใช้หากระยะทางยาวไกลยังต้องใช้กำลังภายใน ในการรบอีกฝ่ายตนก็จะเพลี่ยงพล้ำได้ จึงไม่นิยมที่จะเดินเท้าต่อสู้

     

              ทว่าเมื่อมันเข้ามาใกล้เงื้อมือจะฟาดกระบองใส่ชายหนุ่มจั้วหย่งก็มาถึงใช้ขวานต้านกระบองไว้ ปล่อยให้ชายหนุ่มหนีไป

     

              หนิงเฟยหลงควบม้ากลับเข้าไปหลบหลังทหารจางจิ้นสิงเคลื่อนม้าไปอยู่หน้าทัพแทนสีหน้าของชายหนุ่มซีดเป็นอย่างมาก พวกโจรเห็นแล้วก็อดขำขันกันไม่ได้ถึงกับกล่าวเยาะเย้ยถากถาง

     

              “เหตุใดราชสำนักถึงส่งพวกขยะนี่มากันนะ”

     

            “เพียงแค่ใช้นิ้วบี้ก็คงจะตายกันหมดแล้ว”

             

            “ใช่แล้วทหารพวกนี้ไร้น้ำยาจริง ๆ”พวกโจรไม่ได้เบาเสียงแต่อย่างใดพูดคุยอย่างโจ่งแจ้งทหารแนวหน้าต่างได้ยินใบหน้าก็ร้อนผ่าว ๆ จ้องมองไปยังโจรพวกนั้นอย่างเดือดดาลพร้อมชำเลืองกลับมาที่แม่ทัพของตนอย่างโกรธเคือง !”

             

            ...

             

            “เจ้าคือใครกัน ?” เพ่ยเจี่ยถามชายผู้ที่มารับกระบองตนไว้จั้วหย่งไม่ได้ตอบชักม้าหนีกลับไปยังกองทหารของตน

             

            เพ่ยเจี่ยเห็นแล้วก็หัวเราะอย่างชอบใจ “กองทัพของพวกเจ้าช่างไร้น้ำยา จริงๆ”

             

            ทหารในกองทัพต่างทนไม่ไหวเกือบจะออกไปต่อรบด้วยตนเองโดยไม่รอคำสั่งเสียแล้วแต่แล้วคำสั่งที่ไม่เข้าท่าก็ออกมาจากแม่ทัพของพวกมันอีก “ถอยทัพกลับค่าย !” กล่าวจบเสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นแล้วเสียงก็ค่อยเบาลงชัดแล้วว่าแม่ทัพของมันควบม้าหนีไปทหารต่างมีสีหน้าที่โกรธแค้น ทั้งมึนงงแต่ก็ต้องทำตามรีบวิ่งถอยกลับค่ายโดยมีจั้วหย่งและจางจิ้นสิงปิดท้ายขบวน

             

            เพ่ยเจี่ยจ้องเห็นดังนั้นก็หัวเราะชอบใจอีกแล้วก็เรียกม้าเร็วมา “เจ้าจงไปบอกพี่รองข้าจะตายเจ้าเด็กน้อยนี่ไปทำลายค่ายมันให้สิ้น !” ม้าเร็วรับคำสั่งแล้วก็รีบไป

             

            “พวกเจ้าตามข้าไปฆ่าพวกมันให้หมด !!” เพ่ยเจี่ยออกคำสั่ง พร้อมควบม้าไล่ตามไป

     



            ***ม้าเร็วคนขี่ม้าซึ่งกองทัพจัดไว้สำหรับสืบเหตุการณ์ข่าวคราวของข้าศึกแล้วต้องรีบมาแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ในกองทัพของตน***


    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน