วารุตเริ่มต้นจากการเขียนรถเข็นคันเก่ากึก สภาพแก่นกลางไม้มีแต่รอยแตกร้าวเต็มไปหมด แถมกงล้อยังฝืดเคืองเข็นก็ไม่ค่อยจะไป มันไม่เหมือนกับรถเข็นของสังข์ทองพ่อของเขาเลย ซึ่งมันออกจะบังคับง่ายดายกว่านี้มาก วารุตออกแรงเข็นรถเข็นเดินตามหลังตาเทียนไปต้อย ๆ
พวกเขาทั้งคู่ช่วยกันออกเรี่ยรายข้าวของที่จะนำไปบวงสรวง ณ ป่ามรกตเพิ่มเติม ตามพื้นที่ต่างๆ ได้บ้าง ถูกไล่ตะเพิดบ้าง ได้ของดีบ้าง ได้ของเน่าที่มีแต่หนอนเจาะยึกยือบ้าง ปะปนกันไป เจอทั้งคนใจดี เจอทั้งคนใจร้าย
วารุตเฝ้าคอยสังเกตดูคุณตา ไม่ว่าท่านจะเจอกับสถานการณ์แบบไหน คุณตาก็จะยิ้มออกมาได้เสมอ ถูกต่อว่าด่าทอ ถูกขับไล่ไสส่ง ถูกผู้คนจ้องมองราวกับว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ แต่ทว่าคุณตาก็ไม่ได้มีท่าทีที่ดูเหมือนจะหมดกำลังใจ ย่อท้อ หรือล้มเลิกความพยายาม ท่านยังคงยืนหยัดยิ้มและเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ที่หนึ่ง ก็ไปอีกที่หนึ่ง ไม่ได้ที่นี่ ก็ลองไปต่อที่นั่น มันแสดงให้เห็นถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่คุณตามีต่อความเชื่อของตัวเขาเอง
วารุตแอบรู้สึกปลื้มปรีติพลางชื่นชมหัวอกหัวใจของคุณตา โดยที่เขาเองก็ไม่รู้หรอก ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ มันจะผิดจะถูก หรือจะทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อนสักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจและผิดหวังเลย ที่ตอบตกลงว่าจะร่วมเดินทางไปยังป่ามรกตในครั้งนี้พร้อมกับคุณตาเทียน
ในช่วงเวลายามเย็น แสงแดดอันเจิดจ้าของพระอาทิตย์ก็เริ่มค่อยๆ ลดลง เหลือเพียงแค่ท้องฟ้าสีครามที่สาดส่องลงมาเป็นสีแดงฉาน มีสายลมเย็นโชยพัดผ่านแผ่วเบา
ตาเทียนได้พาวารุตเดินมายังกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หลังหุบเขาท้ายหมู่บ้าน ซึ่งที่นี้ก็เป็นเสมือนที่อยู่อาศัยของตาเทียนนั่นเอง
แม้ว่าตาเทียนจะแนะนำกับวารุตว่านี่คือบ้านของเขา แต่สิ่งที่วารุตเห็นนั้นมันเป็นเพียงแค่การเอาเศษไม้หรือเศษใบไม้มาผูกมัดให้ติดกันเพื่อกันแดดกันฝน ดูว่ากระท่อมเล็กๆ หลังนี้เหมือนจะไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่นักหรอก
เคียงข้างกันก็มีคอกควายอยู่คอกหนึ่ง อาศัยร่มไม้เป็นเสมือนหลังคา มีเสาต้นเล็กๆ ปักหลักอยู่สี่เสา อ้อมล้อมเป็นโครงด้วยกิ่งก้านไม้ไผ่ใช้เชือกกล้วยเป็นตัวช่วยผูกยึด ซึ่งก็แน่นอนว่ามันดูจะไม่ค่อยแข็งแรง เฉกเช่นเดียวกันกับกระท่อมหลังเล็กที่ตั้งอยู่ข้างกัน
โดยข้างในคอกมีควายอยู่ตัวหนึ่ง มันกำลังสะบัดหางไล่ฝูงยุงอย่างขะมักเขม้น และมีนกเอี้ยงสองตัวที่เกาะอยู่ส่วนเขาและบริเวณกลางหลังของเจ้าควายตัวนั้น พวกมันบิน พึ่บ! ออกไป หลังจากที่ตาเทียนเปิดคอกเข้ามา
“เจ้านี่แหละจะพาเราออกเดินทาง”
คุณตาเอ่ย
ขณะที่เขาเดินเข้าไปปลดเชือกและจูงเจ้าควายตัวนั้น
วารุตเดินเข้าไปทักทายด้วยการลูบหน้าผาก ควายตัวนี้มันดูจะเชื่องเอามากๆ น้ำหนักมืออันแผ่วเบาของวารุตค่อยๆ วางสัมผัสลงบริเวณหน้าผากของมัน เจ้าควายตอบรับด้วยการหลับตาเนืองๆ และทันใดนั้นเองขาทั้งสี่ข้างของมันก็ค่อยๆ ทรุดลง สองขาหน้าพับงอเข้ามาหาตัวอย่างเป็นระเบียบ หน้าท้องของมันแบนราบติดลงกับพื้น
“ดูท่าว่ามันจะชอบเจ้านะ ข้าสอนให้มันอยู่ในท่านี้ในตอนที่ข้าทำพิธีสักการบูชาเหล่าทวยเทพ”
ตาเทียนเอ่ย
ขณะที่เขากำลังดูวุ่นวายในการพยายามที่จะลากส่วนท้ายของรถเกวียน
“มาช่วยข้าที”
คุณตาเอ่ยน้ำเสียงจนปัญญา
วารุตจึงจำต้องละมือออกมาจากหน้าผากของเจ้าควาย ทั้งคู่ช่วยกันยกแกนไม้ลากจูงที่วารุตรู้สึกว่ามันไม่ได้หนักมากนัก ทาบขึ้นบนแผ่นหลังของเจ้าสัตว์ตัวสีดำสี่เท้าที่ลุกขึ้นยืนจังก้าขึ้นมา หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันขนสัมภาระข้าวของที่เรี่ยไรมาได้ขึ้นบนท้ายรถเกวียน
วารุตฉวยหยิบเอามะม่วงสุกหนึ่งลูกไปป้อนให้กับเจ้าควายอย่างเอ็นดู ในขณะที่มันเองก็เคี้ยวงุบงับอย่างเอร็ดอร่อย
“พวกเราพร้อมแล้ว สำหรับการออกเดินทาง”
เสียงเอ่ยของตาเทียน ที่เขาขึ้นไปนั่งทนโท่อยู่บนรถเกวียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ขอรับ”
วารุตขานรับ
“ต่อไป ต้องฝากเจ้าแล้วล่ะ”
ฝ่ามือของวารุตสัมผัสลงบนผิวหนังสากหนาของมันอีกครั้ง
เจ้าควายพยักหน้าตอบราวกับว่ามันฟังวารุตรู้ความ จากนั้นเขาก็ปีนป่ายขึ้นบนท้ายรถเกวียนอย่างกระฉับกระเฉง และนั่งลงเคียงข้างกันกับคุณตา สายตาสาดมองไปยังทิศทางเบื้องหน้าเห็นเป็นท้องฟ้าสีครามที่กำลังจะมืดดับลงไปทุกที และในท้ายที่สุดรถเกวียนคันนี้ก็เคลื่อนที่ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์
ระหว่างที่กงล้อรถเกวียนหมุนไปอย่างต่อเนื่อง ในค่ำคืนที่ทั่วทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ ตาเทียนกับวารุตหาเรื่องหาราวมาพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย
ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะสดชื่นเย็นสบาย พวกเขารู้สึกผ่อนคลายแม้จะออกเดินทางในตอนกลางคืน ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้าควายที่กำลังเดินย่ำเท้ามุ่งไปข้างหน้าอยู่ด้วย มันเดินไปตามเส้นทางโดยไม่มีท่าทีอิดออด
วารุตนั่งฟังเรื่องเล่าจากตาเทียน มันได้อธิบายเป็นนัยๆ ถึงสาเหตุที่คุณตามีความเชื่อในเรื่องของสัตว์ซาตาน คุณตาเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ดลบันดาลมอบสัตว์วิเศษเหล่านี้ให้มาช่วยเหลือมนุษย์
อย่างที่วารุตพอจะรู้ คุณตาท่านมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อเทพเจ้าสูงสุดทั้งสามพระองค์ และเนื้อหาใจความเรื่องเล่าที่วารุตได้ฟังจากตาเทียนมีดังนี้