THE ONE

    ตอนที่ 54 เจอกันอีกแล้ว


            เย่อิ๋งหน้าแดงและร้อนผ่าวไปด้วยความอับอายมากกว่าเดิม นางโค้งคำนับให้เทียนคงอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ข้าขอไปดูคนตรกูลข้าก่อน ข้าไม่มัปัญหาใด ๆหากจะมีท่านเข้าร่วมสังกัดด้วย”เมื่อพูดเสร็จ ก็ไม่รอให้เทียนคงได้ตอบกลับ นางวิ่งจากไปทางคนของตระกูลที่กำลังมองมาที่นางอย่างสงสัย ว่านางกำลังสนทนากับใครอยู่ ทั้ง ๆที่หัวหน้าสังกัดและรองหัวหน้าต่างนอนหมดสภาพอยู่ตรงนี้

                  

            “พี่เย่อิ๋งพี่ไม่เป็นไรนะ ... แล้วนั่นพี่คุยกับใครน่ะ”หนึ่งในญาติของนางกล่าวถามด้วยความสงสัย

                  

            “เขาคือคนที่ช่วยพวกเราในวันนี้และเขาต้องการเข้าร่วมสังกัดของเราด้วย” เย่อิ๋ง ตอบ ในขณะที่ก้มลงช่วยแก้มันให้กับสามหนุ่มที่นอนสลบอยู่

                  

            “หา... ท่านบอกว่าเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นเป็นคนไล่พวกหมิงถงไปเหรอ ..เป็นไปได้ยังไง เขายังดูเด็กว่าข้าอีกนะนั่น ไม่ใช่ว่าท่านเข้าใจผิดไปนะ” หญิงสาวมองไปที่เทียนคงก็อดสงสัยไม่ได้ นางตอนนี้อายุ 22 ปี แต่เด็กนั่นดูเด็กกว่านางเสียอีก แล้วจะมีความสามารถขนาดนั้นได้ยังไง

                  

            “ไม่ผิดหรอกเป็นเขานั่นแหละ ข้าไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา จึงจำต้องตามน้ำไปก่อนการที่เขามีพลังจนสามารถส่งกระแสจิตมาหาข้าได้ ก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับผู้อาวุโสของตระกูลใหญ่แล้วพวกเราไม่สามารถต่อกรกับเขาได้เลย หากเขาต้องการดังนั้นก่อนที่จะรู้ว่าอะไรคืออะไร เราจำต้องทำตามสิ่งที่เขาต้องการก่อน”

                  

            เย่อิ๋งแม้จะตอบตกลงไปโดยไม่ลังเลในตอนแรก แต่จริง ๆก็อดสงสัยไม่ได้แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งหรือสอบถามใด ๆ เพราะลำพังสิ่งที่เขาทำได้ หากเขาประกาศที่จะสร้างสังกัดใหม่ด้วยตัวเองนักรบส่วนมากจะต้องอยากเข้าร่วมกับเขาแน่ไม่มีความจำเป็นต้องมาขอเข้าร่วมกับสังกัดไหนเลย และตอนนี้ยังเป็นเพียงกลุ่มคนที่มาทดสองเพื่อสร้างสังกัดยังไม่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ

                  

            “หาท่านบอกว่าเขาใช้กระแสจิตได้ ........ เอาเป็นว่าท่านตัดสินใจเอาเถอะนอกจากท่านตอนนี้แล้ว ไม่มีใครควรจะเป็นผู้นำกลุ่มเราอีกแล้ว”

                  

            “อืมมข้าก็ตั้งใจทำแบบนั้นอยู่แล้ว ... ไปเรียกหน่วยแพทย์ของกลุ่มเรามาเร็วรีบทำการรักษาพวกเขาให้ได้มากที่สุด การทดสอบใกล้จะหมดเวลาแล้ว พวกเรามีเวลาไม่มากไป ...” เย่อิ๋ง เก็บซ่อนอาการบาดเจ็บของตัวเองไว้ และชี้นิ้วสั่งการลูกทีมทันที

                  

            เทียนคงที่ยืนมองดูอยู่ห่างๆก็รู้สึกสนใจในตัวหญิงสาวคนนี้จริง ๆ นางเก็บซ่อนพลังของตัวเองเอาไว้อย่างมิดชิดเลยทีเดียวแม้แต่ตอนที่นางถูกโจมตีจนกระอักเลือดนางก็ยังไม่ยอมงัดพลังที่เก็บซ่อนนี้ไว้ออกมาราวกับว่าหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอย่างถึงที่สุดแล้วนางจะไม่มีวันเปิดเผยมันออกมา

                  

            ตอนนี้ระดับพลังของนางที่แสดงให้ทุกคนเห็นนั้นคือระดับสูงขั้นห้าแต่สิ่งที่เทียนคงเห็นนั้นคือนางกดพลังไว้ถึงสามขั้นย่อย ดังนั้นแล้วจริง ๆนางมีระดับพลังอยู่ที่ระดับสูงขั้นแปดซึ่งมากกว่าชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้าทีมที่ชื่อ อีม่าน ที่มีพลังระดับสูงขั้นเจ็ดเสียอีก

                  

            เทียนคงตอนที่เห็นนางกำลังจนมุม ก็เห็นแล้วว่านางกำลังคิดจะปลดปล่อยพลังที่กดไว้ออกมา เขาจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือนางและก็เป็นอย่างที่เห็นตอนนี้ เขามองและวิเคราะห์นางอย่างสนอกสนใจและในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงสองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากทางเข้าสำนักคร่าอสูรนี้

                  

            “ไหเจินเป็นเพราะเจ้าเลย ทำให้เรามาสายขนาดนี้ แล้วตอนนี้จะมีใครให้เราได้เข้าร่วมสังกัดไหมเนี่ย....” เป็นเสียงของกัวซินเหยียนนี่เอง ที่กำลังดุว่าน้องชายมาตลอดทางที่เข้ามา

                  

            “ท่านพี่จะโทษข้าฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะ เป็นท่านด้วยไม่ใช่หรือไงที่ถ่ายท้องน่ะไม่ใช่ข้าคนเดียวนะ .... โป๊กกกก โอ้ยยย พอแล้วท่านพี่ ข้าไม่พูดแล้วก็ได้เป็นข้าเอง เป็นข้าเอง โถ่ อย่าเอะอะก็ใช้กำลังได้ไหม เป็นสาวเป็นนางทำตัวแข็งกระด้างแบบนี้เดี๋ยวขึ้นคานนะ ... โป๊กกกก .....”ไหเจินที่วิ่งกุมหัวเข้ามาพยายามโน้มน้าวพี่สาว แต่ดูเหมือนยิ่งพูดจะยิ่งทำให้นางโมโหนะ

                  

            สองพี่น้องพากันเดินเข้ามาในโถงและสังเกตเห็นเทียนคงที่เอามือกุมขมับอยู่ก็ต้องตาโตพวกเขาได้รับข้อความของเสี่ยวเอ้อแล้วเมื่อเช้า ว่าเทียนคงได้ออกมาก่อนนานแล้วและได้ฝากขอบคุณพวกเขาไว้ จึงคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอเขาเร็ว ๆนี้แน่ ที่ไหนได้กลับได้มาเจอกันที่นี่เสียอย่างนั้น

                  

            แต่ดูเหมือนเทียนคงจะรู้สึกสังหรน์ใจยังไงชอบกลว่าเรื่องมาหาเขาอีกแล้วแน่ ๆและไม่ยินดีเลยที่สองคนนี้มาที่นี่ และมันก็จริง ๆ ซินเหยียนตรงดิ่งมาหาเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจตามมาด้วยน้องชายที่หัวโนหน่อย ๆ

                  

            “นี่เทียนคง เราเจอกันอีกแล้วนะ ... แต่ว่านะ ท่านจากไปก็ไม่บอกไม่กล่าว ท่านกลัวข้าหรืออย่างไรกัน”ซินเหยียนที่ตอนแรกยินดีมากที่ได้เจอกับเทียนคงอีก แต่แล้วความรู้สึกหงุดหงิดก็พุ่งพรวดขึ้นมาแล้วกล่าวโทษเทียนคงเฉยเลย

                  

            “เอ่ออ... ข้าต้องขออภัยท่านด้วย ข้าไม่ได้กลัวท่านหรอก แต่ท่านก็เห็นว่าข้ามีธุระ ก็เลยต้องออกมาก่อนอย่างที่เห็นว่าแต่ท่านเถอะ มาทำอะไรกันที่นี่”

                  

            “งั้นเหรอออ... ก็ได้ ข้าเชื่อท่าน ส่วนข้ามาทำอะไรที่นี่นั้นข้าว่าท่านได้ยินที่ข้าคุยกับไหเจินแล้วข้ามาเพื่อเข้าสังกัดสักสังกัดหนึ่งแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้วนอกเสียจากว่าท่านจะช่วยข้าได้” ซินเหยียนพูดไปก็มองเทียนคงด้วยท่าทางอ้อนวอน

                  

            “ข้า.... เอ่อ จริง ๆข้าก็มาเพื่อขอเข้าสังกัดเหมือนกันและดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ แต่ข้าจะลองถามพวกเขาให้ ตามข้ามา”เทียนคงไม่รู้จะทำยังไง ในเมื่อจุดประสงค์การมาของซินเหยียนก็เหมือนกับเขาดังนั้นจะไม่ช่วยเลยก็กระไรอยู่ เขาจึงพาซินเหยียนไปหา เย่อิ๋งที่กำลังนั่งขัดสมาดเพื่อรักษาตัวเองอยู่ข้าง ๆยังมีสามหนุ่มที่ยังคงนอนสลบไม่ได้สติถูกล้อมไปด้วยผู้รักษาของกลุ่มอีกสามคน และคนอื่น ๆที่รายล้อมมุงดูอยู่ด้วยสภาพใจคอที่ไม่ค่อยดีนัก

                  

            “เอ่อ... แม่นาง พอดีข้ามีสหายที่อยากเข้าสังกัดด้วยอีกสองคน ท่านจะว่าอะไรไหมถ้าข้าจะขอให้ท่านรับพวกเขาด้วย”เทียนคง ถามด้วยความกระอักกระอวน

                  

            เย่อิ๋ง ที่ได้ยินก็ลืมตาขึ้นมามองแต่พอเห็นซินเหยียนเท่านั้นแหละ นางก็ตาโต แล้วจ้องไปที่ซินเหยียนกับเทียนคงสลับไปมาแล้วคิดในใจว่า “นางช่างสวยเหลือเกิน .... พวกเขาเป็นสหายกันเหรอ ... หรือว่าเป็นคู่รัก???”

                  

            นางคิดในใจเพียงชั่วครู่ แม้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็อดยินดีไม่ได้เพราะตอนนี้นางกำลังเครียดอยู่เลยว่าจะแก้ปัญหาตรงหน้านี้อย่างไร เพราะกฎของการสร้างสังกัดนั้นจำเป็นจะต้องให้มีผู้ใช้พลังระดับสูงขั้นกลางอย่างน้อยสามคนถึงจะสามารถสร้างสังกัดได้

            

            เดิมทีพวกนางมีกันอยู่สี่คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือ ตัวนางเอง อีม่าน เหวินหง และเจียเย่แต่สามคนที่พูดมานั้นกำลังนอนสลบไม่ได้สติจากการถูกซ้อมจนจำแทบไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเทียนคงน่าจะปิดบังพลังและคงผ่านเกณฐ์ได้ไม่ยากแต่ก็ยังขาดอีกหนึ่ง ดังนั้นการที่มีคนมาเสริมอีกสองคนซึ่งมีพลังมากกว่าระดับสูงขั้นกลางย่อมต้องเป็นสิ่งที่สวรรค์ยังมอบโอกาสให้พวกเขาจริง ๆ

            

            นางจึงตอบออกไปอย่างไม่ลังเลเลยว่า“แน่นอน ได้อยู่แล้ว หากพวกเขาเป็นสหายของผู้มีพระคุณ และต้องขอขอบคุณพวกท่านทั้งสองด้วยที่มาได้จังหวะพอดีถือได้ว่ามาช่วยพวกเราได้ทันการเลยทีเดียว ข้าชื่อเย่อิ๋งเป็นตัวแทนของกลุ่มของเรา ยินดีที่ได้รู้จักนะ” นางลุกขึ้นแล้วกล่าวแนะนำตัวเองก่อนจะยื่นมือออกไป

            

            ซินเหยียนแน่นอนว่าเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจมาก ๆไม่อย่างนั้นพวกนางจะต้องเสียเวลาไปอีกหลายวันแน่ๆ จึงรีบกล่าวแนะนำตัวเอง แล้วยื่นสองมือไปจับมือของเย่อิ๋งด้วยรอยยิ้ม

            

            ไม่พอพอนางเห็นว่า กลุ่มของพวกเขากำลังรักษาชายสามคนอยู่ข้าง ๆก็เสนอตัวเข้าไปช่วยเพราะนางเป็นผู้รักษาเมื่อรู้ว่าซินเหยียนเป็นผู้รักษา แน่นอนว่าเย่อิ๋งมีหรือจะปฏิเสธนางตาโตแล้วบอกกับตัวเองว่า สวรรค์เข้าข้างนางจริงๆไม่เพียงรอดจากเงื้อมมือของพวกหมิงถง ยังได้ยอดฝีมือมาเข้าร่วมอีกถึงสามคนถ้าเป็นอย่างนี้ การล่าอสูรพยัคฆ์เพลิงหางดาบก็คงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว

            

            และทันทีที่ซินเหยียนลงมือเย่อิ๋งและพรรคพวกก็ต้องตาโต ผู้รักษาสามคนของพวกเขาใช้เวลามาเกือบครึ่งชั่วโมงยังรักษาบาดแผลให้หายได้ไม่ถึง 2 ใน 10 ส่วน แต่พอซินเหยียนลงมือเพียงนาทีกว่า ๆก็สามารถรักษาบาดแผลพวกเขาทั้งสามคนได้มากกว่า 5 ใน 10 ส่วนแล้วช่างน่าทึ่งเหลือเกิน นี่แสดงว่านางมีทักษะการรักษาที่เหนือกว่าพวกเขาหลายขุมเลยทีเดียว

            

            และพอบาดแผลรักษาได้มากกว่าครึ่งแล้วทั้งสามคนก็ได้สติ แต่ยังคงมึนงงอยู่ เย่อิ๋งจึงคร้านที่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดตอนนี้ในเมื่อคนก็ฟื้นแล้ว ก็ช่างเถอะ ทำเรื่องที่ต้องทำก่อน นางจึงได้พาคนทั้งหมดเข้าไปในสำนักคร่าอสูร

            

            สามหนุ่มที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเห็นคนแปลกหน้าสามคนเดินตามเย่อิ๋งอยู่ ก็ทำหน้างุนงง แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรตอนนี้เขามั่นใจว่าสามคนนั้นจะต้องเป็นคนช่วยเหลือตระกูลหลิวแน่ ๆดังนั้นยังไงก็ต้องได้พูดคุยกันภายหลังอยู่แล้ว พวกเขาจึงเดินตามอยู่ด้านหลังเพราะอาการบาดเจ็บก็ยังคงไม่หายดี

            

            พอมาถึงจุดที่ลงทะเบียนและทดสอบก็เห็นพวกของหมิงถงกำลังเดินออกมาพอดี เย่อิ๋งกับหมิงถงสบตากันจากนั้นหมิงถงก็เลิกคิ้วและเย้ยหยันออกมาว่า “อ้าววว น้องเย่อิ๋ง ยังอุตส่าห์ไปเชิญคนเขามาเข้าร่วมได้นะช่างโชคดีจริง ๆนึกว่าตระกูลหลิวจะต้องเอาชื่อมาทิ้งเพราะพวกเจ้าแล้วจริง ๆนะเนี่ยฮ่า ๆๆๆ”

            

            เย่อิ๋งได้ยินที่หมิงถงพูดชัดเจน แต่นางก็ไม่ตอบโต้อะไร และเดินไปยังจุดลงทะเบียนทันที

            

            พวกหมิงถงที่เห็นนางไม่ตอบโต้ก็หมดสนุกจึงเดินจากไปด้วยรอยยิ้มมุมปาก และเชิดหน้าเดินออกไปด้วยความยโส

            

            เย่อิ๋งเชิญเทียนคง ซินเหยียนและไหเจินเข้าไปประเมินพลังและทักษะการรบ ส่วนสามหนุ่มที่เพิ่งได้สติไม่ได้เข้าร่วมทดสอบเพราะพวกเขายังฟื้นกำลังได้ไม่เต็มที่ตอนนี้พวกเขาสู้ไม่ได้แม้แต่นักรบระดับสูงขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ จะเอาอะไรไปทดสอบ

            

            การทดสอบก็ง่ายๆเพียงแค่แสดงพลังที่เหนือกว่าระดับสูงขั้นกลางออกมา จากนั้นก็ต้องล้มสัตว์อสูรที่ทางสำนักได้เตรียมไว้ให้ได้อย่างน้อยสามตัว ก็จะถือว่าผ่านเกณฐ์หากทั้งสามคนที่เป็นตัวแทนทำได้ทั้งหมดก็สามารถจัดตั้งสังกัดได้เลยแต่จะเป็นสังกัดระดับหนึ่ง หรือระดับต่ำที่สุดเท่านั้น ….