บทที่ 25 อาการท้องผูก
"หมอฟาง คงจะหิวแล้วใช่ไหม?"
ขณะที่ฟางหานกำลังโต้เถียงกับระบบอยู่ในใจ ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดออก แพทย์ประจำบ้านหลี่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มร่าพลางชูถุงพลาสติกในมือให้ดู
"อีกสักพักจะถึงเวลาทานข้าว ถ้าเริ่มหิวแล้ว ทานผลไม้รองท้องก่อนสักหน่อยนะครับ" ในถุงพลาสติกนั้นมีแอปเปิลสีแดงสดสองลูก
ฟางหานมองแพทย์ประจำบ้านหลี่ด้วยความแปลกใจและนึกฉงนอยู่ไม่น้อย การที่พยาบาลหลินยกน้ำมาให้เขายังพอเข้าใจได้ว่าเป็การชื่นชมหนุ่มหล่อตามประสาผู้หญิง แต่สำหรับแพทย์ประจำบ้านหลี่คนนี้ มันหมายความว่ายังไงกันแน่?
ที่สำคัญที่สุดคือ อีกฝ่ายมีสถานะเป็ถึงแพทย์ประจำบ้าน การเอาผลไม้มาเอาใจนักศึกษาแพทย์ฝึกงานแบบนี้ เป็การประชดประชันว่า เขาไม่มีผลประโยชน์อะไรจะให้อีกฝ่ายหรือเปล่า?
"ผมได้ยินอู๋เหล่ยบอกว่า หมอฟางไม่มีนิสัยทานมื้อเช้า ซึ่งมันไม่ดีต่อสุขภาพเลย ตอนนี้คงจะเริ่มหิวแล้ว พอดีผมมีผลไม้ติดมาด้วยเลยเอามาฝากครับ" แพทย์ประจำบ้านหลี่ยังคงแสดงท่าทีกระตือรือร้นอย่างมาก
หมอเหมียวพูดถูกจริง ๆ การเรียนรู้วิชาความรู้ไม่มีลำดับก่อนหลัง ใครคว้าโอกาสได้ก่อนก็คือผู้ชนะ หมอฟางน้อยอาจจะอายุน้อยกว่าและเพิ่งมาได้ไม่นาน แถมสถานะยังเป็แค่นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน แต่เขากลับมีความรู้ความสามารถที่แท้จริง
ตัวเขาเองมาอยู่ที่โรงพยาบาลเจียงจงได้สองปีแล้ว และเป็แพทย์ประจำบ้านมาปีกว่า ๆ แต่แพทย์ประจำบ้านหลี่กลับรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเป็ชิ้นเป็อัน และมักจะรั้งท้ายแถวอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกหมอเหมียวส่งมาคอยติดตามฟางหานแบบนี้
แพทย์ประจำบ้านหลี่เพิ่งจะคิดทบทวนได้เมื่อครู่ เขารู้สึกว่าสาเหตุหลัก ๆ เป็เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครคอยสั่งสอนอย่างจริงจัง ทุกครั้งเขาได้แต่เดินตามหลังแพทย์เฉพาะทางหรือหัวหน้าแผนก คอยดูว่าพวกเขารักษาอย่างไรแต่กลับไม่เคยรู้เหตุผลเื้ั พอแพทย์เฉพาะทางอารมณ์ดี เขาก็ลองถามไปสองสามคำ แต่อีกฝ่ายก็อธิบายเพียงรอบเดียวจบ ส่วนเขาจะฟังเข้าใจหรือไม่ก็เป็เื่ของตัวเอง ถ้าสุดท้ายทำงานออกมาไม่ได้เื่ก็โดนตำหนิเหมือนเดิม
แต่ฟางหานไม่เหมือนกัน ยังไงอีกฝ่ายก็เป็แค่นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน ถ้าเขาไม่เข้าใจในรอบแรกก็สามารถถามได้อีกสักรอบสองรอบ ต่อให้เขาจะเข้าใจช้าแค่ไหน ฟางหานก็คงไม่ถึงกับดุด่าเขาใช่ไหม?
"ขอบคุณคุณหมอหลี่ครับ"
ฟางหานรับแอปเปิลมาแล้วหยิบขึ้นมากัดคำหนึ่ง รสชาติถือว่าดีเยี่ยมทีเดียว
"อืม หวานมากครับ น้ำเยอะกว่าที่ผมเคยซื้อคราวที่แล้วตั้งเยอะ" ฟางหานเอ่ยชมออกมาจากใจจริง
"ถ้าหมอฟางชอบ เดี๋ยวผมจะเอามาให้ทุกวันเลย"
แพทย์ประจำบ้านหลี่วางทิฐิและศักดิ์ศรีลงอย่างสิ้นเชิง ในใจของเขาตอนนี้มองฟางหานเป็ทั้งอาจารย์และหัวหน้าไปแล้ว
"แอปเปิลพวกนี้ส่งมาจากบ้านเกิดของผมเอง สวนผลไม้ที่บ้านปลูกและเก็บเองกับมือ ผมคัดแต่ลูกที่ดีที่สุดมาให้ทั้งหมด ปลอดสารพิษ ไร้สารตกค้าง เป็ออร์แกนิกแท้ ๆ ดีต่อสุขภาพแน่นอนครับ"
"เกรงใจจังเลยครับ"
ฟางหานเริ่มไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงอันกะทันหันของแพทย์ประจำบ้านหลี่ แม้ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายจะไม่ถือตัว แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นเข้าหาถึงขนาดนี้
แพทย์ประจำบ้านหลี่ไม่เอ่ยอะไรมาก เขาเพียงยิ้มแล้วโบกมือพลางบอกว่า "คุณหมอฟางพักผ่อนก่อนเถอะ ถ้ามีคนไข้เข้ามา ผมจะมาเรียก"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องพักไปด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องพัก แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็พบว่าอู๋เหล่ย หลินกวางเลี่ยง และนักศึกษาแพทย์หญิงคนนั้นยืนแอบมองเขาอยู่ไม่ไกลจากประตู
"คุณหมอหลี่ถือถุงแอปเปิลมาเมื่อกี้ใช่ไหม?" อู๋เหล่ยถามออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก
"อืม แอปเปิลสองลูก" นักศึกษาแพทย์หญิงพยักหน้ายืนยัน เนื่องจากเธอสวมแว่นสายตาจึงมองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็แอปเปิลสีแดงสดลูกใหญ่
"แล้วตอนนี้หายไปไหนแล้วล่ะ?" หลินกวางเลี่ยงเสริมขึ้นมา "ในห้องพักมีแค่ฟางหานอยู่คนเดียว"
"ชัดเลย คุณหมอหลี่เอาไปให้ฟางหานแล้วแน่ ๆ"
นักศึกษาแพทย์หญิงดวงตาเป็ประกายวาววับ ฟางหานเก่งกาจเกินไปแล้ว ขนาดเป็แค่เด็กฝึกงานยังสามารถทำให้แพทย์ประจำบ้านยอมมาประจบเอาใจด้วยตัวเองได้ แถมยังหล่อเหลาและมีความสามารถล้นเหลือ การที่เธอได้มาฝึกงานในแผนกเดียวกับเขา นี่มันคือพรหมลิขิตชัด ๆ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นักศึกษาแพทย์หญิงก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาเล็กน้อย ตัวเธอเองก็หน้าตาจัดว่าดี และอยู่ร่วมแผนกกับฟางหานมาหลายวันแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่แม้แต่จะรู้ชื่อของเธอเลยด้วยซ้ำ
หรือว่าคุณหมอฟางจะไม่ชอบผู้หญิง?
คิดไปคิดมา นักศึกษาแพทย์หญิงก็เหลือบมองหลินอวี่ซานที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะฟางหานดูจะทำดีกับพยาบาลหลินมากกว่าเธอเสียอีก
ขนาดคุณหมอหลี่ถึงขั้นอาสาเอาผลไม้มาให้ฟางหาน พยาบาลหลินก็ยังคอยยกน้ำมาบริการ ในเมื่อคนอื่นเปิดฉากรุกฆาตขนาดนี้ เธอจะมัวอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องหาทางบุกเข้าหาบ้าง จะปล่อยให้โอกาสดี ๆ แบบนี้หลุดมือไปได้อย่างไร
โบราณว่าไว้ น้ำขึ้นให้รีบตัก ใครอยู่ใกล้ชิดย่อมได้เปรียบ!
"ฉินซีหร่าน เธอจะยืนกำหมัดทำไมเนี่ย?" อู๋เหล่ยหันกลับมามองนักศึกษาแพทย์หญิงด้วยความแปลกใจ ฟางหานอาจจะไม่รู้ชื่อของเธอ แต่อู๋เหล่ยรู้จักดี
ในการฝึกงานครั้งนี้มีนักศึกษาแพทย์ฝึกงานที่เป็ผู้หญิงอยู่แค่ห้าคน ซึ่งฉินซีหร่านถือเป็คนที่โดดเด่นและสวยที่สุด และบังเอิญว่าได้อยู่แผนกเดียวกับเขา อู๋เหล่ยจึงแอบมีใจและคิดสานสัมพันธ์มาตั้งนานแล้ว
"ยุ่งอะไรด้วย?!" ฉินซีหร่านฮึดฮัดใส่คำหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหนี
ภายในห้องพัก ฟางหานเคี้ยวแอปเปิลไปพลาง เอ่ยถามระบบในใจอีกครั้ง
'รางวัลในครั้งนี้คืออะไร เป็แบบเลือกเอง สุ่ม หรือว่าจับสลาก?'
[ไม่มีรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น]
'อะไรนะ?' ฟางหานเกือบจะสำลักเนื้อแอปเปิล ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อกี้เพิ่งตกลงกันไปดิบดีไม่ใช่หรือไง?
หมอเหมียวมอบความชื่นชมจากใจจริงให้เขา ซึ่งนี่คือแพทย์เฉพาะทางคนแรกที่มอบความชื่นชมจากใจจริงให้ เป็ครั้งแรกที่มีรางวัลระดับนี้เกิดขึ้น และระบบก็ยอมรับเงื่อนไขแล้วแท้ ๆ ตอนนี้คิดจะเบี้ยวกันงั้นเหรอ?
[อารมณ์ชื่นชมถือเป็ส่วนหนึ่งของพลังแห่งความศรัทธา แต่ความชื่นชมที่แพทย์เฉพาะทางมอบให้โฮสต์เมื่อครู่เป็เพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่ววูบเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในตัวโฮสต์อย่างแท้จริง หาก้ารับรางวัล โฮสต์ต้องทำให้ผู้ร่วมอาชีพที่มีตำแหน่งทางวิชาชีพแพทย์สูงกว่า เกิดความเลื่อมใสและศรัทธามาจากก้นบึ้งของหัวใจ]
ระบบอธิบายยืดยาวเป็พิเศษซึ่งเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
"เป็แบบนี้เองหรอกเหรอ?" ฟางหานชะงักไป นี่หมายความว่าเขาต้องสร้างแฟนคลับตัวจริง หรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือต้องเป็แฟนคลับระดับเดนตายที่ยอมศรัทธาถวายหัวเลยใช่ไหม?
แต่มันจะเป็ไปได้ยังไง การทำให้กลุ่มคนที่เป็นักศึกษาแพทย์ฝึกงานเหมือนกันมาศรัทธายังพอเข้าใจได้ แต่จะให้ระดับแพทย์เฉพาะทางกลายมาเป็แฟนคลับตัวจริงของนักศึกษาแพทย์ฝึกงานเนี่ยนะ? มันฟังกวนประสาทชัด ๆ
บางทีในอนาคตเมื่อเขาได้เลื่อนขั้นเป็แพทย์เฉพาะทางหรือรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หมอเหมียวอาจจะศรัทธาเขาจากใจจริงขึ้นมาก็ได้ แต่ถึงตอนนั้น เขาก็ไม่ใช่ผู้ร่วมอาชีพที่มีตำแหน่งทางวิชาชีพแพทย์ต่ำกว่าอีกต่อไปแล้วน่ะสิ
ยิ่งการมองเงื่อนไขก็ยิ่งน่าผิดหวัง เดิมทีเขาหวังการมองว่าระบบจะมอบทักษะถาวรให้สักอย่าง ต่อให้เป็แค่ขั้นต้นก็ยังดี
ช่างเถอะ ยังไงก็ต้องรีบสะสมแต้มความชอบให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ถ้านับถึงตอนนี้แต้มความชอบของเขาพุ่งเกินห้าพันแต้มไปแล้ว ระยะทางสู่ห้าหมื่นแต้มก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมใช่ไหม?
เมื่อผลงานในการรักษาของฟางหานโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ การได้รับแต้มความชอบก็รวดเร็วและทวีคูณขึ้นตามไปด้วย เพราะถึงแม้คนบางกลุ่มจะไม่ได้อยู่ต่อหน้าฟางหาน แต่ยามที่พวกเขากล่าวถึงชื่อของชายหนุ่มลับหลัง ก็มักจะนำพามาซึ่งความอิจฉาและความศรัทธาเลื่อมใสเสมอ
ทว่า เมื่อผ่าน่เวลาเห่อของใหม่ไปแล้ว ฟางหานก็รู้สึกรำคาญไม่อยากให้ระบบคอยส่งเสียงแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลา เขาจึงตัดสินใจปิดระบบเสียงแจ้งเตือนการได้รับแต้มความชอบไปเลย ไม่อย่างนั้นหากมีเสียงเตือนแจ่มใสเบิกบานดังแทรกขึ้นมาบ่อย ๆ ในตอนที่เขากำลังใช้สมาธิวิเคราะห์อาการคนไข้ มีหวังได้สะดุ้งใตายกันพอดี
"คุณหมอฟาง มีคนไข้รายใหม่มาแล้วค่ะ"
ใบหน้าจิ้มลิ้มของหลินอวี่ซานโผล่เข้ามาทางประตู พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยมาให้
"ขอบคุณครับ พยาบาลเสี่ยวหลิน"
ฟางหานลุกขึ้นยืน และเนื่องจากในมือยังมีแอปเปิลอีกหนึ่งลูกที่ยังไม่ได้ทาน เขาจึงยื่นส่งให้อีกฝ่าย "พยาบาลเสี่ยวหลิน อันนี้ผมให้คุณครับ"
หลินอวี่ซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวใจจะพองโตด้วยความตื่นเต้น มือเรียวขาวเนียนประคองรับแอปเปิลลูกนั้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับเป็ของล้ำค่า ก่อนจะกอดมันไว้แนบอก รู้สึกตื้นตันจนแทบจะหายใจไม่ออก
คุณหมอฟางถึงกับมอบแอปเปิลให้เธอเชียวนะ! น่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว ถ้าพวกเพื่อน ๆ พยาบาลรู้เข้า มีหวังได้อิจฉาตาร้อนจนอกแตกตายแน่ ๆ!
เมื่อมาถึงห้องตรวจ แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็นำทีมพวกอู๋เหล่ยตามเข้ามาด้วย โดยทั่วไปแล้ว แผนกฉุกเฉินมีความแตกต่างจากแผนกผู้ป่วยนอกอย่างสิ้นเชิง ห้องตรวจผู้ป่วยนอกมักจะมีหมอนั่งประจำอยู่แค่คนเดียว อย่างมากก็แค่เพิ่มแพทย์ประจำบ้านหรือนักศึกษาแพทย์ฝึกงานอีกคนมาช่วยบันทึกประวัติหรือตรวจร่างกายเบื้องต้น
แต่สำหรับหมอในแผนกฉุกเฉิน พวกเขาจะไม่นั่งแกร่วรอคนไข้อยู่แต่ในห้องตรวจ เพราะคนไข้ที่ก้าวเท้าเข้ามาในแผนกฉุกเฉินส่วนใหญ่มีอาการร้อยแปดพันเก้า มีสารพัดโรคั้แ่กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ไปจนถึงขั้นหมดสติ อาเจียนพุ่ง หรือแม้กระทั่งอาการท้องผูก
คนไข้แต่ละรายย่อมมีวิธีการรักษาและสถานที่รองรับแตกต่างกันไป บางคนต้องส่งเข้าห้องหัตถการ บางคนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน บางคนต้องไปห้องรักษา และบางคนก็รับยาที่ห้องตรวจ หมอแผนกนี้จึงต้องวิ่งวุ่นไปมาทั่วทั้งชั้น
ในการทำหัตถการรักษาฉุกเฉิน แพทย์เฉพาะทางส่วนใหญ่จึงมักจะหนีบเอาแพทย์ประจำบ้านหรือนักศึกษาแพทย์ฝึกงานมาคอยดูงานด้วย ด้านหนึ่งเพราะคนไข้ฉุกเฉินบางเคสไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว การมีผู้ช่วยจะช่วยประหยัดเวลาเซฟชีวิตได้มาก และอีกด้านหนึ่งคือหากคนไข้อาการวิกฤต ขั้นตอนต่อไปต้องรีบประสานงานตามหมอเฉพาะทางจากแผนกอื่นมาสนับสนุน จึงจำเป็ต้องมีคนคอยวิ่งเื่ประสานงานให้
คนไข้รายนี้เป็ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี แต่งกายภูมิฐานดูดีมีฐานะ เส้นผมถูกเซตและจัดแต่งทรงมาอย่างประณีตเรียบร้อย
ทว่า เมื่อก้าวเข้ามาในห้องตรวจ ชายวัยกลางคนกลับมองมาที่กลุ่มของฟางหานด้วยสายตาลังเลและไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่หมอหน้าละอ่อนเต็มห้องไปหมด
"เชิญนั่งก่อนครับ" ฟางหานผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย "มีอาการอย่างไรมาครับ?"
"ที่นี่ไม่มีหมอคนอื่นแล้วเหรอ?" และแล้วประโยคคลาสสิกประโยคหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นมา
แพทย์ประจำบ้านหลี่รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาปกป้องทันควัน "นี่คือแผนกฉุกเฉินนะครับ มาถึงแผนกฉุกเฉินแล้วยังคิดจะเลือกหมออีกเหรอครับ?"
ชายวัยกลางคนถึงกับเงียบกริบ อันที่จริงคนไข้ที่มาแผนกฉุกเฉินส่วนใหญ่ต่างรู้กฎข้อนี้ดีว่าไม่มีสิทธิ์เลือกหมอเ้าของไข้ ถ้าอยากเลือกหมอชื่อดังก็ต้องไปยื่นเื่ที่แผนกผู้ป่วยนอก และต่อคิวลงทะเบียนตามระบบ
แต่แผนกฉุกเฉินนั้นแตกต่างออกไป คนไข้เก้าในสิบคนที่มามักจะมีอาการวิกฤตคอขาดบาดตาย หมอบางท่านอาจกำลังปั๊มหัวใจช่วยชีวิตคนอยู่ในห้องข้าง ๆ และยังมีคนไข้เคสอื่นจ่อคิวรออยู่ข้างหลังอีกเพียบ ใครจะมีเวลาว่างมานั่งจัดสรรตามใจคุณ?
หากคิดจะเลือกหมอจริง ๆ ก็ต้องยอมเสียเวลานั่งรอ ตราบใดที่ร่างกายยังทนไหว แต่ในเมื่อตัดสินใจมาพึ่งแผนกฉุกเฉินแล้ว ถึงแม้โรคที่เป็จะไม่ใช่เื่เร่งด่วนรุนแรง แต่ก็แสดงว่าเป็คนประเภทที่ไม่้าเสียเวลานั่งรอคิวนาน ๆ
แน่นอนว่าถึงแม้จะเลือกหมอไม่ได้ แต่หากหมอผู้ทำการตรวจในขณะนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาหรือวินิจฉัยโรคได้ ก็จะมีการต่อสายเรียกหมอระดับอาจารย์ที่สูงกว่ามาช่วยประเมินอาการ เพื่อจัดการรักษาคนไข้ให้เสร็จสิ้นลุล่วงไปได้อยู่ดี
"รบกวนยื่นมือออกมาหน่อยครับ"
ฟางหานบอกให้อีกฝ่ายวางท่อนแขนลงบนหมอนรองชีพจร พร้อมกับยื่นนิ้วไปแตะััเพื่อจับชีพจรพลางเอ่ยถาม "เล่าอาการให้ฟังหน่อยครับว่ามีอาการยังไงมา?"
"มีอาการท้องผูกครับ ปกติผมจะขับถ่ายอุจจาระแค่วันละไม่กี่ครั้ง แต่ถ้า่ไหนนอนดึก อดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการท้องผูกก็จะกำเริบหนักขึ้นมาทันที อย่างเมื่อคืนนี้ผมก็เพิ่งอดนอนเคลียร์งานมาทั้งคืน เพิ่งจะเลิกงานเมื่อกี้นี้เองครับ"
ฟางหานนิ่งฟังพลางตั้งสมาธิกับการจับชีพจร พร้อมกับลอบสังเกตลักษณะภายนอกของชายวัยกลางคนไปด้วย บริเวณเล็บมือมีรอยเขียวคล้ำจาง ๆ บ่งบอกว่าร่างกายกำลังตกอยู่ในภาวะเย็นพร่อง ลักษณะการเต้นของชีพจรสะท้อนว่าหยางของหัวใจและไตพร่อง ส่งผลให้ลำไส้ขาดแรงบีบตัวตามธรรมชาติ...
โรคประเภทนี้ไม่จัดว่าเป็อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน แต่เข้าข่ายโรคเรื้อรังเสียมากกว่า การที่ชายวัยกลางคนดั้นด้นมาที่แผนกฉุกเฉินคงเป็เพราะทนความอึดอัดไม่ไหว และไม่อยากไปนั่งต่อแถวหลังขดหลังแข็งที่แผนกผู้ป่วยนอก
อีกอย่าง โรคนี้ก็ไม่ได้รักษายากเย็นอะไร ลำพังประสบการณ์และองค์ความรู้ในทักษะการปฐมพยาบาลขั้นกลาง ก็เพียงพอที่จะทำให้ฟางหานวินิจฉัยโรคและจ่ายยาได้อย่างแม่นยำแล้ว ซึ่งทักษะขั้นกลางหากวัดกันที่ระดับฝีมือและความเฉียบขาด ถือว่าเทียบเท่าระดับแพทย์เฉพาะทางบางคนในโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ
นี่คือเหตุผลหลักที่ฟางหานยอมลงทุนแลกทักษะการปฐมพยาบาลขั้นกลางมาไว้ใน เพราะทักษะสารพัดประโยชน์นี้ช่วยให้เขารับมือกับอาการป่วยทั่วไปส่วนใหญ่ได้ครอบคลุม โดยไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองแต้มความชอบไปกับการแลกทักษะชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็รายครั้ง
...
[ผลวิเคราะห์ : หยางของหัวใจและไตพร่อง ลำไส้ขาดแรงบีบตัว ร่างกายมีภาวะหยินพร่อง...]
[แนวทางการรักษา : ให้ความอบอุ่นแก่ลำไส้ บำรุงลมปราณและขับระบายอุจจาระ]
[ตำรับยาสมุนไพร : โกฐน้ำเต้า 15 กรัม รากโหราเดือยไก่ 15 กรัม... โกฐเขมาขาวดิบ 60 กรัม... จัดยา 3 ชุด]
[ข้อห้าม : งดอาหารที่มีฤทธิ์เย็นและของสดทุกชนิด]
ฟางหานละมือออกจากข้อมือของคนไข้ หยิบปากกาขึ้นมาตวัดเขียนใบสั่งยาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่งต่อให้แพทย์ประจำบ้านหลี่ เนื่องจากใบสั่งยานี้จำเป็ต้องได้รับการเซ็นกำกับจากแพทย์ประจำบ้านหลี่จึงจะมีผลตามกฎหมาย เพราะตัวเขาเป็เพียงเด็กฝึกงานที่ยังไม่มีสิทธิ์ในการสั่งยา
แพทย์ประจำบ้านหลี่รับใบสั่งยาไปกวาดสายตาดูรอบหนึ่ง เนื้อหาด้านในไม่ใช่ตัวย่อละตินยุ่งยาก ตัวอักษรจีนทุกตัวเขาล้วนจำได้ขึ้นใจ แต่พอพวกมันถูกจับมารวมเป็ตำรับยาแบบนี้ เขากลับเริ่มมองไม่ออกและไม่ค่อยเข้าใจในสรรพคุณ
ลายเซ็นนี้ควรจะเซ็นอนุมัติให้ดี หรือไม่เซ็นดี? เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดหรือคนไข้เป็อะไรขึ้นมา ตัวเขาในฐานะคนเซ็นก็ต้องเป็คนยืดอกรับผิดชอบเต็ม ๆ
โชคดีที่ระหว่างที่แพทย์ประจำบ้านหลี่กำลังยืนลังเลเงอะงะอยู่ ฟางหานก็เริ่มเปิดปากอธิบายกลไกของโรคและตัวยาให้คนไข้ฟังอย่างละเอียด เขาจึงรีบเงี่ยหูตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพราะรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองในการเก็บเกี่ยววิชาความรู้ชั้นยอด