bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่14 การต่อสู้ครั้งแรก

    กลุ่มของหนิงเทียนตัดสินใจเดินทางต่อ ถึงอย่างไงการจะรู้ความหมายของคำว่าพบกันใหม่ที่ยอดเกสรหอมหวาน จะต้องหาหนึ่งในสมาชิกกองโจรหุบเขาที่หลบหนีให้พบ และการจะทำเช่นนั้นก็หาได้เป็นปัญหาอันใด ในเมื่อในกลุ่มของมันมีฮาจุนที่สามารถจับสัมผัสของชีวิตได้อย่างแม่นยำและมีคนพื้นที่นำทางอย่างเอ้อตูเล่อหลางอยู่
    ทั้งห้าคนใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งเค่อ ไกลออกไปๆราวสามลี้ จิตสัมผัสของหญิงสาวรับรู้ถึงเสียงฝีเท้าและการต่อสู้ที่อยู่ข้างหน้า
    ฮาจุนกล่าวด้วยเสียงเรียบ “ข้าได้ยินเสียงของพวกมันแล้ว อยู่ข้างหน้านี้”
    “จำนวนละ?” หนิงเทียนถาม
    “น่าจะสัก40ได้ละมั้ง”
    หากเป็นคนทั่วไป จำนวน40คนต่อ5 อาจทำให้ต้องฉุกคิดและวางแผนให้รัดกุม แต่สำหรับหนิงเทียนมันหาได้สนใจและสั่งให้ทุกคนลุยไปข้างหน้าในทันที
    ไม่กี่อึดใจต่อมาปรากฏภาพของนักรบฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังรุมล้อมคนจำนวนหนึ่ง โดยใกล้ๆกับกลุ่มคนที่ถูกรุมล้อม พบร่างไร้วิญญาณของกองโจรหุบเขานอนล้มตาย จมกองเลือดอยู่หลายสิบชีวิต
    ดวงตาของเอ้อตูเล่อหลาง จงซูและพี่สามเบิกดวงตากว้างด้วยความตกใจ พวกมันไม่คิดว่าจะพบเจอกับศัตรูที่มากมายขนาดนี้ แต่ในอึดใจต่อมาความกลัวของพี่สามได้หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ด้วยเหตุว่า ร่างไร้วิญญาณที่นอนจมกองเลือดอยู่นั้น มีร่างพี่สองของมันรวมอยู่ด้วย
    “พี่สอง!!!” มันคำรามร้องออกมาด้วยความโกรธ น้ำเสียงระปนความเศร้าดังสะท้อนให้เอ้อตูเล่อหลางและซงจูผู้เป็นต้นเหตุได้ยิน ทั้งสองรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุของเรื่อง จึงพร้อมที่จะต่อสู้ไม่ว่าศัตรูจะมีจำนวนมากกว่ามากเพียงใด
    หนิงเทียนมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของพี่สองด้วยสายตาที่หดแคบ แม้มันจะไม่ใช่คนดี แต่พวกมันก็พร้อมที่จะปรับปรุงตัวใหม่ ทว่าน่าเสียดายที่ลมหายใจของมันได้สิ้นลงแล้ว หนิงเทียนจึงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเรียบ “เจ้าทำหน้าที่จนถึงวาระสุดท้ายแล้ว” กล่าวจบมันย้ายสายตามองไปยังสองคนสุดท้ายที่กำลังถูกรุมล้อม นั้นก็คือ พี่ใหญ่และเหิ่นเสี่ยว
    การแก้ปริศนายอดเกสรหอมหวานสถานที่รวมตัวของกองโจรหุบเขาได้ จำเป็นจะต้องถามเอาความนี้จากเหิ่นเสี่ยว ดังนั้นหนิงเทียนไม่รอช้า มันสั่งการคนอื่นๆให้เข้าช่วยเหลือและปกป้องชีวิตทันที “นำตัวของเหิ่นเสี่ยวออกจากวงล้อมให้ได้”
    กำลังรบของหนิงเทียนมีเพียง เอ้อตูเล่อหลางที่เป็นผู้ฝึกยุทธขั้น4 ชายชราจงซูผู้อยู่ปลายทางของขั้น4และพี่สามในขั้น3 เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นทั้งสามคนก็ยอมพุ่งตัวออกไปตามคำสั่งของหนิงเทียนอย่างไม่รั้งรอ ฝ่ายศัตรูเป็นผู้มีพลังวัตร วิชาตัวเบาและพลังกายอยู่ในขั้น1ถึง4 จำนวนกว่า40ชีวิต โดย3ใน40มีผู้ฝึกยุทธในขั้นที่5เป็นผู้นำ
    ทันทีที่กลุ่มของหนิงเทียนพุ่งออกไปชิงตัวของเหิ่นเสี่ยวกลับมา นักรบฉกรรจ์ผู้มียุทธขั้น5ก็ได้พุ่งตัวออกมาด้วยเช่นกัน หากแต่เบื้องหน้าของมันกลับถูกขวางไว้ด้วยเงาร่างของหนิงเทียน
    นักรบที่ถือกระบอกเหล็กหดสายตาจ้องมอง “เจ้าคือคู่ต่อสู้ของข้างั้นสินะ”
    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนส่ายศีรษะ “ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้กับพวกเจ้าสามคน”
    สายตาของนักรบที่ถือดาบใหญ่และนักรบที่ถือทวนยาว จ้องมองมาที่หนิงเทียนเป็นทางเดียว พวกมันกล่าวออก “คิดจะสู้กับพวกเราสามคนพร้อมกันงั้นรึ...รนหาที่ตายแล้ว!!!”
    จากนั้น นักรบทั้งสามพุ่งตัวเข้าหาหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว อาวุธอันทรงพลังทั้งสามฟาดฟันเข้าหาศัตรูรวดเร็วดั่งประกายแสง พลังวัตรของพวกมันสามคนรุนแรงและแข็งแกร่ง หากแต่ทว่าเบื้องหน้าของมันคือชายผู้มีกำลังรบเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธในขั้นที่7
    ผู้ฝึกยุทธขั้น5สามคน รุมล้อมผู้ฝึกยุทธในขั้น6 ก็ยังพอมีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะ หากแต่กับขั้น7 มันแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธขั้น5 นับสิบคนร่วมมือกันเสียอีก
    ขณะที่อีกฝ่ายพุ่งทะยานเข้ามา หนิงเทียนวาดมือขวาไปด้านหน้า ท่อนแขนสับลงไปบนมือข้างที่จับกระบองเหล็ก ก่อนจะม้วนหลังมือเข้าหาตัวของศัตรู ใช้เพียงกำลังทำลายการโจมตีของอีกฝ่ายในทันที
    ถึงแม้หนิงเทียนจะมีพลังวัตรในร่างเท่ากับขั้น7 แต่มันกลับต่อสู้ได้โดยไม่ใช้ออกด้วยพลังวัตรแม้แต่น้อย ประหนึ่งว่ากับศัตรูเหล่านี้ แค่เพียงกระบวนท่าหมัดมวยก็สามารถเอาชนะได้แล้ว
    ปักกกก ฝ่ามือของหนิงเทียนกระแทกเข้ากลางอกของนักรบผู้ถือกระบอกเหล็ก อีกฝ่ายล้มคว่ำ หน้าจมดำในพริบตา
    เห็นเช่นนั้นนักรบฉกรรจ์ทางซ้ายและขวาร่วมมือกันโจมตีเข้าใส่ด้วยกำลังทั้งหมด
    หนิงเทียนใช้มือซ้ายรับการโจมตีของดาบใหญ่ และใช้มือขวารับการโจมตีของทวนยาวได้อย่างงดงาม มันไม่ได้ใช้พลังวัตรของตัวเองต้านรับ แต่ใช้การก้าวเท้าเปลี่ยนทิศทางของดาบและทวน ให้อาวุธทั้งสองหันความตายเข้าหากัน คมดาบหันเข้าหาผู้ใช้ทวน และปลายทวนหันเข้าหาผู้ใช้ดาบ
    ฉัวะ!!!! ทั้งสองคนตกตายด้วยคมศัสตราของพวกเดียวกันเอง
    หนิงเทียนใช้เวลากำจัดผู้ฝึกยุทธขั้น5 ทั้งสามคนภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ แต่กระนั้นมันได้พบความจริงว่า ถึงจะไม่ได้ใช้ออกด้วยพลังวัตรเลย แต่การต่อสู้ที่เป็นตาย วัดกันเพียงเสี้ยวลมหายใจ กินสมาธิเป็นอย่างมาก หากต้องสู้ติดต่อกันสิบคนร้อยคน ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้เลย
    เมื่อสามารถเอาชนะสามคนที่เก่งที่สุดในกลุ่มศัตรูได้แล้ว หนิงเทียนกวาดสายตามองไปรอบๆ มันพบว่าคนอื่นๆไม่ได้เป็นเหมือนมัน เอ้อตูเล่อหลางและจงซู ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู พี่สามฟาดฟันศัตรูด้วยความแค้นและกำลังจะสิ้นแรง ส่วนเหิ่นเสี่ยวได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีพี่ใหญ่ที่มีสภาพปางตายช่วยประครองอยู่
    ดวงตาของหนิงเทียนหดแคบ มันพบว่าขณะที่คนอื่นๆต่อสู้สุดกำลัง มีเพียงคนหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งไม่ลงมือใดๆ
    “ฮาจุน!!!” เสียงของหนิงเทียนเอ่ยชื่อของหญิงสาวที่กำลังยืนผิงต้นไม้ด้วยใบหน้านิ่งเฉย
    “อะไร?? อย่าบอกนะ ว่าข้าต้องช่วยเหลือเจ้าพวกนี้ด้วย” หญิงสาวตอบกลับ
    หนิงเทียนรีบกล่าว “พวกเราลงเรือรำเดียวกันแล้วไม่ใช่หรือไง??”
    “เจ้าเก่งกว่าข้าแท้ๆ เหตุใดถึงไม่ใช้สิ่งนั้นยิงออกมา ให้จบๆไปในพริบตาละ???” ฮาจุนจ้องมองกลับไปที่อีกฝ่ายด้วยความสงสัย ชายคนนี้ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ ถึงขนาดสามารถสังหารนางได้ในพริบตา แต่แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมใช้ออกมา??
    แม้หนิงเทียนจะอยากใช้ปืนลมปราณ แต่ด้วยจำนวนกระสุนที่เหลือเพียง9นัด มันจึงไม่ยอมใช้ออกกับโจรกระจอกเหล่านี้ และที่สำคัญเรื่องจำนวนกระสุนที่สามารถใช้ได้อย่างจำกัด จะต้องเก็บเปิดความลับ เพราะไม่ฉะนั้นแล้ว ความแข็งแกร่งของฮาจุนจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ทันที
    หนิงเทียนหาเหตุผลและรีบกล่าว “หากใช้พลังของข้า ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องตาย ซึ่งข้าไม่ได้ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เจ้าเองก็อย่าได้รอช้าอีก รีบลงมือเร็ว”
    ได้ยินเช่นนั้นฮาจุนถอนหายใจยาว “เมื่อไรกันนะที่ข้าต้องทำตามคำสั่งของคนอื่นแบบนี้??” แม้นางจะกล่าวเช่นนั้นแต่นางก็ยอมลงมือช่วยเหลือ ประกายของดวงตาดับลง ปากของนางเผยให้เห็นซีกฟันเหล็กแหลมจำนวนมาก ทันใดนั้นบรรยากาศมืดสลัว ประหนึ่งความว่างเปล่าได้สร้างปีศาจดุร้ายขึ้นมาจากภาพลวง
    เมื่อแววตาของนักรบฉกรรจ์ถูกปีศาจร้ายจ้องมองคล้ายกับว่าพวกมันถูกนำสติออกไป คมดาบที่มุ่งร้ายหาศัตรู ได้เปลี่ยนทิศหันไปทางฝ่ายเดียวกันราวกับว่าพวกมันมีเรื่องแค้นเคืองจนไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้ จากนั้นคมดาบก็ได้ฟาดฟันพวกเดียวกันเอง พื้นป่ากลายเป็นทะเลสีเลือดในพริบตาเดียว
    ใบหน้าของเหิ่นเสี่ยวเต็มไปด้วยอาการตกตะลึงและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น คงจะมีเพียงแต่เอ่อตูเล่อหลาง จงซูและคนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืนวานเท่านั้น ที่จะตอกย้ำความจริงว่า เรื่องที่ผ่านมาหาได้เป็นความฝันไม่ สายตาที่มองไปยังตัวของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงและหวาดกลัว แต่ถึงกระนั้นยิ่งกว่าหญิงสาวก็คงจะเป็นบุรุษที่สามารถออกคำสั่งแก่นางได้ ที่น่าหวาดกลัวมากกว่าเป็นสิบเท่าร้อยเท่า
    เมื่อฝ่ายศัตรูตกตายลงทั้งหมด เหิ่นเสี่ยวถูกคมศัสตราทิ่มแทงหลายแผล แต่ก็สามารถพ้นความตายมาได้ ทว่าผู้ที่ช่วยเหลือให้มันพ้นจากความตาย กลับไม่ได้โชคดีเหมือนเช่นมัน พี่ใหญ่ของสามชายฉกรรจ์ถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญบนร่างกายหลายสิบแห่ง
    แม้ว่าหนิงเทียนจะพยายามรักษาชีวิต แต่มันก็ไม่ได้มีลมปราณที่จะต่อเส้นชีวิตหรือมีวัตถุดิบสมุนไพรที่จะปรุงโอสถรักษาคนตายได้ มันจึงกล่าวทางเลือกสุดท้าย “ฮาจุนเจ้ามีหนทางรักษาหรือไม่??”
    “อวัยวะสำคัญถูกทำลายจนไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ทำได้เพียงใช้มนต์ให้มันลืมความเจ็บปวดก่อนตายเท่านั้น” หญิงสาวกล่าวตอบกล่าวกับร่ายมนต์
    บรรยายกาศตกอยู่ในความเงียบ เสมือนทุกๆคนกำลังรอฟังเสียงลมหายใจสุดท้ายของพี่ใหญ่ที่กำลังจะหมดลง
    แต่ก่อนที่พี่ใหญ่จะสิ้นลมจากไป มันจ้องมองมาที่หนิงเทียนด้วยรอยยิ้ม “กุนซือ ข้าปกป้องเหิ่นเสี่ยวตามคำสั่งของท่านแล้ว แต่ดูเหมือนข้าจะไปต่อไม่ไหว ได้โปรด...ฝากพี่สามของข้าไว้กับท่านด้วย”
    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนพยักหน้าขึ้นลงตบปากรับคำขอสุดท้ายของอีกฝ่าย ไม่นานนักพี่ใหญ่ก็ได้สิ้นลมจากไป เสียงร้องด้วยความโศกเศร้าของพี่สามดังขึ้น ในเหตุการณ์เดียว มันต้องสูญเสียพี่น้องไปถึงสองคน
    เอ้อตูเล่อหลางและจงซู ทั้งคู่ก็ได้แต่ก้มหน้า ถึงพวกมันจะไม่ถูกกัน แต่เมื่อได้ต่อสู้และผ่านความตายมาด้วยกัน ความสูญเสียจึงไม่สามารถลบออกไปจากใจได้ง่ายๆ
    เหิ่นเสี่ยวกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหมายจะปลอบใจอีกฝ่าย “พี่ใหญ่และพี่รองของเจ้าต่อสู้กับมหาโจรครองฟ้าอย่างสมศักดิ์ศรี พวกมันไม่เคยถอยหลังให้ศัตรูแม้เพียงก้าวเดียว ความดีนี้ข้าจะรายงานต่อหัวหน้า และเมื่อกองโจรภูเขาของเรากลับมายิ่งใหญ่ ชื่อของพวกมันสองคนจะต้องถูกสรรเสริญในฐานะผู้กล้าของพวกเรา”
    เห็นอีกฝ่ายพูดได้ยาวขนาดนี้ หนิงเทียนกล่าวออก “เดินไหวหรือไม่??”
    เหิ่นเสี่ยวพยักหน้าตอบกลับ เห็นดังนั้นหนิงเทียนถามออกไป “สถานที่รวมตัวของพวกเจ้าคือที่ใด?”
    “หัวหน้าให้พวกเราไปรวมตัวกันที่ เขาแหลมโกลาหล” เหิ่นเสี่ยวตอบ
    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนหันมองไปยังเอ้อตูเล่อหลาง “พื้นที่ทุ่งหญ้า มีหุบเขาด้วย??”
    เอ้อตู่เล่อหลางพยักหน้าขึ้นลงด้วยความเข้าใจ “ใช่แล้ว หากเป็นที่นั้นละก็ พวกเขาจะไม่ถูกสังเกตเห็นแน่”
    หนิงเทียนจึงกล่าว “เช่นนั้นพวกเรา มุ่งหน้าไปที่หุบเขาโกลาหลกัน และระหว่างทางเจ้าเองก็เตรียมใจเอาไว้ด้วยละ??”
    “เตรียมใจ??” เอ้อตูเล่อหลางทวนคำพูดของอีกฝ่ายด้วยความงุนงงบนใบหน้า
    หนิงเทียนสั่งให้พี่สามพยุงร่างของเหิ่นเสี่ยวนำทางและหันมาตอบอีกฝ่าย “เตรียมใจที่จะให้เผ่าเอ้อหวินเค่อของเจ้า ร่วมมือกับกองโจรภูเขา เพราะเวลานี้ข้าต้องการทำลายมหาโจรครองฟ้าอย่างสุดๆไปเลยละ”