ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 ผู้ปกครองสำนักดาราสวรรค์

            “กลับหรือ? ฮึ ก่อเรื่องราวตั้งใหญ่โตคิดจะกลับก็กลับง่ายๆ เห็นสำนักดาราสวรรค์ของข้าเป็นตลาดสดหรืออย่างไร?”

            เสียงหนักอึ้งดุจฟ้าร้องกัมปนาทเหนือน่านฟ้าลานเจ็ดดาว เพียงชั่วพริบตาอำนาจกดดันมหาศาลไร้ที่ติก็หลั่งไหลมาจากทางด้านหลังของสำนักดาราสวรรค์

            สลาตันบ้าคลั่งก่อตัว ประดุจฝนฟ้าคะนองจะสาดกระหน่ำ

            รังสีพลานุภาพน่ากลัวดุจขุนเขาข่มทับทุกชีวิตในที่นั้น

            ครืน!

            เสียงกัมปนาทของฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ระเบิดขึ้นเหนือหัว ฉับพลัน ลำแสงสีทองควบแน่นก็ดิ่งลงมาจากฟากฟ้าแล้วพาดผ่านลงอย่างน่าสะพรึงกลัวตกลงที่น่านฟ้าเหนือหัวคนทั้งสองฝั่ง

            ตึง!

            คลื่นปราณลวงตาสาดกระหน่ำดั่งคลื่นสมุทรสาดเข้าหาราวกวาดล้างทัพนับพัน คลื่นกระแทกไร้ตัวตนรุกล้ำเข้าหาคนสำนักวายุจักรพรรดิ

            พริบตา คนสำนักวายุจักรพรรดิทั้งหมดในที่นั้นก็กลิ้งหลุนไปกับพื้น เว้นแต่เพียงสีฮุ่ย

            สีฮุ่ยถอยกรูดติดต่อกันสิบกว่าก้าวถึงทรงตัวได้แม้จะไม่ได้ล้มหกคะเมนเหมือนคนอื่น แต่ก็หน้าบวมแดง เลือดไหลกลบปาก

            “เฮือก!”

            ทั้งลานตื่นตกใจไปตามๆ กัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังร่างที่เผยโฉมเบื้องหน้า

            เขาคือชายชราอายุราวห้าสิบกว่าปี เรือนผมสีเขียวมีสีขาวแซมหลายเส้นอาภรณ์ขาวตัวยาว ให้กลิ่นอายเหนือล้ำเฉกเช่นเทพเซียนผู้หยั่งรู้มรรคา

            “คารวะเจ้าสำนักเจี่ยง!”

            ซ่งเฉิงเลี่ยและบรรดาอาจารย์สำนักดาราสวรรค์ประสานมือทำความเคารพเขาโดยพร้อมเพรียง

            เหอชิงหยวน เปียนหง หลิ่วเยว่ และศิษย์ทั้งหลายเงียบเสียงลงอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

            “ศิษย์คารวะเจ้าสำนักเจี่ยง”

            เจ้าสำนักเจี่ยง!

            ฉู่เหินไม่ไกลออกไปทึ่งท่านนี้คือผู้ปกครองสูงสุดของสำนักดาราสวรรค์นั่นเอง ลำพังเพียงรังสีก็เกินกว่าที่คนสำนักวายุจักรพรรดิจะต้านทานได้แล้วตบะของเจ้าสำนักเจี่ยงผู้นี้คงลึกล้ำสุดคะเน

            การปรากฏกายของเจ้าสำนักเจี่ยงทำคนสำนักวายุจักรพรรดิขวัญหนีดีฝ่อ

            สีฮุ่ยยกมือปาดเลือดที่มุมปากประสานมือเอื้อนเอ่ยเจือแววขุ่นเคืองหลายส่วน “เจ้าสำนักเจี่ยง...”

            “หึ ตาแก่อวี่เหยียนนั่นคงให้ท้ายพวกเจ้ามากสินะ ถึงได้วิ่งโร่มาก่อเรื่องถึงสำนักดาราสวรรค์ของข้าได้”เจ้าสำนักเจี่ยงเอ่ยเสียงเยียบเย็น

            สีฮุ่ยตกใจ ตอบกลับแผ่วเบา “เจ้า เจ้าสำนักอวี๋ ท่าน...”

            เจ้าสำนักเจี่ยงยิ้มมืดมนลงเรื่อยๆ “หากไม่ใช่เพราะตาแก่อวี่เหยียนให้ท้ายพวกเจ้าก็หมายความว่า นี่คือกงการของพวกเจ้าเองอย่างนั้นล่ะสิ…บังอาจมาก! คิดว่าเจ้าสำนักผู้นี้เดินเหินไม่ได้แล้ว? ถึงยอมให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเจ้ามาก่อเรื่องก่อราวในสำนักของข้าเช่นนี้หรือ?”

            “เจ้าสำนักเจี่ยงโปรดระงับโทสะ ผู้น้อยมิกล้า...”

            สีฮุ่ยปากบอกไม่กล้าแต่ใจนั้นไม่ยอมต้องรู้เสียก่อนว่าเขามีสำนักวายุจักรพรรดิหนุนหลังอยู่ไหนจะเจ้าสำนักอวี๋ที่คอยให้ท้ายเขาอีก จะหวาดกลัวตาเฒ่านี่ได้อย่างไร?

            หากเป็นเมื่อครั้งสำนักดาราสวรรค์ยังรุ่งโรจน์ สีฮุ่ยย่อมระแวดระวังบ้างหลายส่วน

            ทว่าบัดนี้เวลาวารีมิหวนคืน สำนักดาราสวรรค์รั้งท้ายไม่เหลืออำนาจน่าเกรงขามให้ยำเกรงอีกต่อไป

            กระนั้น เจ้าสำนักเจี่ยงกลับอ่านความในใจเขาออกในปราดเดียว ดวงตาพลันวาวแสงเย็นเฉียบ“วันนี้เจ้าพาคนมาตั้งมากมาย แต่กลับไม่เอ่ยปากขอโทษเลยสักคำกลับไปทั้งอย่างนี้จะไม่เป็นการไม่เห็นหัวสำนักดาราสวรรค์ของข้าเกินไปหน่อยหรือ?”

            “เจ้าสำนักเจี่ยงสั่งสอนถูกต้องยิ่งนัก ผู้น้อยกระทำการบุ่มบ่ามมุทะลุขออภัยทุกท่านณ ที่นี้...”

            “คำขอโทษที่ไร้ความจริงใจ ย่อมไร้ความหมายใด”เจ้าสำนักเจี่ยงตอกกลับเย็นชา แววตาเยือกหนาว ประกาศิตชัดเจนทุกถ้อยคำ

            “คุกเข่า!”

            คุกเข่า...

            เสียงดังฟังชัด กระแทกกระทั้นทุกคำ

            คนสำนักวายุจักรพรรดิแค้นเคืองเป็นนักหนา สีฮุ่ยนั้นเล่าขมวดคิ้วใบหน้าหม่นหมองลง “เจ้าสำนักเจี่ยง ข้าก็ขอโทษไปแล้ว ขอท่านโปรดวางตนให้สมเกียรติศักดิ์อย่าข่มเหงน้ำใจผู้อื่นจะดีกว่า”

            “เหตุอันใด? ข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้ามิบังอาจข่มขู่เจ้าสำนักเจี่ยงเพียงแต่หวังว่าสำนักวายุจักรพรรดิกับสำนักดาราสวรรค์จะรักใคร่กลมเกลียวกันไว้ดีกว่าทำการใดให้ละเว้นไว้สักส่วน วันข้างหน้าย่อมจะปรองดองกันได้ข้าเชื่อว่าเจ้าสำนักอวี๋ก็คิดเช่นนี้”

            คว้าง!

            สิ้นคำสีฮุ่ย รังสีปราณอันแกร่งกล้าและเย็นยะเยือกก็ปะทุจากในกายเจ้าสำนักเจี่ยงร่างแรกตัวสั่นงันงก ตัวหดลงครึ่งหนึ่งเห็นจะได้

            “ฮึ เลิกเอาอวี่เหยียนมาข่มข้า” เจ้าสำนักเจี่ยงดวงตาวาวโรจน์ราวกับไฟแววตาเย็นเฉียบนั้นดุจมีดดาบทะลวงอณูวิญญาณ ดลสีฮุ่ยให้สั่นสะท้าน “เป็นแค่อาจารย์คนหนึ่งยังริอาจมาข่มขู่ข้าต่อให้วันนี้เจ้าสำนักผู้นี้จะเอาชีวิตเจ้าในฝ่ามือเดียว แล้วอวี่เหยียนจะทำอะไรข้าได้?”

            “ท่าน...”

            “ฮึ วันนี้เจ้าพาศิษย์สำนักวายุจักรพรรดิมาท้าทายถึงที่ อย่าว่าแต่ที่อวี่เหยียนไม่อยู่ที่นี่เลยต่อให้เขามาที่นี่ หากเจ้าสำนักผู้นี้จะเอาชีวิตเจ้าเสียอย่างเขาจะมีปัญญาทำอะไรได้? ข้าจะไม่พูดซ้ำสอง ถ้าวันนี้เจ้าไม่คุกเข่าขอโทษที่ตรงนี้อย่าได้หวังจะเดินออกประตูใหญ่สำนักดาราสวรรค์ไปได้”

            เจ้าสำนักเจี่ยงทีท่าแข็งกร้าวยิ่ง

            และรังสีปราณที่แผ่ออกมาจากร่างก็ไม่อาจทัดทานได้เลย

            สีฮุ่ยหน้าซีดเป็นไก่ต้ม แต่ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำอีกแม้ครึ่งประโยค แต่จะให้คุกเข่าลงขอโทษก็กล้ำกลืนเหลือเกิน

            เห็นแววเย็นเยียบที่ส่งจากสายตาเจ้าสำนักเจี่ยงแล้ว สีฮุ่ยก็ตรึกตรองในใจเจ้าสำนักเจี่ยงนิสัยใจร้อนมุทะลุ ไม่แน่ว่าอาจจะอยากคร่าชีวิตเขาจริงๆ ก็ได้

            หนำซ้ำที่นี่ยังคือสำนักดาราสวรรค์ ต่อให้ถูกฆ่าตาย เจ้าสำนักวายุจักรพรรดิก็ใช่จะทวงความเป็นธรรมให้เขาได้โดยง่าย

            เมื่อชั่งใจดีแล้ว สงสัยคงต้องยอมอ่อนข้ออย่างมิอาจห้าม

            พลันนั้น สีฮุ่ยกัดฟันแข็งใจคุกเข่าลงกับพื้นทั้งสองข้าง ปากว่า“เรื่องในวันนี้ ขอเจ้าสำนักเจี่ยงโปรดเมตตา...”

            เพียงเอ่ยออกไป สีฮุ่ยก็นึกเสียใจภายหลังแล้ว

            อัปยศอดสูอย่างที่สุด!

            สีฮุ่ยทั้งโกรธทั้งอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเป็นนักหนา

            ชั่วขณะนั้น คนสำนักดาราสวรรค์สาแก่ใจเป็นล้นพ้น ความอัดอั้นตันใจครานี้ช่างหาทางระบายได้โล่งดีนักเมื่อครู่คนพวกนี้ยังย่ามใจอยู่เลยสมแล้วที่เป็นเจ้าสำนักเจี่ยงผู้แข็งกร้าวจนกำราบพวกนั้นได้

            ส่วนคนสำนักวายุจักรพรรดิคนอื่นต่างก็หน้าดำคล้ำหมอง ไม่พูดไม่จาเสียหน้าหมดสิ้นแล้ว

            วันนี้มาเพื่อทวง ‘ความเป็นธรรม’ ให้เหรินชงแท้ๆ ใครจะนึกเล่าว่าทวงความเป็นธรรมไม่สำเร็จไม่พอยังถูกเจ้ากรรมตบหน้าเสียฉาดใหญ่หากจะผิดที่ใครก็ผิดที่สีฮุ่ยผู้ประเมินความสามารถตนสูงเกินไปและประเมินสำนักดาราสวรรค์ต่ำเกินไป

            “ฮึ ถือว่ายังสำเหนียกความเป็นจริง!” เจ้าสำนักเจี่ยงตอบนิ่งๆ

            สีฮุ่ยหน้าดำคล้ำเขียว โกรธจนไฟแทบท่วมปอดแต่อย่างไรก็อยู่ต่อหน้าเจ้าสำนักเจี่ยง เขาต้องข่มใจเอาไว้จึงกัดฟันอดกลั้นเพลิงในอกแล้วลุกขึ้นยืน

            “เจ้าสำนักเจี่ยง พวกข้าขอลา…”

            ว่าจบก็เตรียมพาคนสำนักวายุจักรพรรดิจรลีไป

            “ช้าก่อน” เสียงนิ่งดังออกจากปากเจ้าสำนักเจี่ยงอีกครั้ง

            สีฮุ่ยกำหมัดแล้วหันกลับมาด้วยหน้าตาดูไม่ได้“เจ้าสำนักเจี่ยงยังมีการอันใดอีก?”

            “เมื่อครู่เจ้าขอโทษแล้ว ยังเหลือเขาอีกคน...”เจ้าสำนักเจี่ยงชี้เหรินเหว่ยที่อยู่ด้านหลังสีฮุ่ยไม่ไกล รายหลังหน้าเปลี่ยนสีท่าทางตกใจและฉงนเต็มที เจ้าสำนักเจี่ยงเอื้อนเอ่ยเรียบนิ่ง“สัญญาไว้เสียดิบดีว่าสามท่า แต่เจ้ากลับใช้ท่าที่สี่เท่ากับรังแกศิษย์สำนักดาราสวรรค์ของข้า จะกลับไปทั้งที่ไม่พูดอะไรสักคำเลยหรือ?”

            ทุกคนอึ้งไป แล้วหันมองฉู่เหินเป็นตาเดียว

            กระทั่งฉู่เหินเองยังประหลาดใจเจ้าสำนักเจี่ยงออกหน้าแทนเขาถึงเพียงนี้เลยหรือ!

            เหรินเหว่ยกำหมัด กัดฟันเอ่ย “ขอโทษ!”

            “เฮอะ แค่คำว่าขอโทษมันไม่พอหรอก” เจ้าสำนักเจี่ยงยิ้มกริ่มมองอีกฝ่ายรอยยิ้มนั้นทำเหรินเหว่ยขนลุกชันไปทั้งร่าง

            ตาเฒ่านี่ยังกัดไม่ยอมปล่อยอีก เหรินเหว่ยด่าในใจ เขาอดกลั้นความไม่พอใจแล้วถามไป“ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักเจี่ยงจะเสนอแนะอันใด?”

            “ง่ายดายมาก เจ้าทำผิดสัญญาจนเกือบฆ่าเขาตายเจ้าสำนักไม่ต้องการให้เจ้าเอาชีวิตเข้าแลก แค่แขนสักข้างก็พอแล้ว!”

            อะไรนะ?

            ได้ยินดังนั้นแล้วทุกผู้ทุกนามก็ตื่นตระหนก

            เหรินเหว่ยหนาวสั่นไปทั้งใจ จากสีหน้าท่าทางแล้วฝั่งนั้นไม่ได้ล้อเล่นแน่นอนเหรินเหว่ยมองสีฮุ่ยด้วยแววตาอ้อนวอน รายหลังแนะว่า “เจ้าสำนักเจี่ยงคนหนุ่มสาวย่อมทำผิดพลาดได้ในยามทุกข์ใจ ขอท่านโปรดอย่าถือสาคนรุ่นหลังเลย”

            “ไม่เอาแขนก็ได้ แต่รังแกศิษย์สำนักข้าก็ควรจะชดเชยอะไรให้มิใช่หรือ?”

            ชดเชย…

            เจ้าสำนักเจี่ยงกำลัง ‘หยั่งเชิง’ อย่างเห็นได้ชัด

            เหรินเหว่ยกัดฟันกรอด “ได้ ข้าจะชดเชยให้เขา”

            “ของเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องการนะ”

            ถ้อยคำไม่ยี่หระของเจ้าสำนักเจี่ยงทำคนสำนักวายุจักรพรรดิโกรธจนแทบบ้าตาเฒ่านี่ไม่ใช่รับมือยากธรรมดา เหรินเหว่ยข่มกลั้นเพลิงโทสะในใจขยับฝ่ามือหยิบเอาแผ่นหยกสี่เหลี่ยมยาวเท่าหัวแม่โป้งออกมา

            “ยันต์มรณะ...คงพอชดใช้ให้เขาได้กระมัง”

            ยันต์มรณะ!

            แค่ได้ยินสามคำนั้น ทั้งลานก็ส่งเสียงเซ็งแซ่

            กระทั่งฉู่เหินยังใจเต้น นามอันเลื่องลือของยันต์มรณะไม่ได้แปลกหูสำหรับเขาเลย

            มันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ ‘จอมศาสตร์อักขระ’ สร้างขึ้นมา จอมศาสตร์อักขระเป็นกลุ่มคนที่พิเศษและแข็งแกร่งหยัดยืนในโลกหล้าโดยอาศัยการวาดลวดลายอักขระยันต์ต่างๆ

            ขอบเขตของจอมศาสตร์อักขระนั้นกว้างขวางยิ่งยวด เช่น การวางค่ายกลวิญญาณปรุงยา หลอมศาสตราวุธ เป็นต้น...ล้วนแล้วแต่เป็นแกนหลักของจอมศาสตร์อักขระทั้งสิ้นและยันต์มรณะนี้ก็สร้างจากวัตถุดิบที่ล้ำค่าใช้อักขระอันแกร่งกล้าและเร้นลับสร้างมันขึ้นมา กว่าจะเป็นสมบัติล้ำค่าเช่นที่เห็น

            จอมศาสตร์อักขระมีตำแหน่งสูงล้ำในอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ คำๆ นี้เป็นตัวแทนของฐานันดรสูงส่งเลอศักดิ์โดยแท้

            ...

            เจ้าสำนักเจี่ยงเหล่มองยันต์อักขระนั้น เอ่ยเรียบนิ่ง “พอถูไถ แต่ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าให้ ‘ผู้เสียหาย’ ดูซิว่าพอใจหรือไม่”

            เหรินเหว่ยแทบกระอักเลือดตายกับคำพูดของอีกฝ่าย

            ยันต์มรณะนี้ตระกูลของเขาต้องทุ่มเทกำลังทรัพย์ไปมากมายกว่าจะได้มาคุ้มกันตนเองไม่ใช่เรื่องง่ายพลังเข่นฆ่าของยันต์มรณะแผ่นหนึ่งนั้นมากพอทำให้จอมยุทธ์ระดับสร้างเมล็ดพันธุ์เจ็บสาหัสหรือถึงตายได้เลย

            เหรินเหว่ยเองก็มีแค่สองแผ่นเท่านั้น

            หากรู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้เมื่อครู่เขาใช้ยันต์มรณะแผ่นหนึ่งเด็ดหัวฉู่เหินไปเสียก็ดี

            “ขอบพระคุณศิษย์พี่เหรินเหว่ยที่ประทานให้”ฉู่เหินรับแผ่นหยกนั้นจากมืออีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ

            “หึ!” เหรินเหว่ยเขม็งมองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ“ขอแนะอะไรไว้อย่างว่าอย่าตะกละตะกรามให้มันมากนัก ท้องแตกตายไม่รู้ด้วย”

            “เฮอะๆ ขอบพระคุณที่เตือน ข้าจะจดจำไว้ให้มั่น”

     

             ………………………..