ชายวัยกลางคนได้เรียกเซี่ยวฮุ่ยโดยที่เซี่ยวฮุ่ยนั้นเป็ผู้ฝึกสอนศิลปะการต่อสู้ของตระกูลเซี่ยว
“ลุงฮุ่ย อัจฉริยะคืออะไร?” เด็กหนุ่มถามขณะมองไปด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ในอาณาจักรจันทราวายุ ใครก็ตามที่สามารถปลุกจิติญญาการต่อสู้ขึ้นมาได้ก็จะเป็อัจฉริยะและจะได้รับความสนใจจากนิกายใหญ่” ลุงฮุ่ยมองไปยังเด็กหนุ่มที่ถามที่อยู่ใต้เวทีก่อนจะพูดต่อด้วยท่าทีเคร่งครึม “พวกเค้ามีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด เป็ัในหมู่มนุษย์ ทะยานผ่านเก้า์เข้าไปในโลกแห่งการต่อสู้และกลายเป็ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง”
“น่าเสียดายที่พวกเราปลุกจิติญญาการต่อสู้ไม่ได้” เด็กหนุ่มส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
“เ้าไม่จำเป็ต้องเศร้าไปหรอก มันยากเกินไปที่จะปลุกจิติญญาการต่อสู้แต่ตราบใดที่เ้าขยันทำงานอย่างหนักเ้ายังสามารถที่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางแห่งต่อสู้นี้ได้ “ลุงฮุ่ยกล่าว “เอาล่ะ มาเริ่มฝึกชกกับข้ากัน นี่เป็เพลงหมัดในระดับสีเหลือง ขั้นต่ำเรียกว่าหมัดแรงพยัคฆ์”
หลังพูดเสร็จลุงฮุ่ยก็ได้เริ่มแสดงเพลงหมัดให้แก่เหล่าผู้คนได้ชม
ไม่ไกลจากบริเวณสนามศิลปะการต่อสู้ เด็กหนุ่มผิวขาวกำลังนอนหลับตาอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ถ้าหากมองใกล้ๆ ผู้คนจะสามารถมองเห็นแสงสีเงินรอบๆตัวของเขาได้
เด็กหนุ่มคนนี้คือเซี่ยวหยุนเค้ามีคิ้วที่คมดั่งกระบี่ ดวงตาที่ส่องประกายคล้ายดวงดาวและดูเหมือนจะเป็เด็กหนุ่มผู้มีพร์
เซี่ยวหยุนเป็ลูกหลานของบ้านหลักตระกูลเซี่ยวและในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเค้าจะอายุ 16 ปี เขาดูเงียบครึมแตกต่างจากคนอื่นและเลือกจะบ่มเพาะด้วยตนเอง มันไม่ใช่เพราะว่าเค้าเป็พวกเก็บตัวแต่เค้ากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในการบ่มเพาะ
เซี่ยวหยุนได้ปลุกจิติญญาการต่อสู้เมื่อเขาอายุ 5 ขวบ และบรรลุถึงระดับที่ 6 ของขั้นหลอมร่างกายเมื่อตอน 8 ขวบ แล้วเขายังได้รวบรวมปราณลี้ลับไว้ในร่างกายของตนเอง
ด้วยพร์ดังกล่าวเขาเป็อัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคนของเมืองเมฆาม่วง
ดังนั้นตระกูลเซี่ยวทั้งหมดได้ตั้งความหวังในตัวของเซี่ยวหยุน พวกเขาเชื่อว่าเซี่ยวหยุนจะนำพาความรุ่งโรจน์และเกียรติยศมาสู่ตระกูลเซี่ยวได้
เป็ที่เื่น่าเสียดายหลังจากที่เขาอายุได้ 8 ขวบการบ่มเพาะของเขาก็หยุดลงและเขาได้แต่เฝ้าดูคนที่มีพร์น้อยกว่าเขาก้าวเข้าสู่ระดับที่ 6 ของขั้นหลอมร่างกาย จากนั้นก็เป็ระดับที่ 7 …
ระยะห่างระหว่างเซี่ยวหยุนกับคนอื่นกว้างขึ้นเรื่อยๆและมันจะเป็ต่อไป ในขณะที่เขายังคงติดอยู่ที่ระดับหกของขั้นหลอมร่างกาย
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นทัศนคติของคนอื่นต่อเซี่ยวหยุนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน อัจฉริยะอันน่าทึ่งได้กลายเป็คนธรรมดา จากนั้นก็เป็ขยะ หลายคนที่เคยสรรเสริญเยินยอเริ่มที่จะดูถูกและหัวเราะเยาะเขา
ก่อนหน้านี้ตระกูลเซี่ยวยังมีความหวังอันยิ่งใหญ่ให้กับเซี่ยวหยุน เพราะเค้าเป็คนเดียวในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ในตระกูลเซี่ยวที่สามารถปลุกจิติญญาการต่อสู้ได้
อย่างไรก็ตามหลังจากพบว่าจิติญญาการต่อสู้ชองเซียวหยุนไม่ใช่ประเภทต่อสู้แต่เป็ประเภทรักษา ผู้าุโก็ได้ยอมแพ้ในตัวเซี่ยวหยุน พวกเ้าจะเอาจิติญญาการต่อสู้ประเภทรักษาไปทำไมในโลกที่ความเข็งแกร่งมีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง?
ถึงแม้เซี่ยวหยุนจะสามารถพัฒนาจิติญญาการต่อสู้จนสามารถเป็แพทย์ที่เก่งกาจที่สุดก็ตาม
รัศมีของอัจฉริยะที่อยู่รอบตัวเค้าเริ่มหายไป เด็กหนุ่มที่ครั้งนึงเคยเป็อัจฉริยะที่เป็ที่น่านับถือและอิจฉาจากผู้คนนับไม่ถ้วน ได้ตกต่ำลงมาและกระทั่งถูกหัวเราะเยาะ ดังนั้นเซี่ยวหยุนจึงรู้สึกเศร้า
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากเื่นี้เซี่ยวหยุนก็ดึงตัวเองขึ้นและตั้งใจจะฝึกให้หนักขึ้น เขาละเลยทุกคนที่หัวเราะเยาะเขาเพราะเขาเชื่อว่าตราบเท่าที่เขาพยายามสักวันหนึ่งเขาจะเรียกคืนเกียรติของตนเองกลับมาได้
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความเชื่อมั่นที่ไร้เหตุผล เซี่ยวหยุนไม่สามารถบ่มเพาะได้เนื่องจากเหตุผลพิเศษ
เส้นใยของแก่นแท้ปราณ์และปฐี ถูกดูดซึมเข้าสู่ตันเถียนของเซี่ยวหยุน ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าคนอื่นในรุ่นเดียวกัน โดยการให้เหตุผลแบบปกติเขาควรจะต้องบรรลุถึงอาณาจักรต้นกำเนิดแล้ว
อย่างไรก็ตาม …
หลังจากที่เซี่ยวหยุนได้บ่มเพาะมาเป็เวลานานและซึมซับแก่นแท้ปราณ เข้าสู่ตันเถียนของเขา ก็มีแสงโผล่มาอยู่ในใจของเขาและชิ้นส่วนหยกสีเขียวโผล่เข้ามาในจิตสำนึกของเขา หลังจากที่มันเข้าถึงตันเถียนมันก็ได้ดูดซับแก่นแท้ปราณที่เซี่ยวหยุนรวบรวมมาได้อย่างยากลำบากไป
“บ้าเอ้ยอย่าใช้มันทั้งหมด ปล่อยให้แก่นแท้ปราณเหลือนิดหน่อยก็ยังดี! “เห็นชิ้นส่วนหยกสีเขียว เซี่ยวหยุนรู้สึกพูดไม่ออก บางทีเขาอาจจะเป็คนเดียวในอาณาจักรจันทราวายุ ที่ปลุกจิติญญาซุกซนแบบนี้
ชิ้นส่วนหยกไม่สนใจการประท้วงของเซี่ยวหยุน แต่มันทำให้เสียงหึ่งราวกับว่ายังไม่พอใจทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเศร้าและหดหู่ในใจ
“หยุดกวนขัาสักที!” เซี่ยวหยุนโห่ร้องเข้าไปข้างใน
ราวกับว่าชิ้นส่วนหยกเขียวรับรู้ถึงความรู้สึกของเซี่ยวหยุน มันกระพริบแสงแล้วถอยเข้าไปในทะเลจิตสำนึกของเขา
เห็นได้ชัดว่าชิ้นส่วนหยกเขียวนี้เป็หนึ่งในจิติญญาการต่อสู้ของเค้า
“ข้าสงสัยว่าจิติญญาการต่อสู้นี้ได้รับการพัฒนารึเปล่านะ” ด้วยความคิดเล็กน้อยในใจของเขาได้เดินทางเข้าสู่จิตสำนึกของเขา
ภายในทะเลจิตสำนึกของเซี่ยวหยุนเป็โลกวุ่นวายเต็มไปด้วยหมอก
สำหรับผู้ฝึกตนคนอื่นที่มีระดับต่ำลงมาเฉพาะผู้ที่ปลุกจิติญญาการต่อสู้ก็มีทะเลจิตสำนึกแบบนี้
นี่คือจิติญญาการต่อสู้ของเซี่ยวหยุนและดูเหมือนว่าจะเป็ชิ้นส่วนหยกเขียว
ตอนนี้แสงสีเขียวได้ออกมาจากชิ้นส่วนหยกเขียวและกำลังเติบโตขึ้นเป็ใบเล็ก ๆ และกิ่งก้านสาขา
“ใบดูเหมือนจะใหญ่โตมากขึ้น ดูเหมือนว่าเ้าจะเติบโตขึ้น! “เมื่อเห็นว่าใบไม้โตขึ้น เซี่ยวหยุนก็ถอนหายใจ ยิ่งใบของจิติญญาการต่อสู้เพิ่มมากขึ้นพลังของรักษาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นและเขาก็สามารถรวบรวม แก่นแท้ปราณของ์และปฐีได้เร็วขึ้น
“ตราบเท่าที่จิติญญาการต่อสู้นี้แข็งแกร่งขึ้นข้าจะสามารถดึงปราณเย็นจากน้องหญิงได้มากขึ้นและลดจำนวนครั้งการเจ็บป่วยของนางลงไป” ด้วยความคิดแบบนี้รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มและคิ้วที่ขมวดของเขาก็คลายลง
ขณะที่เซี่ยวหยุนยิ้มกลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่จบการฝึกก็เดินผ่านเขา
“เฮ้ พี่ใหญ่เฉิงขยะนี่กำลังยิ้มอยู่” เด็กหนุ่มตัวผอมหยุดเดินและหัวเราะเยาะ “ท่านคิดว่าเขาเป็คนปัญญาอ่อนหรือเปล่า?เขายังไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเลยใน่ 8 ปีที่ผ่านมา แต่เขายังยิ้มขณะกำลังฝึกซ้อมอยู่ “
“บางทีเขาอาจจะทะลวงผ่านระดับ” คนรุ่นเยาว์อีกคนหนึ่งพูดแดกดันในขณะที่เขายิ้มกว้าง
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยทำให้เซี่ยวหยุนขมวดคิ้ว
เขาเปิดตาของเขาและจ้องมองใจเย็นคนรุ่นเชาว์ห้าคนที่มาล้อมรอบตัวเขาก่อนที่จะปิดตาอีกครั้ง
พวกเขาใช้วิธีมานานแล้วในการเยาะเย้ยของเขา
“ลูกพี่ลูกน้องเซี่ยวหยุน เ้าทะลวงผ่านระดับรึยัง?” เมื่อเห็นว่าเซี่ยวหยุนไม่ใส่ใจพวกเขาเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แก่กว่าคนอื่น ๆ ก็ได้ใจก่อนที่จะพูดต่อ
“ถ้าเ้าทะลวงผ่านไปแล้วบอกพี่ใหญ่เฉิงคนนี้ พวกข้าจะมีความสุขมากสำหรับเ้าและท่านปู่ก็จะมีความสุขเป็อย่างมากด้วยเช่นกัน “
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อว่าเซี่ยวเฉิง และเป็ลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุมากกว่าของเซี่ยวหยุน
“ถูกต้องพี่ใหญ่เซี่ยวหยุน ท่านต้องบอกพวกข้าถ้าท่านทะลวงผ่านระดับ!” คนรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ ทั้งหมดร้องะโด้วยยิ้มแย้มแจ่มใส ใครจะสามารถบอกได้ว่าพวกเขากำลังเยาะเย้ยเขา
“ข้ายังไม่ทะลวงผ่านไปและข้าไม่้าปัญหา หากทุกคนกังวลเกี่ยวกับข้า” เซี่ยวหยุนจ้องไปยังกลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่เหลือ พวกเขาไม่สามารถมองเห็นความสุขหรือความโกรธใด ๆ นอกเหนือจากการแสดงออกของเขาสงบซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น
เ้าบ้านี้ไม่ได้ให้ความสนใจพวกเค้าแบบสมบูรณ์แบบ!
“ข้าจะออกไป”เซี่ยวหยุน ละความสนใจจากพวกเขาและลุกขึ้นเตรียมตัวเดินทาง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้อารมณ์ของเซี่ยวหยุนกลายเป็ผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าคนใน่อายุเดียวกับเขา
เซี่ยวหยุนรู้ว่าแม้ว่าเขาจะโกรธคนเหล่านี้เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้หากไม่มีความแข็งแรงเพียงพอ
นอกจากนี้ถ้าสุนัขกัดเ้า เ้าจะกัดมันกลับ?
แน่นอนว่า เขาจำเป็ต้องมีกำลังพอที่จะตีกลับด้วยหมัดของเขาไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้น นั่นคือเส้นทางของาา
เช่นนี้เซี่ยวหยุนไม่รีบร้อน เขาเชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะสามารถกลับเป็อัจฉริยะได้อีกครั้ง
“ฮือ ชิ้นส่วนของขยะกล้าที่จะตัวหยิ่ง?” เมื่อเห็นว่าเซี่ยวหยุน กำลังจะออกไปกลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาก็โกรธ พวกเขาเป็ความภาคภูมิใจและความปิติยินดีของตระกูลในขณะนี้และเซี่ยวหยุนยังคงกล้าที่จะทำแบบนั้น?
ในสายตาของคนเหล่านี้การกระทำของเซี่ยวหยุนนั้นดูิ่พวกเขาอย่างเปิดเผย
“เขาไม่มีโอกาสที่จะทะลุทะลวงได้เลยดังนั้นเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเองที่เขายังเป็อัจฉริยะอยู่”
“อัจฉริยะ?”
“เขาทำให้ตระกูลสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในน่หลายปีที่ผ่านมานี้ หากทรัพยากรเ่าั้ได้รับมอบให้กับพวกก็สามารถก้าวเข้าไปในอาณาจักรต้นกำเนิดแล้ว “คนรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ บ่น “โชคดีที่ท่านปู่อยู่ในการปิดตน มิฉะนั้นทรัพยากรของตระกูลเซี่ยว ของเราคงถูกใช้ไปจนหมดโดยมัน! “
แม้ว่าเซี่ยวหยุนเดินออกมาห่างๆแล้ว เขาก็ยังคงได้ยินเสียงของพวกเขา
“เ้ากลัวว่าข้าจะลากตระกูลให้ตกต่ำไปด้วยเหรอ?” เซี่ยวหยุนหยุดเดินขณะที่มองย้อนกลับไปที่กลุ่มวัยรุ่น เขารู้สึกถึงความโกรธของเขาที่เพิ่มขึ้นภายในตัวเขา แต่เขากลับคืนมาอย่างสงบ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและขมวดคิ้วราวกับว่าเขาคิดอะไรบางอย่าง
“วันนี้เป็วันพระจันทร์เต็มดวงเมื่อปราณหยินมีความแข็งแกร่งและอุดมสมบูรณ์ที่สุด “ความเจ็บป่วยของน้องเล็กอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง” เซี่ยวหยุนพึมพำ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาคิดถึงความเ็ปที่น้องหญิงเล็กได้รับเมื่อปราณเย็นเกิดขึ้นเขารู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกฉีกขาดออกเป็สองส่วน และเขาเริ่มเดินออกไปเร็วขึ้น