God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    ปราการหินผาสุดแกร่ง

    ​

    "เร็วเข้าประเดี๋ยวก็ค่ำกันพอดีเจ้าพวกขี้เกียจ เมืองซิโดเนียล็อคซ์อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากแล้วเร่งบังคับให้พวกมันเดินเร็วกว่านี้หน่อย"

    "ขอรับท่านรอง"

    หญิงสาวตะโกนสั่งพลขับลงมาจากระเบียงตึกไม้ด้านบน สัตว์เลื้อยคลาน4เท้าจำนวนหลายสิบตัวถูกแซ่ฟาดลงบนหลังเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ พวกมันส่งเสียงหันหัวไปขู่ทันทีที่ถูกความเจ็บต้องสัมผัสหลังในขณะกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านบนหยิบอาวุธขึ้นมากระบอกหนึ่งแล้วลั่นไกยิงขึ้นฟ้าส่งเสียงข่ม เจ้าพวกกิ่งก่าขนาดใหญ่หันขวับกลับไปยังทิศทางเบื้องหน้า แล้วเร่งตะกุยเท้าเพิ่มแรงในการเคลื่อนที่โดยไว ทำให้ขบวนหมู่ตึกไม้ที่ดูคล้ายกับขบวนรถไฟแล่นไปบนพื้นทรายด้วยความเร็มสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    "ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาเกือบ2เดือนแล้วสินะ ไม่คิดเลยว่าเจ้านั่นจะส่งจดหมายมาบอกให้พวกเราแวะหาในระหว่างเดินทางกลับ ก็ไหนตอนแรกบอกว่าจะแวะทำธุระแค่แป๊บเดียวแล้วจะออกเดินทางต่อ เอาไปเอามาเล่นพักอยู่ที่เมืองนี้ยาวเลยนี่หว่า รู้งี้น่าจะบังคับให้ไปกับเราด้วยก็คงดี"

    ชายหนุ่มผมหยักศกที่ยืนอยู่ข้างๆบ่น หญิงสาวชำเลืองเขาด้วยหางตาก่อนแสดงความเห็นกลับ

    "ท่าทีย้อนแย้งแบบนั้นมันอะไรกันรีอาร์ ที่ผ่านมาเป็นเจ้าไม่ใช่เหรอที่บ่นถึงหมอนั่นตลอด1เดือนเต็ม คิดถึงกิ๊กเก่าก็พูดมาตรงๆก็ได้ ข้าไม่หึงหรอก"

    ชายหนุ่มหงายมือเคาะหน้าผากอีกฝ่ายไปทีนึง ก่อนจะเอ่นกลบเกลื่อนอย่างเป็นทางการ

    "ที่บ่นถึงเพราะหมอนั่นช่วยอะไรเราไว้หลายอย่าง นายท่านเองก็ดูชอบใจเขาอยู่ไม่น้อย หากได้มาร่วมขบวนด้วยพวกเราคงหายเหนื่อยไปหลายอย่างเลยเจ้าไม่คิดงั้นเหรอ?"

    "หื้อ..เจ้าคะ คิดเหมือนกันเจ้าคะ ทำเป็นปากแข็ง ไอ้คนเข้ากับใครไม่ค่อยได้แบบเจ้านานๆทีจะเจอสหายที่ถูกใจก็พูดมาตรงๆเถอะไม่ต้องเอานายท่านกับงานมาอ้างหรอกย่ะ"

    ทาร่ายิ้มกรุ่มกริ่มในขณะทำท่าค้อนใส่เขา ชายหนุ่มแอบยิ้มน้อยๆตาจับนิ่งไปยังทิศทางเบื้องหน้าไม่กระพริบ

    "แหม๊ ข้าละสงสัยจริงๆหากวันไหนพวกเจ้าสองคนไม่ทะเลาะกันฝนฟ้ามันจะมีปัญหาไหม ฮ่าๆๆ"

    "นายท่าน" ทั้งสองขานรับพร้อมกันสะดุ้งตกใจหันไปหาหัวหน้าคณะเดินทางที่ย่องออกมายืนพิงประตูแอบฟังทั้งคู่คุยกันอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบได้

    "มะ..มาตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ"

    "ก็ตั้งแต่เจ้ายิงปืนขึ้นฟ้านั่นแหละ ข้าเลยออกมาดูว่าตอนนี้เราถึงไหนกันแล้ว"

    "เห็นไหมเล่าทาร่า เสียงปืนของเจ้าทำให้นายท่านตื่นเลย คราวหน้าคราวหลังหาวิธีขู่แบบอื่นบ้าง"

    "ไม่เป็นไรๆ ว่าแต่ว่าใกล้ถึงแล้วเหรอ ซิโดเนียล็อคซ์?"

    "อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงขอรับ ผ่ายภูเขาสูงด้านหน้านั่นก็เห็นเมืองแล้ว"

    ลีอาร์รายงาน

    เบื้องหน้าเป็นปราการหินสูงสลับกับเนินทรายแห้ง มีต้นกระบองเพชรขึ้นให้เห็นเป็นหย่อมๆ ขบวนตึกเกวียนสินค้าเร่เดินทางข้ามผ่านทะเลทรายมาเป็นเวลาหลายวันหลังจากนำสินค้าจากดินแดนเขตใต้ขึ้นมาขายยังหัวเมืองฝั่งกลาง มันเป็นการรอนแรมกินเวลากว่าหลายเดือนนับตั้งแต่เดินทางออกมาจากราชอาณาจักรเนเบรัสลูสเทียร์ 

    ภายหลังแยกทางกับบุรุษพเนจรพวกเขาก็ได้แวะเวียนไปอีกหลายเมืองเพื่อขนถ่ายสินค้าทำสัญญาซื้อขายระหว่างราชอาณาจักรทั้งสอง ก่อนที่คลังเกวียนจะว่างเปล่าเพราะไม่เหลือสิงใดให้ขายอีกต่อไป จึงได้ทำการเก็บขบวนกลับไปยังบ้านเกิดของตนเองเพื่อทำการจัดเตรียมสินค้ารอบต่อไป

    "รอบนี้ทำกำไรได้น่าดูเลยนะขอรับ โดยเฉพาะเนื้องของกิ้งก่ายักษ์แผงคอกับดินปืนนั่น"

    "อันที่จริงข้าไม่อยากขายดินปืนเลยรีอาร์ มันไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้และเป็นของที่เรามีใช้อย่างจำกัด แต่มันจำเป็นต้องแลกกับสัญญาสัมปทานค้าขายสินค้าประเภทผ้าและเครื่องแพรพรรณตลอดระยะเวลา5ปีที่อีกฝ่ายจะสั่งซื้อของเราตลอด มันช่วยไม่ได้ นั่นเป็นข้อเสนอที่ทำให้เราทำการค้าได้อีกยาวกับพวกเขา"

    "เป็นเพราะได้เห็นอานุภาพของปืนที่พวกเราใช้ยิงเพื่อหยุดมอนส์เตอร์ที่หลุดออกมาจากกรงขังและเข้าไปทำร้ายชาวเมือง แค่ปืนเพียง2กระบอกพร้อมกระสุน100นัดกับดินปืนอีก7ถังข้าคิดว่าคงไม่น่าจะเป็นอะไรมากกระมังขอรับ"

    คล็อกครัชถอนหายใจขมวดหน้าด้วยความรู้สึกไม่สู้ดี

    "ข้าเกรงว่าพวกเขาจะนำไปลอกเลียนแบบสร้างเป็นอาวุธให้กับทหารละสิไม่ว่า"

    "ตรงข้อนี้ นายท่านอย่าได้ห่วงไปเลยขอรับ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นและดินปืนคนที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ก็มีแต่ไคลม์เท่านั้น ทั้งแบบพิมและกระสุนปืนรวมทั้งดินดำนั่น ล้วนอยู่ในมือของเขา ต่อให้พวกราชอาณาจักรจะพยายามอย่างไรในการแกะแบบก็ไม่สามารถทำออกมาจนสามารถใช้งานได้ดีเช่นของเราหรอดขอรับ หรือถ้าหากทำปืนขึ้นมาได้ก็ไม่สามารถสร้างกระสุนขึ้นมาได้อยู่ดี"

    รีอาร์พยายามปลอบใจนายจ้าง เขารู้ดีแก่ใจถึงข้อกังวลในความคิดคล็อกครัช ทั้งสองยืนคุยกันบริเวณริมระเบียงชั้นบนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ ทาร่าขอแยกตัวออกไปดูคนงานก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทั้งสองยังคงหารือกันต่อในระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนเข้าหุบเขาอันเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเมืองซึ่งเป็นเป้าหมาย

    "ข้าจะขอให้ไคลม์ทำดินปืนเพื่อใช้เป็นสินค้าสำหรับเอาไว้ขายตรงๆเลยดีไหมน๊า กำไรมันช่างงามดีเหลือเกิน"

    "นายท่านขอรับ" 

    รีอาร์ถึงกับขมวดคิ้วก่อนร้องเตือนมาเมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านาย

    "ฮ่าๆๆ ข้าล้อเล่น ก็รู้ดีอยู่หรอกว่าหากเอามันไปขายมันจะกลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำสงคราม จะต้องมีผู้เคราะห์ร้ายหลายคนตายไปเพราะอาวุธชิ้นนี้ ดีไม่ดีอาจจะเกิดปัญหากับอาณาจักรเราก็ได้ข้าแค่พูดเล่นขำๆไปอย่างนั้น"

    หัวหน้าคณะเดินทางเอามือตบไหล่ลูกจ้างหนุ่มเพื่อให้คลายความกังวล แต่ในใจยังแอบคิดเช่นนั้นอยู่เล็กน้อย

    "เช่นนั้นได้ก็ดีแล้วขอรับ หรือหากท่านอยากจะทำจริงๆข้าว่าลองปรึกษาเจ้าหมอนั่นดูเพื่อหาวิธีการขายที่เหมาะสมกว่านี้ก็ย่อมได้ ไคลม์คงจะมีรูปแบบดีๆแนะนำท่านอยู่แล้ว" 

    "อืม..ก็จริงของเจ้านะ ไว้เจอเขาแล้วข้าจะลองถามดู"

    เงาของภูเขาซึ่งตั้งตระหง่านค้านแสงพระอาทิตย์ทอดตกลงมาปิดตามแนวทางเดินอันเป็นเส้นทางเชื่อมสำหรับการเดินทางข้ามระหว่างอาณาจักรตลอดเส้นทาง ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ16นาฬิกา ขบวนเกวียนหมู่ตึกสินค้าเคลื่อนที่ด้วยความระมัดระวังที่สุดเพราะเป็นช่องทางแคบ เมื่อเข้ามาลึกยิ่งขึ้นก็พบกับเส้นทางคดเคี้ยว เป็นแนวเหมือนกับงูเลื้อยทำให้เดินทางล่าช้ามากกว่าเก่าแต่ถ้าว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะพ้นเส้นทางแห่งนี้ออกไปได้

    "นายท่านเจ้าคะ อีก500เมตรจะถึงซิโดเนียแล้วเจ้าค่ะ พวกเราจะพักบนรถหรือเข้าไปพักในเมืองดีสำหรับคืนนี้"

    ทาร่าวิ่งขึ้นมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับที่พักรายวันสำหรับลูกน้องจำนวนหลายร้อยคน คล็อกครัชยังไม่ตอบในทันทีเขายืนพิจารณาอยู่เพียงครู่หันมองหน้ารีอาร์ขอความเห็น ก่อนจะบอกกับลูกจ้างสาวให้รอคำตอบไปอีกซักพัก

    "ไว้เราเจอพ่อหนุ่มไคลม์ก่อนแล้วกันค่อยตัดสินใจอีกที"

    "รับทราบเจ้าคะ"

    ขบวนเคลื่อนออกมาจนกระทั่งมองเห็นแสงสว่างจ้าไร้แนวกำบังของเขาลูกเดิม แต่เมื่อพ้นตำแหน่งปราการขุนเขาออกมาได้ ทุกคนก็ต้องประหลาดใจเมื่อทะเลทรายด้านนอกซึ่งเคยเป็นพื้นกว้างร้างว่างเปล่าที่เคยพบเจอ บัดนี้กลับกลายเป็นปราการเขาขนาดยักษ์ที่มีความสูงเกิากว่าทิวเขาลูกก่อนที่เพิ่งผ่านออกมาเมือซักครู่นี้ 

    สันแนวกำแพงทรงสี่เหลี่ยมเสมอกันด้านบน ไม่มีมุมใดมุมหนึ่งสูงเกินไปกว่ากัน บนกำแพงมีกำลังทหารสวมเกราะเหล็กยืนประจำการลาดพร้อมกับลาดตระเวนเดินเรียงแถวถืออาวุธอยู่ในมือพร้อมสรรพเรียบร้อย นี่คือสิ่งที่ไม่เคยปรากฏเห็นมาก่อนสำหรับนักเดินทางกลุ่มไหนๆตลอดช่วงเกือบ2เดือนที่ผ่านมา 

    "ไม่จริงน่า ไอ้กำแพงภูเขายักษ์นี่มันอะไรกันทำไมข้าไม่เคยมาก่อนเลยเมื่อตอนเดินทางผ่านมาครั้งที่แล้ว"

    หัวหน้าคณะเดินทางอุทานด้วยความตกใจตื่นตะลึงเป็นที่สุด แหงนมองปราการขนาดยักษด้วยความตื่นเต้นระคนแปลกใจ

    ความสูงเมื่อประเมินจากสายตาที่มองขึ้นมาจากด้านล่างไม่ต่ำกว่า40เมตรเป็นอย่างน้อย ในหน้าประวัติศาสตร์หาได้มีกำแพงเมืองไหนจะสูงใหญ่ได้ถึงเพียงนี้  มิหนำซ้ำยังเป็นกำแพงภูเขาหินตามธรรมชาติที่ไม่ได้มีการสรรค์สร้างด้วยวิธีการใดๆของมนุษย์เลยด้วยซ้ำ 

    เป็นปราการที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติแท้ๆที่แฝงไปด้วยปริศนามากมายอันสุดวิจิตรตระการตาที่สุดหาสิ่งใดเปรียบมิได้ สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยมีใครได้เห็นภูเขาขนาดมหึมาซึ่งตั้งสรรค์เป็นกำแพงขวางทางเดินเช่นนี้มาก่อนเรากับมีใครหยิบยกเอามาจากที่อื่นแล้วมาตั้งไว้ยังไงยังงั้น ภาพที่เห็นตรงหน้าสร้างความประหลาดใจให้กับคณะเดินทางขบวนสินค้าเร่เป็นอย่างมาก

    "ใช่ทางนี้แน่เหรอทาร่า เจ้าไม่ได้พาพวกเรามาผิดทางนะ"

    ชายหนุ่มถามภรรยา

    "เจ้าบ้า ไม่มีทางที่บันทึกเส้นทางของข้าจะผิดพลาดได้หรอก นั้นดูตรงนั้นสิ สัญลักษณ์การเดินทางผ่านของเราเมื่อครั้งก่อนยังสลักติดอยู่ตรงโขดหินก้อนนั้นอยู่เลย"

    หญิงสาวชี้ไปที่ตำหนิตรงก้อนหินใหญ่ที่เกิดจากการใช้ของมีคมกรีดทำสัญลักษณ์เอาไว้เมื่อครั้งก่อนออกเดินทางไปจากเมืองนี้เกือบสองเดือนที่แล้ว

    "จริงอย่างเจ้าพูดเลย ข้าเองก็จำทิวเขาอันสลับซับซ้อนที่เราเพิ่งผ่านมาได้ ทาร่าไม่ได้นำเรามาผิดทางหรอก ว่าแต่ว่า ไปภูเขาขนาดยักษ์ตรงหน้านี้มันโผล่ขึ้นมาจากไหนกันหว่า"

    คล็อกครัชยืนยันมาอีกคนก่อนถามต่อไป บรรดาลูกขบวนจำนวนมากโผล่ศีรษะออกมายืนมองกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ขวางหน้าอยู่ด้วยความประหลาดใจไม่ต่างจากหัวหน้ากองทั้ง3คน มันเป็นความผิดปกติอัศจรรย์ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้พบมาก่อนบนเส้นทางเดินสายหลักซึ่งใช้กันมาหลายร้อยศตวรรษ และแล้วในขณะที่ทั้งหมดกำลังตื่นตะลึงอยู่กับสิ่งมหัศจรรย์ที่ปราศจากคำตอบเบื้องหน้า ทหารประจำเมืองซึ่งยืนอยู่เหนือกำแพงเขาชั้นบนก็ตะโกนลงมาถาม

    "ผู้ที่มาเป็นใครกันโปรดแจ้งชื่อด้วย"

    "ข้าเป็นหัวหน้าคณะเดินทางคารวานสินค้าจากแดนใต้ ไม่ทราบว่าที่นี่ใช่เมืองซิโดเนียหรือเปล่า?"

    ไม่มีคำตอบจากปลายสาย กลุ่มทหารที่อยู่บนกำแพงเงียบกันสักพัก เดินหายเข้าไปด้านหลังเชิงเขาก่อนมีอีกคนก้าวเท้าตะโกนลงมาถามย้ำอีกหน

    "ท่านชื่อคล็อกครัชหรือเปล่า?"

    ทั้งสามอึ้งไปซักพัก หันดูหน้ากันไปมา ไม่มีใครคาดคิดว่าทหารธรรมดาธรรมดาจากเมืองนี้จะรู้จักชื่อของพ่อค้าเร่จากแดนใต้ด้วย เป็นที่แปลกใจแก่ชาวคณะเดินทางเป็นอันมาก

    "ใช่..ข้าเอง ข้าชื่อคล็อกครัชไม่ทราบว่าพี่ชายรู้จักนามของข้าได้อย่างไร?"

    เป็นอีก1ครั้งที่คำถามของหัวหน้าคณะเดินไม่ได้รับมาซึ่งคำตอบที่ต้องการ กลุ่มทหารด้านบนที่ยืนมุงกันอยู่ได้หายเข้าไปด้านหลังกำแพงแห่งนั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ไม่นานนักก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่นรอยแยกแตกตรงกำแพงผนังหินด้านหน้าเริ่มลามขึ้นมาจากด้านล่างสุดขึ้นไปจนถึงปลายยอดปราการด้านบน มีเศษหินถล่มลงมาเป็นจำนวนมาก หัวหน้าคณะเดินทางรีบตะโกนสั่งให้ทุกคนหลบเข้าไปภายในเกวียนพร้อมกับบังคับรถให้ถอยหลังกลับไปอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าสถานที่ที่มีอยู่จะไม่ปลอดภัยกับทุกคน

    "งานเข้าแล้วไงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมอยู่ดีๆแผ่นดินถึงไหววิปโยคเช่นนี้ เร็วเข้าทาร่าสั่งให้หมู่ตึกทุกคันเร่งถอยกลับหลังเร็วเข้า"

    "เจ้าคะ"

    ทั้งขบวนเกวียนตื่นตะลึงอลหมานเร่งเตรียมหนีตายกันให้วุ่นมีเพียงรีอาร์คนเดียวที่ยืนจ้องสังเกตเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็นแตกต่างจากคนอื่นๆ

    "เดี๋ยวก่อนขอรับนายท่านอย่างเพิ่งถอย"

    เขาตะโกนร้องบอก ในขณะที่สายตาจับนิ่งอยู่บนกำแพงยักษ์เบื้องหน้าที่ค่อยๆเปิดกว้างออกอย่างช้าๆเสมอเป็นประตูทางเข้าเมืองขนาดยักษ์ที่อาศัยสร้างมาจากภูเขาหินทั้งลูก หัวหน้าคณะเดินทางและทาร่าเมื่อได้ฟังดังนั้นก็หันมามองตามเขา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากองทหารจำนวนมากมายรีบวิ่งออกมาตั้งขบวนเป็นแนวตลอดสองข้างทางเตรียมการต้อนรับกลุ่มของพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติราวกับเป็นแขกคนสำคัญของบ้านเมือง

    "ดูท่าว่าที่นี่จะเป็นเมืองซิโดเนียล็อคซ์จริงๆขอรับนายท่าน แต่มีหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมายพอสมควรเลย ถ้าคิดว่าพวกเขาคงอยากจะต้อนรับเราให้เข้าไปด้านใน"

    รีอาร์ลงความเห็นชัดเจนจากสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งทาร่าและคล็อกครัชต่างอึ้งยืนนิ่งกับที่ไม่ยอมขยับมองดูการจัดทัพอารักขาบื้องหน้าจากทหารคุมกันเมืองที่กำลังแปรขบวนทัพอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

    "ยินดีต้อนรับทุกๆท่าน ข้าชื่อจอนห์เป็น1ในแม่ทัพคุมเมืองซิโดเนียแห่งนี้เชิญพวกท่านเข้ามาด้านในก่อนเถอะนายท่านรอการมาถึงของพวกท่านอยู่ด้านในแล้ว"

    "นะ..นายท่านงั้นเหรอ?"

    ทั้งสามอุทานพร้อมกัน

    ( โปรดติดตามตอนต่อไป )

    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง