คาร์เตอร์และทีโอน่าช่วยกันพูดคุยกับนักโทษที่อยู่ที่นั่น หากแคทเทอรีนเป็นคนออกหน้าเองก็คงไม่มีใครกล้าเงยหน้าแน่ ๆ
“พวกท่านตกเข้าไปในดันเจี้ยนซ้อนแล้วก็มาโผล่ที่นี่สินะครับ”
“ถูกต้อง พวกเราต้องการแค่เส้นทางที่จะออกไปจากที่นี่”
“ได้ครับ ผมจะนำทางให้ถึงที่เลยครับ” ชายวัยกลางคนเผ่าเซนทอร์เดินนำหน้าพวกเธอไป
ขณะที่กำลังจะออกจากหมู่บ้านก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาขวางเสียก่อน
“นี่มันเรื่องอะไรเนี่ยวิยา !” ชายร่างหนาสูงกว่าสามเมตรจ้องมองทีโอน่าไม่ละสายตา
“หัวหน้าอย่าทำตัวเสียมารยาทแบบนั้นสิครับ แค่นี้พวกเราก็ลำบากมากพอแล้วแต่ก็ยังไม่อยากตายหรอกนะครับ” ท่าทางสั่นกลัวของวิยาแสดงออกอย่างชัดเจนทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วสงสัย
“นั่นท่านจักรพรรดินีเหรอ?” ชายผู้นั้นเดินเข้าหาแคทเทอรีนเพื่อมองดูหน้าให้ชัด ๆ
“ท่านจักรพรรดินีจริง ๆ ด้วย”
“หัวหน้ารู้แล้วทำไมยังไม่ก้มหัวล่ะครับ” วิยาพยายามดึงมือหัวหน้าหมู่บ้านให้นั่งลง
“มองหน้าฉันขนาดนั้นคงมีเรื่องอะไรจะพูดใช่ไหม?” แทนที่จะโกรธแบบที่วิยาคิดแต่แคทเทอรีนกลับดูสนใจในสายตาของหัวหน้าหมู่บ้านมากกว่า
“ถ้าไม่รีบข้าอยากให้ท่านเข้าไปคุยในบ้านก่อน”
“ตามนั้นก็ได้ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าที่นี่มันเป็นยังไง” เธอมองชายร่างหนาด้วยหางตาท่าทางหยิ่งยโส
บ้านที่สร้างจากไม้ดูแล้วไม่น่าแข็งแรงนักต้องคอยซ่อมแซมและดูแลตลอดแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้พวกเขาได้นอนอย่างมีความสุขมากกว่าลมหิมะด้านนอกหลายเท่า
“สร้างได้สวยดีนี่ แล้วมีเรื่องอะไรจะพูดล่ะ?” แคทเทอรีนนั่งไขว่ห้างจ้องมองชายร่างหนา
“เอาตรง ๆ ข้าตกใจมากที่เห็นท่านจักรพรรดินีอยู่ที่นี่ ไม่สิข้าต้องเรียกว่าคุณแคทเทอรีนแทน”
“โห ทำไมถึงต้องเรียกฉันแบบนั้นล่ะ?”
“ก็คุณแคทเทอรีนเป็นคนสละตำแหน่งจักรพรรดินีเองไม่ใช่เหรอครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นแคทเทอรีนก็หัวเราะลั่นออกมาคิดว่าเป็นการล้อเล่นเสียมากกว่า
“นี่มันตลกมาก ๆ เลยนะรู้ไหม ฉันไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?”
“ข้าพูดเรื่องจริงนะครับ ตอนนี้คนที่สืบทอดอำนาจต่อจากคุณแคทเทอรีนก็คือจักรพรรดิ เอเล ราฟา” คำพูดที่ตอกย้ำความเคลือบแคลงใจทำให้แคทเทอรีนหน้าเสียเก็บอาการไม่อยู่
“พูดเป็นเล่นไปฉันก็แค่ลงดันเจี้ยนไม่กี่วันไม่ใช่ตายสักหน่อย พวกเขาคงแค่รักษาการแทนเฉย ๆ แหละ”
“ดูเหมือนคุณจะไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ นะครับ หลังจากท่านเอเลขึ้นครองตำแหน่งจักรพรรดิก็ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนมากมาย ทำให้อำนาจและสถานะของเขาสูงยิ่งขึ้นไปอีก”
ทีโอน่าเห็นท่าทางเครียดเป็นกังวลของแคทเทอรีนจึงเข้ามาพูดคุยแทน
“ไปนั่งพักเถอะ เรื่องพวกนี้เธอไม่ถนัดอยู่แล้ว”
“คุณทีโอน่าที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของคุณแคทเทอรีนใช่ไหมครับ? คงสนิทมากกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะถึงขนาดเรียกธรรมดาได้เลย”
“กลับเข้าเรื่องเถอะค่ะ คุณเป็นนักโทษที่ขังไว้ที่นี่แล้วทำไมถึงรู้เรื่องภายนอกได้ล่ะ?” ทีโอน่ายังคงใจเย็นพูดคุยได้ปกติ
“บังเอิญว่าข้ามีเส้นสายค่อนข้างเยอะ การจะรู้เรื่องภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
“อืมงั้นอีกคำถาม แคทเทอรีนในตอนนี้อยู่ในสถานะไหน?”
“สถานะเหรอครับ คงจะเป็นทหารหญิงที่เกษียณไปแล้วประมาณนั้นครับ”
ทีโอน่านั่งคิดวิเคราะห์อยู่พักหนึ่งพลางมองใบหน้าของแคทเทอรีนที่กำลังทบทวนกับตัวเองว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คูเปอร์ได้ยินพี่ไหม
เด็กหนุ่มตัวน้อยกำลังฝึกร่ายเวทมนตร์ตามพวกคิโนริจู่ ๆ ก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะเสียงของพี่ชาย
“เป็นอะไรคูเปอร์?” คิโนริสอดสายตาสงสัยว่าทำไมเขาถึงสะดุ้งตกใจ
“มะไม่มีอะไรครับ พี่คาร์เตอร์เขากำลังคุยกับผมอยู่”
ได้ยินแล้วครับพี่
ดี หลังจากนี้ฟังที่พี่จะพูดให้ดี
ผมจะจำทุกคำเลยครับ
คาร์เตอร์เหลือบมองทีโอน่าที่กำลังพูดคุยกับชายตัวสูงใหญ่ ยิ่งเขาเล่าเรื่องภายนอกมากเท่าไรสถานการณ์ก็ยิ่งกดดันมากขึ้นเท่านั้น
บอกซึฮากิให้ทีว่าอาณาจักรนอดมีการเปลี่ยนตัวจักรพรรดิแล้ว พี่เชื่อว่าซึฮากิจะมีแผนหรือคิดสิ่งที่ควรทำได้เอง
ครับพี่
“ดยุกอาเธอร์...เป็นเขาแน่ ๆ ที่ทำเรื่องแบบนี้” ทีโอน่าเดาะลิ้นโกรธแต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้
“ทำไมถึงเป็นดยุกอาเธอร์ล่ะ?” ชายตัวสูงใหญ่เสิร์ฟน้ำอุ่นให้พวกเธอดื่มเพื่อให้ลดความตึงเครียดลงเสียหน่อย
“ก่อนจะลงดันเจี้ยนเขาบอกให้เซ็นชื่อเพื่อขออนุญาตเข้าดันเจี้ยน พวกเราก็แค่เซ็นไปงั้น ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครแอบอ้างชื่อของจักรพรรดินี”
“แล้วเป็นยังไงล่ะครับ ไม่ใช่แค่แอบอ้างแต่ถึงขั้นสละตำแหน่งจักรพรรดินีแถมยังเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่เลยด้วยซ้ำ” ถ้อยคำที่ดูเหมือนจะสมน้ำหน้าแต่ก็พูดถูกเป็นการจี้จุดความประมาทของพวกเธอ
“นั่นสิ อย่าบอกนะว่าที่พวกเราหลงเข้าไปในดันเจี้ยนซ้อนก็เป็นแผนของดยุกอาเธอร์ เขามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเช่นนั้น”
“ถึงจะไม่แน่ใจแต่ข้าก็พอจะได้ยินมาบ้างเรื่องการเตรียมกำลังพลทหาร เพราะจักรพรรดินีต้องการทำสงครามมากขนาดนั้นอาจจะเป็นเรื่องนี้ก็ได้ที่คนเริ่มไม่พอใจในตัวคุณแคทเทอรีน”
“ที่พวกเราทำแบบนั้นก็เพราะ...”
“ทีโอน่า !” แคทเทอรีนพูดขัดเสียก่อนจะได้พูดจบ
“ขอโทษค่ะ ถ้าแคทเทอรีนมีสถานะปลดเกษียณก็อาจจะดึงอำนาจกลับมาใหม่เมื่อไรก็ได้แต่พวกเราต้องรีบกลับไปให้ไวที่สุด”
“เธอคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? แม้ว่าข้าจะโดนขังอยู่ที่นี่มานานแต่ก็พอจะเข้าใจคนภายนอกได้ว่าทำไมถึงชื่นชอบท่านเอเลขนาดนั้น จักรพรรดินีที่เคยใช้พลังอำนาจสร้างกองทัพทั้งผลาญงบประมาณและบังคับผู้คน...มีหรือที่พวกเขาจะอยากได้คนแบบนั้นอีก”
“แต่ถ้าเป็นแบบนั้นต่อไป...”
“ไม่เป็นไรทีโอน่า ฉันรู้ตัวดีว่าพวกเขาเกลียดฉันมากแค่ไหน ฉันรู้สิ่งที่ตัวเองทำเป็นอย่างดีแต่ถ้ามาถึงขั้นนั้นเราก็คงลงเอยด้วยสงครามภายใน”
“หมายความว่ายังไงเราจะยอมให้พวกเขาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
“ฉันเองก็คิดมาตลอดว่าควรจะพอแค่นี้หรือเปล่า แต่พอมองดูสิ่งที่ทำไปแล้วก็ต้องทำต่อให้สุดไม่อยากให้มันจบแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ” แคทเทอรีนกุมขมับคิดไม่หยุดจนแทบจะไม่เป็นตัวของตัวเอง
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับคุณแคทเทอรีน ถ้าพยายามชิงอำนาจกลับมาและความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ไปอยู่ฝั่งนั้นมันก็มีแต่จะเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมือง”
แคทเทอรีนนั่งเงียบทบทวนกับตัวเองวนไปมา
“ฉันต้องใช้เวลาคิดก่อน ถ้าอย่างนั้นจะไม่ขอรบกวนแล้ว” แคทเทอรีนลุกเดินออกจากบ้านก่อนที่คาร์เตอร์และทีโอน่าจะเดินตามไป
“คุณจะพักที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ อ้อแต่ลืมไปว่าที่นี่มันบ้านของนักโทษจะให้ผู้สูงส่งมาเกลือกกลั้วด้วยได้ยังไง” ถ้อยคำหยอกล้อของชายตัวสูงทำให้แคทเทอรีนยิ้มอ่อนช่วยให้หายเครียดได้บ้าง
แคทเทอรีนเดินทิ้งห่างออกไปนอกหมู่บ้าน แววตาเลื่อนลอยที่กำลังคิดถึงเหตุผลและสิ่งที่ตัวเองควรจะทำแต่เพราะเธออยู่มาด้วยการใช้คำสั่งจึงไม่ค่อยกล้าตัดสินใจอะไร
“แคทเทอรีน ! เธอจะไปไหน?” ทีโอน่าวิ่งตามหลังต้อย ๆ เป็นห่วงสภาพจิตใจของแคทเทอรีนที่รับมือกับเรื่องปวดหัวไม่ค่อยได้
พวกเธอเดินอยู่ท่ามกลางลมหิมะอ่อน ๆ เมื่อแคทเทอรีนหยุดนิ่งเธอก็รวบรวมมานาและสร้างประสาทน้ำแข็งขึ้นตรงหน้าแต่แทนที่จะได้เข้าไปพักเธอกลับระเบิดมันทิ้งเสียอย่างนั้น
“อา ! โล่งขึ้นเยอะเลย” แคทเทอรีนทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางหิมะสีขาวขยับแขนขาทำพื้นหิมะเป็นรูปนางฟ้า
“ก็สมกับเป็นเธอดีเนอะ” ทีโอน่าและคาร์เตอร์ยืนมองอยู่ไม่ไกล
"ถ้ามันปวดหัวที่จะคิดก็แค่ไม่ต้องคิดแล้วพุ่งตรงไปเลย" คาร์เตอร์ยิ้มสนุกที่ได้เห็นท่าทางผ่อนคลายของพวกเธอ บางครั้งเขาก็คิดจริง ๆ ว่าพวกเขาทั้งสามคนเป็นสหายพวกพ้องกันแต่ก็ไม่อาจมองข้ามสถานะเบี้ยใช้งานของตนเองได้
“ทางออกจากที่นี่มีแค่ประตูปล่อยนักโทษเท่านั้น ถ้าอยากจะอ้อมก็ต้องข้ามเทือกเขาสูงพวกนั้นและก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยด้วย” ทีโอน่าทิ้งตัวนอนข้าง ๆ แคทเทอรีนและขยับแขนขาทำรูปนางฟ้าเหมือนกันก่อนที่คาร์เตอร์จะตามมาติด ๆ
“ทำแบบนี้ไม่หนาวกันเหรอครับ?”
แคทเทอรีนหัวเราะลั่น “แบบนี้มันรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลยต่างหาก อากาศแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับฉันไม่ใช่ทะเลทรายหรือดันเจี้ยนไฟพวกนั้น”
“ถึงจะหนาวแต่ก็ใช้เสริมกำลังช่วยคลุมร่างกายเลยไม่ค่อยมีปัญหา” ทีโอน่าตอบกลับด้วยท่าทางเฉยชาราวกับกำลังจะหลับ
“เหรอ...ผมยังไงก็ได้” คาร์เตอร์ปล่อยกายปล่อยใจไปกับการนอนมองฟ้าท่ามกลางหิมะที่ยังตกลงมา
อีกด้านหนึ่งขณะที่พวกซึฮากิกำลังกินเลี้ยงสนุกสนานคูเปอร์ก็โทรหาสร้างความประหลาดใจให้กับคนในงานพอสมควรเพราะได้เห็นสีหน้าจริงจังของซึฮากิ
“อืม เป็นงั้นไปแล้วสินะ”
“แล้วเราจะทำยังไงดีครับ?” คูเปอร์เอ่ยถาม
“บอกพวกสมาชิกสภาว่าให้เตรียมส่งนักการทูตหรือทางโน้นอาจจะส่งมาหาก่อนก็ได้”
“รับทราบครับ” หลังจากรับคำสั่งคูเปอร์ก็วางสายไป
ฟรานกระโจนเข้ามาทักทันทีหลังจากซึฮากิเก็บมือถือ “มีเรื่องอะไรเหรอ?”
“ดูเหมือนฉันต้องกลับเอลโฟเรียในเร็ว ๆ นี้แล้ว”
“โถ่...อาจารย์จะกลับแล้วเหรอคะ?” เซนน่าเข้ามาเกาะแขนส่งสายตาออดอ้อนแต่ก็ต้องปล่อยเพราะรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บดั่งพายุหิมะพัดผ่านหลัง
“ยังไงการประเมินก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วดังนั้นฉันก็พอจะมีเวลากลับไปทำธุระบ้าง ถ้าพวกนั้นไม่เล่นตุกติกอะไรละก็นะ”
“อะไรนะ ! นายจะกลับเอลโฟเรียแล้วใช่ไหมถ้าอย่างนั้นก็พาพวกเรากลับด้วยสิ” เซนเบิกตากว้างทำอย่างกับถูกรางวัล
“ฝันไปเถอะ พวกนายยังใช้หนี้ไม่หมดก็ยังไม่ได้กลับบ้าน”
โถ เราเป็นพี่เลี้ยงพาทำงานตั้งแต่เมื่อไร พลเอกลักซ์ยิ้มแห้งหลังจากได้ยินซึฮากิกล่าวเช่นนั้นแต่ก็ยังนั่งดื่มกินกับงานเลี้ยงของพวกเขา
12 เมษายน พ.ศ.2576
หลังจากที่ซึฮากิกลับมายังเอลโฟเรียเวลาก็ล่วงเลยมาหลายวันจนกระทั่งมีทูตจากอาณาจักรนอดมาเจรจาสร้างสัมพันธไมตรี
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคุณซึฮากิจะรวมผู้นำมาที่นี่ได้โดยใช้เวลาไม่ถึงวัน ตอนแรกผมตั้งใจจะมาคุยกับเอลโฟเรียแค่ที่เดียวแต่ในเมื่อมีโอกาสพบปะผู้นำทุกคนแล้ว...ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างสัมพันธไมตรีอันดีงามของกันและกัน” อาเธอร์กล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพนุ่มนวลสมกับเป็นตัวแทนคณะทูต
“คุณคงเดินทางเหนื่อย ๆ หลายวัน เราอยากให้คุณได้พักผ่อนอย่างสบายใจในห้องรับรอง” โคเป็นคนแนะนำและไกด์นำทางเพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับที่นี่ส่วนซึฮากิก็เอาแต่เดินนำหน้าไม่หันหลังมามองเลย
“ว่าแต่ทำไมเขาก็ถึงดูอารมณ์ไม่ดีนักล่ะ?” อาเธอร์กระซิบคุยกับโคพลางมองท่าทางเฉยชาของซึฮากิ
“ดูเหมือนคุณจะเข้าใจผิดนะครับ นั่นเป็นท่าทางปกติของคุณซึฮากิเลยนะครับ”
เหอะ ท่าทางไร้มารยาทแถมยังอวดดีแบบนั้นคือเรื่องปกติหรอกเหรอ
“พอดีผมอยากถามมานานแล้วนะครับว่าเจ้าเครื่องนั่นคืออะไร?” อาเธอร์ชี้ไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่หน้าทางเข้าอาคารแต่ละแห่ง
“นั่นคือกล้องที่เอาไว้ตรวจดูคนเข้าออกครับ ที่เราติดไว้ก็เพื่อลดการปล้นจี้หรือก่ออาชญากรรมและแน่นอนว่ามันค่อนข้างติดไว้ครอบคลุมทุกจุด”
“ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือครับ? ผมล่ะอยากเห็นจริง ๆ ว่ามันทำงานยังไง”
“จริง ๆ คุณก็สามารถเรียนรู้มันได้นะครับถ้าผ่านการคัดคนของคุณซึฮากิ ทุกโรงงานที่เรามีก็มาจากคนที่ไม่มีประสบการณ์แต่จะได้เรียนรู้โดยตรงและต้องสอบผ่านการทดสอบอีกถึงจะได้ทำงาน อ้อ…หรือจะเรียนก็ได้นะครับเพราะเรากำลังจะเปิดโรงเรียนสำหรับสอนทุกอย่าง”
“ขอบคุณที่แนะนำนะครับ ผมจะเอากลับไปคิดดูอีก” อาเธอร์ตอบรับพอเป็นพิธีจนกระทั่งพวกเขาไปถึงห้องรับรองแขก
ห้องรับรองแขกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลัก บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูและเป็นศูนย์กลางเมืองเอลโฟเรียที่ได้รับการตกแต่งและบูรณะมาตลอดจากบ้านไม้เก่า ๆ กลายเป็นบ้านพักอันใหญ่โตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
“เชิญนั่งได้เลยครับ” หลังจากพาคณะทูตมาถึงห้องรับรองก็มีแม่บ้านนำอาหารว่างและเครื่องดื่มหลากรสมาเสิร์ฟถึงที่
หลังจากเสิร์ฟอาหารว่างก็ปล่อยให้พวกเขาได้นั่งพักผ่อนตามสบายขณะที่ซึฮากิกำลังจัดเตรียมสถานที่ประชุม
“คุณซึฮากิคิดดีแล้วหรือครับที่ให้ผมพูดทุกอย่างให้พวกเขาฟัง”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกเขาอยากจะขโมยเทคโนโลยีมากนักก็ทำให้ได้ดูสิ ไม่ใช่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของเราแข็งแรงหรอกแต่เพราะสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น”
“นี่แค่เริ่มต้นเหรอครับ ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าทำตามแผนของคุณซึฮากิเมืองของเราจะเป็นยังไง” โคจ้องตาเป็นประกายด้วยนิสัยติดตัวของเผ่าเอลฟ์ที่มักจะชื่นชอบการศึกษาอะไรใหม่ ๆ
“หนุ่ม ๆ ซุบซิบอะไรกันคะ?” ฟรานยิ้มหน้าระรื่นมาแต่ไกล
“ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วทำไมเธอถึงยังตามมาเนี่ย?”
“โถ...ก็ที่โน่นมันไม่ค่อยเป็นอิสระนี่ อยู่ทางนี้ฉันยังได้ทำอะไรที่อยากทำมากกว่าเลย”
ซึฮากิเหลือบมองดาบทั้งสองเล่มที่เธอยังไม่เคยชักออกมา
“นี่เธอฝึกใช้ดาบสองมือตั้งแต่เมื่อไร?”
ฟรานหัวเราะเขิน ๆ “ก็เผื่อไว้น่ะ ฝึกหลาย ๆ อย่างมันก็ดีกว่าอยู่แล้วนี่”
“ก็จริง ยิ่งถ้าเธอมีความชำนาญในศาสตร์การใช้อาวุธมากเท่าไรก็ยิ่งพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดีขึ้นเท่านั้น”
“อย่าเอาเรื่องจริงจังมาพูดกับคนกำลังพักได้ไหม ฉันอุตส่าห์หนีมาเพราะอยากปลดปล่อยสมองบ้าง” ฟรานทำหน้าบูดส่องสายตาออดอ้อนให้กับซึฮากิ
“ไม่ต้องใส่ใจที่ฉันพูดมากหรอก ช่วงนี้ยิ่งคิดมากอยู่ด้วยก็เลยชอบพูดอะไรไปเรื่อย”
“ไม่เอาน่า มาหาอะไรผ่อนคลายสมองกันดีกว่า” ฟรานเกาะหลังพยายามเชื้อเชิญให้ออกไปหาอะไรสนุก ๆ ทำข้างนอกบ้าง
“เอาไว้ก่อน ตอนนี้ฉันต้องคุยกับคณะทูตจากอาณาจักรนอด”
“โถไม่สนุกเลย ถ้างั้นฉันจะไปรอที่ห้องนั่งเล่นก็แล้วกัน…ไม่รบกวนละ” แม้จะดูเอาแต่ใจน่ารำคาญแต่เธอก็รู้สถานการณ์และการวางตัวว่าต้องทำเช่นไร
เมื่อเหล่าผู้นำเดินทางมาถึงพร้อมหน้าพร้อมตาพวกเขาก็ก้าวเข้าห้องประชุมทันที
“กระผม ดยุกอาเธอร์ เลรอซอง เป็นหัวหน้าคณะทูตจากอาณาจักรนอดครับ” ชายหนุ่มรูปงามก้มโค้งพอเป็นพิธีกล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพชน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้นำเผ่าก็พากันแนะนำตัวแม้จะเกร็ง ๆ อยู่บ้างเพราะอดีตศัตรูมาอยู่ตรงหน้า
“ผมวาเลี่ยมเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์และผู้ถือครองอาณาเขตมากที่สุดของอาณาจักรอาฟ”
“ทักทายกันแค่นี้เป็นพอ ผมเชื่อทุกคนคงสงสัยว่าทำไมเราถึงมาที่นี่” อาเธอร์ยิ้มอ่อนอย่างเป็นมิตรและกางเอกสารสัญญาให้เห็น
“เฮอะ พวกแกเป็นคนปล่อยสัตว์อสูรมาป่วนอาณาเขตของฉันแท้ ๆ แต่กลับมีหน้ามาลอยหน้าลอยตาอีก” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงใส ๆ ของเธอที่ไม่ได้ดูน่าเกรงขามนัก
“กระผมต้องขอโทษจริง ๆ แต่จักรพรรดินีแคทเทอรีนที่เป็นคนสั่งการได้ลงจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ผู้ที่ปกครองอาณาจักรนอดก็คือ เอเล ราฟา ผู้สืบทอดจักรพรรดิที่แท้จริง”
“แล้วไง? คนของฉันที่ตายไปเพราะสัตว์อสูร แหล่งอาหารที่โดนทำลาย ความหวาดกลัวของประชาชนของฉันก็ยังอยู่”
“ทางเราจะจัดเตรียมทรัพย์สินและของมีค่าให้มากที่สุดเพื่อไถ่โทษจากเหตุการณ์ดังกล่าว” อาเธอร์ยังคงสงบนิ่งรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของชาร์ลอทได้เป็นอย่างดี
“นั่งลงชาร์ลอท” ซึฮากิพูดเสียงแข็งทำให้ภูตตัวน้อยยอมทำตาม
“ขอบคุณครับคุณซึฮากิ ถ้าอย่างนั้นผมจะขออธิบายสั้น ๆ นะครับ เนื่องจากอาณาจักรนอดได้เปลี่ยนผู้นำคนใหม่ทำให้นโยบายหลาย ๆ อย่างโดนยุบไปซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแผนการรุกรานอาณาจักรอื่น ท่านเอเลต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่เพื่อลบสิ่งที่เรียกว่าสงครามออกไป” อาเธอร์ยื่นหนังสือสัญญาให้กับเหล่าผู้นำ
หลังจากใช้เวลาเจรจาพูดคุยอยู่ครึ่งชั่วโมงจนสุดท้ายก็มีมติให้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
“ทำไมคุณถึงพาพวกนั้นมาด้วย?” ขณะที่อาเธอร์กำลังจะเดินทางกลับก็ได้ยินเสียงกระซิบจากชายหนุ่มหน้าตาย
พวกนั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าเขารู้ว่าเราพาคนจากสำนักมนตร์ดำมาด้วย อาเธอร์ยังคงจ้องมองซึฮากิตาไม่กะพริบพยายามวิเคราะห์นิสัยและหาวิธีพูดคุยที่เหมาะกับเขามากที่สุด
แต่ไม่ทันไรซึฮากิก็หายไปจากสายตาเสียก่อนราวกับอยากทำให้อาเธอร์สับสน
สำนักมนตร์ดำอีกแล้วเหรอเนี่ย หวังว่าพวกมันจะไม่ทำอันตรายคนของเรานะ
“อยู่นี่เองกิจัง” ฟรานเดินเข้ามาตีหลังทักทาย หลังจากการประชุมจบลงเธอก็เดินไปทั่วเพื่อหาซึฮากิทั้ง ๆ ที่บอกว่าจะรอที่ห้องนั่งเล่นแต่ก็ไม่มาเสียที
“กำลังจะไปหาพอดี เธอบอกว่าอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำใช่ไหม?”
“นั่นแน่คิดอะไรดี ๆ ออกแล้วสิท่า” ฟรานยิ้มอย่างมีเลศนัยรอฟังคำที่ซึฮากิจะพูด
“เราจะไปเคลียร์ดันเจี้ยนที่ยังไม่ได้สำรวจกัน”
เมื่อฟรานได้ยินเช่นนั้นเธอก็ทำหน้าบึ้งไม่สบอารมณ์อีกทั้งยังถอนหายใจแรงเล่นเอาซึฮากิทำตัวไม่ถูก
ขณะเดียวกันในแดนเถื่อนที่มีลมหิมะพัดผ่านตลอดก็ได้มีปราสาทขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านมองเห็นได้แต่ไกล
“ตอนแรกข้าก็คิดว่าคุณแคทเทอรีนจะออกไปแล้วซะอีก”
“พอดีว่าฉันอยากพักผ่อนสบาย ๆ ก็เลยตัดสินใจอยู่ที่นี่สักพัก จะว่าไปฉันยังไม่รู้ชื่อของนายเลยพ่อคนตัวโต”
ชายตัวสูงใหญ่หัวเราะในลำคอ “ข้ามีนามว่า ยาซากะ ต้องโทษคดีทำร้ายร่างกายขุนนางและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย”
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ถามสักหน่อย”
“เอาเถอะน่าข้าก็แค่อยากบอก สำหรับที่นี่มันก็เหมือนฉายาหรือไม่ก็ที่มาที่ไปบ่งบอกตัวตนของคนคนนั้น”
“พวกเราได้ปลามาแล้วครับ !” คาร์เตอร์ตะโกนดีใจมาแต่ไกลจนได้เห็นยาซากะก็เลยสะดุ้งตกใจกลัวจะไปขัดจังหวะพูดคุย
“นอกจากคนรับใช้คนสนิทก็ยังมีลูกน้องตามมาด้วยหรือ เท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้เก่งอะไรเลยนอกจากจะเป็นภาระเปล่า ๆ”
“ก็นะ...จะพูดแบบนั้นก็ได้ ตอนแรกฉันก็แค่พยายามซื้อใจเจ้านั่นเพื่อให้เขาบอกพลังเดอะที่มีแต่ตอนนี้ฉันก็เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้ว”
คาร์เตอร์และทีโอน่าพากันไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมของทำอาหาร
“ดูเหมือนเราจะเข้ากันได้ดีนะ ถ้ามีเหล้าสักหน่อยก็บอกเลยว่าสุดยอดแน่ ๆ”
“แหม ๆ ฉันก็ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน ว่าแต่ที่มาวันนี้มีเรื่องอะไร?”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ที่ข้ามาก็เพราะจะมาบอกเรื่องภายนอกให้ฟังเท่านั้น ดูเหมือนพวกเขาจะส่งคณะทูตไปยังอาณาจักรอาฟเพื่อเจรจาหรือไม่ก็ทำสัญญาสงบศึก แถมโครงการเพิ่มกำลังพลก็ถูกยกเลิกทำให้ทหารที่มีเกือบล้านคนเหลือประมาณห้าแสนคนเท่านั้น”
แคทเทอรีนเดาะลิ้นไม่พอใจ “กองทัพที่อุตส่าห์รวบรวมมาอย่างยากลำบากแท้ ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ท่านราฟาต้องโกรธฉันแน่ ๆ”
“หมายความว่ายังไง?” ยาซากะกระตุกคิ้วสงสัยจ้องหน้าแคทเทอรีนไม่หยุด
แคทเทอรีนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างมันเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้วอยากจะลองกินอาหารฝีมือทีโอน่าสักหน่อยไหม?”
“ช่างเป็นเกียรติจริง ๆ ที่คุณชวน เล่นเอาข้าปฏิเสธไม่ลงเลย”
ในดันเจี้ยนแห่งใหม่ที่มีซึฮากิและฟรานเข้าไปสำรวจวิเคราะห์รูปแบบของดันเจี้ยน พวกเขาใช้เวลาอยู่ในนั้นจนกระทั่งฟ้ามืด
“โชคดีจริง ๆ ที่เจอดันเจี้ยนระดับต่ำ ต่อให้พวกคิโนริมาก็คงจะเคลียร์ได้ไม่ยากแถมยังมีแร่หลายชนิดให้ขุดไปใช้อีก”
“อืม เทียบไม่ได้กับตอนที่เราพึ่งมาโลกนี้มาเลย ตอนนั้นแค่มอนสเตอร์เลเวลสามก็จัดการลำบากแล้วแต่มาตอนนี้พวกมันก็เป็นได้แค่การวอร์มเท่านั้น”
“ต้องบอกว่าการฝึกของค่ายมันโหดร้ายเกินไป เกินกว่าระดับของคนที่โดนฝึกและฉันจะไม่ให้มันเกิดซ้ำรอยอีกแน่”
หลังจากกลับมายังบ้านหลักก็มีพรรคพวกรอคอยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นห่วงพวกซึฮากิกันจนนอนไม่หลับ
“พี่กิชอบหายไปไหนไม่บอกไม่กล่าวเลย คราวหลังก็บอกด้วยนะคะถ้าเกิดเป็นอะไรพวกเราจะได้ไปช่วยทัน” คิโนริกอดอกทำหน้าบึ้ง
เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็หัวเราะในความตรงไปตรงมาของคิโนริ ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ก่อร่างสร้างจากคนแปลกหน้าค่อย ๆ ทำความรู้จักผ่านการทำงานหรือเพราะผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกันแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไว้ใจซึ่งกันและกันเป็นภาพที่ซึฮากิอยากเห็นมาตลอด