STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 27 รอบคอบ

    คาร์เตอร์และทีโอน่าช่วยกันพูดคุยกับนักโทษที่อยู่ที่นั่น หากแคทเทอรีนเป็นคนออกหน้าเองก็คงไม่มีใครกล้าเงยหน้าแน่ ๆ

    “พวกท่านตกเข้าไปในดันเจี้ยนซ้อนแล้วก็มาโผล่ที่นี่สินะครับ”

    “ถูกต้อง พวกเราต้องการแค่เส้นทางที่จะออกไปจากที่นี่”

    “ได้ครับ ผมจะนำทางให้ถึงที่เลยครับ” ชายวัยกลางคนเผ่าเซนทอร์เดินนำหน้าพวกเธอไป

    ขณะที่กำลังจะออกจากหมู่บ้านก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาขวางเสียก่อน

    “นี่มันเรื่องอะไรเนี่ยวิยา !” ชายร่างหนาสูงกว่าสามเมตรจ้องมองทีโอน่าไม่ละสายตา

    “หัวหน้าอย่าทำตัวเสียมารยาทแบบนั้นสิครับ แค่นี้พวกเราก็ลำบากมากพอแล้วแต่ก็ยังไม่อยากตายหรอกนะครับ” ท่าทางสั่นกลัวของวิยาแสดงออกอย่างชัดเจนทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วสงสัย

    “นั่นท่านจักรพรรดินีเหรอ?” ชายผู้นั้นเดินเข้าหาแคทเทอรีนเพื่อมองดูหน้าให้ชัด ๆ

    “ท่านจักรพรรดินีจริง ๆ ด้วย”

    “หัวหน้ารู้แล้วทำไมยังไม่ก้มหัวล่ะครับ” วิยาพยายามดึงมือหัวหน้าหมู่บ้านให้นั่งลง

    “มองหน้าฉันขนาดนั้นคงมีเรื่องอะไรจะพูดใช่ไหม?” แทนที่จะโกรธแบบที่วิยาคิดแต่แคทเทอรีนกลับดูสนใจในสายตาของหัวหน้าหมู่บ้านมากกว่า

    “ถ้าไม่รีบข้าอยากให้ท่านเข้าไปคุยในบ้านก่อน”

    “ตามนั้นก็ได้ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าที่นี่มันเป็นยังไง” เธอมองชายร่างหนาด้วยหางตาท่าทางหยิ่งยโส

    บ้านที่สร้างจากไม้ดูแล้วไม่น่าแข็งแรงนักต้องคอยซ่อมแซมและดูแลตลอดแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้พวกเขาได้นอนอย่างมีความสุขมากกว่าลมหิมะด้านนอกหลายเท่า

    “สร้างได้สวยดีนี่ แล้วมีเรื่องอะไรจะพูดล่ะ?” แคทเทอรีนนั่งไขว่ห้างจ้องมองชายร่างหนา

    “เอาตรง ๆ ข้าตกใจมากที่เห็นท่านจักรพรรดินีอยู่ที่นี่ ไม่สิข้าต้องเรียกว่าคุณแคทเทอรีนแทน”

    “โห ทำไมถึงต้องเรียกฉันแบบนั้นล่ะ?”

    “ก็คุณแคทเทอรีนเป็นคนสละตำแหน่งจักรพรรดินีเองไม่ใช่เหรอครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นแคทเทอรีนก็หัวเราะลั่นออกมาคิดว่าเป็นการล้อเล่นเสียมากกว่า

    “นี่มันตลกมาก ๆ เลยนะรู้ไหม ฉันไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?”

    “ข้าพูดเรื่องจริงนะครับ ตอนนี้คนที่สืบทอดอำนาจต่อจากคุณแคทเทอรีนก็คือจักรพรรดิ เอเล ราฟา” คำพูดที่ตอกย้ำความเคลือบแคลงใจทำให้แคทเทอรีนหน้าเสียเก็บอาการไม่อยู่

    “พูดเป็นเล่นไปฉันก็แค่ลงดันเจี้ยนไม่กี่วันไม่ใช่ตายสักหน่อย พวกเขาคงแค่รักษาการแทนเฉย ๆ แหละ”

    “ดูเหมือนคุณจะไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ นะครับ หลังจากท่านเอเลขึ้นครองตำแหน่งจักรพรรดิก็ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนมากมาย ทำให้อำนาจและสถานะของเขาสูงยิ่งขึ้นไปอีก”

    ทีโอน่าเห็นท่าทางเครียดเป็นกังวลของแคทเทอรีนจึงเข้ามาพูดคุยแทน

    “ไปนั่งพักเถอะ เรื่องพวกนี้เธอไม่ถนัดอยู่แล้ว”

    “คุณทีโอน่าที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของคุณแคทเทอรีนใช่ไหมครับ? คงสนิทมากกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะถึงขนาดเรียกธรรมดาได้เลย”

    “กลับเข้าเรื่องเถอะค่ะ คุณเป็นนักโทษที่ขังไว้ที่นี่แล้วทำไมถึงรู้เรื่องภายนอกได้ล่ะ?” ทีโอน่ายังคงใจเย็นพูดคุยได้ปกติ

    “บังเอิญว่าข้ามีเส้นสายค่อนข้างเยอะ การจะรู้เรื่องภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

    “อืมงั้นอีกคำถาม แคทเทอรีนในตอนนี้อยู่ในสถานะไหน?”

    “สถานะเหรอครับ คงจะเป็นทหารหญิงที่เกษียณไปแล้วประมาณนั้นครับ”

    ทีโอน่านั่งคิดวิเคราะห์อยู่พักหนึ่งพลางมองใบหน้าของแคทเทอรีนที่กำลังทบทวนกับตัวเองว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    คูเปอร์ได้ยินพี่ไหม

    เด็กหนุ่มตัวน้อยกำลังฝึกร่ายเวทมนตร์ตามพวกคิโนริจู่ ๆ ก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะเสียงของพี่ชาย

    “เป็นอะไรคูเปอร์?” คิโนริสอดสายตาสงสัยว่าทำไมเขาถึงสะดุ้งตกใจ

    “มะไม่มีอะไรครับ พี่คาร์เตอร์เขากำลังคุยกับผมอยู่”

    ได้ยินแล้วครับพี่

    ดี หลังจากนี้ฟังที่พี่จะพูดให้ดี

    ผมจะจำทุกคำเลยครับ

    คาร์เตอร์เหลือบมองทีโอน่าที่กำลังพูดคุยกับชายตัวสูงใหญ่ ยิ่งเขาเล่าเรื่องภายนอกมากเท่าไรสถานการณ์ก็ยิ่งกดดันมากขึ้นเท่านั้น

    บอกซึฮากิให้ทีว่าอาณาจักรนอดมีการเปลี่ยนตัวจักรพรรดิแล้ว พี่เชื่อว่าซึฮากิจะมีแผนหรือคิดสิ่งที่ควรทำได้เอง

    ครับพี่

    “ดยุกอาเธอร์...เป็นเขาแน่ ๆ ที่ทำเรื่องแบบนี้” ทีโอน่าเดาะลิ้นโกรธแต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้

    “ทำไมถึงเป็นดยุกอาเธอร์ล่ะ?” ชายตัวสูงใหญ่เสิร์ฟน้ำอุ่นให้พวกเธอดื่มเพื่อให้ลดความตึงเครียดลงเสียหน่อย

    “ก่อนจะลงดันเจี้ยนเขาบอกให้เซ็นชื่อเพื่อขออนุญาตเข้าดันเจี้ยน พวกเราก็แค่เซ็นไปงั้น ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครแอบอ้างชื่อของจักรพรรดินี”

    “แล้วเป็นยังไงล่ะครับ ไม่ใช่แค่แอบอ้างแต่ถึงขั้นสละตำแหน่งจักรพรรดินีแถมยังเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่เลยด้วยซ้ำ” ถ้อยคำที่ดูเหมือนจะสมน้ำหน้าแต่ก็พูดถูกเป็นการจี้จุดความประมาทของพวกเธอ

    “นั่นสิ อย่าบอกนะว่าที่พวกเราหลงเข้าไปในดันเจี้ยนซ้อนก็เป็นแผนของดยุกอาเธอร์ เขามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเช่นนั้น”

    “ถึงจะไม่แน่ใจแต่ข้าก็พอจะได้ยินมาบ้างเรื่องการเตรียมกำลังพลทหาร เพราะจักรพรรดินีต้องการทำสงครามมากขนาดนั้นอาจจะเป็นเรื่องนี้ก็ได้ที่คนเริ่มไม่พอใจในตัวคุณแคทเทอรีน”

    “ที่พวกเราทำแบบนั้นก็เพราะ...”

    “ทีโอน่า !” แคทเทอรีนพูดขัดเสียก่อนจะได้พูดจบ

    “ขอโทษค่ะ ถ้าแคทเทอรีนมีสถานะปลดเกษียณก็อาจจะดึงอำนาจกลับมาใหม่เมื่อไรก็ได้แต่พวกเราต้องรีบกลับไปให้ไวที่สุด”

    “เธอคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? แม้ว่าข้าจะโดนขังอยู่ที่นี่มานานแต่ก็พอจะเข้าใจคนภายนอกได้ว่าทำไมถึงชื่นชอบท่านเอเลขนาดนั้น จักรพรรดินีที่เคยใช้พลังอำนาจสร้างกองทัพทั้งผลาญงบประมาณและบังคับผู้คน...มีหรือที่พวกเขาจะอยากได้คนแบบนั้นอีก”

    “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นต่อไป...”

    “ไม่เป็นไรทีโอน่า ฉันรู้ตัวดีว่าพวกเขาเกลียดฉันมากแค่ไหน ฉันรู้สิ่งที่ตัวเองทำเป็นอย่างดีแต่ถ้ามาถึงขั้นนั้นเราก็คงลงเอยด้วยสงครามภายใน”

    “หมายความว่ายังไงเราจะยอมให้พวกเขาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?”

    “ฉันเองก็คิดมาตลอดว่าควรจะพอแค่นี้หรือเปล่า แต่พอมองดูสิ่งที่ทำไปแล้วก็ต้องทำต่อให้สุดไม่อยากให้มันจบแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ” แคทเทอรีนกุมขมับคิดไม่หยุดจนแทบจะไม่เป็นตัวของตัวเอง

    “ข้าก็คิดเช่นเดียวกับคุณแคทเทอรีน ถ้าพยายามชิงอำนาจกลับมาและความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ไปอยู่ฝั่งนั้นมันก็มีแต่จะเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมือง”

    แคทเทอรีนนั่งเงียบทบทวนกับตัวเองวนไปมา

    “ฉันต้องใช้เวลาคิดก่อน ถ้าอย่างนั้นจะไม่ขอรบกวนแล้ว” แคทเทอรีนลุกเดินออกจากบ้านก่อนที่คาร์เตอร์และทีโอน่าจะเดินตามไป

    “คุณจะพักที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ อ้อแต่ลืมไปว่าที่นี่มันบ้านของนักโทษจะให้ผู้สูงส่งมาเกลือกกลั้วด้วยได้ยังไง” ถ้อยคำหยอกล้อของชายตัวสูงทำให้แคทเทอรีนยิ้มอ่อนช่วยให้หายเครียดได้บ้าง

    แคทเทอรีนเดินทิ้งห่างออกไปนอกหมู่บ้าน แววตาเลื่อนลอยที่กำลังคิดถึงเหตุผลและสิ่งที่ตัวเองควรจะทำแต่เพราะเธออยู่มาด้วยการใช้คำสั่งจึงไม่ค่อยกล้าตัดสินใจอะไร

    “แคทเทอรีน ! เธอจะไปไหน?” ทีโอน่าวิ่งตามหลังต้อย ๆ เป็นห่วงสภาพจิตใจของแคทเทอรีนที่รับมือกับเรื่องปวดหัวไม่ค่อยได้

    พวกเธอเดินอยู่ท่ามกลางลมหิมะอ่อน ๆ เมื่อแคทเทอรีนหยุดนิ่งเธอก็รวบรวมมานาและสร้างประสาทน้ำแข็งขึ้นตรงหน้าแต่แทนที่จะได้เข้าไปพักเธอกลับระเบิดมันทิ้งเสียอย่างนั้น

    “อา ! โล่งขึ้นเยอะเลย” แคทเทอรีนทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางหิมะสีขาวขยับแขนขาทำพื้นหิมะเป็นรูปนางฟ้า

    “ก็สมกับเป็นเธอดีเนอะ” ทีโอน่าและคาร์เตอร์ยืนมองอยู่ไม่ไกล

    "ถ้ามันปวดหัวที่จะคิดก็แค่ไม่ต้องคิดแล้วพุ่งตรงไปเลย" คาร์เตอร์ยิ้มสนุกที่ได้เห็นท่าทางผ่อนคลายของพวกเธอ บางครั้งเขาก็คิดจริง ๆ ว่าพวกเขาทั้งสามคนเป็นสหายพวกพ้องกันแต่ก็ไม่อาจมองข้ามสถานะเบี้ยใช้งานของตนเองได้

    “ทางออกจากที่นี่มีแค่ประตูปล่อยนักโทษเท่านั้น ถ้าอยากจะอ้อมก็ต้องข้ามเทือกเขาสูงพวกนั้นและก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยด้วย” ทีโอน่าทิ้งตัวนอนข้าง ๆ แคทเทอรีนและขยับแขนขาทำรูปนางฟ้าเหมือนกันก่อนที่คาร์เตอร์จะตามมาติด ๆ

    “ทำแบบนี้ไม่หนาวกันเหรอครับ?”

    แคทเทอรีนหัวเราะลั่น “แบบนี้มันรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลยต่างหาก อากาศแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับฉันไม่ใช่ทะเลทรายหรือดันเจี้ยนไฟพวกนั้น”

    “ถึงจะหนาวแต่ก็ใช้เสริมกำลังช่วยคลุมร่างกายเลยไม่ค่อยมีปัญหา” ทีโอน่าตอบกลับด้วยท่าทางเฉยชาราวกับกำลังจะหลับ

    “เหรอ...ผมยังไงก็ได้” คาร์เตอร์ปล่อยกายปล่อยใจไปกับการนอนมองฟ้าท่ามกลางหิมะที่ยังตกลงมา

    อีกด้านหนึ่งขณะที่พวกซึฮากิกำลังกินเลี้ยงสนุกสนานคูเปอร์ก็โทรหาสร้างความประหลาดใจให้กับคนในงานพอสมควรเพราะได้เห็นสีหน้าจริงจังของซึฮากิ

    “อืม เป็นงั้นไปแล้วสินะ”

    “แล้วเราจะทำยังไงดีครับ?” คูเปอร์เอ่ยถาม

    “บอกพวกสมาชิกสภาว่าให้เตรียมส่งนักการทูตหรือทางโน้นอาจจะส่งมาหาก่อนก็ได้”

    “รับทราบครับ” หลังจากรับคำสั่งคูเปอร์ก็วางสายไป

    ฟรานกระโจนเข้ามาทักทันทีหลังจากซึฮากิเก็บมือถือ “มีเรื่องอะไรเหรอ?”

    “ดูเหมือนฉันต้องกลับเอลโฟเรียในเร็ว ๆ นี้แล้ว”

    “โถ่...อาจารย์จะกลับแล้วเหรอคะ?” เซนน่าเข้ามาเกาะแขนส่งสายตาออดอ้อนแต่ก็ต้องปล่อยเพราะรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บดั่งพายุหิมะพัดผ่านหลัง

    “ยังไงการประเมินก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วดังนั้นฉันก็พอจะมีเวลากลับไปทำธุระบ้าง ถ้าพวกนั้นไม่เล่นตุกติกอะไรละก็นะ”

    “อะไรนะ ! นายจะกลับเอลโฟเรียแล้วใช่ไหมถ้าอย่างนั้นก็พาพวกเรากลับด้วยสิ” เซนเบิกตากว้างทำอย่างกับถูกรางวัล

    “ฝันไปเถอะ พวกนายยังใช้หนี้ไม่หมดก็ยังไม่ได้กลับบ้าน”

    โถ เราเป็นพี่เลี้ยงพาทำงานตั้งแต่เมื่อไร พลเอกลักซ์ยิ้มแห้งหลังจากได้ยินซึฮากิกล่าวเช่นนั้นแต่ก็ยังนั่งดื่มกินกับงานเลี้ยงของพวกเขา

    12 เมษายน พ.ศ.2576

    หลังจากที่ซึฮากิกลับมายังเอลโฟเรียเวลาก็ล่วงเลยมาหลายวันจนกระทั่งมีทูตจากอาณาจักรนอดมาเจรจาสร้างสัมพันธไมตรี

    “ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคุณซึฮากิจะรวมผู้นำมาที่นี่ได้โดยใช้เวลาไม่ถึงวัน ตอนแรกผมตั้งใจจะมาคุยกับเอลโฟเรียแค่ที่เดียวแต่ในเมื่อมีโอกาสพบปะผู้นำทุกคนแล้ว...ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างสัมพันธไมตรีอันดีงามของกันและกัน” อาเธอร์กล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพนุ่มนวลสมกับเป็นตัวแทนคณะทูต

    “คุณคงเดินทางเหนื่อย ๆ หลายวัน เราอยากให้คุณได้พักผ่อนอย่างสบายใจในห้องรับรอง” โคเป็นคนแนะนำและไกด์นำทางเพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับที่นี่ส่วนซึฮากิก็เอาแต่เดินนำหน้าไม่หันหลังมามองเลย

    “ว่าแต่ทำไมเขาก็ถึงดูอารมณ์ไม่ดีนักล่ะ?” อาเธอร์กระซิบคุยกับโคพลางมองท่าทางเฉยชาของซึฮากิ

    “ดูเหมือนคุณจะเข้าใจผิดนะครับ นั่นเป็นท่าทางปกติของคุณซึฮากิเลยนะครับ”

    เหอะ ท่าทางไร้มารยาทแถมยังอวดดีแบบนั้นคือเรื่องปกติหรอกเหรอ

    “พอดีผมอยากถามมานานแล้วนะครับว่าเจ้าเครื่องนั่นคืออะไร?” อาเธอร์ชี้ไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่หน้าทางเข้าอาคารแต่ละแห่ง

    “นั่นคือกล้องที่เอาไว้ตรวจดูคนเข้าออกครับ ที่เราติดไว้ก็เพื่อลดการปล้นจี้หรือก่ออาชญากรรมและแน่นอนว่ามันค่อนข้างติดไว้ครอบคลุมทุกจุด”

    “ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือครับ? ผมล่ะอยากเห็นจริง ๆ ว่ามันทำงานยังไง”

    “จริง ๆ คุณก็สามารถเรียนรู้มันได้นะครับถ้าผ่านการคัดคนของคุณซึฮากิ ทุกโรงงานที่เรามีก็มาจากคนที่ไม่มีประสบการณ์แต่จะได้เรียนรู้โดยตรงและต้องสอบผ่านการทดสอบอีกถึงจะได้ทำงาน อ้อ…หรือจะเรียนก็ได้นะครับเพราะเรากำลังจะเปิดโรงเรียนสำหรับสอนทุกอย่าง”

    “ขอบคุณที่แนะนำนะครับ ผมจะเอากลับไปคิดดูอีก” อาเธอร์ตอบรับพอเป็นพิธีจนกระทั่งพวกเขาไปถึงห้องรับรองแขก

    ห้องรับรองแขกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลัก บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูและเป็นศูนย์กลางเมืองเอลโฟเรียที่ได้รับการตกแต่งและบูรณะมาตลอดจากบ้านไม้เก่า ๆ กลายเป็นบ้านพักอันใหญ่โตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย

    “เชิญนั่งได้เลยครับ” หลังจากพาคณะทูตมาถึงห้องรับรองก็มีแม่บ้านนำอาหารว่างและเครื่องดื่มหลากรสมาเสิร์ฟถึงที่

    หลังจากเสิร์ฟอาหารว่างก็ปล่อยให้พวกเขาได้นั่งพักผ่อนตามสบายขณะที่ซึฮากิกำลังจัดเตรียมสถานที่ประชุม

    “คุณซึฮากิคิดดีแล้วหรือครับที่ให้ผมพูดทุกอย่างให้พวกเขาฟัง”

    “ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกเขาอยากจะขโมยเทคโนโลยีมากนักก็ทำให้ได้ดูสิ ไม่ใช่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของเราแข็งแรงหรอกแต่เพราะสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น”

    “นี่แค่เริ่มต้นเหรอครับ ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าทำตามแผนของคุณซึฮากิเมืองของเราจะเป็นยังไง” โคจ้องตาเป็นประกายด้วยนิสัยติดตัวของเผ่าเอลฟ์ที่มักจะชื่นชอบการศึกษาอะไรใหม่ ๆ

    “หนุ่ม ๆ ซุบซิบอะไรกันคะ?” ฟรานยิ้มหน้าระรื่นมาแต่ไกล

    “ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วทำไมเธอถึงยังตามมาเนี่ย?”

    “โถ...ก็ที่โน่นมันไม่ค่อยเป็นอิสระนี่ อยู่ทางนี้ฉันยังได้ทำอะไรที่อยากทำมากกว่าเลย”

    ซึฮากิเหลือบมองดาบทั้งสองเล่มที่เธอยังไม่เคยชักออกมา

    “นี่เธอฝึกใช้ดาบสองมือตั้งแต่เมื่อไร?”

    ฟรานหัวเราะเขิน ๆ “ก็เผื่อไว้น่ะ ฝึกหลาย ๆ อย่างมันก็ดีกว่าอยู่แล้วนี่”

    “ก็จริง ยิ่งถ้าเธอมีความชำนาญในศาสตร์การใช้อาวุธมากเท่าไรก็ยิ่งพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดีขึ้นเท่านั้น”

    “อย่าเอาเรื่องจริงจังมาพูดกับคนกำลังพักได้ไหม ฉันอุตส่าห์หนีมาเพราะอยากปลดปล่อยสมองบ้าง” ฟรานทำหน้าบูดส่องสายตาออดอ้อนให้กับซึฮากิ

    “ไม่ต้องใส่ใจที่ฉันพูดมากหรอก ช่วงนี้ยิ่งคิดมากอยู่ด้วยก็เลยชอบพูดอะไรไปเรื่อย”

    “ไม่เอาน่า มาหาอะไรผ่อนคลายสมองกันดีกว่า” ฟรานเกาะหลังพยายามเชื้อเชิญให้ออกไปหาอะไรสนุก ๆ ทำข้างนอกบ้าง

    “เอาไว้ก่อน ตอนนี้ฉันต้องคุยกับคณะทูตจากอาณาจักรนอด”

    “โถไม่สนุกเลย ถ้างั้นฉันจะไปรอที่ห้องนั่งเล่นก็แล้วกัน…ไม่รบกวนละ” แม้จะดูเอาแต่ใจน่ารำคาญแต่เธอก็รู้สถานการณ์และการวางตัวว่าต้องทำเช่นไร

    เมื่อเหล่าผู้นำเดินทางมาถึงพร้อมหน้าพร้อมตาพวกเขาก็ก้าวเข้าห้องประชุมทันที

    “กระผม ดยุกอาเธอร์ เลรอซอง เป็นหัวหน้าคณะทูตจากอาณาจักรนอดครับ” ชายหนุ่มรูปงามก้มโค้งพอเป็นพิธีกล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพชน

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้นำเผ่าก็พากันแนะนำตัวแม้จะเกร็ง ๆ อยู่บ้างเพราะอดีตศัตรูมาอยู่ตรงหน้า

    “ผมวาเลี่ยมเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์และผู้ถือครองอาณาเขตมากที่สุดของอาณาจักรอาฟ”

    “ทักทายกันแค่นี้เป็นพอ ผมเชื่อทุกคนคงสงสัยว่าทำไมเราถึงมาที่นี่” อาเธอร์ยิ้มอ่อนอย่างเป็นมิตรและกางเอกสารสัญญาให้เห็น

    “เฮอะ พวกแกเป็นคนปล่อยสัตว์อสูรมาป่วนอาณาเขตของฉันแท้ ๆ แต่กลับมีหน้ามาลอยหน้าลอยตาอีก” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงใส ๆ ของเธอที่ไม่ได้ดูน่าเกรงขามนัก

    “กระผมต้องขอโทษจริง ๆ แต่จักรพรรดินีแคทเทอรีนที่เป็นคนสั่งการได้ลงจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ผู้ที่ปกครองอาณาจักรนอดก็คือ เอเล ราฟา ผู้สืบทอดจักรพรรดิที่แท้จริง”

    “แล้วไง? คนของฉันที่ตายไปเพราะสัตว์อสูร แหล่งอาหารที่โดนทำลาย ความหวาดกลัวของประชาชนของฉันก็ยังอยู่”

    “ทางเราจะจัดเตรียมทรัพย์สินและของมีค่าให้มากที่สุดเพื่อไถ่โทษจากเหตุการณ์ดังกล่าว” อาเธอร์ยังคงสงบนิ่งรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของชาร์ลอทได้เป็นอย่างดี

    “นั่งลงชาร์ลอท” ซึฮากิพูดเสียงแข็งทำให้ภูตตัวน้อยยอมทำตาม

    “ขอบคุณครับคุณซึฮากิ ถ้าอย่างนั้นผมจะขออธิบายสั้น ๆ นะครับ เนื่องจากอาณาจักรนอดได้เปลี่ยนผู้นำคนใหม่ทำให้นโยบายหลาย ๆ อย่างโดนยุบไปซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแผนการรุกรานอาณาจักรอื่น ท่านเอเลต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่เพื่อลบสิ่งที่เรียกว่าสงครามออกไป” อาเธอร์ยื่นหนังสือสัญญาให้กับเหล่าผู้นำ

    หลังจากใช้เวลาเจรจาพูดคุยอยู่ครึ่งชั่วโมงจนสุดท้ายก็มีมติให้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

    “ทำไมคุณถึงพาพวกนั้นมาด้วย?” ขณะที่อาเธอร์กำลังจะเดินทางกลับก็ได้ยินเสียงกระซิบจากชายหนุ่มหน้าตาย

    พวกนั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าเขารู้ว่าเราพาคนจากสำนักมนตร์ดำมาด้วย อาเธอร์ยังคงจ้องมองซึฮากิตาไม่กะพริบพยายามวิเคราะห์นิสัยและหาวิธีพูดคุยที่เหมาะกับเขามากที่สุด

    แต่ไม่ทันไรซึฮากิก็หายไปจากสายตาเสียก่อนราวกับอยากทำให้อาเธอร์สับสน

    สำนักมนตร์ดำอีกแล้วเหรอเนี่ย หวังว่าพวกมันจะไม่ทำอันตรายคนของเรานะ

    “อยู่นี่เองกิจัง” ฟรานเดินเข้ามาตีหลังทักทาย หลังจากการประชุมจบลงเธอก็เดินไปทั่วเพื่อหาซึฮากิทั้ง ๆ ที่บอกว่าจะรอที่ห้องนั่งเล่นแต่ก็ไม่มาเสียที

    “กำลังจะไปหาพอดี เธอบอกว่าอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำใช่ไหม?”

    “นั่นแน่คิดอะไรดี ๆ ออกแล้วสิท่า” ฟรานยิ้มอย่างมีเลศนัยรอฟังคำที่ซึฮากิจะพูด

    “เราจะไปเคลียร์ดันเจี้ยนที่ยังไม่ได้สำรวจกัน”

    เมื่อฟรานได้ยินเช่นนั้นเธอก็ทำหน้าบึ้งไม่สบอารมณ์อีกทั้งยังถอนหายใจแรงเล่นเอาซึฮากิทำตัวไม่ถูก

    ขณะเดียวกันในแดนเถื่อนที่มีลมหิมะพัดผ่านตลอดก็ได้มีปราสาทขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านมองเห็นได้แต่ไกล

    “ตอนแรกข้าก็คิดว่าคุณแคทเทอรีนจะออกไปแล้วซะอีก”

    “พอดีว่าฉันอยากพักผ่อนสบาย ๆ ก็เลยตัดสินใจอยู่ที่นี่สักพัก จะว่าไปฉันยังไม่รู้ชื่อของนายเลยพ่อคนตัวโต”

    ชายตัวสูงใหญ่หัวเราะในลำคอ “ข้ามีนามว่า ยาซากะ ต้องโทษคดีทำร้ายร่างกายขุนนางและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย”

    “นั่นไม่ใช่เรื่องที่ถามสักหน่อย”

    “เอาเถอะน่าข้าก็แค่อยากบอก สำหรับที่นี่มันก็เหมือนฉายาหรือไม่ก็ที่มาที่ไปบ่งบอกตัวตนของคนคนนั้น”

    “พวกเราได้ปลามาแล้วครับ !” คาร์เตอร์ตะโกนดีใจมาแต่ไกลจนได้เห็นยาซากะก็เลยสะดุ้งตกใจกลัวจะไปขัดจังหวะพูดคุย

    “นอกจากคนรับใช้คนสนิทก็ยังมีลูกน้องตามมาด้วยหรือ เท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้เก่งอะไรเลยนอกจากจะเป็นภาระเปล่า ๆ”

    “ก็นะ...จะพูดแบบนั้นก็ได้ ตอนแรกฉันก็แค่พยายามซื้อใจเจ้านั่นเพื่อให้เขาบอกพลังเดอะที่มีแต่ตอนนี้ฉันก็เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้ว”

    คาร์เตอร์และทีโอน่าพากันไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมของทำอาหาร

    “ดูเหมือนเราจะเข้ากันได้ดีนะ ถ้ามีเหล้าสักหน่อยก็บอกเลยว่าสุดยอดแน่ ๆ”

    “แหม ๆ ฉันก็ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน ว่าแต่ที่มาวันนี้มีเรื่องอะไร?”

    “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ที่ข้ามาก็เพราะจะมาบอกเรื่องภายนอกให้ฟังเท่านั้น ดูเหมือนพวกเขาจะส่งคณะทูตไปยังอาณาจักรอาฟเพื่อเจรจาหรือไม่ก็ทำสัญญาสงบศึก แถมโครงการเพิ่มกำลังพลก็ถูกยกเลิกทำให้ทหารที่มีเกือบล้านคนเหลือประมาณห้าแสนคนเท่านั้น”

    แคทเทอรีนเดาะลิ้นไม่พอใจ “กองทัพที่อุตส่าห์รวบรวมมาอย่างยากลำบากแท้ ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ท่านราฟาต้องโกรธฉันแน่ ๆ”

    “หมายความว่ายังไง?” ยาซากะกระตุกคิ้วสงสัยจ้องหน้าแคทเทอรีนไม่หยุด

    แคทเทอรีนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างมันเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้วอยากจะลองกินอาหารฝีมือทีโอน่าสักหน่อยไหม?”

    “ช่างเป็นเกียรติจริง ๆ ที่คุณชวน เล่นเอาข้าปฏิเสธไม่ลงเลย” 

    ในดันเจี้ยนแห่งใหม่ที่มีซึฮากิและฟรานเข้าไปสำรวจวิเคราะห์รูปแบบของดันเจี้ยน พวกเขาใช้เวลาอยู่ในนั้นจนกระทั่งฟ้ามืด

    “โชคดีจริง ๆ ที่เจอดันเจี้ยนระดับต่ำ ต่อให้พวกคิโนริมาก็คงจะเคลียร์ได้ไม่ยากแถมยังมีแร่หลายชนิดให้ขุดไปใช้อีก”

    “อืม เทียบไม่ได้กับตอนที่เราพึ่งมาโลกนี้มาเลย ตอนนั้นแค่มอนสเตอร์เลเวลสามก็จัดการลำบากแล้วแต่มาตอนนี้พวกมันก็เป็นได้แค่การวอร์มเท่านั้น”

    “ต้องบอกว่าการฝึกของค่ายมันโหดร้ายเกินไป เกินกว่าระดับของคนที่โดนฝึกและฉันจะไม่ให้มันเกิดซ้ำรอยอีกแน่”

    หลังจากกลับมายังบ้านหลักก็มีพรรคพวกรอคอยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นห่วงพวกซึฮากิกันจนนอนไม่หลับ

    “พี่กิชอบหายไปไหนไม่บอกไม่กล่าวเลย คราวหลังก็บอกด้วยนะคะถ้าเกิดเป็นอะไรพวกเราจะได้ไปช่วยทัน” คิโนริกอดอกทำหน้าบึ้ง

    เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็หัวเราะในความตรงไปตรงมาของคิโนริ ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ก่อร่างสร้างจากคนแปลกหน้าค่อย ๆ ทำความรู้จักผ่านการทำงานหรือเพราะผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกันแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไว้ใจซึ่งกันและกันเป็นภาพที่ซึฮากิอยากเห็นมาตลอด