แสงยามสายกรีดผ่านขอบกำแพงดินของเมืองชายแดนกลอนเหล็กบนบานประตูยังส่งเสียงเสียดฝืดเมื่อผลักเปิดทีละ่กองคาราวานของลู่หานเคลื่อนเข้าสู่ถนนหินขรุขระภายในเม็ดฝุ่นแดงลอยวนตามจังหวะล้อเกวียนและกีบม้าที่ก้าวอย่างมั่นคง ธงขาวดำของ“กฎผ่านทาง” บนคันนำพลิ้วเหนือศีรษะผู้คนที่ยืนมุงสองข้างทาง บ้างชี้นิ้วบ้างกระซิบอย่างไม่เกรงใจ
“นั่นแหละตระกูลรองที่คนพูดถึง”
“เด็กหนุ่มนั่นหรือหัวหน้าขบวน”
“อย่าคิดจะเทียบผู้ว่าฯในเมืองเรา”
ลู่หานนั่งหลังตรงบนเกวียนคันนำดวงตาไม่ไหวตามคำกล่าวหาเขาเพียงชำเลืองดูปลอกแขนทหารเวรตามมุมถนนเพื่อจำลายด้ายและสีให้ขึ้นใจเหม่ยหลิงนั่งข้างกัน สมุดบันทึกวางบนตัก พู่กันเสียบปลอกไม้ไผ่พร้อมหยิบเสียงกลองด่านด้านหลังดัง “ตุบ” เบา ๆ หนึ่งครั้งเรียกคิวเข้าเมืองถัดไปแล้วก็เงียบราวเมืองนี้ตั้งใจทำทุกอย่างให้ช้าลงด้วยความจงใจ
ขบวนยังไม่ทันเลี้ยวถึงลานกว้างกลางเมืองทหารเวรชุดหนึ่งก็เดินขวางกลางถนน หัวหน้าหน่วยรูปร่างสูง ผิวคล้ำผ้าพันแขนสีครามขอบเงิน เขายกมือห้ามด้วยท่าทางเหนือกว่าคนเดินทาง
“คาราวานใดห้ามตั้งค่ายในเขตตัวเมือง”
ลู่หานยกปลอกไม้ไผ่ขึ้นให้เห็นตราผนึกครั่ง
“เรามีตราสอบข้ามเขตได้รับอนุญาตจากคณะผู้เฒ่า รวมถึงตราของเมืองกำกับมาเพื่อเปิดทาง”
ชายคนนั้นหัวเราะสั้น
“ตราของเมืองเ้าจะถือในเขตตระกูลรองได้แต่ในเมืองชายแดน ทุกอย่างขึ้นกับคำสั่งผู้ว่าฯ เท่านั้น”
เหม่ยหลิงวางสมุดบนเข่าเสียงเรียบชัด
“ถ้าเช่นนั้นโปรดบันทึกคำของท่านลงในสมุดต่อหน้า ว่า ‘ไม่อนุญาตให้ใช้ตราสอบข้ามเขต’พร้อมลงนิ้วครั่งระบุชื่อและสังกัด”
หัวหน้าหน่วยชะงักไปนิดเดียวสายตากระด้างสั่นวูบ แล้วหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง เขาไม่เอื้อมแตะสมุดเพียงะโขวางห้วน
“ไปตั้งได้เฉพาะลานฝั่งใต้กำแพงร้าง ที่อื่นห้าม!”
เสียงเย้ยหยันจากชาวเมืองลอยตามหลังมาเป็ระยะแต่ยามของตระกูลรองไม่แตกแถว ลู่หานยกมือสั้น ๆ ให้ขบวนขยับต่อทหารเวรหลบทางอย่างช้า ๆ ราวกับ้าให้ทุกก้าวหนักขึ้นโดยไร้เหตุผล
ลานฝั่งใต้ที่ถูกสั่งให้ไปตั้งเป็พื้นที่รกร้างกำแพงดินทรุดตัวเป็รอยแหว่ง เสาไม้หลายต้นหักคา เถ้าถ่านเก่าเป็คราบดำบนพื้นบอกว่าครั้งหนึ่งเคยมีไฟไหม้ และไม่มีใครคิดจะซ่อมนานแล้วลมจากร่องกำแพงพัดฝุ่นลอยเป็ริ้ว เหม่ยหลิงกวาดตามองรอบเดียวก็รู้ว่าพวกเขาถูกจงใจ“เนรเทศ” ให้ไปอยู่มุมไกลหูไกลตา
ลู่หานพูดสั้น
“ตั้งค่าย”
“รับคำ!”
ยามผลัดเช้าแยกทีมทันทีรูปขบวนโล่โค้งถูกปักรอบขอบลาน เกวียนเสบียงเรียงสามชั้นเป็ผนังชั่วคราวม้าถูกผูกกับเสาไม้ที่ยังพอไหว เ้าเด็กส่งสารวิ่งวนตรวจแนวรั้วเสมียนกลางยกโต๊ะเตี้ยมาวางกลางลาน ปลอกไม้ไผ่ “บัญชีผ่านทางเมืองชายแดน ฝั่งใต้”ถูกคลี่ปู เหม่ยหลิงเขียนหัวป้ายผ้าขาวด้วยอักษรหนาชัด
“กฎผ่านทาง
ข้อ 1 ทุกการตรวจต้องทำต่อหน้า
ข้อ 2 ของอาวุธดินปืน เปิดสองตรา
ข้อ 3 ผู้ทำผิด อ่านชื่อ 7 วัน ตัดผ่านทาง30 วัน
ข้อ 4 รายรับรายจ่าย ติดเป็‘บัญชีสาธารณะ’”
เสร็จแล้วเธอปักป้ายกลางลานให้เห็นเด่นชัดเด็กสามคนที่วิ่งเล่นแถวนั้นหยุดดู ั์ตาฉายทั้งความอยากรู้และความกลัวเสียงผู้ใหญ่ไกล ๆ ยังมีคำว่า “อย่าเข้าใกล้” แทรกมาแต่สายตาหลายคู่ก็เริ่มจับต้อง “ความเป็ระเบียบ” ที่ไม่ต้องส่งเสียงข่มขวัญ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจหลัก:ตั้งฐานแรกในเมืองชายแดนให้มั่นคงภายใน 1 วัน]
[เงื่อนไข: (1) ตั้งค่ายลานใต้พร้อมเวร 3ผลัด, (2) อ่านกฎผ่านทางต่อหน้าชาวเมืองจำนวน มากกว่า 20 คน, (3)เก็บคำบอกเล่าพ่อค้า มากกว่า 1 ราย]
[รางวัล: “แบบตั้งค่ายฉุกเฉิน” + ตารางเวร3 ผลัด พร้อมเช็กลิสต์ตรวจของกลาง]
เสมียนกลางอ่านภารกิจใต้ลมหายใจแล้วพยักหน้าเหมือนคนที่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อโดยไม่ต้องสั่ง ลู่หานก้าวไปปลายลานสำรวจแนวแล้งที่ทอดยาวสู่สลักกำแพงแตก เขาชี้พื้นสามจุดด้วยปลายเท้าเบา ๆ
“ตั้งตะเกียงตรงนี้ตรงโน้น และตรงมุมกำแพง ขยับม้าไปข้างในอีกหนึ่งคันระยะเดินเวรให้ทับกันครึ่งหนึ่ง”
เถ้าเรือกวงที่วันนี้เปลี่ยนบทบาทเป็หัวหน้าทีมผูกเชือกและดูแลคันท้ายขานรับสะบัดเชือกสองทีแล้วดึงแนวให้ตึง ชายชรากระดิ่งเดินรอบค่ายช้า ๆยกกระดิ่งขึ้นสั่นสั้น 2 ครั้งเพื่อทดสอบสัญญาณ “ถอยครึ่งก้าวตั้งโล่”เสียงโลหะใสกังวานแล้วดับ ลู่หานฟังความเรียบของเสียงนั้นแล้วจดไว้ในใจว่าวันนี้ลมทางใต้แรงกว่าปกติเล็กน้อย
กลางวันสายตาของชาวเมืองเริ่มมาเกาะอยู่ที่ลานร้างนี้มากขึ้น บางคนยืนเท้าสะเอวบางคนยกมือบังแดดดู บางคนพึมพำว่าพวกตระกูลรอง “ทำท่าจะตั้งตัว”เหม่ยหลิงยืนข้างป้ายกฎ ยกเสียงอ่านทีละข้อให้คนรอบนอกได้ยินชัด เธอไม่ะโแต่จังหวะคำเรียบหนักแน่นจนคนต้องเงียบเอง
“กฎนี้มีไว้ให้คนซื้อคนขายเดินทางผ่านเมืองอย่างเสมอภาคหากใครเก็บเกิน หรือไม่ลงชื่อ จะถูกอ่านชื่อต่อหน้า”
ผู้ชายวัยกลางคนที่ยืนฟังอยู่หัวเราะหยัน
“อ่านชื่อแล้วได้อะไรโดนเก็บก็ต้องจ่ายอยู่ดี”
เสมียนกลางยกพู่กันขึ้นชี้บันทึกบนโต๊ะเตี้ย
“อ่านชื่อ'ต่อหน้า' หมายถึง คนดูเองว่าใครทำผิด แล้วพรุ่งนี้ยังมองหน้าคนในตลาดได้อย่างไรและหากมีข้อพิพาท เราจะนำบันทึกนี้ไปอ่านในศาลเมืองต่อหน้าเหมือนกัน”
คำว่า“ศาลเมือง” ทำให้คนพูดหยุดไปสองหายใจ เขาเหล่มองเพื่อนข้าง ๆ แล้วเบือนหน้าเงียบลู่หานไม่ใส่ใจจะเอาชนะปาก เขาเพียงยกคางให้ยามขยับตำแหน่งโล่แดดวันนี้ร้อนขึ้นเร็ว ต้องเปลี่ยนจุดยืนบังแสงไม่ให้คนเวรหมดแรงก่อนเวลา
ยังไม่ทันบ่ายมากก็มีทหารเวรอีกชุดย่างกรายเข้ามา คราวนี้ท่าทางไม่ใช่ขวางแต่เหมือนขอดู “ค่าที่”หัวหน้าชุดยิ้มบางเกินความจำเป็
“การตั้งลานเช่าในเขตเมืองต้องจ่ายค่าที่ล่วงหน้า 10 วัน อัตรา…สามเท่าชั่วคราว ตามคำสั่งผู้ว่าฯ”
เหม่ยหลิงยังไม่ทันพูดเสมียนกลางก็เลื่อนสมุดเข้าหาชายคนนั้น
“โปรดบันทึกคำของท่านลงในสมุดพร้อมระบุ ‘คำสั่งผู้ว่าฯ’ ฉบับใด วันที่เท่าใด ลงนิ้วครั่งกำกับชื่อและสังกัดต่อหน้า”
หัวหน้าชุดยิ้มค้างเขายกมือเกาหูเหมือนนึกอะไรไม่ออก
“…ข้าจำเลขที่คำสั่งไม่ได้”
“ถ้าเช่นนั้นขออัตราปกติที่มีกฎหมายรองรับ” เหม่ยหลิงพูดสั้น“และเราจะจ่ายล่วงหน้าตามอัตรานั้น”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลายเขาไม่กล้าย้ำ “สามเท่า” อีก และสุดท้ายก็รับ “อีแปะ” กับ “ตำลึงเงิน”ตามอัตราติดป้ายที่หัวมุมถนนไปโดยดี เสมียนกลางบันทึกจำนวน ลงชื่อผู้รับ หน้าหลังแถมให้ชายผู้นั้นลงนิ้วครั่งด้วย คนรอบลานพยักหน้าหงึก ๆเหมือนได้เห็นอะไรที่ไม่คุ้นตาในเมืองนี้การเก็บต่อหน้า
ไม่นานหลังจากนั้นหญิงสูงวัยคนหนึ่งเข็นรถเข็นฟางผ่าน เด็กชายสองคนคอยดันด้านหลัง เธอหยุดชิดขอบลานมองป้ายกฎอย่างไม่แน่ใจ ลู่หานเดินไปหยุดในระยะที่ไม่รุกล้ำ
“้าฟางแห้งสำหรับม้าใช่หรือไม่”หญิงถามแ่
“้า”ลู่หานตอบ “แต่ขอชั่งต่อหน้า จ่ายตามอัตราหน้าตลาด และขอให้ท่านลงชื่อใน‘บัญชีสาธารณะ’ ว่าขายให้เราเท่าใด”
หญิงสูงวัยชำเลืองมองสองข้างเหมือนกลัวใครได้ยินแล้วพยักหน้าช้า ๆ
“พ่อค้าหลายรายไม่กล้าขายให้ท่าน”เธอเอ่ยเสียงเบา “เขาว่าใครขายของให้ตระกูลรอง จะถูกคนของผู้ว่าฯ ตามหาเื่”
“งั้นให้ข้าลงชื่อรับซื้อเองต่อหน้า”ลู่หานตอบ “หากมีใครมาหาเื่ ก็ให้เขาลงชื่อไว้ด้วยต่อหน้าคนทั้งลาน”
หญิงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยคล้ายไม่คิดว่าจะมีใครพูดขวานผ่าซากแบบนี้ เธอยอมชั่งฟางต่อหน้าแล้วลงชื่อบนแผ่นไม้ “บัญชีสาธารณะ” เหม่ยหลิงจดราคาตามอัตรา ไม่กด ไม่ต่อเสมียนกลางจ่ายเป็อีแปะครบถ้วนต่อหน้าทุกคน หญิงคนนั้นโค้งศีรษะแล้วรีบเข็นรถกลับด้วยใบหน้าที่เบาลง
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: อ่านกฎต่อหน้าครบ มากกว่า 20 คน,ชำระค่าที่ตามอัตราถูกต้อง, เปิดรายการแรกของ “บัญชีสาธารณะ”]
[คำแนะนำ: เพิ่ม“ป้ายย่อยวิธีอ่านชื่อคนทำผิด” เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจกระบวนการ]
[รางวัล: แบบฟอร์ม “สัญญาซื้อขายต่อหน้า”3 ฉบับ]
บ่ายคล้อยพ่อค้าอาหารเ้าเล็กกลิ่นน้ำซุปหอมเดินรถเข็นมาหยุดห่างลานเขามองสลับไปมาเหมือนลังเล ลู่หานผายมือ เชื้อเชิญให้มาตั้งหม้อใกล้ “โต๊ะเล็ก”ของเสมียนกลาง
“ตั้งตรงนี้เลยก็ได้ถ้าท่านยอมให้ชั่งวัตถุดิบและจดราคาไว้ เราจะไม่ต่อรองและยามของเราจะสั่งผลัดละชุด”
พ่อค้าลังเลอีกครู่แล้วก็ยอมเข็นรถเข้ามาตามที่บอกเด็กในลานหัวเราะเมื่อได้กลิ่นขิงกับต้นหอมลอยมาตามไอร้อนอาหยินแบ่งยาในไหออกเป็สองส่วน ให้ยามผลัดบ่ายครึ่ง และเก็บอีกส่วนไว้ผลัดดึกเธอเดินตรวจาแเล็ก ๆ ของยามที่ไหล่และข้อมือ พลางให้คำสั้น ๆ เื่การยืดกล้ามเนื้อยามเปลี่ยนท่า
ยังไม่ทันตะวันเอียงจนเงากำแพงแตะปลายลานก็มีชายสามคนแต่งกายไม่เรียบร้อย เดินก้าวข้ามเส้นเชือกโดยไม่ขออนุญาตคนหนึ่งเคี้ยวหมากจนแก้มพอง เขาทุบหน้ากลองเล็กของตนเองสองที ราวตั้งใจข่ม
“ได้ข่าวว่าที่นี่ชอบ‘อ่านต่อหน้า’ งั้นข้าจะอ่านต่อหน้าบ้างค่าคุ้มครองลาน ใครตั้งแถวโล่ในย่านนี้ต้องเสียค่าเดินพื้นที่คูณสอง”
ยามผลัดบ่ายก้าวมาหนึ่งก้าวตั้งโล่ตามสัญญาณชายชรากระดิ่งสั่นสองที “ถอยครึ่งก้าวตั้งโล่” แถวโค้งปิดเฉียง 45 องศาพอดีเหม่ยหลิงวางพู่กันบนโต๊ะ ล้อหมึกยังชื้น เธอชี้ไปที่แผ่นไม้
“พูดเช่นนี้โปรดลงชื่อ ระบุสังกัด และเหตุผล อ้างอิงกฎหรือคำสั่งใด ลงนิ้วครั่งต่อหน้าข้าจะอ่านชื่อท่านต่อหน้าคนในลานนี้เช่นกัน”
ชายที่เคี้ยวหมากชะงักเขาหัวเราะหยันห้วน ๆ แล้วพ่นน้ำหมากลงพื้น แต่ไม่ก้าวต่อเสียงกลองบนกำแพงเมืองดัง “ตุบ” เดียวจากทิศตะวันออก ราวมีทหารเดินเปลี่ยนเวรชายคนนั้นเหลือบตามอง แล้วคายคำขู่เสียให้หมด
“คืนนี้ก็คอยดูมีคนมืดมาเยี่ยมแน่”
“ค่ายเรามีไฟสามวง”ลู่หานตอบ โดยที่น้ำเสียงไม่ห้วนขึ้นสักนิด “และมีป้ายชื่อคนทำผิดหนึ่งป้ายทุกอย่างจะทำต่อหน้า”
สามคนนั้นเหม่อมองโล่ที่ยกเสมอกันราวกับไม้ระแนงไม่มีช่องให้ลอบ จนในที่สุดพวกเขาก็ถอยออก ข้ามเส้นเชือกไปอย่างเสียไม่ได้เสียงคนมุงเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนลมกระทบใบไผ่หลายคนแอบยิ้มมุมปากแล้วสลายตัวกลับไปตามตรอก
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ตั้งเวร 3 ผลัดครบ,สกัดการยั่วยุโดยไม่ปะทะ]
[รางวัล: “บันทึกเหตุล้ำเส้นค่าย”ฉบับตัวอย่าง พร้อมช่องลงชื่อสักขีพยาน 3 คน]
[คำเตือน: สายตาของผู้ว่าฯกำลังเฝ้าดูจากเงาเตรียม “สัญญาณไฟสามวง” สำหรับยามดึก]
ยามใกล้เย็นเ้าของลานa ชายสูงอายุผอมแห้ง แต่ตายังใสเดินจากเรือนร้างข้างกำแพงมาที่กลางลานเขาถือไม้เท้าก้าวช้า ๆ มองป้ายกฎกับ “บัญชีสาธารณะ” ทีละบรรทัดแล้วกล่าวช้าแต่ชัด
“ั้แ่ข้าเก็บค่าที่ลานนี้มายังไม่เคยเห็นใครอ่านให้คนฟังต่อหน้าจริง ๆ หากเ้าไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนข้าจะคิดค่าที่ตามอัตราเดิมไม่ขึ้นราคา และยินยอมให้ตั้งป้ายกฎไว้กลางลาน”
เหม่ยหลิงยกมือคำนับ
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าโปรดลงชื่อกำกับไว้ที่แผ่นไม้ เพื่อกันปัญหาในภายหลัง”
ชายสูงอายุหัวเราะแห้งๆ
“โลกนี้ล้วนต้องพึ่งแผ่นไม้กับนิ้วครั่งแล้วกระมัง”
เขาจุ่มนิ้วลงครั่งที่เสมียนกลางหยดไว้แล้วกดลงบนมุมแผ่นไม้ ลู่หานยื่นถุงผ้าเล็กให้ ค่าที่สิบวันแรกตามอัตราเขากล่าวเพิ่มเสียงไม่ดังไม่เบา
“ถ้ามีผู้ใดมาเรียกเพิ่มขอให้ชี้มาที่ป้ายนี้ และเรียกเราไปยืนข้างท่านต่อหน้า”
ชายสูงอายุเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเชื่องช้า ดวงตาในรอยย่นสะท้อนแสงตะเกียงที่เริ่มสว่างขึ้นทีละดวง
ค่ำแรกในลานฝั่งใต้ค่อยๆ ปั้นรูปเป็ “บ้านชั่วคราว” หม้อน้ำตั้งเดือดตรงวงไฟแรกเสียงช้อนกระทบปากหม้อค่อย ๆ เบาเมื่อทุกคนได้ถ้วยข้าวต้มอาหยินตระเตรียมยาสมุนไพร ขิงหั่นฝอยถูกใส่เพิ่มให้คนที่เสียงแห้งจากฝุ่นลู่หานเดินตรวจแนวค่ายทีละจุด สั่งย้ายฟางอีกเล็กน้อยเพื่อกันลมลอดจากช่องกำแพงเขาผ่าน “ป้ายย่อยวิธีอ่านชื่อคนทำผิด” ที่เหม่ยหลิงเขียนเพิ่ม เช่น “อ่านชื่อเวลา สถานที่ ข้อที่ทำผิด และชดใช้ต่อหน้า” ป้ายเล็กทำให้คนที่ยืนดูไกล ๆพยักหน้าเหมือนเข้าใจบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สายลมค่ำพัดพาเงาวูบหนึ่งติดมากับกำแพงเงานั้นหยุดห่างปากค่าย แล้วชายหนุ่มในเสื้อผ้าหม่นหนึ่งคนจึงก้าวออกจากความมืดเขามองซ้ายขวา รอจนเห็นว่ายามของลู่หานไม่ก้าวบัง เขาจึงก้มศีรษะน้อย ๆ
“ข้าขอพูดสองคำระวัง‘ใบรับคลังหลวง’ ที่สะกดชื่อผิด และระวัง ‘คนของผู้ว่าฯ’ ที่จะมาชวนรบตอนมืด”
เสียงเขาไม่ดังแต่คม ลู่หานพยักหน้า
“บันทึกชื่อท่านไว้เป็พยานคนแรกของเมืองนี้”
เสมียนกลางเลื่อนสมุดให้เขาลังเลชั่วครู่ แล้วใช้นิ้วแตะครั่งลงชื่อ “หลี่เฟิง” ตัวอักษรเรียบไม่หวือหวาเหมือนคนที่ไม่อยากเป็ข่าวแต่ยอมให้จำได้ ลู่หานถามสั้น
“เหตุใดจึงเตือน”
ชายหนุ่มสูดหายใจ
“ข้าขายของให้คนในเมืองตามสัญญาเขาออก ‘ใบยกหนี้’ โดยอ้างผู้ว่าฯ ว่าหนี้นั้นไม่ต้องจ่าย เพราะ ‘เข้าคลัง’ แล้วแต่ของจริงกลับไปที่บ้านเขา ข้าจะล้มละลายหากไม่มีใครยืนอ่านต่อหน้าให้เห็นความจริง”
เหม่ยหลิงและเสมียนกลางสบตากันชั่วกะพริบเดียวเหม่ยหลิงถาม
“ท่านพร้อมจะพูดต่อหน้าคนอื่นหรือไม่พรุ่งนี้ตอนสาย เราจะเปิด ‘โต๊ะเล็ก’ รับคำบอกเล่าพ่อค้า”
หลี่เฟิงกัดฟันเบาๆ
“ถ้าอ่านต่อหน้าข้ายอม”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: เก็บคำบอกเล่าพ่อค้าหลี่เฟิง(กรณี ‘ใบยกหนี้’ อ้างคลังหลวง)]
[รางวัล: “แบบคำให้การพ่อค้า” 1 ชุด +เค้าโครงถามตอบ 7 ข้อ]
[ภารกิจย่อยใหม่: ตรวจเส้นทาง‘ใบรับคลังหลวง’ → ขอสำเนาต้นฉบับจากประตูเมืองภายใน 1 วัน]
เสียงตะเกียงดัง“ฉึบ” เมื่อไส้ตะเกียงถูกดันขึ้นอีกนิด ลมพัดธงขาวดำให้คลายแล้วตึงอีกครั้งเงาของคนเวรยามทอดยาวผ่านป้ายกฎไปบนพื้นดิน ห่างออกไปนอกค่ายมีสองเงาเล็กขยับตามแนวกำแพงแล้วหยุด เหมือนคนสอดส่องชั่งใจจะก้าวเข้ามาดีหรือไม่ชายชรากระดิ่งชูมือขึ้นอีกครั้ง
“ตั้งไฟวงที่สอง”
ไฟวงกลางและวงทิศใต้ถูกจุดสว่างขึ้นพร้อมกันเงามุมกำแพงเลื่อนถอยอย่างช้า ๆ ราวกับละอาย ไอน้ำจากหม้อน้ำใหญ่ลอยขึ้นเป็เส้นสีหน้าของยามผลัดค่ำผ่อนคลายเมื่อเห็นวงไฟครบสามและตารางเวรที่เขียนชัดติดบนเสา
ลู่หานเดินกลับมาที่“โต๊ะเล็ก” เหม่ยหลิงกำลังร่าง “สัญญาซื้อขายต่อหน้า” พร้อมช่องลงชื่อพยาน 3 คนและช่อง “ลงนิ้วครั่ง” แยกชัด ผู้เฒ่าเ้าของลานนั่งมองโดยไม่พูดอะไรแต่ยิ้มบางอย่างคนเห็นของที่ควรเห็นเสียที เสมียนกลางวาง “บันทึกเหตุล้ำเส้นค่าย”ที่เพิ่งเขียนเสร็จไว้มุมโต๊ะพร้อมเว้นช่องให้ชาวเมืองที่เห็นเหตุการณ์มาลงชื่อสักขีพยานได้
“พรุ่งนี้”ลู่หานเอ่ยเรียบ “เหม่ยหลิงไปที่ปากประตูตะวันออก ขอสำเนา ‘ใบรับคลังหลวง’ที่ออกวันนี้ทั้งหมด ข้าจะนั่ง ‘โต๊ะเล็ก’ รับคำให้การของหลี่เฟิงและพ่อค้าคนอื่น”
เหม่ยหลิงพยักหน้า
“ข้าจะถาม‘ตัวสะกดชื่อผู้รับ’ วันยาม และ ‘เหตุผลของการยกหนี้’ ให้ครบหากเขาปฏิเสธจะลงนิ้วครั่ง ข้าจะบันทึกว่า ‘ปฏิเสธต่อหน้า’”
อาหยินถือชามยาอุ่นส่งให้ยามผลัดดึกทีละคนเธอหยุดใกล้โต๊ะเล็ก สบตาลู่หานนิดเดียวแล้วพูดเบา
“คืนนี้ข้าจะเวรตรงกำแพงแหว่ง เงาลมแรงจากตรงนั้นมากสุด”
“ดี”ลู่หานว่า “ให้สลับผลัดทุกหนึ่งชั่วยาม อย่าห้าวจนเกินกำลัง”
เถ้าเรือกวงที่วันนี้ไม่จับหางเสาเรือแต่จับเชือกค่ายหัวเราะสั้นๆ
“ลูกเรือแก่ๆ อย่างข้า ยังพอจำจังหวะลมได้ ถ้าคนมืดเข้ามาจริง จะได้ยินเชือกบอกก่อน”
เสียงหัวเราะของคนค่ายเบาแต่ก้องอยู่ในวงไฟเหนือหัว พราวดาวปักบนผ้าใบฟ้า ด้านไกลสุดของลานเสียงฝีเท้าแ่เหมือนหนูไล่เงามาตามแนวกำแพงแล้วก็หายเงาผู้สอดส่องไม่กล้าก้าวพ้นเส้นเชือกที่ผูกแน่นรอบค่าย
ลู่หานนั่งลงเขียนบันทึกประจำวันลงบนแผ่นไม้ไผ่ หัวข้อเรียงเป็บรรทัดสั้น ๆตามนิสัยคนคุมจังหวะ
“ตั้งค่ายลานใต้เวรยาม 3 ผลัด ครบ
อ่านกฎต่อหน้าคนมากกว่า 20
จ่ายค่าที่ตามอัตรา ลงนิ้วครั่งผู้รับ
เริ่ม ‘บัญชีสาธารณะ’ ฟางแห้งชุดแรก
กันการยั่วยุโดยไม่ปะทะ
พยานพ่อค้าหลี่เฟิง :ใบยกหนี้อ้างคลังหลวง”
เขาวางพู่กันเหม่ยหลิงมองตัวหนังสือแล้วผ่อนลมหายใจยาวเหมือนได้วางหินก้อนแรกให้มั่น เธอถามช้าๆ
“เ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ใช้กำลังตอบกลับคืนนี้”
“ค่ายเราไม่ได้ตั้งเพื่อรบ”ลู่หานตอบ “แต่เพื่อให้คนเห็น ‘กฎ’ ทำงานจริง ถ้าเขาเข้ามา เราจะให้ ‘ไฟสามวง’ และ‘ชื่อคนทำผิด’ ทำงานก่อนดาบ”
เหม่ยหลิงยิ้มบาง
“ถ้าคืนนี้ผ่านไปได้คนจะเริ่มเชื่อว่าลานใต้ไม่ใช่หลุมมืด แต่เป็ที่ที่ความจริงถูกอ่านต่อหน้า”
ลมค่ำพัดธงขาวดำให้กวัดไกวอีกครั้งเงาโล่โค้งเรียงเหมือนรั้วไม้ที่ไม่ขยับขอบไฟวงในสั่นน้อยลงเมื่อคนเวรผลัดดึกย่างเท้าถี่สม่ำเสมอ จากไกลโพ้นเสียงกลองเมืองดังช้า ๆ หนึ่งครั้งสัญญาณเปลี่ยนยามของเขาส่วนสัญญาณของลานใต้ยังดังในอกคนของลู่หานอย่างเดิม ไม่ดังมาก แต่ตรงเวลา
ค่ำคืนแรกของเมืองที่ไม่ต้อนรับจบลงโดยไม่ต้องชักดาบทิ้งไว้เพียงป้าย “บัญชีสาธารณะ” ที่เริ่มมีลายมือสองสามคน และชื่อ “หลี่เฟิง”ที่ประทับนิ้วครั่งไว้เรียบร้อย รุ่งขึ้น เมื่อแสงแรกชโลมกำแพงดินลู่หานจะนั่งรอที่ “โต๊ะเล็ก” เพื่อฟังคำให้การต่อหน้า และจากจุดนั้น เื่ของ“พ่อค้าหนี้สิน” จะเริ่มต้นต่อหน้าคนทั้งเมือง…