[จบ] ระบบกลืนกินพรสวรรค์

    บทที่ 14 กำจัดผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น!

    บทที่ 14 กำจัดผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น!


    ในป่าใหญ่


    ฉู่โม่วกำลังฝึกฝนกระบวนท่าที่เขาได้จากหนังสือกระบวนท่าระดับทองแดง ‘ย่างก้าวหมอกควัน’ อยู่ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ฝึกได้ง่าย ๆ สักเท่าไหร่ 


    ถ้าหากสามารถฝึกฝนมันได้สำเร็จ เขาจะสามารถเคลื่อนที่ไปในระยะทางสั้น ๆ ได้รวดเร็วเหมือนการเทเลพอร์ต และมันจะทำให้คนอื่นคาดเดาการเคลื่อนไหวของเขาได้ยากมาก ๆ 


    อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ใช่ว่าจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนเทเลพอร์ตซะทีเดียว เพราะมันยังหลงเหลือเงาให้พอจะเห็นได้ว่าเขากำลังเคลื่อนที่ไปทางไหน คล้ายกับกลุ่มควัน ไม่ก็หมอกจาง 


    แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสียของมันยังสามารถใช้พลิกแพลงได้อยู่ เพราะการเคลื่อนที่ที่ทิ้งร่องรอยหลอกเอาไว้ ก็สามารถใช้เป็นตัวล่อให้ศัตรูมึนงงได้เช่นกัน! 


    ดังนั้นแล้วก็ยังถือได้ว่าเป็นกระบวนท่าที่ทรงพลังอยู่ดี 


    อันที่จริงสิ่งนี้ก็ไม่ใช่อะไรที่จะสามารถได้มันมาง่าย ๆ ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะอิงจากขั้นตอนการฝึกฝนแล้ว มันค่อนข้างจะยากเย็นมาก ๆ เลยทีเดียว กระบวนท่านี้ต้องการการกำหนดลมหายใจระดับสูง การเดินลมปราณในร่างและเลือดที่ไหลเวียนในระดับที่เสถียร แน่นอนว่าร่างกายที่ยืดหยุ่นเองก็ถูกบังคับให้ฝึกเพื่อใช้กระบวนท่านี้ด้วย 


    ทว่าเพราะฉู่โม่วเป็นผู้ครอบครองธาตุลมที่แม้จะเป็นเพียงระดับ 2 แต่มันก็มากพอที่จะช่วยทำให้เขาสามารถฝึกกระบวนท่านี้ได้อย่างราบรื่น 


    ด้วยเหตุนี้ การฝึกฝนของเขาจึงไม่มีอุปสรรคใดที่ยากเกินแก้อีกต่อไป 


    ยกเว้นแค่ตอนแรกที่ร่างกายยังไม่คุ้นชิน 


    อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป การฝึกกระบวนท่าย่างก้าวหมอกควันก็เริ่มทำให้เขาเริ่มเข้าถึงมันได้มากขึ้น 


    หลังจากไม่กี่ชั่วโมงที่ฝึกฝน


    การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าของเขาเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาเป็นอย่างมาก เขาสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนกลุ่มควัน เพียงชั่วพริบตาจากจุดนู้นมาจุดนี้ ร่างของเขาหายไปจริง ๆ ขณะที่กำลังเคลื่อนที่! 


    “อย่างที่คาดไว้เลย สมแล้วที่เป็นกระบวนท่าระดับทองแดง!”


    ฉู่โม่วหยุดพักเพื่อสูดอากาศหายใจ ตอนนี้ที่หน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาให้เห็นแล้ว แต่นอกจากเหงื่อ บนใบหน้าของเขาก็ยังมีรอยยิ้มปรากฏให้เห็นด้วยเช่นกัน


    การฝึกฝนอย่างหนักมานานนับชั่วโมงนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เข้าถึงกระบวนท่าย่างก้าวหมอกควันในที่สุด!


    “เท่านี้ฉันก็มีธาตุสายฟ้า ธาตุลม แล้วก็มีกระบวนท่าระดับทองแดงสองท่า คือกระบี่ฝ่าวายุกับย่างก้าวหมอกควันแล้ว!”


    “ด้วยสิ่งเหล่านี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลาง ฉันก็น่าจะสู้ไหว เผลอ ๆ จะสามารถเอาชนะเขาได้ด้วยละมั้งเนี่ย!”


    รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของตนเองที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาย่อมต้องรู้สึกมีความสุขเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว 


    หันมองเวลาที่เริ่มจะดึกขึ้นมาทุกที ฉู่โม่วจึงตัดสินใจที่จะกลับบ้าน


    ทว่าตอนนั้นเอง 


    เพียงเดินวกกลับเข้ามาถึงตรอกซอยที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านตนเองนัก ชายหนุ่มก็จำต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง สายตาของเขากวาดผ่านไปในความมืด ในจุดที่เป็นกำแพง 


    ที่ตรงนั้น


    มีชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาช้า ๆ 


    “ช่างเป็นคนหนุ่มที่มีสายตาเฉียบคมเสียจริง ๆ”


    ชายชราถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาเดินตรงมาหาฉู่โม่วและถามด้วยน้ำเสียงสุขุมนุ่มลึก “เธอคือฉู่โม่วใช่หรือเปล่า?”


    “ถ้าใช่ มันเลยเป็นเหตุผลที่คุณลุงออกมาขวางทางผมงั้นเหรอครับ?”


    ฉู่โม่วพูดพลางขมวดคิ้วมองเขา 


    “ฉันคือผู้อาวุโสเค่อเหนียน ครั้งนี้ฉันมาที่นี่ตามคำสั่งนายท่าน เช่นนั้นแล้วได้โปรดมาตามการเชื้อเชิญของนายท่านด้วย”


    “ผมจำเป็นต้องทำตามที่คุณพูดด้วยเหรอครับ?”


    ชายหนุ่มยังคงพูดต่อ “ผมไม่รู้จักนายท่านของลุงหรอกนะ แล้วก็ไม่ได้อยากรู้จักด้วย… เพราะงั้น ได้โปรดกลับไปเถอะครับ อย่ามาขวางทางกันแบบนี้เลย”


    คำพูดของฉู่โม่วทำให้สายตาของเค่อเหนียนดูหรี่เล็กลง เผยให้เห็นความจริงจังในแววตาคู่นั้น


    “นายท่านของฉันคือ ท่านโจวเฉิง ผู้ซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงที่มีความสามารถเหมาะที่จะขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในฐานลู่หยางแห่งนี้ เขาก็ยังถือเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ คนหนึ่ง เธอไม่คิดจะรักษาหน้าเขาไว้จริง ๆ หรือ?”


    ได้ยินเช่นนั้นฉู่โม่วก็ถึงกับตกตะลึงไปเลย


    โจวเฉิงกำลังจับตามองเขาอยู่จริง ๆ ด้วย!


    ไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ 


    ยังไงเสียสำหรับโจวเฉิงแล้ว ไม่เพียงแต่การตายของลูกชายที่ดูน่าสงสัยเท่านั้น แต่คนคนนี้ยังเกี่ยวข้องกับสมบัติแห่งโลกและสวรรค์อีกด้วย


    นี่ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ เลยสักนิด 


    แล้วยิ่งตอนนี้ โจวเฉิงส่งคนมาเชิญเขาไปพบโดยตรง แสดงว่าอีกฝ่ายต้องคิดจะรีดข้อมูลอะไรจากเขาอย่างแน่นอน


    ตราบใดก็ตาม ถ้าหากฉู่โม่วตอบตกลงที่จะไป ไม่ว่าท้ายสุดแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ท้ายสุดมันก็จะเป็นเขาที่หนีออกมาไม่ได้ 


    คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็หันไปมองเค่อเหนียนและพูดช้า ๆ ว่า“ไว้ถ้านายท่านของลุงมาด้วยตัวเอง ผมจะรักษาหน้าให้ก็แล้วกัน แต่ตอนนี้เป็นคุณลุงมาชวน… ผมยังจำเป็นต้องไว้หน้าด้วยเหรอครับ?”


    โดนพูดเช่นนั้นใส่ สีหน้าของเค่อเหนียนก็เปลี่ยนไปในทันที 


    ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกน้องของโจวเฉิง แต่ตัวของเค่อเหนียนเองก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น ภายในฐานลู่หยางแห่งนี้ เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่นับได้ว่าแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ๆ 


    การที่ตัวเขาต้องมาถูกเด็กที่รู้กันทั่วว่าไร้ซึ่งวรยุทธ์ใด ๆ ดูถูก 


    มันไม่ต่างอะไรกับโดนตบหน้าเลย! 


    “ในเมื่อพูดดี ๆ แล้วแกไม่ให้ความร่วมมือ ถ้าเป็นแบบนี้เห็นทีฉันคงต้องใช้กำลังหิ้วแกกลับไปให้นายท่านซะแล้ว!”


    สิ้นเสียงพูด


    ใบหน้าของเค่อเหนียนก้มต่ำลง โดยฉับพลันร่างของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากระยะไกล และมาปรากฏที่เบื้องหน้าของฉู่โม่ว พร้อมกับฝ่ามือที่หมายจะขย้ำใส่เป้าหมายราวกับเสือร้าย


    ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นที่เขาครอบครองนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง คนคนนี้แข็งแกร่งมาก!


    หากเป็นฉู่โม่วที่เป็นคนปกติธรรมดา เขาคงไม่สามารถหลบหนีอุ้งมือที่ตะครุบเข้ามาของเค่อเหนียนได้


    ทว่า…


    สำหรับตอนนี้ เพียงแค่จังหวะสั้น ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าถึงตัวฉู่โม่ว ร่างของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นหมอกควันราวกับไร้ซึ่งตัวตนมาตั้งแต่แรกเสียแล้ว!


    “อะไรกัน!?”


    เค่อเหนียนตกใจจนหลุดอุทานออกมา 


    แต่เมื่อตั้งสติได้แล้ว สมาธิและความรอบรู้ของเขาก็กลับมาอีกครั้ง ชายสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “แกฝึกได้แล้วจริง ๆ งั้นเหรอ!?”


    “ข่าวลือที่แพร่สะพัดมาว่าแกเป็นเพียงไอ้ขยะคนหนึ่งนั่น ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วแกจะปิดบังความจริงไว้ได้ขนาดนี้!”


    ฉู่โม่วไม่ได้ตอบกลับอะไร เขาเพียงหยิบเอากระบี่ของโจวชี่มาจากกระเป๋าและตวัดฟันใส่เค่อเหนียนไปตรง ๆ 


    เมื่อได้เห็นกระบี่เล่มนั้น เค่อเหนียนก็ต้องตกใจอีกครั้ง เขารีบหลบก่อนจะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่าง “นั่นมัน กระบี่ของนายน้อย… นี่แกเป็นคนฆ่านายน้อยโจวชี่จริง ๆ สินะ!”


    “ในเมื่อลุงรู้แล้ว ผมก็คงต้องขอให้คุณตายเพื่อเก็บมันเป็นความลับต่อไปก็แล้วกันนะ”


    ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ ก่อนจะกลายเป็นเพียงหมอกควันอีกครั้ง เขาปรากฏตัวที่เบื้องหน้าของเค่อเหนียนพร้อมตวัดกระบี่ใส่


    ฉัวะ!


    เพียงชั่วพริบตาที่เห็นแสงกระทบจากคมกระบี่ แขนข้างหนึ่งของเค่อเหนียนก็ถูกตัดขาด และหลั่งเลือดสีแดงฉานออกมาเสียแล้ว 


    “ไอ้เด็กเวรนี่! แกรนหาที่ตายเองนะ!”


    สีหน้าของเค่อเหนียนแสดงความเกลียดชังออกมาหลังโดนจู่โจมหนักหน่วงเช่นนี้ 


    ใช่ว่าเขาไม่ทันได้เห็นว่าฉู่โม่วจะโจมตี แต่เพราะเขาเห็นและพยายามหลบแล้ว คมกระบี่ถึงได้พรากไปแค่แขนของเขา ไม่งั้นละก็ บางทีตอนนี้หัวของเขาอาจจะหลุดออกจากบ่าแล้วก็ได้!


    เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ แต่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคนที่เคยถูกปรามาสว่าเป็นเพียงขยะเนี่ยนะ? แบบนี้จะไม่ให้เขาทั้งตกใจและโกรธเคืองได้อย่างไร?


    แม้ว่าแขนซ้ายจะบาดเจ็บหนักจนถือว่าสูญเสียพลังไปมากขนาดไหนก็ตาม แต่ยังไงเขาก็ยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง! 


    เพราะในจังหวะที่ความโกรธถูกระเบิดออกมา ความแข็งแกร่งที่เหมือนไฟลุกโชนก็พลันห่อหุ้มร่างของชายชราไว้ ขณะที่เขาพุ่งเข้าใส่ฉู่โม่ว


    ‘พลาดไปเหรอเนี่ย’


    ฉู่โม่วคิดกับตนเอง เพราะถ้ามันไม่ใช่เพราะเขาพลาดไป ป่านนี้คงจะสังหารอีกฝ่ายไปได้แล้ว 


    ถึงอย่างนั้นแล้ว แม้ว่ามันจะไม่จบในการโจมตีเดียวหรือสองการโจมตีก็ไม่แปลกใจนัก เพราะยังไงเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงคู่ต่อสู้ที่โชกโชนไปด้วยประสบการณ์ การหลบคมกระบี่ได้ถึงสองครั้งนับเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าคนคนนี้แข็งแกร่งสมกับที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว


    แต่…


    ก็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นนั่นแหละ! 


    ระดับขั้นของเค่อเหนียนในตอนนี้ไม่ได้เก่งไปกว่าฉู่โม่วเสียเท่าไหร่เลย! 


    ด้วยพลังของธาตุสายฟ้าและธาตุลม ฉู่โม่วสามารถลดข้อเสียเปรียบของตนได้แทบจะทุกอย่าง


    นอกจากนี้ กระบวนท่าระดับทองแดงทั้งสองท่านั้นเองก็ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับเขาอีกด้วย! 


    การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ไม่มีทางที่เค่อเหนียนจะเอาชนะฉู่โม่วได้แต่อย่างใด!


    เช่นนั้นแล้ว ปณิธานที่จะนำตัวฉู่โม่วกลับไปของเค่อเหนียน จึงเป็นได้แค่ปณิธานที่ไม่สามารถเป็นไปได้จริงเท่านั้น


    หลังจากหยอกล้ออีกฝ่ายนิดหน่อยแล้ว 


    ฉู่โม่วก็ฉวยจังหวะและกลายเป็นหมอกควันไปอีกครั้ง 


    เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก่อนจะปรากฏตัวต่อหน้าเค่อเหนียน


    คมศัสตราครานี้ไร้ซึ่งความลังเล ชายหนุ่มชักกระบี่และฟันเข้าที่คอของชายชราทันที 


    ผู้ฝึกยุทธ์อาวุโสไม่สามารถหลบได้อีกต่อไป ศีรษะของเขาลอยหลุดจากบ่าโดยมีเลือดสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาเป็นทาง ขณะลอยอยู่บนอากาศ 


    ร่างที่ไร้เศียรคุกเข่าและล้มลงไปแน่นิ่งกับพื้นในเวลาไม่นาน 


    “เฮ้อ…”


    เมื่อมองร่างที่ไร้วิญญาณของอีกฝ่าย ฉู่โม่วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก 


    “ฉันคงไม่ต้องกลัวพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นแล้วสินะ… ไม่มีใครเอาชนะฉันได้แล้วในขั้นนี้…”


    “บางทีความแข็งแกร่งของฉันตอนนี้ อาจจะเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางหรือไม่ก็ระดับสูงได้เลยหรือเปล่านะ?”


    “ไม่สิ ระดับสูงนั่นน่าจะยังไม่ไหว… เต็มที่ก็ได้แค่หนี แต่ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกมั้ง”


    “จากแต่เดิมที่โจวเฉิงคอยจับตามองฉันอยู่แล้ว ครั้งนี้ฉันดันไปฆ่าคนที่เขาส่งมาจับตัวอีก บางทีครั้งหน้ามันอาจจะหนักกว่านี้ไปเรื่อย ๆ อ๊ะ… จริงสิ บางทีครั้งถัดไปอาจจะเป็นตัวเขาที่ลงมาจัดการเรื่องนี้เองเลยก็ได้!”


    “จะว่าไปคนผู้นั้นก็เหมือนจะอยู่ในขั้นสูงมาตั้งหลายปีแล้ว รู้สึกไม่มั่นใจเลยแฮะว่าจะเป็นศัตรูกับเขาได้!”


    “ฉันควรจะรีบฝึกและเลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์เร็ว ๆ ซะแล้วสิ!”


    ฉู่โม่วคิดกับตนเอง 


    ในตอนนี้เขายังเป็นเพียงผู้ปลุกพลังระดับสูง แม้จะแค่อีกนิดหน่อยก็จะก้าวไปอีกขั้นแล้ว แต่นั่นยังคงเป็นปัญหาสำหรับเขาอยู่


    มันดันเป็นก้าวที่ผู้ปลุกพลังระดับสูงหลาย ๆ คนต่างก็มีปัญหากันเสียด้วยสิ 


    เขาเชื่อมั่นว่า หากสามารถข้ามผ่านจุดจุดนี้ไปได้ ความแข็งแกร่งของเขาคงจะเพิ่มขึ้นอีกมากมายแน่ ๆ! 


    และถ้าเวลานั้นมาถึง เขาคงจะไม่ต้องมาหวาดกลัวโจวเฉิงอีกต่อไป!


    “เหมือนฉันจะเคยได้ยินมาว่า พวกผู้ปลุกพลังระดับสูงจำเป็นต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายกันไปก่อน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่สามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้…”


    “แสดงว่าฉันคงต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายก่อน!”


    “เอาล่ะ ได้เวลาไปฝึกซ้อมแล้ว!”


    คิดได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็ตั้งเป้าหมายไว้ให้มั่นทันที


    …



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ระบบกลืนกินพรสวรรค์ ที่คุณอ่าน