ท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 40 คุกเข่าขอบคุณ

            “ฉันรู้สึกอายจริงๆ ที่ต้องให้พวกนายมาเห็นฉันในสภาพนี้ แต่ยังไงฉันก็ขอบใจพวกนายและอ้ายเหม่ยด้วยนะที่ลำบากทำอาหารมาส่งให้ฉันกับอาเจี๋ยทุกวัน” เสียนจื่อบอก

            ตั้งแต่วันที่เสียนจื่อถูกเจียงโม่โฉวต่อว่าไปชุดใหญ่ เขาก็เริ่มกลับมาดูแลตัวเองโดยมีลูกชายคอยให้ความช่วยเหลือ จนตอนนี้ผ่านไปได้ห้าวันแล้ว ร่างกายของเขาเริ่มดีขึ้นมาก และเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งที่ร่างกายของเสียนจื่อกลับมาดีได้เร็วอย่างนี้ก็เพราะอาหารที่โจวอ้ายเหม่ยปรุงให้นั้นได้ผสมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมิติของเจียงโม่โฉวเข้าไปด้วย

            “พวกเราไม่ได้ลำบากอะไรหรอกค่ะ ได้เห็นพี่อาการดีขึ้นอย่างนี้พวกเราก็ดีใจมากแล้ว” โจวอ้ายเหม่ยหันไปพูดกับเสียนเจี๋ยก่อนที่จะเธอจะพาเด็กชายเดินเข้าไปในครัว “วันนี้อาจะทำอาหารที่บ้านของเธอ เธอช่วยไปเป็นลูกมือให้อาได้ไหมจ๊ะ”

            เสียนเจี๋ยหันมามองพ่อก็เห็นว่าพ่อของเขาพยักหน้าอนุญาต เขาจึงพาคุณอาอ้ายเหม่ยเดินเข้าไปในครัว

            “พวกนายมีอะไรอยากพูดกับฉันหรือเปล่า” เสียนจื่อถามขึ้น เขาดูออกว่าโจวอ้ายเหม่ยแค่หาข้ออ้างพาลูกชายของเขาออกจากห้องไปเท่านั้น

            “ผมได้ยินมาว่าวันที่พี่ตามภรรยาไปจนถึงสถานีรถไฟ พี่ไห่เป็นคนมาช่วยพี่จากอันธพาลกลุ่มนั้นเหรอครับ” เจียงโม่โฉวถาม

            “หลีไห่เป็นคนมาช่วยฉันจริงๆ พูดแล้วก็รู้สึกละอายใจเหลือเกิน เป็นเพราะอาไห่เข้ามาช่วยฉัน ขาของเขาถึงได้เป็นแบบนั้น เอาไว้ฉันมีเรี่ยวแรงกว่านี้ฉันจะต้องไปขอบคุณเขาสักครั้ง”

            “พี่อยากแจ้งความเอาผิดกับคนที่ทำร้ายพี่ไหมครับ”

            “ถ้าเมื่อก่อนนายถามคำถามนี้กับฉัน ฉันต้องตอบว่าไม่อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ฉันคิดได้แล้ว ฉันจะแจ้งความเอาผิดพวกมันให้ถึงที่สุด”

            “แล้วถ้าพี่สะใภ้ต้องโดนจับด้วยล่ะครับ”

            “ถ้าเธอถูกจับก็เป็นเพราะเธอร่วมทำผิดกับคนพวกนั้นด้วย ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษถูกไหมล่ะ” เสียนจื่อถอนหายใจ “ตัวฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว แต่อาเจี๋ยนี่สิ ถ้าเขารู้ว่าแม่ของเขาต้องถูกจับเข้าคุก ฉันกลัวว่าเขาจะทำใจไม่ได้”

            “วันนั้นพี่ไม่ได้ยินที่อาเจี๋ยพูดเหรอครับ เขายอมเสียแม่ไป แต่เขาไม่ยอมเสียพ่อ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงอาเจี๋ยนักหรอก เขาเป็นเด็กที่เข็มแข็งมาก ถ้าเขารู้ว่าแม่เขาทำผิด เขาก็คงไม่ปกป้องเธอ”

            “ถ้างั้นวันนี้พวกนายพาฉันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจหน่อยสิ ฉันอยากจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”

            “ผมจะพาพี่เข้าเมืองไปแจ้งความเองครับ” โจวต้าเฝิงเสนอ

            “ส่วนผมจะไปหาพี่ไห่กับลุงหานสักหน่อย หลีหรงฝากให้ผมมาทำธุระให้น่ะครับ” เจียงโม่โฉวบอก

            หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ โจวต้าเฝิงก็พาเสียนจื่อไปสถานีตำรวจ โจวอ้ายเหม่ยพาเสียนเจี๋ยกลับไปที่บ้านของเธอ ส่วนเจียงโม่โฉวเดินไปที่บ้านของหลีไห่

     

            “มีใครอยู่ไหมครับ” เจียงโม่โฉวเคาะประตูรั้ว

            “มาแล้วๆ” หลีไห่ตะโกน เขาคิดว่าเป็นคนที่จะมารับตะกร้าสานของเขาไปขาย แต่รีบเดินเท่าไหร่ก็ยิ่งช้า เพราะเขาทำได้แค่เดินกะเผลกมาเท่านั้น “เป็น...เป็นนายได้ยังไง?”

            “สวัสดีครับพี่ไห่ ลุงหานอยู่บ้านหรือเปล่าครับ ผมมีธุระจะคุยกับพวกพี่” เจียงโม่โฉวบอก

            “เชิญนายเข้ามานั่งข้างในก่อนก็แล้วกัน” หลีไห่ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เมื่อก่อนเขากับเจียงโม่โฉวไม่ค่อยถูกกัน ทั้งสาเหตุที่เขาต้องถูกจับเข้าคุกก็เพราะคิดที่จะทำไม่ดีกับภรรยาของอีกฝ่าย ตอนนี้เขาทั้งรู้สึกกลัวและละอายใจมาก

            “ใครมาเหรอเจ้าใหญ่ ใช่คนมารับตะกร้าสานหรือเปล่า พ่อมัดตะกร้าเสร็จพอดี” ลุงหลีหานเดินออกมาก็เห็นเจียงโม่โฉว เขาทิ้งตะกร้าในมือและเตรียมจะวิ่งเข้าไปหลบในห้องนอน

            “ลุงหานครับ มานั่งคุยกันหน่อยเถอะครับ ผมมีธุระสำคัญจะพูดกับลุง” เจียงโม่โฉวรีบบอก

            “มานั่งคุยกันก่อนเถอะครับพ่อ” หลีไห่เรียกบิดาอีกคน วันนี้ไม่ว่าเจียงโม่โฉวจะต่อว่าหรือด่าทอเขาอย่างไร เขาก็ตั้งใจว่าจะไม่ตอบโต้และจะยอมรับคำด่าทอนั้นไว้ อย่างไรเรื่องในอดีตก็เป็นเขาที่ทำผิด

            เจียงโม่โฉวมองหลีไห่สลับกับลุงหลีหานแล้วก็ถอนหายใจโล่ง คนเราเมื่อทำผิดแล้วสำนึกได้เขาก็ควรจะให้อภัย

            “ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะอาหรงฝากเงินมาให้คุณลุงกับพี่ไห่ก้อนหนึ่งครับ เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่อาหรงกับต้าเฉียงทำงาน” เจียงโม่โฉววางซองใส่เงินไว้ตรงหน้าลุงหลีหาน

            ลุงหลีหานน้ำตาคลอเพราะไม่คิดว่าลูกสาวจะยังคิดถึงตัวเอง เขาไม่กล้ารับเงินก้อนนี้ไว้แม้แต่นิดเดียว หลีไห่ก็คิดเหมือนบิดา เขาผลักเงินกลับไปตรงหน้าเจียงโม่โฉว

            “นี่เป็นเงินที่อาหรงกับน้องเขยหามาอย่างยากลำบาก ฉันกับพ่อรับมันไว้ไม่ได้หรอก นายช่วยเอากลับไปคืนเธอเถอะนะ”

            “พวกพี่รับไว้เถอะครับ อาหรงกับต้าเฉียงตั้งใจส่งเงินก้อนนี้มาให้พวกคุณจริงๆ” เจียงโม่โฉวผลักซองเงินกลับ

            หลีไห่หยิบซองเงินขึ้นมาแล้วกลั้นน้ำตา “ถ้าอย่างนั้นฉันกับพ่อจะรับเงินก้อนนี้ไว้ และฝากบอกเธอด้วยว่าต่อไปไม่ต้องส่งเงินมาให้เราแล้ว ฉันกับพ่อดูแลตัวเองได้”

            “พี่ไห่ ขาของพี่เป็นยังไงบ้าง” เจียงโม่โฉวมองไปที่ขาของหลีไห่ “ผมคิดว่าขาของพี่สามารถรักษาให้หายได้นะครับ แต่พี่คงต้องเข้าไปผ่าตัดที่ปักกิ่ง”

            “ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก” หลีไห่ยิ้ม

            “พี่อยากรักษาขาของพี่ให้หายหรือเปล่า” เจียงโม่โฉวถาม

            “ถ้าฉันตอบว่าไม่อยากก็จะเป็นการโกหกตัวเองเกินไป คุณหมอที่โรงพยาบาลในเมืองก็เคยพูดกับฉันอย่างนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าถ้าฉันได้ไปผ่าตัดที่ปักกิ่ง ขาของฉันก็มีทางที่จะรักษาหาย แต่ปักกิ่งเป็นสถานที่แบบไหน ฉันไม่มีเงินมากพอที่จะนั่งรถไฟไปที่นั่นด้วยซ้ำ แล้วยังค่าผ่าตัดนั่นอีก คุณหมอบอกฉันไว้คร่าวๆ ว่าค่าผ่าตัดอาจจะมากถึงหนึ่งพันหยวนด้วยซ้ำ”

            “อีกไม่กี่วันพวกผมจะกลับปักกิ่งแล้ว พี่เสียนจื่อกับเสียนเจี๋ยก็จะตามพวกเราไปด้วย พี่กับลุงหานอยากไปปักกิ่งกับเราหรือเปล่าครับ”

            “ไปปักกิ่งกับพวกนายน่ะเหรอ?” หลีไห่ยิ้มให้เจียงโม่โฉว “ฉันขอบใจที่นายอยากช่วยเหลือฉัน แต่ฉันกับพ่อคงไปปักกิ่งกับนายไม่ได้หรอก เพราะเราไม่มีเงินเก็บสักหยวน”

            “ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดผมจะให้พี่ยืมก่อน”

            “ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ฉันกับพ่อมีรายได้แค่พอกินไปวันๆ ฉันไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนนายหรอก”

            “พี่กับลุงหานก็ไปทำงานกับผมสิครับ”

            “ไปทำงานกับนายเหรอ? นายยังเป็นนักศึกษาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” หลีไห่ถามอย่างสงสัย 

            “ผมกับพี่ต้าเฝิงร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งเพื่อเปิดโรงแรมท่ามกลางธรรมชาติ และยังมีรีสอร์ทสไตล์บ้านสวนเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสชีวิตแบบชนบท โดยจะให้พวกเขาเก็บผักเก็บผลไม้มาปรุงอาหารเอง เรายังต้องการคนงานอีกมาก ผมคิดว่าพี่กับลุงหานสามารถไปช่วยงานผมได้ อีกอย่างลุงหาน พี่ แล้วก็อาหรงจะได้ปรับความเข้าใจกัน พี่ไม่อยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหรอครับ”

            “ทำไมฉันจะไม่อยากให้เราสามคนพ่อลูกปรับความเข้าใจกันได้ล่ะ แต่ทำแบบนั้นจะรบกวนนายมากเกินไป” หลีไห่ลังเล

            “เธอ...เธอจะให้ฉันยืมเงินค่าผ่าตัดเจ้าใหญ่จริงๆ เหรอโม่โฉว ถ้าเจ้าใหญ่สามารถรักษาขาจนหาย ฉันจะทำงานให้เธอโดยไม่รับค่าจ้างเลยก็ได้” ลุงหลีหานพูดอย่างมีความหวัง เขามองไปที่ขาของลูกชายแล้วร้องไห้ “ฉันเป็นคนแก่ที่ใกล้ตายแล้ว แต่เจ้าใหญ่ยังต้องมีชีวิตอีกยาวไกล ถ้าเขากลายเป็นคนพิการไปจริงๆ ชีวิตเขาต้องลำบากกว่านี้แน่ อีกอย่างฉันกับเจ้าใหญ่จะไม่ไปรบกวนอาหรง ต่อให้เราเป็นหนี้เราก็จะทำงานใช้หนี้ด้วยตัวเอง”

            “คุณลุงครับ อาหรงกับต้าเฉียงไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งพวกคุณหรอกนะครับ ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณลุงกับพี่ไห่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากขนาดนี้ ผมคิดว่าอาหรงต้องดีใจมากแน่ๆ”

            หลีไห่คุกเข่าให้เจียงโม่โฉว “ฉันขอโทษกับการกระทำของฉันด้วยนะโม่โฉว ฉันเคยทำไม่ดีกับนายอยู่หลายครั้ง ทั้งยังเคยใช้แผนร้ายกับภรรยาของนายอีก แต่นายกลับดูแลน้องสาวกับน้องเขยของฉันอย่างดี ตอนนี้นายยังจะให้ฉันยืมเงินแล้วยังจะพาฉันไปผ่าตัดรักษาขาที่ปักกิ่งอีก บุญคุณนี้ฉันไม่รู้ว่าจะชดใช้ยังไงหมด”

            เจียงโม่โฉวรีบไปประคองหลีไห่ “พี่จะมาคุกเข่าให้ผมทำไม นี่มันไม่ใช่ยุคศักดินาแล้วนะครับ พี่รีบลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ ดีกว่า หรือว่าพี่อยากให้ผมถูกจับไปขังกันล่ะเนี่ย”

            “ไม่! ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น” หลีไห่รีบลุกขึ้นมายืนทันที “นายอย่าเข้าใจผิดนะ ฉันแค่อยากขอบคุณนายเท่านั้นเอง”

            “เอาเป็นว่าอีกสามวันเราจะเดินทางไปปักกิ่ง ถึงตอนนั้นพี่กับลุงหานเตรียมตัวให้พร้อมนะครับ” เจียงโม่โฉวพูดจบก็เดินออกจากบ้านไป

            “พ่อครับ มันคือเรื่องจริงใช่ไหมครับ” หลีไห่ถามบิดา

            “ทั้งหมดต้องขอบคุณอาหรงกับต้าเฉียง ที่โม่โฉวยื่นมือเข้ามาช่วยเราคงเพราะพวกเขาสองคนแน่ๆ” ผู้ใหญ่บ้านบอกกับลูกชายทั้งน้ำตา “พ่ออยากขอบคุณน้องสาวแกมากจริงๆ”

            “ใช่ครับพ่อ นอกจากขอบคุณโม่โฉวแล้ว ผมยังต้องขอบคุณน้องสาวกับน้องเขยด้วย ต่อไปผมจะปกป้องเธอและจะทำตัวให้ดีในฐานะพี่ชาย ผมจะไม่ยอมให้เธอขายหน้าเพราะมีพี่ชายแบบผมอีกแล้วครับ”

    คล้ายกับเรื่องท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน