คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 136 ซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลาน

           กู่เซี่ยนจวินพอใจกับสีหน้าของซูฉางอันในตอนนี้ไม่หยอก

            นางโบกมือเรียวผ่านหน้าของซูฉางอันไปหลายครั้งอย่างเรียกสติพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงได้ใจผสมกลั่นแกล้งขึ้น “คุณชายซู ท่านกำลังมองอะไรอยู่หรือ?”

            “หา?” ซูฉางอันสะดุ้งเฮือก แล้วกลับมาได้สติอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่าตนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ จึงหน้าแดงขึ้นมาทันที

            “เปล่า... ไม่มีอะไร...” เขาก้มหน้าลงต่ำ แล้วตอบกลับไป

            กู่เซี่ยนจวินนึกขึ้นในใจว่าท่าทางของซูฉางอันยามนี้ช่างน่ารักเหลือเกินแต่นางก็ไม่ได้พูดเปิดโปงเขา เพียงยื่นมือออกไปวางลงที่กลางฝ่ามือของซูฉางอัน แล้วกระซิบภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของอีกฝ่าย“ไปกันเถอะ คุณชายซู หากปรารถนาจะฟื้นฟูสำนักเทียนหลานให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งสิ่งที่เรากำลังจะเจอต่อไปนี้ ถือเป็นด่านแรกของเรา วางใจเถิด เซี่ยนจวินจะอยู่ข้างท่านเสมอ”

            ซูฉางอันสัมผัสกับความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือ...

            ในที่สุด หัวใจที่ถูกแช่แข็งนับแต่อวี้เหิงจากไปก็ปรากฏประกายความหาญกล้าขึ้นมาอีกคราเขาพยักหน้าให้กู่เซี่ยนจวินพลันชีวิตชีวาและความใสสะอาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาที่เคยเย็นยะเยือกคู่นั้น

            “ไปกันเถอะ” เขาบอกแบบนั้น จากนั้นก็ยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อผลักให้ประตูขนาดใหญ่ของโถงจัดงานเปิดออก แล้วจูงมือสตรีข้างกายก้าวเข้าไปอย่างเด็ดเดี่ยว

            บรรยากาศภายในโถงจัดงานครึกครื้นเป็นอย่างมาก

            เสียงจอแจดังกระหึ่มโถง แสงไฟสาดส่องไปทั่วแถมยังมีคนยกสุราและอาหารชั้นเลิศเข้ามาบริการไม่ขาดสาย หนุ่มสาวจับกลุ่มพูดคุยพร้อมกับดื่มสุราในมือแลดูสนุกสนานกันเหลือเกิน

            แต่มันก็สมควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้วนี่...

            คนพวกนี้ต่างก็ฝึกวิชาอย่างหนักเหมือนกันหมด...

            ไม่ว่าจะเป็นนักพรตหรือนักสู้ก็ตาม

            ในสายตาของคนทั่วไป อาจมองว่าคนเหล่านี้อยู่กับคมดาบและกระบี่แก้แค้นคนที่ทำให้แค้น ตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว แลดูเกรียงไกรเหลือเกิน

            ซึ่งในส่วนนี้ ความจริง ก่อนหน้านี้ซูฉางอันก็เคยอิจฉาพวกเขาอยู่เหมือนกัน

            กระทั่งได้ก้าวเข้ามาในโลกแห่งนี้ด้วยตัวเองถึงได้รู้ว่าความเกรียงไกรที่เห็น ต้องแลกมาด้วยการเพียรฝึกวิชาอย่างยากลำบากนับสิบปี...

            และแน่นอน ศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่ร่วมงานในครั้งนี้ก็เช่นกัน...

            พวกเขาผ่านการฝึกอันแสนหฤโหดมาถึงหนึ่งปีเต็มๆ แล้วเมื่อมีโอกาสได้พักผ่อนเพื่อหาความสุขเช่นนี้ มีหรือจะไม่กอบโกยให้เต็มที่

            แต่ก็แน่นอนว่าการดื่มกินอย่างเต็มที่ในตอนนี้เป็นเพียงของหวานเรียกน้ำย่อยในงานร้อยสำนักเท่านั้น ทว่าส่วนสำคัญจริงๆยังไม่ได้เริ่มขึ้นด้วยซ้ำ

            ในทุกๆ ปี งานนี้จะมีการประลองเพื่อชิงตำแหน่งในอันดับปฐพีเสมอ

            และดูเหมือนในวันนี้ เหล่าศิษย์ที่มีรายชื่อในอันดับปฐพีต่างก็มารวมตัวกันณ ที่แห่งนี้อย่างพร้อมหน้า และตามกฎที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด ศิษย์ทุกคนที่เข้ามาศึกษาในสำนักภายในเมืองฉางอันจนครบหนึ่งปีต่างมีสิทธิ์ในการท้าประลองยอดฝีมือในอันดับปฐพีด้วยกันทั้งสิ้น

            แน่นอนว่าการท้าประลองย่อมมีกฎข้อบังคับอยู่ กล่าวคือผู้ที่อยู่ในอันดับต่ำกว่าจะเป็นฝ่ายท้าประลองกับคนที่อยู่ในอันดับที่สูงกว่าขึ้นไปซึ่งผู้ที่ถูกท้าประลองจะปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาด หากไม่อยากสู้ก็ต้องยอมแพ้ไปแต่แม้ในกฎจะบอกไว้แบบนั้น ทว่าที่ผ่านมา กลับไม่เคยมีใครยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ขึ้นประลองแม้แต่คนเดียว

            อย่างไรเสีย สิ่งที่เหล่าศิษย์ปฏิบัติภายในงานร้อยสำนักย่อมส่งผลไปถึงหน้าตาของสำนักที่อยู่เบื้องหลัง แพ้ได้แต่หากแม้แต่ขึ้นประลองก็ยังไม่กล้า เช่นนั้นชื่อเสียงของสำนักจะเป็นเช่นไรในอนาคต สำนักเหล่านั้นจะอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปได้อย่างไร?

            อีกอย่าง การประลองและการจัดอันดับเช่นนี้ก็ถูกจัดขึ้นอย่างมีเหตุและผลที่สำคัญมาก...

            จะว่าไปแล้ว คนในแผ่นดินก็ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทเท่านั้นได้แก่คนในยุทธภพกับคนในพระราชสำนักนั่นเอง

            หากสามัญชนทั่วไปต้องการจะศึกษาหาความรู้ความสามารถเช่นนั้นก็มีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น

            ทางแรกก็คือการเข้าร่วมกับพรรคต่างๆ ทันทีที่เข้าร่วมกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุทธภพทันที

            อีกทางเลือกก็คือการเดินทางไปถวายตัวเป็นศิษย์ในสำนักชั้นนำ เฉกเช่นสำนักในเมืองฉางอันนั่นเองเช่นนี้ ก็เท่ากับการถวายตัวเพื่อรับใช้พระราชสำนักแล้ว

            แน่นอนว่ายุทธภพและพระราชสำนักไม่ได้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง คนในยุทธภพออกจากยุทธจักรได้ส่วนคนในพระราชสำนัก ก็ถอนตัวออกจากการเป็นขุนนางได้เช่นกัน

            แต่สำหรับคนส่วนมากที่เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนัก ในเมื่อเข้ามาแล้วก็ย่อมต้องการจะประสบความสำเร็จในทางนี้เป็นธรรมดา

            และเมื่อเป็นเช่นนั้น การจัดอันดับจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับพวกเขา

            กลับเข้าเรื่องอีกครั้ง...

            ที่อันดับเหล่านี้ถูกเรียกว่าอันดับดารา ก็เพราะนี่เป็นอันดับที่ราชสำนักสร้างขึ้นเพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ

            เหตุนี้ การจัดอันดับจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเหล่าศิษย์ที่ต้องการรับราชการและมีอนาคตที่ดีในแผ่นดินต้าเว่ย

            อันดับมนุษย์เป็นอันดับของเหล่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าศึกษาในสำนัก อันที่จริงแล้วนี่ถือเป็นการจัดอันดับชื่อเสียงของบุคคลเท่านั้น ซึ่งสำหรับศิษย์ที่มีฐานะยากจนอันดับนี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

            ส่วนอันดับท้องนภาเป็นอันดับของยอดอัจฉริยะที่จบการศึกษาแล้วมันเป็นอันดับที่ถูกจัดเอาไว้อย่างถาวร โดยไม่อาจโต้แย้งใดๆ ได้อีกส่วนเรื่องที่ว่าผู้อยู่ในอันดับจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำ ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวบุคคล

            ทว่าอันดับปฐพีนี้แตกต่างออกไป

            เพราะมันเป็นอันดับของเหล่าศิษย์ที่ยังไม่จบการศึกษาซึ่งหากถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ทางราชสำนักย่อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษอยู่แล้วเช่นนี้ เมื่อจบการศึกษา คนผู้นั้นย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่าคนทั่วไปมากโข

            เหตุนี้ ครั้งนี้ เหล่าศิษย์ใหม่ที่พอจะมีกำลังอยู่บ้างจึงเตรียมฝึกซ้อมมาอย่างดีด้วยต้องการจะชิงอันดับหนึ่งในอันดับปฐพีนั่นเอง ทางด้านเหล่าศิษย์เก่าที่ยังอยู่ในอันดับปฐพีก็เตรียมตัวอย่างหนักไม่ต่างกันด้วยหวังรักษาตำแหน่งเอาไว้ให้ได้ ทว่าในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการท้าประลองกับคนที่อยู่ในอันดับที่สูงกว่าเพื่อยกตัวเองขึ้นไปในอันดับที่สูงยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

            ดังนั้น แม้บรรยากาศภายในงานจะแลดูครื้นเครงและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเฉลิมฉลองทว่าคนที่กล้าดื่มกินอย่างเต็มที่จริงๆ ล้วนมีแต่คนที่รู้ว่าตนไม่มีหวังชิงตำแหน่งเท่านั้นแต่กับคนที่คิดจะขึ้นประลอง แม้จะดื่มกินอยู่บ้างแต่พวกเขาก็จะควบคุมตัวเองอยู่เสมอ กล่าวคือดื่มกินเพียงพอประมาณเท่านั้น

            การมาถึงของซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินไม่ได้เรียกให้เหล่าศิษย์ที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยหันมาสนใจแม้แต่น้อย

            เขาและกู่เซี่ยนจวินกวาดตามองไปรอบด้าน แต่กลับไม่พบกับร่างของผู้ที่ตามหาเลย

            “คงยังมาไม่ถึงกระมัง” กู่เซี่ยนจวินกล่าวขึ้น ทั้งมู่กุยอวิ๋นและตู้หงฉางที่ตายแล้วฟื้นล้วนเป็นศิษย์ที่ถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรกของอันดับปฐพีด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งคนเหล่านี้มักให้ความสำคัญกับการเปิดตัวเสมอเกรงว่าหากงานยังไม่เริ่มขึ้นอย่างแท้จริง พวกเขาคงไม่มีทางปรากฏตัวขึ้นแน่

            “อืม” ซูฉางอันก็คิดเช่นกัน เขารู้ดีว่าตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่ลับ ส่วนพวกตนอยู่ในที่แจ้งจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรอดูสถานการณ์ต่อไปเท่านั้น

            เขาพยักหน้ากลับไป และเตรียมจะเดินไปหาที่นั่งพร้อมกับกู่เซี่ยนจวินแต่ก็ดันมาพบว่า... ดูเหมือนตำแหน่งที่นั่งของแต่ละคนจะไม่ได้จัดขึ้นอย่างตามสบายเป็นเหตุให้พวกเขาไม่สามารถเลือกที่นั่งเองได้

            แม้งานในครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความครึกครื้นทั้งยังมีผู้คนเดินไปมาเพื่อพูดคุยกันอย่างตามสบายแต่ดูเหมือนตำแหน่งที่นั่งของแต่ละคนล้วนถูกจัดขึ้นด้วยความเข้มงวดมากทีเดียว

            ที่นั่งของเหล่าศิษย์จากแต่ละสำนักถูกจัดขึ้นตามลำดับของสำนัก เริ่มจากสำนักที่อยู่แนวหน้าไปจนถึงสำนักปลายแถวโดยที่นั่งภายในโถงจะเรียงยาวตั้งแต่ด้านในสุดมาจนถึงหน้าประตูซึ่งก็คือด้านนอกสุด ผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางโถง ซึ่งเป็นที่นั่งประธานน่าจะเป็นที่นั่งของสำนักจิงหลุนซึ่งเป็นผู้จัดงานส่วนที่นั่งรองลงมาอีกเก้าแห่งที่ยังว่างอยู่ น่าจะเป็นที่นั่งสำหรับสำนักแนวหน้าอีกเก้าแห่งที่ยังมาไม่ถึงนั่นเอง

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น พลันความกังวลเริ่มปรากฏขึ้นในหัวใจ ไม่ว่าอย่างไร สำนักเทียนหลานยังได้ชื่อว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเมืองฉางอันเมื่อคิดตามนี้ ที่นั่งของพวกเขาจึงควรจะเป็นที่นั่งทางฝั่งขวารองจากที่นั่งประธาน

            ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไรนักประสบการณ์ในงานหลอมดาวที่เขาได้สัมผัสเมื่อครั้งที่เพิ่งเข้ามาในเมืองฉางอันใหม่ๆทำให้เขารู้แล้ว ว่ายิ่งสูงมากเท่าไร ก็ยิ่งหนาวมากขึ้นเท่านั้น...

            ในตอนนั้น ขนาดอวี้เหิงยังมีชีวิตอยู่ สำนักอื่นๆ ซึ่งมีสำนักปาฮวงเป็นแกนนำยังกล้าบีบคั้นกดดันเขาถึงเพียงนั้นแล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ ...อวี้เหิงจากไปแล้ว สำนักเทียนหลานไม่มั่นคงอีกต่อไปแม้ในครั้งนี้ เขาจะเตรียมรับมือกับแผนต่างๆ ของสำนักปาฮวงมาบ้างแต่หากขึ้นไปนั่งในจุดนั้นจริงๆ ทุกคนต้องรู้แน่ว่าเขาเป็นใคร หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่ายังไม่ทันที่สำนักปาฮวงจะเริ่มลงมือเขาก็คงจะเจอกับปัญหาที่มากมายจนนับไม่ถ้วนเข้าเสียก่อน

            กู่เซี่ยนจวินเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังประสบในตอนนี้ดี เหตุนี้ นางจึงมองมายังซูฉางอันด้วยความกังวลเพียงครู่หนึ่งทว่าขณะที่นางกำลังจะกล่าวบางอย่างออกมา จู่ๆเรียวมือที่วางอยู่ในฝ่ามือของซูฉางอันก็ถูกบีบเบาๆ จากนั้น ชายหนุ่มก็จูงมือนางแล้วมุ่งตรงไปที่โต๊ะประธานเสียแล้ว

            ในที่สุด ผู้คนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็สังเกตเห็นทั้งสองแล้ว

            พวกเขาไม่ได้แปลกใจอะไรมากมาย เพียงเห็นว่าสตรีในชุดขาวช่างงดงามเหลือเกินจึงพากันมองตามร่างบาง และพูดวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของนางเท่านั้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ซูฉางอันเร่งบำเพ็ญตนและฝึกพลังอย่างหนักมาโดยตลอดมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะออกไปข้างนอก จึงมีคนรู้จักเขาเพียงหยิบมือเท่านั้นแต่กับกู่เซี่ยนจวิน นางเป็นถึงยอดอัจฉริยะที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจเหนือมนุษย์มนาแถมยังถูกยกย่องว่ามีพรสวรรค์ด้านกระบี่มากพอๆ กับมู่กุยอวิ๋นอีก นอกจากนี้ นางยังเป็นหลานของจิ้นอ๋องแห่งดินแดนทางเหนืออีกต่างหากเหตุนี้ จึงมีคนรู้จักนางเป็นจำนวนมาก

            และเมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางทุกคนจึงรู้ฐานะที่แท้จริงของชายที่กำลังจูงมือนางไปโดยปริยาย

            ศิษย์ที่พอจะมีวิสัยทัศน์อยู่บ้างล้วนทราบโดยทั่วกัน ว่าสำนักเทียนหลานอยู่ในสภาวะใดเมื่ออวี้เหิงจากไปเดิมที พวกเขาคิดว่าสำนักเทียนหลานจะไม่มาร่วมงานร้อยสำนักในครั้งนี้เหมือนกับที่ผ่านๆมาเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์เพียงคนเดียวของสำนักเทียนหลานผู้นี้จะมาร่วมงานอย่างเปิดเผยเช่นนี้

            ซูฉางอันจูงมือกู่เซี่ยนจวินไปจนถึงที่นั่งแห่งแรกถัดจากที่นั่งประธานท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของผู้คนในงานแล้วนั่งลงอย่างไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง...

            เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบบัตรเชิญออกมา จากนั้นก็ดีดนิ้วออกไปเบาๆเพียงเท่านั้น บัตรเชิญก็ถูกส่งเข้าไปในมือของศิษย์แห่งสำนักจิงหลุนผู้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกแล้ว

            “ไปเรียนผู้ดูแลสูงสุดของพวกเจ้าเสีย”

            “ซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลานมาถึงแล้ว!” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน