ท่านกุเวรเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักแต่ก่อนที่ท่านจะทันได้ไหวตัวรึทำกระไรเจ้ากระรอกจ้อยก็เริ่มบรรเลงเพลงแทะอย่างบ้าคลั่ง! หัวเล็กๆของมันสะบัดรัวราวกับไก่จิกข้าวเปลือกที่ติดเครื่องยนต์เร่งความเร็ว
ขาหน้าทั้งสองข้างของมันช่วยกันตะโบมส่งไม้เท้าทองพิฆาต เข้าปากอย่างรวดเร็ว ไม้เท้าที่ยาวร่วมเมตรค่อยๆหายวับไปในลำคอเล็กๆ นั่นราวกับฟางที่ถูกป้อนเข้าเครื่องสับหญ้าก็ไม่ปาน!
ท่านกุเวรได้สติในที่สุดท่านแผดเสียงตะโกนลั่นด้วยความตกใจ “หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
เจ้าจ้อยช่างแสนรู้มันหยุดมือทั้งสองข้างลงทันทีตามคำสั่งเป๊ะๆ แต่มันกลับใช้ขาหลังสั้นๆทั้งสองข้างถีบส่งไม้เท้าเข้าปากแทน! ปากของมันยังคงทำงานประสานกับฟันหน้าดังกร้วม! กร้วม! ไม่ยอมหยุด
“ข้าบอกให้หยุดมือไงเล่า!”ท่านกุเวรคำรามซ้ำด้วยความโมโห
ในจังหวะนั้นแม่หญิงจันทรา ก้าวออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ท่านกุเวรเจ้าคะ เจ้าจ้อยมันก็ฟังคำท่านแล้วนี่คะ ท่านสั่งให้หยุดมือ มันก็หยุดมือสนิทไม่ได้ใช้ออกแม้แต่นิดเดียว ท่านก็เห็น”
ท่านกุเวรหน้าเขียวหน้าเหลืองรีบเปลี่ยนคำสั่งทันที “หยุดตีนด้วย!”
เจ้าจ้อยยอมวางขาหลังลงอย่างว่าง่ายแต่มันยังคงก้มหน้าก้มตาจิกกินไม้เท้าทองที่เหลืออยู่ด้วยความไวปานสายฟ้าแลบจนไม้เท้าเริ่มกุดลงทุกที!คราวนี้นายท่านกุเวรถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าโดนแม่หญิงจันทราปั่นประสาทให้หลงประเด็นท่านจึงรีบแผดเสียงสั่งคำขาด “หยุดปากเดี๋ยวนี้!”
กึก!
เจ้าจ้อยหยุดกะทันหันมันรีบปาดคราบทองที่มุมปากแล้วเงยหน้าขึ้นมองท่านกุเวรด้วยท่าทางใสซื่อแก้มทั้งสองข้างบวมเป่งเพราะอมเศษทองไว้เต็มปาก สายตาของมันดูสับสนราวกับจะถามว่า“มีอะไรหรือครับท่าน?”
….
เมื่อท่านกุเวรมองดูไม้เท้าทองพิฆาตที่บัดนี้ไม่เหลือแม้แต่เศษซากท่านแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความอาลัยท่านจ้องมองเจ้ากระรอกตัวแสบด้วยดวงตาแดงก่ำ “ไอ้กระรอกจองหอง!เจ้ากล้ากินอาวุธคู่กายของข้าเชียวรึ รู้ตัวหรือไม่ว่ามีความผิดฐานใด!”
เจ้าจ้อยกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านมันค่อยๆ เคี้ยวเศษทองในปากอย่างใจเย็นจนละเอียดแล้วกลืนลงคอไปดัง อึกก่อนจะเช็ดปากอีกรอบแล้วเอ่ยถาม
“ท่านกุเวร...ท่านลืมคำสาบานที่ให้ไว้ต่อฟ้าดินแล้วหรือครับ? หรือว่าในฐานะเทพผู้ยิ่งใหญ่ท่านคิดจะกลับคำพูดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับคำสัตย์ของตนเอง?”
“ไม่มีทางหรอก...กฎแห่งสวรรค์นั้นเข้มงวดนัก หากสาบานออกไปแล้วย่อมมีตราประทับในข่ายอาคมเทพหากใครคิดริอ่านบิดพลิ้ว ทัณฑ์สายฟ้าจะฟาดลงมาให้ดวงจิตแตกสลายทันทียามศึกสงครามแต่เก่าก่อนก็มีผู้วิเศษหลายคนต้องจบสิ้นเพราะผิดคำสาบานมานักต่อนักแล้ว” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งพึมพำเบาๆ
สีหน้าของท่านกุเวรดูย่ำแย่เหลือทนท่านจะเอาเรื่องเจ้าจ้อยก็กลัวจะโดนฟ้าผ่าตายให้เสียเกียรติ แต่จะปล่อยไปเฉยๆก็ไม่ยินยอม! พังพอนม่วงคู่ใจก็เสียขาไปข้าง ไม้เท้าทองก็โดนแทะหายไปทั้งอันหากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คงโดนล้อไปชั่วลูกชั่วหลานแน่ๆ
ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว
ในขณะที่ท่านกุเวรกำลังสับสนวุ่นวายใจอยู่นั้นท่านก็รู้สึกเหมือนมีใครมาดึงๆ ที่ชายเสื้อพอดูลงไปก็เห็นเจ้าจ้อยกำลังเกาะไม้เท้าทองอีกอันที่เหลืออยู่แล้วพยายามดึงทึ้งอย่างสุดกำลัง!พอมันเห็นท่านก้มลงมามอง เจ้ากระรอกหน้าด้านนั่นยังกล้าฉีกยิ้มหวานให้อีก!
ท่านกุเวรแทบอยากจะพ่นคำหยาบออกมาให้ลั่นทุ่งแต่ในฐานะเทพผู้ใหญ่ต่อหน้าเหล่าคนมีวิชามากมายท่านจะทำกิริยาต่ำทรามไม่ได้เด็ดขาด
“เจ้าจะทำกระไรอีก!”ท่านกุเวรพยายามข่มอารมณ์ถาม
“ท่านกุเวรครับ ท่านนี่ขี้ลืมจริงๆ เลยนะ ท่านบอกว่าจะยกไม้เท้าทองให้ ผม กินแต่ไม้เท้าของท่านมันมาเป็นคู่ ผม กินอันแรกไปแล้วยังไม่อิ่มท้องเลยก็เลยจะขอรับอันที่สองไปเป็นของแถมหน่อยยังไงล่ะครับ” เจ้าจ้อยตอบหน้าตาย
“ว่ากระไรนะ!เจ้ายังจะเอาอันนี้อีกรึ!” ท่านกุเวรแทบอยากจะซัดมันให้กระเด็น
แม่หญิงจันทราก้าวมาสมทบ“ท่านกุเวร เจ้าคะ ใครๆ ก็รู้ว่าไม้เท้าทองพิฆาตนั้นต้องใช้เป็นคู่ในเมื่อท่านยกให้ไปอันหนึ่งแล้วจะเก็บอีกอันไว้คนเดียวมันก็ดูจะไม่สมบูรณ์และใช้งานไม่ได้ดีเหมือนเก่าหรอกนะเจ้าคะ”
พังพอนม่วงกระซิบข้างหูเบาๆ “นายท่าน...ข้าว่าไอ้ไม้เท้านี่มันกลายเป็นรอยด่างพร้อยของท่านไปแล้วขืนเก็บไว้ให้คนเขาเห็นเขาก็จะถามถึงอีกอันที่หายไป ท่านจะตอบอย่างไรล่ะขอรับ? จะบอกว่าโดนกระรอกแทะกินเหมือนหัวผักกาดอย่างนั้นรึ?สู้ตัดใจยกให้มันไปเสียเถอะอย่างน้อยคนเขาก็จะชมว่าท่านเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น”
“หุบปาก!เพราะแผนการบ้าๆ ของเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าเป็นแบบนี้!”ท่านกุเวรดุพังพอนคู่ใจเป็นรายต่อไป
แต่อย่างไรเสียท่านก็เข้าใจความหมายนั้นดี ท่านจึงกัดฟันกรอดปลดไม้เท้าอันที่เหลือเหวี่ยงใส่เจ้าจ้อย “เอาไปเลย! เอาไปให้พ้นหน้าข้า!”
เจ้าจ้อยกอดไม้เท้าไว้แน่นพลางหัวเราะร่า“ท่านกุเวร ช่างใจกว้างดุจแม่น้ำ! พี่พังพอนม่วง... แผนของพี่นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆได้มาครบทั้งสองอันเลย... เอ๊ย! ลาก่อนนะครับพี่!”
พูดจบเจ้าจ้อยก็กระโดดแวบเข้าไปซุกในอ้อมอกของแม่หญิงจันทราแล้วเริ่มแทะไม้เท้าทองคำดังกร้วมๆ ต่อทันทีแม่หญิงจันทราก้มลงกราบลาอย่างอ่อนช้อยก่อนจะพากันเดินหายเข้าไปในประตูสวรรค์
พอลับหลังพวกเจ้าจ้อยไปไม่นานเสียงคำรามด้วยความแค้นเคืองก็ดังสนั่นหน้าประตูสวรรค์! “ไอ้พังพอน!แกกล้าหลอกข้ารึ!” “นายท่าน! ฟังข้าก่อน ข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับมันนะ! โอ๊ย...อย่าตี... ไอ้กระรอกแสบ ข้าจะจองเวรเจ้าไปทุกชาติเลย! โอ๊ยยย!”
….
เมื่อผ่านพ้นประตูสวรรค์มาได้แม่หญิงจันทราก็ก้มลงเอ็ดเจ้าจ้อยเบาๆ “เจ้านี่มันแสบนักนะจ้อย นั่นมันอาวุธเทพนะเจ้ากล้าไปแทะกินเล่นแบบนั้นได้อย่างไรหากเกิดมันมีอาคมแรงกล้าหรือกับดักวิเศษขึ้นมา เจ้าจะไม่แย่ไปหรอกรึ? วันหน้าห้ามทำเรื่องเสี่ยงๆแบบนี้อีกนะ”
เจ้าจ้อยไม่ได้เถียงอะไรมันยุ่งอยู่กับการเคี้ยวไม้เท้าทองให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดเท่าเม็ดถั่วแล้วส่งให้แม่หญิงจันทราช่วยเก็บใส่ถุงไว้เผื่อกินเป็นขนมยามว่าง มันพยักหน้าหงึกๆรับคำสั่งนายหญิงอย่างว่าง่ายเพราะได้ของดีมาตุนไว้เพียบแล้ว
แต่ในใจของเจ้าจ้อยนั้นไม่ได้มีความกังวลเลยสักนิดเรื่องอื่นมันอาจจะไม่มั่นใจ แต่เรื่อง "ฟันหน้า" ของมันนั้นมันเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม!
จากการที่มันได้คลุกคลีกับเหล่าคนมีอาคมมาพักหนึ่งมันก็เริ่มมองออกแล้วว่า"น้าขาม"กระต่ายยักษ์ตัดต้นกัลปพฤกษ์บนดวงจันทร์ นั้นแม้ภายนอกจะดูเหมือนคนหาเช้ากินค่ำธรรมดา แต่ความจริงแล้วฝีมือและของวิเศษของเขานั้นเหนือชั้นกว่าเทพเฝ้าประตูพวกนี้ไปไกลโข!ขนาดขวานยักษ์ของน้าขามที่ฉายแสงเจิดจ้าและทรงพลังกว่าไม้เท้าทองนี่หลายเท่าในครั้งก่อนของเจ้าจ้อยมันยังเคยฝากรอยฟันและงับจนแหว่งมาแล้วนับประสาอะไรกับไม้เท้าทองคำแค่นี้!
จ้อยเคี้ยวเศษทองคำดังกร้วม พลางคิดในใจ... 'ไม้เท้าทองนี่รสชาติใช้ได้แฮะออกจะหวานๆ ติดปลายลิ้นเหมือนทองหยอดเลย!'