ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 42-2 (เล่ม 3): ยินดีต้อนรับสู่บ้านคุณธรรม2

            { ช่วงต่อไปของรายการใช้วิธีถ่ายให้เห็นกิจกรรมในค่ายในแต่ละช่วงเวลาตัดสลับกับการแนะนำตัวละครที่เป็นสมาชิกค่ายแบบเดียวกับดาวิกาทีละคนหลังจากทานอาหารเช้าในแต่ละวันตอนแปดโมง ลูกค่ายก็จะมาฝึกอบรมความรู้ด้านต่าง ๆเช่น กฎหมาย ระเบียบสภา เศรษฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศความมั่นคงทางไซเบอร์เบื้องต้น มีทั้งกลุ่มใหญ่และแบ่งกลุ่มย่อยตามตำแหน่งหรือกระทรวงที่สังกัด โดยเนื้อหาที่สอนก็มีความเฉพาะไม่ซ้ำกัน อย่างที่พิธีกรชายยกตัวอย่างว่าเคยมีการสอนเขียนโปรแกรมให้กับคณะทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ 

            ผมหาวฟอดใหญ่เป็นครั้งที่สามต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้การเมืองขนาดไหนถึงทนดูพวกเขานั่งประชุมกันได้หลายชั่วโมงขนาดคนที่เคยเป็นแอคติวิสต์อย่างผมยังรู้สึกเบื่อหน่าย แล้วประสาอะไรกับคนทั่วไป ผ่านมาตั้งหลายเดือนยังไม่คุ้นชินกับระบบการเมืองยุคนี้รู้สึกว่ามันมีความเป็นอุดมคติเกินไป ไม่เหมือนยุคผมที่จับต้องได้หลายเรื่องที่เพื่อนเล่าทำผมนิ่วหน้าอย่างไม่เชื่อรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพมายา อย่างในตอนนี้แทนที่เหล่าสมาชิกค่ายจะใช้เวลาพักทำความรู้จักชวนคุยเรื่องขำขันตามความชอบส่วนตัว ทุกวงสนทนากลับมีเนื้อหาสาระ พูดเรื่องหน้าที่การงานและการเมืองน่าฉงนว่านี่คือเนื้อแท้ของพวกเขา หรือทำเพราะถูกกล้องจับอยู่กันแน่ธรณีดูตั้งอกตั้งใจรับชม เขาวิจารณ์นักการเมืองบางคนเป็นระยะให้ผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

            เวลาสิบโมงเช้าสมาชิกค่ายจะรวมตัวกันในห้องโถงขนาดใหญ่อันโอ่อ่ามีแท่นฮอโลแกรมสำหรับวิดีโอคอลสามมิติกับข้าราชการระดับรองแต่ละกระทรวงที่ไม่ได้เข้าร่วมค่ายตอนพักเที่ยงก็ไปทานอาหารร่วมกันดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าหรูหรากว่าร้านอาหารบนห้างสรรพสินค้าทั่ว ๆ ไปนักบางคนใช้เวลากินแค่ 15 นาที แล้วก็มาทำงานต่อ

            “เราว่าคนนี้ขยันจริงไม่ได้สร้างภาพ เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ธรณีหมายถึงชายสูงวัยที่ชื่อ นรินทร์ดนย์ที่เพิ่งขอตัวลุกออกไป เขาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยครู่เดียวปิติวัฒน์ก็บังคับล้อวีลแชร์เคลื่อนตัวลงทางลาดตามไปติด ๆ ไม่ยอมน้อยหน้า

            “นายมั่นใจได้ไงตอนเขาอยู่บ้านคนเดียว อาจจะขี้เกียจ นอนตื่นสายก็ได้”

            “ในเมื่อพวกเราไม่ใช่พระเจ้าที่อ่านใจใครได้ตลอดเวลามีวิธีเดียวที่จะแยกแยะการแกล้งสร้างภาพจากตัวตนจริงคือการติดตามมนุษย์คนนั้นไปตลอดถ้านรินทร์ดนย์จะเสแสร้งโหมกระหน่ำทำงานหนักในชีวิตการเมือง 40 ปีที่ผ่านมาทุกวัน และยาวไปถึงวันที่เขาเกษียณจากชีวิตสาธารณะก็ไม่เป็นไรรึเปล่า ลองดูสิขนาดเข้าค่ายแค่ไม่กี่วัน ถึงครึ่งเดือนหลายคนก็ออกลายแล้ว” เพื่อนชี้แจง ฟังดูมีเหตุผล ผมเองก็เห็นด้วยเราไม่ควรกล่าวหาคนที่ทำดีว่าทำเอาหน้า เพียงเพราะเป็นนักการเมืองที่เราเกลียดและไม่ได้ติดตามเขามานานมากพอ

            “ท่านเชื่อไหมว่านโยบายประชาคมโลกของรมต.ปิติวัฒน์จะเป็นจริงได้” พิธีกรชายหันไปกระซิบถามคู่หูลุงของธรณีขยับแขนทำไม้ทำมือบนเวทีพร้อม ๆ กับกระซิบเบา ๆ ใส่เครื่องเอวีเอสอีสั่งล้อวีลแชร์หมุนหาผู้ชมรอบทิศคล่องแคล่วไม่ต่างจากการใช้สองขาเขากล่าวอธิบายแนวทางนโยบายประชาคมโลกของตนเองตอนเวลาบ่ายโมงพิธีกรทั้งสองนั่งแถวหลังสุด ในขณะที่นักการเมืองแถวหน้า ๆที่เหลือฟังอย่างใจจดจ่อ ชายชราชี้ไปยังแผนภาพการดำเนินงานที่แสดงเป็นกราฟสามมิติลอยในอากาศเขาบอกรายละเอียดวิธีดำเนินงานให้ทุกคนได้รับทราบและเปิดโอกาสให้วิพากวิจารณ์  ไม่ต่างจากที่ผมฟังมาหลายต่อหลายครั้ง

            “เป็นจริงได้ขอแค่เราต้องคาดการณ์ผลกระทบล่วงหน้า แล้วเตรียมรับมือและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับแค่นั้น” ศิวัฒน์หันมาพูดให้กล้อง “เราลองมาทำความรู้จักรมต. ท่านนี้กันให้มากขึ้นก่อนดีไหมครับ”

            ภาพตัดเข้าสู่วิดีโอการแนะนำตัวปิติวัฒน์ แบบเดียวกับสมาชิกค่ายคนอื่นรู้สึกเหมือนกำลังดูชีวิตดาราคนหนึ่งมากกว่านักการเมืองเพิ่งรู้ว่าชีวิตการเมืองของ ‘ตาโบว์ลิ่ง’ นั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ประวัติยาวเป็นพรืดปรากฏขึ้นเต็มจอจับใจความได้คร่าว ๆ ว่าเขาเริ่มเข้าวงการมา 45 ปี ผ่านพรรคต่าง ๆมามากพรรคแรกที่เขาเข้าร่วมอย่างพรรคโฮลิสติก (Holistic Party) ก็สลายตัวไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เขามีความเชี่ยวชาญหลายด้านเคยได้รับตำแหน่งสารพัดตั้งแต่หัวหน้าพรรค สส. รมช. ไปจนถึง รมต. ขาดก็แต่นายกฯซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่อยากเป็นเพราะไม่ถนัด เคยผ่านกระทรวงมาถึงเจ็ดกระทรวงด้วยกันเดิมวางแผนว่าจะเกษียณ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจกลับมาเล่นการเมือง

            “อะไรที่ทำให้ท่านหันกลับมาทำงานการเมืองค่ะ”พิธีกรหญิงยื่นไมโครโฟนไปจ่อปากปิติวัฒน์ อันที่จริงเป็นแค่สัญลักษณ์เพราะเสียงที่บันทึกจากเข็มกลัดบนเสื้อชัดแจ๋วอยู่แล้ว

            “เบื่อมั้ง”ชายชราตอบสั้น ๆ แล้วตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า อยู่บ้านเฉย ๆ มาปีหนึ่งภาระเรื่องลูกเรื่องหลานก็ไม่มีแล้ว ลองทำอะไรที่คนอื่นเขาเล่ามาก็ไม่เห็นสนุกเราท่องโลกเสมือนแบบที่เขาทำกันก็ไม่ค่อยเป็น อย่างมากก็ใช้ดูหนังสุดท้ายก็กลับมาเป็นแบบที่เราเคยทำมานี่แหละดีที่สุด รู้สึกว่านี่คือตัวตนของเรา”

            “นายไม่ได้ขอร้องให้ลุงลงสมัครใช่ไหม”ผมเปรยถาม

            “ต้องให้บอกกี่รอบเราไม่ได้พูดอะไรเลย แค่ถามว่าถ้าไกรลพออกจริงจะสมัครไหมลุงตอบรับทันทีเหมือนคิดมาล่วงหน้า” น้ำเสียงธรณีฟังดูขุ่นเคืองเล็กน้อยผมเลยไม่กล่าวอะไรต่อ ก่อนหน้านี้แค่อยากย้ำให้แน่ใจเฉย ๆว่าไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณเขา ธรณีไม่ใช่คนที่ยอมทำลายอุดมการณ์ตนเองเพื่อเพื่อนอยู่แล้ว

            ภาพบนจอตัดไปถ่ายให้เห็นบทสัมภาษณ์หนึ่งในอดีตพิธีกรชายกำลังซักไซ้หญิงสูงวัยรุ่นน้องปิติวัฒน์ซึ่งอายุห่างกันไม่มากตัวหนังสือที่ขอบล่างระบุว่าเธอชื่อ เนกษ์ แสงดารา เป็นรองหัวหน้าพรรคแมวพลัดถิ่น เธอเล่าว่าสนิทกับชายชรามาเกิน20 ปี

            “โบว์ลิ่ง มีข้อดีที่ เป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเขาจะคอยให้ผู้อื่นพูดให้จบก่อนเสมอ แต่มีข้อเสียอยู่บ้างที่เป็นคนหงุดหงิดง่ายบางครั้งเผลอระเบิดอารมณ์ออกมาถ้าไม่ได้ดังใจ” หญิงสูงวัยกล่าว

            ภาพตัดสลับไปอย่างรวดเร็วไปที่หญิงอีกคนน่าจะวัย 40 ต้น ๆ

            “เราเคยทำงานกับเขา อยู่แปดปีดูภายนอก เหมือนเขาจะรับฟัง แต่สุดท้าย เขาก็จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ”เธอกล่าว ชื่อ พิชญาภรณ์ ศิลาดี อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เขียนบนแถบล่างของหน้าจอฉับพลันนั้นภาพประกอบก็เปลี่ยนไปเป็นมุมมองจาก เครื่องเอวีเอสอีของพิชญาภรณ์ซึ่งคัดมาช่วงหนึ่งที่มีการขึ้นเสียงกันเล็กน้อยเกี่ยวกับความไม่ลงรอยของรายละเอียดนโยบายสีหน้าปิติวัฒน์โกรธอย่างเห็นได้ชัดขณะโต้แย้งคัดค้านการปรับนโยบายการคลังไปเป็นแบบขยายตัวในช่วงเวลาดังกล่าวมีข้อความแคปชันลอยอยู่มุมด้านล่างขวาของหน้าจอว่าขออนุญาตทั้งสองฝ่ายแล้วจากนั้นรายการก็วกกลับมาบทสัมภาษณ์เจ้าตัวต่อ

            จากการที่ดูมาสักพักผมจึงได้ข้อสรุปว่ารายการตั้งใจชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของสมาชิกแต่ละคนผ่านการประเมินรอบด้านทั้งจากตัวเองและผู้ร่วมงานในอดีต และปัจจุบันผมได้ยินมาว่าการยื่นเรซูเม่สมัครงานในยุคนี้จำเป็นต้องระบุประวัติส่วนที่ทำไม่สำเร็จในอดีตไปด้วยทั้งหลักสูตรที่เรียนไม่จบ ตำแหน่งงานที่เคยถูกปฏิเสธ การแข่งขันที่ตกรอบ ไปจนถึงทักษะช่ำชองที่หลงลืมถ้าบอกแต่ข้อดีของตัวเองจะถูกตั้งแง่ว่าเป็นคนหลอกลวงตั้งแต่แรกเพราะเชื่อว่าไม่มีใครบนโลกนี้เก่งเพอร์เฟกต์ทุกด้านทุกคนย่อมมีเรื่องที่ตนเองทำผิดพลาด โชคดีที่ซัมนิวส์ยึดหลักพิจารณาผลงานปัจจุบันมากกว่าอดีตจึงรับเข้าทำงานอย่างง่ายดาย หากต้องเขียนแจกแจงสิ่งที่เคยทำพลาดในอดีตตามจริงรายการความล้มเหลวของผมคงยาวเหยียดแซงหน้าความสำเร็จไปไกล เจ้าหน้าที่งานบริหารทรัพยากรบุคคลอาจเบือนหน้าหนีตั้งแต่แรกเห็นก็เป็นได้

            “ข้อดีของเราคือเป็นคนที่มีความตั้งใจ ทำอะไรต้องได้สำเร็จ ข้อเสียของเรา คือเรารู้ตัวเลยว่าเป็นคนที่ไม่เก่งเทคโนโลยี ยอมรับเลยว่าคุยกับคนรุ่นใหม่ ๆไม่ค่อยรู้เรื่อง ลูกเรายังเคยบ่นเรื่องนี้ให้เราฟังเลย” ปิติวัฒน์สัพยอกตัวเอง

            “แล้วข่าวลือที่ว่าท่านเคยไล่เลขาที่ท่านทำงานด้วยออกเพราะเขาทำให้ท่านไม่พอใจ เป็นเรื่องจริงหรือ” ศิวัฒน์จี้ถามชายชราทำท่านึกสักห้าวินาทีก่อนตอบ

            “ถูกบางส่วนเขาไม่ใช่ลูกน้องเรา แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นเราไม่ได้ไล่เขาออก เป็นแค่ข้อตกลงร่วมกันอธิบายยังไงดี พอเราทำงานด้วยกันแล้ว ค่อย ๆ พบความแตกต่างของอุดมการณ์มากขึ้นไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี หรือเราไม่ดีนะ แค่ไปด้วยกันไม่ได้แค่นั้นอย่างตอนนี้ที่เรารู้คือ เขาไปเป็นเลขาของ รองนายก ปวันรัตน์ แทนเขาก็แฮปปี้ดี เราก็ดีใจแทนเขาด้วย”

            “ฟังดูแล้วเรื่องนิสัยนี่ แต่ละคนพูดไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ นะครับ ฮ่า ๆ”พิธีกรชายสรุปให้คู่หูฟังหลังจากที่ปิติวัฒน์กลับเข้าห้องประชุมไปแล้ว

            “ค่ะ เราก็คงต้องรอดูกันยาวๆ” มาริกาพูดเหมือนธรณีเปี๊ยบ

             

            ช่วงสี่โมงเย็นเป็นเวลาของการพักผ่อนตามอัธยาศัยบางคนก็อาศัยเวลานี้กลับห้องพักงีบเอาแรง บางคนไปนั่งจิบกาแฟในสวนกล้วยไม้บางคนเลือกกินอาหารเย็นก่อนเพื่อนชาวค่าย บางคนตรงรี่ไปพูดคุยกับสื่อและประชาชนที่โทรมาสัมภาษณ์สด ชายคนหนึ่งวัย 50 ต้น ๆลูบหนวดของตนเองไปด้วยขณะตอบการสัมภาษณ์ ในขณะที่เคราโกนจนเหี้ยน เขาชื่อ ศตรรฆเป็นอธิการบดีกรมการปกครองผมขอเพื่อนกดข้ามช่วงประวัติการแนะนำตัวของชายผู้นี้ไปเลย

            “ตามสบายเลยเรารู้จักเขาอยู่แล้ว” ธรณีไม่ติดขัด ประหยัดเวลาฟังไปได้ตั้งสามนาที

            พิธีกรหนุ่มถามถึงกิจกรรมที่ทำในวันนี้แล้วยื่นยื่นไมโครโฟนจ่อปากชายเครางาม

            “เราวางแผนนโยบายเกี่ยวกับประชากรร่วมกับท่านปิติวัฒน์จริง ๆ ท่านก็มีแม่แบบอยู่แล้ว แค่เราคุยรายละเอียด ความเป็นไปได้”เขาบอกเสียงเนิบ ๆ

            “คืบหน้าไปได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้วครับ”

            “วันแรกได้ราวราว 50 เปอร์เซ็นต์ก็ดีใจแล้ว ยังพอมีเวลาอยู่” ศตรรฆเกาหนวดดกดำเหนือริมผีปากตนเองบางครั้งก็ขยุกขยิกเกาโน่นเกานี่ ไม่ประคองมาดแม้แต่น้อย

            “ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างที่มาเข้าค่ายนี้ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นครั้งแรกของท่านใช่ไหมค่ะ” ถึงตาพิธีกรสาวถามบ้าง

            “ใช่สิครับที่เห็นดูนิ่ง ๆ นี่จริง ๆ ก็ตื่นเต้นมากเลยครับเพราะไม่เคยออกทีวีที่มีผู้ติดตามชมมากมายชนาดนี้มาก่อน ตอนนี้กี่วิวละนะ”

            “ชมไลฟ์สดตอนนี้ก็ราว ๆ 3,000,000 คนค่ะ”

            “เราจะพยายามทำกิจกรรมของค่ายร่วมกันวางแผนนโยบายร่วมกับฝ่ายการเมืองให้ออกมาดีที่สุด คอยติดตามพวกเรากันนะจ๊ะ”ชายไว้หนวดทิ้งท้าย

            ผมทำตาปรือมาโดยตลอดการรับชมด้วยความเบื่อหน่ายโชคดีที่กิจกรรมช่วงสองทุ่มของทุกวันเป็นช่วงสันทนาการ ค่อยดูมีอะไรสนุก ๆให้ตาสว่างหน่อยสมาชิกชาวค่ายจะปลดปล่อยความเครียดที่สะสมกันมาทั้งวันด้วยกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งเล่นเกมวิ่งพลัดเล่นเกมใบ้คำ ตลอดจนรวมทีมกันเล่นฟุตบอลในโลกเสมือน ไม่ว่าจะแข่งกันเองหรือแข่งกับเอไอก็ตาม พอได้เห็นแต่ละคนหัวเราะอย่างสนุกสนานเฮฮาผมก็อดอมยิ้มไปด้วยไม่ได้

            การละเล่นละลายพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้นึกไปถึงกิจกรรมรับน้องที่เคยเห็นและฟังจากเพื่อนเล่าสมัยอยู่มัธยมปลายตอนนั้นปฐพีชักชวนผมไม่ให้เข้าร่วม เพราะบอกว่ามันทำลายความเป็นตัวตนและส่งเสริมระบบอำนาจนิยมทั้งที่จริงแล้วโรงเรียนของเราก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสขนาดนั้น อันที่จริงกิจกรรมทำนองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาและการควบคุมอารมณ์ทั้งหมดก็เพื่อปูทางให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นในอนาคตราบรื่นขึ้น อย่างน้อยก็เปลี่ยนให้เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นหนอนหนังสือคนหนึ่งในห้องยอมไปเข้ากลุ่มเตะบอลกับเพื่อน ๆ ได้สำเร็จพอผมเลือกติดสอยห้อยตามปฐพีเลยกลายเป็นว่าเราต้องปลีกวิเวกไปกินข้าวกันสองคนเช่นเดิมคิดแล้วก็เสียดาย ถ้าย้อนกลับไปได้คงไม่เลือกเส้นทางเดิมชีวิตผมอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้

            “ทำไมท่านทำหน้าแบบนั้น”พิธีกรสาวไปสัมภาษณ์ชายคนหนึ่งที่ชื่อธนากร ซึ่งกำลังยกขวดน้ำขึ้นดื่มแก้เหนื่อยผมอ่านตำแหน่งที่ปรากฏบนจอไม่ทันเพราะเขียนยาวเหยียดรู้แค่ว่าเป็นข้าราชการระดับสูงสักคนที่ทำหน้าบึ้งตึง

            “ก็เราไม่สนุกก็แค่แสดงออกตรง ๆ แค่นั้น เรารู้สึกว่ามันไร้สาระ”

            “แต่การเข้ากันกับผู้อื่นได้ก็เป็นทักษะที่สำคัญนะครับท่าน” พิธีกรชายยิงคำถาม

            “เล่นเกมด้วยกันราบรื่นก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานด้วยกันจะราบรื่นจริงไหม” เขาทิ้งท้ายด้วยข้อคิดก่อนลุกไปเล่นเกมต่อ ท่าทางขัดใจเหมือนโดนบังคับ

            พอถึงเวลา 22.00 น. สมาชิกค่ายทุกคนก็ได้พักผ่อนหลังผ่านกิจกรรมหลากรสชาติอันเข้มข้น และเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เห็นจะมีแค่ รมชสาธารณสุขคนใหม่ที่ชื่อ ‘พิชญ์ ปานกรอบ’ นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนจากแท็บเล็ตที่พกมาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน

            “ขอตัวไปนอนก่อนนะ”ผมบอกเพื่อน แล้วเตรียมจะลุก

            “เดี๋ยว ไหน ๆ แล้วดูให้จบสิ อีกแค่ชั่วโมงเดียวเอง ถ้ามีข้อมูลอะไรใหม่เกี่ยวกับนโยบายประชาคมโลกเราไม่เอาไปบอกท่านนะ” ธรณีดักทางไว้เรียบร้อย ผมจึงจำยอมเอนตัวลงพิงโซฟาอีกรอบ

            กิจกรรมในวันต่อไปก็วนเวียนอยู่ลูปเดิมตลอดสามวันสองคืน พิธีกรชายหญิงในวันถัดมาก็เปลี่ยนคน มีสองชุดสลับวันกัน ยิ่งผ่านไปหลายวันยิ่งมีคำถามเจาะลึกเกี่ยวกับนโยบาย และการดำเนินงานมากขึ้น

            “ทำไมพรรคแมวพลัดถิ่นไม่วางนโยบายเศรษฐกิจ”พิธีกรหญิงถามหยั่งท่าที รอบนี้เป็นหญิงวัย 40 ที่สวมแว่นเอวีเอสอีสีดำสนิทจนไม่เห็นดวงตาปิติวัฒน์อธิบายร่ายยาวอย่างช่ำชอง

            “เศรษฐกิจเป็นเพียงการกระจายรายได้แม้จะเป็นการท่องเที่ยวหรือพัฒนาอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม ก็เป็นแค่การกระจายรายได้จากคนร่ำรวยในประเทศอื่นเข้ามาหาประเทศตัวเองเท่านั้นสิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าคือการทำให้คนยากจนได้รับสวัสดิการโอกาสการใช้ทรัพยากรของโลกเทียบเท่ากับคนชั้นกลางก่อนและในอนาคตก็ต้องเทียบเท่ากันทุกคน เราคิดว่าระบบในตอนนี้ก็ดีพอตัวหากไปปรับอะไรโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน อาจจะเกิดผลเสียตามมามากกว่า”

            “แล้วท่านคิดอย่างไรกับที่ฝ่ายตรงข้ามที่โจมตีว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์”

            “อันที่จริงเรื่องการนิยามพวกนี้สำหรับเราเป็นแค่วาทกรรมแค่นั้นที่มองว่าคอมมิวนิสต์เท่ากับเผด็จการเท่ากับชั่วร้าย ยังไงเราก็ยึดถือประชาธิปไตยแค่มีความเป็นสังคมนิยมมากกว่าทุนนิยม”

             “ได้ยินว่าพรรคของท่านได้เขียนแนวคิดนี้ลงไปในบทเรียนหนึ่งในนิทานเรื่อง‘บ้านของฉัน’ ด้วย พอจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ได้ไหม”นักข่าวชายอีกคนถาม ดูอ่อนวัยกว่าพิธีกรหญิงอย่างเห็นได้ชัดผมเคยได้ยินคำนี้ครั้งแรกจากปากหลานชายของอิสรารู้แค่ว่าเป็นสื่อการเรียการสอนเรื่องการเมืองสำหรับเด็กตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยมเดาว่าเลือกใช้รูปแบบนิทาน และเรื่องเล่าง่าย ๆ เพื่อทำให้เยาวชนรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว

            “ได้สิ มีบ้านสามหลังซึ่งค้าขายแลกเปลี่ยนกันแต่ละหลังก็จะมีสิ่งจำเพาะที่ตัวเองผลิตได้ซึ่งเป็นที่ต้องการของอีกสองบ้าน อยู่มาวันหนึ่งไฟไหม้ไร่ฝ้ายของบ้านหลังแรกทำให้เอาไปผลิตเสื้อผ้าขายไม่พอ รายได้หลักลดลง บ้านอีกสองหลังก็ไม่ได้ช่วยเหลือกลายเป็นซื้อขายกันเองมากขึ้น ไม่ยอมซื้อเสื้อผ้าใหม่แม้รอยขาดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ บ้านหลังที่ถูกไฟไหม้จึงเปิดบ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทนบ้านอีกสองหลังที่รวยกว่าก็ยอมจ่ายเงินเพื่อมาเที่ยวชมความสวยงามบ้านหลังแรก สุดท้ายก็กลับมามีเงินเท่ากันทั้งสามหลังแล้วบ้านหลังแรกก็ปลูกรื้อฟื้นไร่ฝ้ายได้สำเร็จทั้งสามหลังจึงได้ใส่เสื้อผ้าที่ไม่ขาด ๆ แหว่ง ๆ”

            “อ้าว ก็จบได้ดีไม่ใช่หรือค่ะ”พิธีกรหญิงเผลอใส่ความเห็นตนลงไป

            “ใช่แต่ทำไมต้องเสียเวลานานขนาดนี้ วิธีการนี้จะจบลงได้เร็วขึ้นถ้าบ้านอีกสองหลังยอมเสียโอกาสให้บ้านอีกหนึ่งหลังตั้งตัวเพราะว่าภัยธรรมชาติหรือจะดีกว่าถ้าแบ่งปันทรัพยากรการใช้ทั้งหมดโดยไม่ต้องมีเงิน”

            ผมเบะปากหลังฟังจนจบคิดทบทวนสองรอบยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนิทานสำหรับเด็กได้ยังไง

            ช่วงบ่ายวันที่สามปิติวัฒน์ให้สัมภาษณ์สื่อว่าแผนการดำเนินงานนโยบายประชามโลกร่วมกับฝ่ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้ข้อยุติแล้วจึงเลือกใช้เวลาที่เหลือในค่ายเริ่มทำงานในฐานะรัฐมนตรี ผ่านการสั่งงานทางไกลการประชุมในโลกเสมือน และการลงพื้นที่บริเวณชายแดนผ่านการสวมร่างอวตารของตำรวจตระเวนชายแดนนิสัยบ้างานเหมือนหลานไม่มีผิด

            “แล้วท่านมั่นใจไหมว่ากฎหมายประชาคมโลกจะผ่าน”พิธีกรชายถาม

            “ก็มั่นใจระดับหนึ่งหลังจากออกค่าย เรากะว่าจะเสนอกฎหมายเข้าสภาเลยภายในหนึ่งสัปดาห์” ชายชราตอบได้ยินแบบนี้ค่อยใจชื้นหน่อย เขาว่าต่อ

            “ถ้าไม่ผ่านก็คงต้องทำงานทางความคิดให้เหล่าสส. กับประชาชนเพิ่มอีก เราตั้งเคโอไอไว้หนึ่งปี ยังพอมีเวลาจึงไม่กังวลมาก”

             

            คืนวันนั้นเวลา 20.00 น. ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เหล่าสมาชิกค่ายมารวมตัวกันในงานเลี้ยงส่งปาร์ตี้เฉลิมฉลองนี้จัดภายใต้งบประมาณจำกัดที่อยู่ในแผนตั้งแต่แรก เพื่อกำจัดข้อครหาว่าใช้ภาษีประชาชนอย่างสุรุ่ยสุร่ายมีอาหารมื้อพิเศษ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้องเพลงคาราโอเกะ เปิดฟลอร์เต้นรำทุกคนสนุกสนานกันสุดเหวี่ยงอย่างไม่ห่วงภาพพจน์ตนเองตาโบว์ลิ่งก็โยกตัวเป็นจังหวะบนวีลแชร์ในขณะที่ปลัดนรินทร์ดนย์เต้นพลิ้วจนผมอ้าปากค้างทึ่งในความสามารถของคนวัยใกล้เกษียณ มีแต่ธนากรที่นั่งจิบเบียร์เงียบ ๆอยู่คนเดียวที่มุมห้องเช่นเคย

            “ต่อไปจะมีเกมสนุก ๆให้ทุกท่านได้เล่นกันนะครับ มีชื่อว่า ‘Simon Says[1]’” คณะกรรมการค่ายคนหนึ่งประกาศต่อหน้าสมาชิกทั้งเก้าที่มายืนล้อมวง

            “นี่มันเกมสำหรับเด็กไม่ใช่เหรอ”ธนากรทักท้วง

            “เราก็เด็กอยู่นะ”สส.แย้มทำหน้าบ้องแบ้ว ทำเอาเพื่อนสมาชิกบางคนขำ ในขณะที่ธนากรเอามือก่ายหน้าผาก

            “เกมนี้ไม่เหมือนที่ทุกท่านเคยรู้จักจะเรียกว่าเป็นอีกเวอร์ชันก็ได้ครับ” คณะกรรมการชี้แจง

            จากนั้นวิดีโอก็ตัดไปอธิบายกฎกติกาไปพร้อมๆ กับการเล่นจริง ในแต่ระรอบคนที่เป็นหัวหน้าต้องออกมายืนด้านหน้าเปรียบเสมือนผู้บัญชาการที่สั่งให้คนที่เหลือทำตามอะไรก็ได้แต่มีเงื่อนไขว่าผู้เล่นมีสิทธิอุทธรณ์ให้โหวตค้านหากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดีถ้าเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ต้องหยุดการกระทำนั้น แล้วคนสั่งก็จะถูกข้าม[2]ในรอบต่อไปแต่ถ้าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งผู้เล่นที่อุทธรณ์ก็ต้องโดนลงโทษโดยถูกข้ามในรอบต่อแทนและคำสั่งที่สำเร็จแล้วต้องไม่ซ้ำรอบใด ๆ ก่อนหน้า

            ปลัดชราถูกสุ่มเลือกเป็นหัวหน้าเป็นคนแรกรอบต่อไปจะวนตำแหน่งหัวหน้าตามเข็มนาฬิกา

            “หันหน้ายิ้มให้คนที่อยู่ใกล้ท่านที่สุดหน่อยครับ”ปลัดชราใช้คำสั่งแบเบาะ ไม่หวือหวา ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

            “ถูกใจเลย ง่ายดี”ปิติวัฒน์บอกขณะหันไปยิ้มให้ธนากรจนเห็นรอยเหี่ยวย่นและตีนกาได้ชัด

            พอเล่นไปได้สักพักคำสั่งเริ่มยากมากขึ้นพร้อมๆ กับระดับแอล์กอฮอล์ในเลือดของแต่ละคนที่เพิ่มสูงขึ้น คำสั่งง่าย ๆก็ใช้ไปหมดแล้ว หลายคนถูกข้ามเพราะคิดคำสั่งไม่ทันเวลาที่กำหนด จากที่กล้าสั่งแค่ลุกนั่ง กระโดดตบ  โน้มตัวออกกำลังกายยกแขนชิดหู ทำมือเป็นวงกลม เริ่มลามไปสู่คำสั่งอย่างดื่มให้หมดแก้ว เต้นท่าอุจาดตาหรือกินอาหารแบบบาตรพระ ของคาวคลุกเคล้ากับของหวานลุงของธรณีได้รับการยกเว้นจากกรรมการเป็นกรณีพิเศษในบางคำสั่งที่ผาดโผนเพราะโรคประจำตัว

            “ทุกคนถอดเสื้อหมุนควงบนศีรษะ” ธนากรสั่งเสียงดัง ตอนนี้เขาเริ่มเมาได้ที่จนพูดมากดูเปลี่ยนเป็นคนละคน

            “ยังไม่เลิกสั่งแบบนี้อีกเหรอหมกมุ่นนะท่าน” ปิติวัฒน์ยกมืออุทธรณ์คัดค้าน

            “เอ้า ไม่ซ้ำนะรอบก่อนเราไม่ได้บอกให้หมุนควง” ธนากรหัวเราะคนเดียว คงลืมไปว่ารอบแรกก็ไม่สำเร็จจึงไม่ห้ามใช้คำสั่งเดิม แน่นอนว่าเสียงโหวตชนะไป 7:2 ทำให้ธนากรไม่ได้เป็นหัวหน้าในรอบถัดไปคลับคล้ายคลับคลาว่าตั้งแต่เล่นมาเขายังได้เป็นหัวหน้าแค่ 2 รอบ ผมยิ้มกริ่มอย่างสะใจทั้งที่รู้ว่ามีผู้หญิงเล่นอยู่ด้วยสามคนยังกล้าใช้คำสั่งคุกคามทางเพศเช่นนี้ช่างทำตัวน่าละอายยิ่งนัก

            จากการสังเกตการณ์ตลอด 30 นาที ผมพอจะตกผลึกความคิดได้อย่างหนึ่งคนที่จะได้เป็นหัวหน้าบ่อยที่สุดคือคนที่รู้ว่าทำแค่ไหนจึงจะพอดีต้องแกล้งคนอื่นอย่างไรให้ทุกคนยอมรับซึ่งพลวัตของเกมนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วย สังเกตจากช่วงแรก ๆที่มีคนยกมือค้านเต็มไปหมด คำสั่งเต้นแรงเต้นกาท่าพิสดารไม่มีใครยอมทำยกเว้นแต่ศตรรฆซึ่งเป็นนักเต้นเก่าเหมือนเป็นเกมสำหรับเด็กจริง พอผ่านไปถึงช่วงท้ายเกมสมาชิกเริ่มสนุกเมื่อเจอคำสั่งคล้ายกันอีกรอบ เสียงคัดค้านกลับไม่ถึงทำให้นรินทร์ดนย์ที่ทักท้วงโดนลงโทษข้ามการเป็นหัวหน้าในรอบถัดไปแต่ก็จะมีเพดานอยู่ หลายคำสั่งที่ไม่ว่าพูดซ้ำกี่ครั้งก็ถูกปัดตกเสมออย่างเอาแป้งละเลงหน้าคนข้าง ๆ ไม่ต้องพูดถึงการกระทำที่รุนแรงกว่านี้เต้นท่าแมงมุมสุดอุบาทได้รับเสียงโหวตค้านเป็นเอกฉันท์เกมยังสะท้อนนิสัยของสมาชิกค่ายได้ส่วนหนึ่ง อย่างนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คุณทนทานทรหดกับปิติวัฒน์เป็นคนที่ค่อนข้างประนีประนอมจะออกคำสั่งที่เหมาะกับสังขารของทุกคนที่ทำได้ซึ่งตรงข้ามกับอมรที่บ้าอำนาจชอบออกคำสั่งให้คนอื่นอับอายในขณะที่ธนากรหมกมุ่นแต่เรื่องเพศจะให้สมาชิกถอดเสื้อถอดผ้าอย่างเดียว

            “ครั้งนี้ดูสนุกสนานมากกว่าครั้งก่อนมากเลยครับท่านมาริกาเพราะว่าค่ายที่แล้วมีแต่คำสั่งง่อย ๆ แบบเด็กอนุบาลเล่นกันไม่สนุกเลยเพลย์เซฟตลอด” พิธีกรชายวิจารณ์ระหว่างรับชม

            “มันก็ขึ้นกับความร่วมมือของคนในกลุ่มด้วยว่าอยากเล่นแค่ไหนเรื่องนี้พูดยากค่ะ แต่เราไม่สามารถออกแบบเกมที่บังคับทุกคนโดยไม่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมคิด  อย่างพวกรูปแบบของการจัดค่ายนี้ก็มาจากความเห็นชอบของสภาในอดีตแล้ว ออกมาเป็น พ.ร.บ. ค่ายเตรียมความพร้อมบริหารประเทศ”พิธีกรหญิงกล่าวเสริม

            ถึงเกมนี้สมาชิกส่วนใหญ่จะดูสนุกสนานเฮฮากันความเป็นมาดผู้ดีลดลง เป็นคนธรรมดาสามัญมากขึ้น แต่ถ้าให้เลือกผมคงไม่เอาด้วย การเป็นคนใหญ่คนโตนี่ไม่น่าพิสมัยเอาซะเลย ถ้าต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นจริงขอเป็นเล่นกีฬาหรือเกมแนวสร้างสรรค์อ่อนละมุนมากกว่าตอนที่เป็นนักกิจกรรมผมก็ไม่เคยคิดที่จะลงสมัคร สส. เลยสักครั้งเป็นคนทำงานเบื้องหลังก็ดีอยู่แล้ว }

     


    [1]เกมที่ใช้กติกาการฟังและปฏิบัติตามคำสั่งโดยผู้เล่นจะต้องทำตามคำสั่งก็ต่อเมื่อคำสั่งนั้นขึ้นต้นด้วยวลี "SimonSays" เท่านั้น

    [2]Skip 

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน