หลังจากงานศพเสร็จสิ้น ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ก้องภพ ภัทราวดีกลับกับสารวัตรเมฆา เพราะบ้านไม่ไกลกันมาก ทนายธนาธิปก็ขับรถกลับคนเดียว เพราะบ้านอยู่กันละเส้นทาง ส่วนผมและอินทรกลับด้วยกัน ที่พักเราอยู่ถัดกันไปไม่ถึง 1 กิโลเมตร และแน่นอนว่าผมเป็คนขับ
“ย้ายมาอยู่กับฉัน”
ผมหันขวับไปมองเขาสลับกับมองถนน “คะ..ครับ?”
ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า เมื่อกี้เขาคุยกับผม แล้วบอกว่า...
เขาหันมามองผม “นายย้ายมาอยู่บ้านฉัน จะได้ตามเื่ฆาตกรสะดวก”
“เออ....ครับ!” ผมพยักหน้า
ณ บ้านพักอินทร
อินทรเดินนำผมเข้าไปในบ้าน เป็บ้านชั้นเดียว ไม่มีการแบ่งห้องที่ชัดเจน มีห้องน้ำ 1 ห้อง ห้องครัว 1 ห้อง แล้วที่เหลือก็เป็ห้องรวม คือห้องนอน และห้องนั่งเล่นคือห้องเดียวกัน
เตียงขนาดคิงไซส์ดูสะอาดสะอ้าน มีแค่โคมไฟหัวเตียง มีโซฟาอยู่มุมห้อง มีชั้นวางของที่มีรูปถ่ายของอินทรในชุดตำรวจประกบข้างด้วยชายหญิงคู่หนึ่ง น่าจะเป็พ่อและแม่ของอินทร
“เดี๋ยวฉันอาบน้ำก่อนนะ” อินทรบอกผม
“ครับ” ผมพยักหน้า
อินทรหยิบเสื้อผ้าในตู้แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
ผมนั่งลงที่โซฟา วางกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ข้าง ๆ โซฟา แล้วเอนหลังไปกับพนักพิง
เหนื่อยจัง เหนื่อยทั้งกายและใจเลย ไม่รู้ว่ามาโผล่ในโลกนิยายของตัวเองได้ยังไง แล้วยังมาเจอคนตายแบบเป็ ๆ อีก กลิ่นคาวเืยังติดจมูกอยู่เลย ตามพล็อตเื่ ถึงแม้ผมจะจำไม่ได้ แต่ถ้าให้เดา ผมว่าผมไม่น่าจะเขียนให้พิศาลตายนะ แต่ทำไมเขาถึงตาย ผมว่ามันต้องมีคนเขียนนิยายเื่นี้ต่อแน่ ๆ แต่ทำไมคนนั้นถึงทำให้ผมมาอยู่ที่นี่ได้ มันไม่มีเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ ผมต้องหาทางกลับโลกจริง ๆ ให้ได้ แต่จะทำยังไงดีล่ะ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือตัวกลางที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่
“ไปอาบน้ำสิ จะได้นอน”
ผมสะดุ้ง แล้วหันไปมองอินทรที่นั่งอยู่ปลายเตียงสวมกางเกงบ็อกเซอร์สีเทา และกำลังเช็ดผมอยู่
อินทรตอนที่ไม่อยู่ในชุดเครื่องแบบก็ดูดีไปอีกแบบ ผมเปียก ๆ แบบนั้น มีเสน่ห์ชะมัดเลย กล้ามที่แขน แล้วก็...ที่หน้าท้องอีก อิจฉาจัง
“รีบไปอาบสิ! ฉันง่วงแล้ว ฉันไม่ชอบอะไรที่เสียงดังในเวลานอน”
“ครับ!” ผมรีบหยิบเสื้อผ้าในกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที
20 นาทีผ่านไป
ผมเดินออกมาจากห้องน้ำสวมเสื้อยืดแขนสั้น กางเกงขาสั้น แต่ไม่ใช่บ๊อกเซอร์ เพราะผมยังไม่กล้าเปิดเผยขนาดนั้น
ผมมองไปที่เตียง เขาหลับไปแล้ว น่าจะเพลียมาทั้งวัน ผมเดินไปปิดไฟ แล้วเดินไปที่โซฟาเพื่อจะนอนเพราะมันเริ่มดึกแล้ว
“มานอนที่เตียง” จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น
“...” ผมหันไปมอง
“โซฟามันนอนไม่สบายหรอก” เขาพูดขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่ได้หันมามองผม แล้วเขาก็ขยับพลิกตัวหันหน้าไปที่ฝั่งหน้าต่าง
ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้น แล้วเดินไปที่เตียง ผมค่อย ๆ นั่งลงที่เตียงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ จังหวะเอนตัวลงนอนเหมือนกำลังหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ภายในห้องเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ผมพยายามเว้นช่องว่างระหว่างเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมหันไปมองแผ่นหลังของอินทรในเงาไฟสลัว ๆ เห็นไหล่ของเขาขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ นั่นหมายความว่าเขาได้เข้าสู่ห่วงนิทราไปแล้ว
แต่กลับเป็ผมต่างหากที่นอนไม่หลับ บางทีอาจเพราะคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ผมไม่เคยนอนเตียงเดียวกันกับใครมาก่อน ส่วนอินทรชิวมาก เหมือนเตียงนี้เป็ของเขาคนเดียว และผมก็เป็แค่เงาที่มาแชร์พื้นที่โดยไม่ได้รบกวนอะไรเลย ผมนอนนิ่งอยู่นาน จนกระทั่งหัวเริ่มตื้อและหลับในที่สุด
เช้าวันต่อมา
ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เพราะเหมือนกำลังถูกอะไรบางอย่างรัดรอบตัว และแน่นกว่าผ้าห่มเสียอีก
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
ภาพแรกที่เห็นคือแผ่นอกของใครบางคน ใกล้ขนาดที่แค่ขยับใบหน้านิดเดียวก็สามารถได้ยินเสียงหัวใจของคนนั้นได้ชัด และคนนั้นคืออินทร
“...”
อินทรกำลังนอนกอดผมเหมือนเป็เื่ปกติ ส่วนขาก็เกี่ยวทับขาผมไว้ ในใจะโลั่น
‘เวรแล้ว!!’
หัวใจผมเต้นกระหน่ำ ความตื่นตระหนกแล่นวูบขึ้นมาถึงอกอย่างควบคุมไม่ได้ ผมไม่เคยนอนกับใครมาก่อน ไม่เคยนอนแนบชิดแบบนี้ ไม่เคยอยู่ในอ้อมแขนของใคร ไม่แม้แต่จะคิดว่าจะต้องมาอยู่ในท่านี้กับอินทร แต่ผมก็ทำได้แค่นอนนิ่ง นิ่งยิ่งกว่าศพในคดีที่เราเจอเสียอีก
ผมพยายามหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นใจ แล้วค่อย ๆ ขยับตัวทีละน้อย ๆ เหมือนเล่นเกมหลบะเิ แต่ขยับไปนิดเดียว แขนของเขาก็รัดแน่นขึ้น จนใบหน้าผมแนบชิดกับแผ่นอกของเขา เขากอดแน่นเหมือนสัญชาตญาณของเขารู้ว่า บางอย่างกำลังจะหายไปจากอ้อมกอดนี้
“...” ผมหลับตาแน่นในความเงียบ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็ตัวละครในนิยายที่ไม่มีทางหนีออกจากฉากนี้ได้เลย มันใกล้เกินไป ใกล้จนไม่รู้ว่าจะวางใจ หรือควรจะหนี
ผมนอนนิ่งอยู่เกือบสิบนาทีในอ้อมกอดของอินทร พยายามหายใจให้เบาที่สุด แต่สุดท้ายอินทรก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา แวบแรกที่เขาเจอผม
“เฮ้ย!!”
“...”
อิทรรีบผละตัวเองออกทันที ลุกพรวดขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นขยี้หัวเหมือนจะไล่ความง่วงออกไป ส่วนอีกข้างยันเตียงไว้แน่น เหมือนคนเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองเผลอไปจับสายไฟเปลือย
“...” ผมรีบลุกขึ้นตาม ไม่รู้จะเอามือวางไว้ตรงไหน กอดอกก็แปลก ขยับตัวก็เหมือนคนมีพิรุธ
ดวงตาคม ๆ ของเขากวาดมองมาทางผม เขาดูสับสน
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเราสองคนถึงได้นอนอยู่ในท่านั้น” เขาพูดเสียงแหบเล็กน้อย
“ผม...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ตื่นมาก็เจอแบบนั้นแล้ว” ผมตอบเสียงเบา
“...” อินทรเงียบไปชั่วอึดใจ คล้ายกำลังเรียบเรียงความคิด สองคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น เขาถอนหายใจเบา ๆ เหมือนยอมรับความจริงที่ไม่เข้าใจ
“ขอโทษนะ” เขาพูดในที่สุด
“...” ผมเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้วแฮะ
อินทรพูดต่อ “ฉันคงเผลอไปกอดนาย แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็แบบนั้น”
“ไม่เป็ไรครับ เดี๋ยววันนี้ผมออกไปซื้อฟูกเพิ่มดีกว่า จะได้ไม่เกะกะกัน” ผมไม่กล้าสบตาเขาเต็ม ๆ แค่เหลือบมองผ่าน ๆ แล้วรีบเบือนหน้าหนี
เขานิ่งไปแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ “เอาแบบนั้นก็ได้”
ไม่มีใครพูดอะไรอีก เราสองคนต่างพยุงตัวเองลุกจากเตียงเหมือนคนเพิ่งผ่านสนามรบมาเมื่อคืน แต่ผมรู้ดีว่าสนามรบนั้น มันไม่ได้อยู่ข้างนอก มันอยู่ในใจ ในพื้นที่ระหว่าง ผมกับเขา ที่เริ่มแคบลงเรื่อย ๆ
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
หลังจากความกระอักกระอ่วนบนเตียงผ่านไปโดยไม่มีใครพูดถึงมันอีก ผมกับอินทรทำทุกอย่างเหมือนปกติ
ผมรู้สึกว่าผมเริ่มมองเขานานขึ้น เงียบลงเวลาที่อยู่ใกล้เขา และพยายามไม่เผลอยิ้มเมื่อเขาหันมามอง แต่เขายังคงเป็อินทรคนเดิม สุขุม เงียบ ขรึม และจดจ่อกับงาน
วิทยุข้างเอวดังขึ้นในเวลาราว 10 โมงเช้า เสียงสายจากฝ่ายประสานงานหน้าสถานีดังลอดออกมา
ต้นเสียง: แจ้งเหตุฆาตกรรมยกครัว ที่บ้านพักเขตชานเมืองครับ
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอินทรจะหันมาหาผม “ปะ”
ผมพยักหน้า
ผมขับรถ ส่วนอินทรนั่งข้าง ๆ เบาะหลังมีภัทราวดี หญิงสาวที่แม้หน้าตาจะดูอ่อนหวาน แต่สายตาเฉียบคมอย่างน่ากลัว
บ้านหลังเกิดเหตุอยู่ลึกเข้าไปในชานเมือง แถบนั้นเงียบสงบกว่าปกติ ต้นไม้ริมทางดูเหมือนจะโตเกินบ้าน จนให้บรรยากาศคล้ายถูกกลืน
รถเคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน ตำรวจท้องที่กั้นเขตเอาไว้แล้วเรียบร้อย กลิ่นบางอย่างโชยมาแต่ไกล ภัทราวดี อินทรและผมสวมถุงมือทันที ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน
ภายในห้องนั่งเล่นกลางบ้าน ศพ 3 ศพถูกวางกระจายกันอยู่ มีผู้ชายวัย 35 ปี ผู้หญิงวัย 33 ปี และเด็กหญิงวัย 7 ขวบ เืกระเซ็นตามพื้นห้องจากการถูกยิง
“...” ใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นศพและเืกองอยู่ตรงหน้า อีกครั้ง หลังจากศพของพิศาล
ภัทราวดีเริ่มตรวจสอบศพทีละคน อินทรก็สังเกตร่วมด้วย
“การยิง เป็ยิงแบบส่ง ๆ ผู้ร้ายไม่ได้ชำนาญขนาดนั้นค่ะ” ภัทราวดีกล่าว
อินทรพยักหน้า
ขณะที่ภายในบ้านถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ผมได้รับสายจากก้องภพเ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีที่ดูแลระบบภาพและข้อมูล ผมรับสายแล้วเปิดลำโพงให้อินทรได้ยินด้วย
ก้องภพ : เมื่อวานตอน 2 ทุ่ม มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทางหลังบ้าน ใส่เสื้อฮู้ด มีท่าทางรีบ ๆ กล้องเห็นไม่ชัด แต่พอ 3 ทุ่ม เขาเดินออกมาทางเดิมและมีปืนอยู่ในมือ ผมส่งภาพไปให้แล้วครับ
“โอเค” อินทรพยักหน้า
ผมเปิดแชตที่เด้งขึ้นมา แล้วเปิดคลิปภาพที่ก้องภพส่งมา แล้วหันไปให้อินทรดูด้วย
อินทร : ตรวจสอบชื่อเ้าของรถที่จอดตรงหัวซอยเมื่อวานสองทุ่ม…พร้อมทะเบียน
ก้องภพ: ครับ
ติ๊ด! วางสาย
ภัทราวดีกล่าวขึ้น “ไม่มีการข่มขืน ไม่มีร่องรอยล่วงละเมิด”
อิทรพยักหน้า
3 ชั่วโมงผ่านไป
ผู้ร้ายถูกจับกุม ขณะกำลังขับรถข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
ผมยืนมองผู้ชายวัย 31 ปีกำลังกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมกำแพงในห้องฝากขังเหมือนคนหมดหนทาง
ชื่อของเขาตามบัตรประชาชนคือ พงศกร หลังจากสอบสวนถึงได้รู้ว่าเขาฆ่าพี่สาว พี่เขยและหลานของตัวเอง จากปมที่พวกเขาซื้อบ้านด้วยกัน และซื้อในชื่อพี่สาว พี่สาวบอกว่าจะยกบ้านหลังนี้ให้เขาก่อนที่แม่จะเสียชีวิต เขาเป็คนหาเงิน และโอนให้พี่สาวจ่าย แม้แต่ตอนที่เขาตกงาน เขาก็ยังหาเงินมาจ่าย จนจ่ายครบ แต่เพิ่งมาทราบทีหลังว่าพี่สาวโอนบ้านให้ลูกตัวเอง โดยไม่บอกเขา และไล่เขาออกจากบ้าน เขาจึงเข้าไปเพื่อจะคุย และขอคำอธิบาย แต่พี่สาวปฏิเสธ เอาแต่ไล่เขา ทำให้เขาโมโหและควบคุมตัวเองไม่ได้ จนเกิดการยิง และที่น่าเศร้าที่สุด คือ เขาฆ่าหลานสาวที่ตัวเองรักมากที่สุด เพราะกลัวว่าหลานจะไปแจ้งความ
ผมมองชายคนนั้นไม่ใช่แค่ในฐานะคนร้าย แต่ในฐานะคนคนหนึ่งที่ถูกบีบจนมุม และเลือกผิด…ผิดที่ทำให้ไม่มีใครสามารถกลับมาได้อีกแล้ว
ผมเคยเขียนฉากฆาตกรรมมาหลายฉาก แต่ไม่มีครั้งไหนที่ผมรู้สึกว่าสิ่งเ่าั้มันเป็ของจริง แต่เคสของพิศาล และเคสนี้ มันทำให้ผมทั้งสับสน เจ็บ และจมอยู่ในสิ่งที่ผมไม่เคยเตรียมใจมาก่อน
“อย่าลืมว่านายคือตำรวจ ไม่ใช่นักเขียน” เสียงดังขึ้นมาจากข้าง ๆ ผมหันไปมองก็พบว่าเป็อินทร
“...” ผมสบตากับอินทร เขาไม่ได้พูดปลอบ แต่เขามองผมด้วยสายตาที่เห็นทั้งหมดโดยไม่ต้องพูดสักคำ
เขาพูดต่อ “ทำตัวให้ชิน เพราะข้างหน้าจะหนักกว่านี้”
“...” ผมพยักหน้าเบา ๆ ไม่ใช่เพราะผมพร้อม แต่เพราะผมรู้ว่าผมต้องเดินหน้าต่อ และเพราะผมอยากยืนอยู่ข้างเขา แม้ว่าตำแหน่งตรงนี้จะเต็มไปด้วยเื และน้ำตาก็ตาม