บรรยากาศของสวนดอกไม้ด้านหลังพลันกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ
ในบรรยากาศที่ฝืดเฝื่อน อวิ๋นฟานไห่พลันคิดขึ้นได้ว่า คนตรงหน้านี้ว่ากันตามหลักการแล้วก็เป็เ้านายของตน จะล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด
คิดได้ดังนั้นเขาก็รีบหาเื่คุย “ใต้เท้าอวี้ ‘โลกหล้าดั่งเหมันต์ แต่หัวใจแลิญญาเร่าร้อนตลอดกาล’ อะไรนั่นแม้พูดแล้วประหลาดนิดหน่อย แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฟังดูค่อนข้างพิเศษจริง ๆ
“แต่ท่านก็รู้ว่าข้าเป็เพียงโจรป่าหยาบช้า ไหนเลยจะเข้าใจความหมายของคำพวกนี้ ไม่ทราบว่าจะรบกวนให้ท่านช่วยอธิบายได้หรือไม่”
“อธิบาย...” อวี้โฉวกุยได้ยินแล้วจิตใจก็ผ่อนคลายลงชั่วขณะ
เงียบงันอยู่เนิ่นนานจนอวิ๋นฟานไห่แทบจะทนรอไม่ไหว ถึงค่อยได้ยินเขาพูดเนิบช้า “เ้าน่าจะรู้ว่า บุปผาบานย่อมเหี่ยวเฉา ใบไม้ย่อมต้องโรยรา กาลเวลาย่อมดำเนินไป เปลวเทียนย่อมมอดดับ ฟ้าดินอันรุ่งโรจน์ของพวกเรา มีเพียงหัวใจแลิญญาที่จะไม่มีวันท้อถอย ราวกับเพลิงที่โชติ่ ถึงจะส่องสว่างอยู่ในโลกหล้าได้ตลอดกาล”
เอ่ยประโยคนี้จบ อวี้โฉวกุยพยักหน้าให้อวิ๋นฟานไห่แล้วหันหลัง เดินพลิ้วจากไปท่ามกลางสายน้ำของทะเลสาบและดอกไม้บานสะพรั่ง
อบรมกันไปเช่นนี้อยู่ไม่กี่วัน วันนี้จู่ ๆ อวี้โฉวกุยก็บอกอวิ๋นฟานไห่ว่า “ท่านเทพยุทธ์ บากบั่นฝึกฝนมาสองสามวันจนค่อนข้างคล้ายคลึงแล้ว กระทั่งเสียงก็คล้ายมาก วันนี้ไม่มีการสอน ข้าจะพาเ้าไปพบคนผู้หนึ่ง”
“ผู้ใด” อวิ๋นฟานไห่ถามอย่างระแวงทันที “ต้องไปเจอใคร เป็ขุนนางมือปราบ หรือว่าขุนนางสูงศักดิ์”
“เ้าเห็นก็จะรู้เอง” อวี้โฉวกุยยิ้มอย่างลึกลับและไม่พูดมากความอีก
********
สถานที่ที่อวี้โฉวกุยพาอวิ๋นฟานไห่ไปนั้น คือแปลงดอกไม้ที่อยู่ทางใต้ของเมืองตงหัว นามว่า “สวนเมี่ยวเซียง”
สวนเมี่ยวเซียงมีขนาดกว้างใหญ่ ก่อสร้างตามรูปแบบหมู่บ้านริมน้ำเจียงหนานของเสินโจว กำแพงสีขาวกระเบื้องดำ ปูทางเดินด้วยหินสีเทา ให้ความรู้สึกงดงามและเงียบสงบ
เวลานี้เป็วสันตฤดูพอดี ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ดอกไม้ที่บานสะพรั่งภายในสวนเมี่ยวเซียงตัดกับกำแพงขาวกระเบื้องดำอย่างลงตัว
หอเมี่ยวเซียงมีบุปผชาตินานาพันธุ์ หากแต่มีต้นท้อมากที่สุด
ที่นี่มีต้นท้อมากกว่าพันต้นเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีหลากหลายพันธุ์ ผลิดอกเบ่งบานทั้งห้าสีใน่ฤดูวสันต์
อันที่จริงต้นท้อเพียงต้นเดียวก็มีส่วนให้ชื่นชมแล้ว เพียงแต่น้อยนิดเกินไป ต้นท้อที่ควรค่าแก่การชื่นชมโดยแท้จริงต้องอยู่รวมกันนับร้อยนับพันต้น ผลิดอกเบ่งบานทั้งห้าสี แข่งขันชูช่อ สดสวยราวเมฆมงคล ถึงจะเป็ทัศนียภาพที่เลิศล้ำจนกระทบใจผู้คนโดยแท้จริง
ว่ากันจริงจังแล้ว ความรู้ของอวิ๋นฟานไห่ก็ไม่ได้มากมายนัก อย่างไรเขาก็เป็เพียงหัวหน้าโจรป่าที่อยู่ไกลปืนเที่ยง มีสถานะผิดกฎหมายยังจะไปที่ไหนไกลได้ ฉะนั้นแม้จะมาจากป่าเขา แต่เขาจะเคยเห็นต้นท้อในลักษณะเช่นนี้ได้อย่างไร
ป่าท้อทางทิศใต้ของเมืองตงหัวใน่วสันตฤดูอวดโฉมตรงหน้าคนหนุ่มบ้านป่าผู้นี้อย่างสุดลูกหูลูกตา ปกฟ้าคลุมดิน
อวิ๋นฟานไห่มองดูทิวทัศน์อันงดงามราวภาพฝันจนแทบไม่วางตา
อวี้โฉวกุยเห็นเขานิ่งงันจนพูดไม่ออกก็หัวเราะ ชี้นิ้วไปด้านหน้า “นั่นไง คนที่จะพาเ้ามาพบวันนี้ อยู่ตรงนั้น”
อวิ๋นฟานไห่ได้ยิน ก็มองไปตามทิศทางที่เขาชี้อย่างทึ่มทื่อ
ท่ามกลางภาพอันสวยสดงดงาม อวิ๋นฟานไห่มองเห็นว่ามีดอกไม้สีชมพูเบ่งบานอยู่ในป่าท้อนั่น ช่างแจ่มจรัสราวเมฆมงคล
ขณะที่มองอยู่นั้น บังเอิญมีลมโชยอ่อนเข้ามา กลีบดอกไม้ปลิวว่อนเต็มฟ้า แล้วร่วงหล่นลงมาราวเกล็ดหิมะ ภายในนั้นมีผีเสื้อสายรุ้งเริงระบำอย่างปราดเปรียว แยกแยะไม่ออกชั่วขณะว่าตรงไหนคือบุปผาที่ร่วงหล่น ตรงไหนคือผีเสื้อเริงระบำ
อวิ๋นฟานไห่พลันเห็นดรุณีแรกรุ่นผู้หนึ่งในหมู่ผีเสื้อระบำกลางดอกไม้ลอยล่อง สวมชุดสีชมพูขาว กำลังหันหลังให้กับตน
แม้จะมองเห็นใบหน้าไม่ชัด ทว่าด้วยลักษณะของแผ่นหลังนี้ ก็อรชรสง่างามปานใดเปรียบแล้ว ขณะยืนตระหง่านอยู่ในบุปผาที่ลอยเต็มฟ้า ดูราวกับเมฆขาวคล้อยลงดิน ทั้งคล้ายกับเทพธิดาผู้สูงส่งลงมาจุติจาก์ชั้นเก้า บุปผาบ้างพลิ้วลอยบ้างร่วงหล่นรอบตัวอย่างเฉิดฉัน ช่างราวกับฉากภาพฝันมายา งดงามเป็เอก
อวิ๋นฟานไห่กลืนน้ำลายอย่างพลาดหวัง เมื่อแรกเห็นสาวน้อยผู้นี้
“ข้าเข้าใจแล้ว!” พอนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็หันมาพูดกับอวี้โฉวกุยเหมือนตื่นจากฝัน “วันนี้ท่านจะต้องสอนข้าให้ปกป้องสตรีอ่อนแอเป็แน่!
“โอ้! ใต้เท้าอวี้ขอรับ ท่านนี่เยี่ยมยอดจริง ๆ อุตส่าห์สร้างฉากอลังการ แถมยังเชิญเด็กสาวอรชรเพียงนี้มาแสดงด้วย!”
“อึก!” อวี้โฉวกุยขยับปากกำลังจะพูด แต่กลับถูกอวิ๋นฟานไห่ขัด “ใต้เท้าอวี้ ท่านไม่ต้องพูดหรอก ข้ารู้แล้วรู้แล้ว! มีบทบาทให้แสดง เป็ท่านผู้กล้าเทพยุทธ์ช่วยเหลือเด็กและสตรีสินะ... ขออภัยด้วย ข้าชำนาญบทนี้ที่สุด! ตอนนั้นที่อยู่ใน... ที่จริงก็คอยดูแลสตรีที่ชีวิตอาภัพมาตลอดทั้งปีอยู่แล้ว”
ยามเอ่ยถึงตรงนี้ อวิ๋นฟานไห่ก็กระโจนออกไปราวสายฟ้าโดยไม่รอให้อวี้โฉวกุยตอบกลับ
กระโจนสองสามครั้ง แหวกบุปผาร่วงหล่นเป็สาย อวิ๋นฟานไห่ก็มาถึงด้านหลังหญิงสาวชุดขาวผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
“แม่นาง!” เขายกแขนเท้าเอวสองข้าง “ข้าเทพยุทธ์รู้ว่าเมื่อครู่เ้าถูกอันธพาลพยายามเกี้ยวพา ช่างน่าเวทนายิ่งนัก แต่ไม่ต้องกังวล วันนี้มีข้าเทพยุทธ์แห่งแสงอยู่ ไม่เพียงจะปกป้องคุ้มครองเ้า ยังจะทวงคืนความยุติธรรมให้เ้าด้วย!”
เอ่ยจบ เขาก็หันหน้าไปมองซ้ายมองขวา ปากก็ยังะโต่อไปว่า “อันธพาลอยู่ที่ใด เ้าวิตถารมันอยู่ที่ไหน”
ะโออกไปสองสามรอบ หัวหน้ากองโจรเขาเฟยอวิ๋นผู้ขยันขันแข็งเป็ที่สุด พลันััได้ถึงลมเย็นะเืสายหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงร้องแหลม พุ่งมาทางท้ายทอยของตนอย่างเร็วรี่!