เมื่อพ้นประตูเมืองเข้ามา เซี่ยซูมี่ก็ต้องประหลาดใจ เพราะมีของขายมากมายละลานตา มีร้านขายของไม่แพ้ในเซินเจิ้นเสียด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเธอจะเจริญรุ่งเรืองเพียงนี้ ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ข้าวของมากมาย เลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย เธออยากจะเอาของมาทำการค้าในเมืองนี้เสียจริง
“ท่านอยากได้อะไรหรือไม่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่ถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้เธอและสามีกลายเป็จุดเด่นเลยทีเดียว อาจจะเพราะรูปร่างและหน้าตารุงรังของสามีเธอด้วย จึงทำให้ผู้คนต่างมองด้วยสายตาหวาดกลัว เขาไม่เคยคิดที่จะโกนหนวดโกนเคราบ้างหรืออย่างไรกันนะ เื่ผมยาวเธอพอจะเข้าใจได้ เพราะในยุคนี้ผู้ชายเองก็ไว้ผมยาวไม่แพ้สตรี เธอสังเกตเห็นว่าผมของสามียังดูดีกว่าผมที่แห้งแตกปลายของเธอเสียอีก
“ไม่ล่ะ เ้าเลือกซื้อของที่้าเถอะ” ซ่งเวยหลงเบื่อสายตาของชาวบ้านพวกนี้ ขนาดว่าตัวเขาตัดสินใจไว้หนวดเครามานานหลายปีแล้ว ผู้คนยังจำได้อยู่อีกหรือ
“ข้าอยากจะได้เสื้อผ้าใหม่น่ะเ้าค่ะ หวังว่าท่านจะไม่ว่าอะไร” เซี่ยซูมี่รู้สึกเกรงใจที่จะใช้เงินของสามี เพราะเธอไม่ได้เป็คนหาเงินมา หากเป็เงินของตัวเธอเองล่ะก็ เฮ้อ.....
“ตามที่เ้าเห็นสมควรเถอะ ข้าจะเดินอยู่ข้างๆ” ซ่งเวยหลงพูด เขาไม่คิดว่านางจะมีความเกรงใจถึงเพียงนี้ ปกติผู้หญิงกับของสวยๆ งามๆ ก็ย่อมเป็ของคู่กันอยู่แล้ว
เซี่ยซูมี่พยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็เดินร้านนั้นออกร้านนี้ เลือกเนื้อผ้าและราคาที่ดูยุติธรรมมากที่สุด จนเธอไปสะดุดใจกับชุดสีชมพูขาวชุดหนึ่ง แม้จะไม่ใช่เนื้อผ้าที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ผ้าหยาบ เป็ผ้าทั่วไปที่คนนิยมใส่กัน เธอเลือกสีชมพูขาว และสีเขียวขาว คิดว่าน่าจะเหมาะผิวคนผิวขาวอย่างเ้าของร่างนี้แล้ว
“ฮูหยินตาถึงที่สุดแล้วเ้าค่ะ ผ้าสองชุดนี้พึ่งจะตัดเย็บมาใหม่ ยังไม่มีหญิงงามในเมืองได้ไป ช่างเหมาะกับท่านจริง ๆ เ้าค่ะ” เด็กในร้านสังเกตดูว่าเซี่ยซูมี่ไม่ได้เลือกผ้าเนื้อหยาบเลยสักนิด เธอจะเลือกเนื้อผ้าที่พลิ้วไหว และใส่สบาย จึงคิดว่าน่าเป็คนมีเงินอยู่พอสมควร หากเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ก็คงจะเลือกจับแต่ผ้าเนื้อหยาบเท่านั้น แม้จะนึกหวั่นใจอยู่บ้างว่าฮูหยินผู้นี้จะไม่มีเงินจ่าย เพราะดูจากการแต่งตัวแล้วเหมือนขอทานก็ไม่ปาน แต่เมื่อได้มาเห็นผู้ที่ติดตามอยู่เื้ัเป็ต้องตาโต จะมีใครบ้างไม่รู้จักพรานหนุ่มผู้เก่งกาจผู้นี้
“ถ้าเช่นนั้นข้าเอาสองชุดนี้ รบกวนท่านด้วย” เซี่ยซูมี่ไม่ถามราคา เพราะเธอเข้ามาสอบถามราคาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนี้จะเป็การจ่ายเงินไม่ใช่ถามราคา
“ทั้งหมด 100 อีเปะเ้าค่ะ” คนขายยื่นถุงผ้าให้กับเซี่ยซูมี่ หญิงสาวรับมาพร้อมทั้งจ่ายเงินไป 1 พวง ซึ่งมีเงินอยู่พวงละ 100 อีแปะ
“นี่เ้าค่ะ ขอบใจมากนะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่ยื่นเงินให้คนขาย จากนั้นก็ยื่นถุงผ้าให้กับสามี เดินซื้อของฝ่ายชายควรจะเป็คนถือของให้ฝ่ายหญิงถึงจะถูก ซึ่งคนที่ถูกถุงผ้าจ่ออยู่ตรงหน้าแม้ว่าจะไม่เข้าใจในตอนแรก แต่สักพักก็เข้าใจ จึงยื่นมือเข้าไปรับถุงผ้ามาไว้กับตัว
“ต่อไปข้าคงจะต้องเย็บกระเป๋าสำหรับใส่ของเอง” เซี่ยซูมี่คิดถึงถุงผ้าลดโลกร้อนในยุคของเธอ จริง ๆ แล้วมันก็เป็ผ้าฝ้ายน่าจะเอามาให้แทนย่ามของยุคนี้ได้
“เ้าหมายถึงย่ามน่ะหรือ” ซ่งเวยหลงได้ยินหญิงสาวพูดฟังไม่ถนัดเท่าไหร่ เพราะเสียงคนะโขายของแข่งกับแสดงการแสดง ทำให้ทั้งสองต้องะโคุยกัน
“ม้าที่นี่ราคาแพงหรือไม่เ้าคะ” จู่ ๆ เซี่ยซูมี่ก็เปลี่ยนเื่คุย เพราะเมื่อเธอคิดว่าอาจจะเดินเท้ากลับบ้านทำให้รู้สึกขาอ่อนแรงขึ้นมาทันตาเห็น
“น่าจะหลายร้อยตำลึง” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ม้ามีแต่คนชั้นสูงเท่านั้นที่ใช้กัน ชาวบ้านธรรมดาๆ ทำได้เพียงเป็เด็กเลี้ยงม้าเท่านั้นแหละ
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาไว้ก่อนเถอะเ้าค่ะ ตอนนี้เราต้องไปหาซื้อเครื่องปรุงเสียก่อน” แต่แล้วเซี่ยซูมี่ก็ต้องผิดหวัง เพราะเครื่องปรุงที่มีขายนั้นมีเพียงเกลือเท่านั้นที่ใช้สำหรับชูรสของอาหาร แม้กระทั่งน้ำตาลก็เป็สิ่งที่หายาก
“แวะซื้อแป้งแล้วกลับกันเถอะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ซื้อข้าว และแป้ง อย่างละ 10 ชั่ง เธออยากจะซื้อมากกว่านี้แต่เกรงว่าจะเอากลับบ้านไม่ไหว
“้าอะไรเพิ่มอีกหรือไม่” ซ่งเวยหลงถามภรรยา ในตอนแรกเขาคิดว่านางน่าจะซื้อของเยอะกว่านี้ เพราะเห็นว่าเ้าตัวอยากจะเข้ามาในเมือง แต่เมื่อเห็นของที่หญิงสาวซื้อมาแล้ว มันดูไม่เหมือนคนอยากจะซื้อของเท่าไหร่ หรือจะเป็เพราะนางเกรงใจ ้าที่จะช่วยเขาประหยัด แต่เงินที่เขาขายกวางให้กับหลงจู๊ในวันก่อนได้ตั้ง 1 ตำลึงเงินเชียวหนา ยังไม่พออีกหรือ
“ไม่แล้วล่ะเ้าค่ะ เท่านี้ก็พอแล้ว” เซี่ยซูมี่ส่ายหน้า วันนี้เธอใช้เงินไปทั้งหมดเยอะพอสมควร ซื้อเสื้อผ้า 100 อีแปะ ข้าว 10 ชั่ง 50 อีแปะ แป้ง 10 ชั่ง 30 อีแปะ รวมเป็เงินทั้งสิ้น 180 อีแปะ เหลือเงินที่สามีให้มาอยู่ 820 อีแปะ ซึ่งไม่รวมกับเงิน 5 ตำลึงเงินที่เธอได้จากสินสอด ที่พ่อและแม่ไม่้าแม้แต่จะเปิดดู เซี่ยซูมี่ตั้งใจว่าจะเก็บเงินจำนวนนั้นเอาไปสร้างบ้านให้ดูแข็งแรงมากกว่านี้
เมื่อกลับถึงบ้านซ่งเวยหลงจัดการชำแหละกระต่าย 3 ตัวที่ติดในกับดัก เขาถลกหนังเพื่อเอาขนออก จากนั้นก็เอาเครื่องในออก แล้วนำไปให้ภรรยา ให้นางจัดการต่อไป เวลานี้เป็ยามเซิน (15.00-16.59 น.) เซี่ยซูมี่รีบทำอาหารสำหรับมื้อเย็นให้กับสามีและตัวเธอเอง เพราะเธอเริ่มหิวขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน
เซี่ยซูมี่นวดแป้งเพื่อทำซาลาเปากินกับน้ำแกงกระต่าย ส่วนเนื้อที่เหลือเธอนำไปหมักเกลือเพื่อคงสภาพของอาหารให้ได้นานมากที่สุด ตั้งใจว่าจะตุ๋นยาจีนใน่เช้า เมื่อทำอาหารเสร็จก็เรียกสามีให้มากินมื้อเย็นด้วยกัน
“ได้เวลากินมื้อเย็นแล้วเ้าค่ะ ข้าทำมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว” เซี่ยซูมี่ไม่รู้ว่าเรียกสามีในนามว่าอย่างไร ได้แต่แทนตัวเองกับเขาว่า ท่านกับข้า
“เ้าเรียกข้าว่าท่านพี่ได้แล้ว ข้าไม่ใช่คนอื่น” ซ่งเวยหลงพูดเสียงเรียบ ๆ เขาเบื่อสรรพนามที่ภรรยาเรียกเต็มทน ท่านอย่างนั้นหรือ เขาไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย เหตุใดถึงเรียกห่างเหินเช่นนั้น
“ก็ข้าไม่รู้นี่เ้าคะว่าจะเรียกท่าน..พี่ ว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ด้วย” เซี่ยซูมี่พูดออกไปตามตรง หากเป็หญิงอื่นคงอายม้วนเมื่อฝ่ายชายให้เรียกว่าท่านพี่ เพราะนั่นมันหมายถึงว่าพวกเขาทั้งสองได้เป็สามีภรรยากันจริง ๆ แล้ว
“ข้าอายุ 19 ปี หากว่าจำไม่ผิดเ้าเองก็น่าจะอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น เช่นนี้แล้วเห็นสมควรเรียกข้าว่าพี่ได้หรือยังเล่า?” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น นี่นางถึงกับไม่รู้ว่าเขาอายุเท่าไหร่เชียวหรือ
“ถ้าเช่นก็เรียกท่านว่าท่านพี่ก็ถูกแล้วล่ะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดลอยหน้าลอยตา ส่วนคนที่ถูกเรียกนั้นกลับหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เป็อะไรกัน นางเพียงแค่เรียกท่านพี่เท่านั้น มีสิ่งใดให้ต้องใ
“กินข้าวเถอะเ้าค่ะ ข้ารู้สึกปวดเมื่อยขาไปหมดแล้ว อยากจะนอนพักผ่อนเสียเต็มทน” เซี่ยซูมีพูดขึ้น เธออยากจะไปอาบน้ำแล้วนอนพักเสียที แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับเขา แถมตอนนี้ยังไม่หายไปไหนนั่งตาใสอยู่ตรงข้ามกับเธอด้วย แล้วคืนนี้จะนอนกันอย่างไรดี
“อืม” จู่ ๆ ซ่งเวยหลงก็หน้าแดง หูแดงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อภรรยาบอกว่า้าที่จะนอนพักผ่อน
เซี่ยซูมี่เองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป แต่จะให้แก่ตัวตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้ว จะให้เธอนอนกับสามีหน้ารุงรังเช่นนี้ก็คงต้องบอกเลยว่าเธอเองยังทำใจไม่ได้ แต่จะหาทางออกเช่นไรให้กับตัวเองดี
“อะ เอ่อ ข้ารู้สึกว่าเตียงนี่ไม่เหมาะที่จะนอนหลายคนเลยเ้าค่ะ ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่รู้สึกว่าวันนี้อากาศร้อนกว่าทุกวัน เพราะเธอและสามีในนามกำลังเหงื่อออกเป็เม็ดๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ
“เ้านอนบนเตียงเถอะ ข้าจะปูผ้านอนด้านล่างเอง” ซ่งเวยหลงพูดตัดปัญหา เขาไม่ใช่คนโง่พูดเช่นนี้มาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่อยากจะนอนร่วมเตียงกับตน เป็ไปไม่ได้เลยที่เตียงจะเล็ก เพราะก่อนที่จะแต่งงานตนได้ทำเตียงขึ้นมาใหม่ให้พอดีกับนอนสองคนได้อย่างสบายๆ
“ได้อย่างไรล่ะเ้าคะ ท่านเป็เ้าของบ้านสมควรที่จะนอนบนเตียง ส่วนข้านั้นจะลงไปนอนที่พื้นเองเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่เองก็ไม่ยอม เธอจะเอาเปรียบเขาได้อย่างไร วันนี้สามีเธอออกไปล่าสัตว์มา อีกทั้งยังต้องพาเข้าไปในเมืองอีก เขาสมควรได้นอนบนเตียงสิถึงจะถูก
“เ้าไปอาบน้ำเถอะ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้นพร้อมทั้งถือถ้วยชามไปล้างโดยไม่รอให้หญิงสาวพูดอะไรต่อ
เซี่ยซูมี่ได้แต่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ นั่งทบทวนว่าตนพูดสิ่งใดให้สามีไม่พอใจ แต่เมื่อคิดไม่ออกเธอจึงเดินไปยังห้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย ไม่ลืมที่เอาชุดที่ซื้อมาใหม่มาซักด้วย เมื่อเข้ามาในห้องอาบน้ำก็นึกถึงภายในห้องของตัวเอง เธอจำได้ว่ามีน้ำยาซักผ้าเพราะถึงแม้ว่าเสื้อผ้าจะส่งร้านซักรีด แต่พวกชุดชั้นในจำเป็ต้องซักเอง จึงมีน้ำยาพวกนี้ติดห้องเอาไว้บ้าง จากนั้นก็ลงมือซักชุดใหม่ที่ซื้อมา รวมไปถึงชุดที่ใส่ในวันนี้ด้วย
เมื่อจัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยก็เข้าไปภายในห้องนอน พบว่าชายหนุ่มปูผ้านอนเรียบร้อยแล้ว เขาไม่อาบน้ำหรอกหรือ หรือว่านอนรอเธอจนเผลอหลับไปแล้ว แบบนี้จะปลุกเขาขึ้นมาได้อย่างไรกัน
“ท่าน..พี่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่ยังไม่ชินที่จะเรียกชายหนุ่มว่าท่านพี่ แต่คนตรงหน้ากลับแน่นิ่งไม่ยอมตอบ
“ท่านพี่เ้าคะ ได้ยินข้าหรือไม่ ท่านจะไม่ลุกไปอาบน้ำก่อนหรือเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เขย่าแขนเขาเบาๆ เธอไม่มีวันยอมให้ชายหนุ่มลงไปนอนบนที่นอนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำโดยเด็ดขาด
“อือ” ซ่งเวยหลงลืมตา จากนั้นก็ขยี้ตาเบาๆ เดิมทีชายหนุ่มตั้งใจจะพักสายตารอหญิงสาวเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าหล่อนจะอาบน้ำนานถึงเพียงนี้ ทำให้เขาเผลอหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยด้วยซ้ำ
“ขอโทษที่ให้รอนานเ้าค่ะ แต่ข้าว่าท่านพี่น่าจะไปอาบน้ำก่อนค่อยนอน” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
ชายหนุ่มทำเพียงลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ ทำตามคำสั่งของภรรยา เดินตรงไปยังห้องอาบน้ำ ระหว่างที่ซ่งเวยหลงอาบน้ำอยู่นั้นเซี่ยซูมี่ก็เอาหมอนของสามีขึ้นไปไว้บนเตียง แล้วเอาหมอนของตัวเองลงมายังด้านล่างแทน ยังไม่ทันที่จะล้มตัวลงนอนเลยด้วยซ้ำ สามีในนามก็เปิดประตูเข้ามาเสียแล้ว
“เ้าจะทำอะไร” ซ่งเวยหลงหลังจากที่อาบน้ำแล้วความง่วงก็หายไปโดยสนิท เขาขมวดคิ้วสงสัยว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังจะทำอะไรกันแน่
“ข้าบอกท่านแล้วว่าจะนอนพื้นเอง เชิญท่านพี่ขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ไขข้อข้องใจให้สามี
“ข้าเป็ชายจะให้หญิงนอนที่พื้นแล้วตัวเองไปนอนบนเตียงได้เช่นไร อีกอย่างข้าบอกเ้าไปแล้วว่าจะนอนพื้นเอง รีบขึ้นไปนอนเสียเถิดอีกไม่กี่ชั่วยาวก็เช้าแล้ว” ซ่งเวยหลงพูดขึ้นอย่างเหนื่อยใจ
“ไม่ไปเ้าค่ะ ข้าจะนอนที่พื้นเอง” เซี่ยซูมีปฏิเสธเสียงใส
“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเ้าก็แล้วกัน”
“ว้าย”