เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ยี่สิบเก้า

     

    บทที่ ยี่สิบเก้า

     

    ท้องฟ้าใกล้เข้ายามเย็นย้อมเป็นสีส้มทองลำแสงสุดท้ายของวันทอดผ่านม่านเมฆเป็นประกาย รถม้าของพวกเขากำลังมุ่งสู่เมืองหลวงเสียงล้อไม้ที่บดลงบนพื้นถนนดังไปตามเส้นทางสายหลักค่อยเบาๆ ลงเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงพักม้าครั้งสุดท้ายก่อนที่กำลังจะเข้าสู่เจียงหนานฝุ่นจางลอยขึ้นคลอเคลียสายลมที่พัดผ่านจดรถม้าจอดสนิท

    ภายในรถม้าโม่เหวินหานเอนกายพิงพนักเบื้องหน้าคือหญิงหนึ่งเดียวในขณะเดินทางช่วงเวลาหลายวันมานี้นางทำตัวห่างเหินนิ่งเงียบมาตลอดทางใบหน้ารูปไข่แฝงแววครุ่นคิด นัยน์ตาดำสนิททอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับความคิดทั้งหมดของนางล่องลอยอยู่ที่อื่น

    “เจ้ามีเรื่องใดไม่สบายใจหรือ” เสียงทุ้มของโม่เหวินหานดังขึ้นทว่าผู้เป็นสนมของเขาเพียงหลุบตาต่ำ ไม่เอ่ยสิ่งใดตอบ

    ฮ่องเต้หนุ่มขมวดคิ้วเป็นปมอีกครั้งนางเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ออกจากซุ่ยหยวน เดิมทีในช่วงแรกที่เข้าวังนางแสดงออกว่าไม่ชอบเขาซึ่งเข้าใจได้แต่หลังจากที่ซุ่ยหยวนเรื่องราวกับดูเปลี่ยนไปนางเริ่มลดระยะที่ชอบว่างตัวห่างเหินให้เหลือน้อยลง ทว่าสิ่งนั้นจู่ๆ ก็กลับมาอีกครั้งในความเงียบกลับมีระลอกอารมณ์ที่ตัวเขาจับต้องได้

    โม่เหวินหานทอดสายตามองมือนางที่วางอยู่บนตักมือเรียวนั้นกำกระโปรงแน่น แม้นางจะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกทว่าไม่อาจเล็ดลอดสายตาฮ่องเต้เช่นเขาได้

    นับจากเรื่องของเซี่ยอ๋องเขาทราบว่าความคิดของนางเริ่มเปลี่ยนไปเพียงแค่นางมิได้พูดสิ่งใดออกมา อีกทั้งไม่ว่าจะสอบถามเช่นไรนางก็เพียงหลบสายตาบ้างตอบเบี่ยงประเด็นบ้างคล้ายไม่อยากเผชิญหน้า

    เมื่อขบวนม้าถึงจุดพักม้าเขาจึงตัดสินใจว่าไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ให้ยืดเยื้อต่อไปในเมื่อนางไม่ตอบร่างสูงก็กระโดดลงจากรถม้าแล้วเรียกคนสนิทมาคุย

    “ฝ่าบาท” เจียงเจียค้อมศีรษะคารวะพลางมองผู้เป็นนายด้วยแววตาสงสัย“ทรงมีเรื่องใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานถอนใจก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เจ้าเคยเห็นสตรีโกรธโดยไม่พูดสิ่งใดหรือไม่”

    เจียงเจียกะพริบตาปริบๆเขารู้ดีว่าเป็นเหตุการณ์ของผู้เป็นนายที่กำลังมีความตึงเครียดไม่รู้ด้วยเหตุผลใด “กระหม่อมยังไม่เคยมีภรรยาฝ่าบาทโปรดให้ประทานอภัย”

    โม่เหวินหานยกมือกุมขมับก่อนจะนวดเบาๆ“ช่างเถอะแล้วเจ้าพอจะมีวิธีใดทำให้นางเปิดใจหรือไม่”

    องครักษ์หนุ่มขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงลังเล“กระหม่อมไม่สามารถจริงๆพระองค์ไม่ลองปรึกษาผู้มีภรรยาหรือศึกษาตำราเกี่ยวกับสตรีดูพ่ะย่ะค่ะ?”

    ฮ่องเต้หนุ่มเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยให้ปรึกษาคนมีภรรยาก็เท่ากับปรึกษาคนนอกแค่แบกหน้ามาปรึกษาองครักษ์ข้างกายก็แบกหน้ามาพอแล้วแต่ประโยคหลังนั้นฟังดูเข้าเค้า “ตำราสตรี?”

    “พ่ะย่ะค่ะในหัวเมืองใหญ่ย่อมมีร้านหนังสือ คืนนี้ขบวนย่อมผ่านก่อนถึงเมืองหลวงอาจลองแวะศึกษาดู”

    โม่เหวินหานครุ่นคิดไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้าๆ “ก็ดี เช่นนั้นเมื่อผ่านเจียงหนานเราจะแวะไปในย่านการค้าเสียหน่อย”

    ท้องฟ้ายามกลางคืนไร้ความร้อนแรงเหลือเพียงแสงจันทร์สลัวกระทบกระเบื้องสีครามของหัวเมืองใหญ่‘เจียงหนาน’ เมืองศูนย์กลางการค้าอีกแห่งของจินหยางเมืองนี้รุ่งเรืองด้วยสินค้าหรูหราและสำนักศึกษามากมายอีกทั้งเป็นดินแดนที่เหล่าปัญญาชนและพ่อค้าต่างหลั่งไหลเข้ามาก่อนจะผ่านเข้าไปเมืองหลวง

    ขบวนเสด็จของฮ่องเต้ที่กำลังเดินทางอย่างลับๆมาถึงเจียงหนานในช่วงยามซวีถนนหลักของเมืองยังเต็มไปด้วยพ่อค้าและชาวบ้านที่ออกมาเดินซื้อของหลังตะวันตกดินโม่เหวินหานออกคำสั่งให้เตรียมที่พักชั่วคราวโดยไปยังโรงเตี๊ยมใหญ่ของเมือง

    หลังจากที่ขบวนเสด็จเข้าที่พักเป็นที่เรียบร้อยซึ่งโดยปกติโม่เหวินหานจะไม่ค่อยออกนอกขบวนโดยไม่จำเป็นครั้งนี้พอเข้ามาในห้องพักเขากลับมองไปยังเจียงเจียก่อนเอ่ย “ตามเรามา”

    เจียงเจียขานรับอย่างรวดเร็วอย่างรู้กันทั้งสองเปลี่ยนชุดตัวใหม่แล้วหลบออกจากโรงเตี๊ยมอย่างเงียบๆไปยังย่านการค้าของเมือง ไม่นานก็พบร้านหนังสือแห่งหนึ่ง

    ร้านหนังสือเหวินซูแห่งนี้ดูเป็นร้านหนังสือเก่าแก่มีตำราทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และโคลงกลอนถูกจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในชั้นไม้สีเข้ม กลิ่นกระดาษเก่าโชยอ่อนๆเมื่อลมพัดผ่าน ด้านหน้ามีชายเลยวัยกลางคนแล้วเป็นชายเครายาวเขากำลังตรวจบัญชีอยู่หลังโต๊ะไม้

    เมื่อเห็นบุรุษสองคนก้าวเข้ามาสายตาคมของเขาก็จับจ้องพวกเขาอย่างพิจารณา “คุณชายทั้งสองต้องการตำราแบบใดหรือขอรับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    โม่เหวินหานไม่อ้อมค้อมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“เราต้องการตำราที่ใช้ศึกษาจิตใจของสตรี”

    หลงจู๊ของร้ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเข้าใจแล้วส่งยิ้มให้คนหนุ่ม “ท่านมาถูกที่แล้วขอรับ” เขากล่าวพลางลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปในร้านจนเกือบเป็นชั้นสุดท้าย“หนังสือเกี่ยวกับสตรีมีหลายประเภท ขอถามให้แน่ชัดท่านต้องการศึกษาด้านใดเป็นพิเศษ?”

    เจียงเจียที่ยืนอยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะกระแอมเบาๆ เพราะแม้แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าผู้เป็นฮ่องเต้ต้องการอะไรแน่ส่วนโม่เหวินหานที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เรื่องอารมณ์และความคิดของสตรี”

    หลงจู๊หัวเราะเบาๆแล้วหยิบหนังสือออกมาหลายเล่ม “เล่มนี้‘จิตใจสตรีเสมือนสายน้ำ’ กล่าวถึงการเอาใจใส่ถึงความละเอียดอ่อนและอารมณ์แปรเปลี่ยนของสตรี” เขาวางตำราลงบนโต๊ะ “ส่วนเล่มนี้ ‘กฎแห่งห้องหอ’ กล่าวถึงจารีตของหญิงสูงศักดิ์และวิธีทำให้สามีภรรยาอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น”

    โม่เหวินหานหยิบขึ้นมาดูหน้าปกชั่วครู่ขณะที่หลงจู๊ยังกล่าวต่อ“เล่มนี้ ‘บทสนทนาแห่งบุปผา’ เป็นบันทึกของขุนนางผู้มากประสบการณ์เกี่ยวกับการสนทนากับสตรีในวังหลัง”

    ดวงเนตรของฮ่องเต้กวาดมองหนังสือเหล่านั้นทั้งหมดในมือหลงจู๊ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ“เราซื้อทั้งหมด”

    หลงจู๊ชะงักไปเล็กน้อยเขาพึ่งแนะนำไปเพียงสามเล่มแต่บุรุษเลือดนักรักผู้นี้นอกจากจะไม่ต่อรองราคายังจะเหมาทุกเล่มที่เขาหยิบมาอีกแม้จะงุนงงแต่ก็รีบพยักหน้าด้วยความยินดีจากนั้นจึงสั่งให้คนงานของร้านห่อหนังสือทั้งหมดใส่กล่องทันที

    เจียงเจียส่งเงินให้หลงจู๊โดยไม่อิดออดก่อนรีบหิ้วกล่องหนังสือออกจากร้านจากนั้นจึงเดินถือกล่องหนังสือตามมาข้างๆก่อนเหลือบมองเจ้านายของตนแล้วกลั้นยิ้มไว้ ‘ดูเหมือนฮ่องเต้จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ไม่น้อย’

    หลังจากรีบเดินกลับมายังโรงเตี๊ยมขณะก้าวเข้าลานด้านในที่พวกเขาจ่ายเช่าไว้ทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัวโม่เหวินหานเหลือบไปเห็นหลิวชิงเซียงพอดีเขาพลันชะลอฝีเท้าลงส่วนนางที่ยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใบหน้านิ่งสงบหากแต่ทันทีที่เหลือบมาเห็นชายหนุ่มก็ผินหน้าหนีเดินหายเข้าห้องทันที

    ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกรอไม่ได้! คืนนี้เลย! เขาจะต้องเร่งเปิดอ่านตำราพวกนั้นดูโม่เหวินหานคว้าเอากล่องไม้เดินตามหายเข้าไปในห้องเดียวของหญิงสาวแม้ว่าทั้งสองจะอยู่ร่วมห้องกันมาตลอดแต่ในห้องใหญ่จะมีห้องเล็กแยกสำหรับข้ารับใช้ที่คอยอยู่ยามและนางก็เลือกที่จะหลบเข้าไปในห้องเล็กนั้นตลอด

    ความรู้สึกอึดอัดเช่นนี้ทำให้เขาอยากจะให้นางกลายเป็นสนมที่เข้าหาและยั่วยวนให้ฮ่องเต้หลงใหลเสียจริงแต่สำหรับหลิวชิงเซียงผู้นี้ต่อให้เขายกมงกุฎหงส์ให้นางคงจะน้อมศีรษะรับเพราะไม่อาจขัดได้แล้วจากนั้นก็ถอยห่างไปสิบก้าวยี่สิบก้าว

    “ครั้งนี้เจ้ากำลังเอาคืนเราหรือ..”

    ยามราตรีอีกฝั่งของเมืองในยามค่ำคืนยังคงคึกคักร้านรวงยังคงเปิดไฟส่องสว่างให้แก่ถนนทว่าทางด้านที่เงียบสงัดในเจียงหนานที่ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ทุกอย่างกลับเงียบงันราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกหลิวชิงเซียงพลิกตัวไปมาบนเตียงหลายรอบแล้ว แต่ไม่อาจข่มตาหลับได้

    ตั้งแต่เดินทางออกจากซุ่ยหยวนความคิดของนางวุ่นวายไปหมด ไม่ใช่เพราะเรื่องของโม่เหวินหานมีสนมมากมายอีกต่อไปทีแรกนางพาลไปเสียหน่อยแต่นางรู้เรื่องนั้นตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วังหลวงเคยดูแคลนเขาว่าเป็นบุรุษมากตัณหาคิดว่าเขาก็เหมือนจักรพรรดิทั่วไปที่เอาแต่เสวยสุขกับสตรีทว่าเมื่อได้ออกเดินทางร่วมกันครั้งนี้..ความคิดนั้นกลับเริ่มเปลี่ยนไป

    โม่เหวินหานเป็นบุรุษที่เก่งกาจอย่างแท้จริงทั้งการวางแผน ความเฉียบแหลมในการอ่านสถานการณ์ หรือแม้แต่วรยุทธ์อีกทั้งเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน นางกลับพบว่าตัวเองเผลอเปิดรับเขาเข้ามาโดยไม่รู้ตัวแต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทำให้นางปวดหัวที่สุดสิ่งที่กวนใจนางมาตลอดทางกลับเมืองหลวงคือเรื่องหนีไปจากที่นั่นต่างหาก..

    วังหลวงกรงขังขนาดมหึมา แม้แต่เหยี่ยวที่บินสูงยังถูกตัดปีกหลิวชิงเซียงไม่อยากกลับไปอยู่ในที่แห่งนั้นอีกนางจะถูกกักขังทั้งกายและใจถ้านางยังอยู่เช่นนี้ต่อไป

    นางครุ่นคิดหาวิธีหลบหนีมาตลอดทางบางครั้งก็คิดว่าหากแสร้งทำเป็นหนีไปแล้วเร่งรีบจน ‘ตกน้ำ’ หรือ ‘ตกหุบเหว’ สักแห่ง ก็น่าจะหลุดพ้นได้เพียงแค่ติดสินบนคนแถวนั้นให้ช่วยสร้างเรื่องเล่าว่ามีหญิงสาวรูปลักษณ์คล้ายนางพลัดตกลงไปแล้วทิ้งของที่เป็นของตนไว้แถวๆนั้น เท่านี้ชื่อของหลี่กุ้ยเหรินก็จะถูกลบไปจากโลกใบนี้

    แต่..ทุกอย่างไม่ง่ายเช่นนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจเพราะบุรุษที่นางกำลังคิดหนีจากไปนั้นเป็นโม่เหวินหานเป็นจักรพรรดิที่มีสติปัญญาหลักแหลมที่สุดคนหนึ่ง หากเขาคิดวิเคราะห์สักหน่อยก็คงรู้ว่านางจงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ต่อให้ร่างของนางไม่ถูกพบก็ต้องมีเบาะแสให้ตามได้อยู่ดีและถ้าหากเขาจับได้ว่านางตั้งใจหลบหนีแล้วโมโหหันไปลงกับเผ่าซาเฟิงของนางเล่า?

    ‘นางมิอาจยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นได้!’ หลิวชิงเซียงถอนหายใจอย่างหงุดหงิดพลิกตัวอีกครั้งก็ยังนอนไม่หลับสุดท้ายนางจึงลุกขึ้นพลางคิดว่าออกไปเดินเล่นให้ลมพัดผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อยอาจจะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

    ใต้แสงโคมยามรัตติกาลนอกจากเสียงจิ้งหรีดก็มีเพียงเสียงลมพัดยอดหลิวหลิวชิงเซียงที่กำลังจะออกไปที่ระเบียงด้านนอก ห้องพักของนางอยู่ในเรือนชั้นในรอบด้านเงียบสงบเพราะขบวนเสด็จลับๆ ครั้งนี้เช่าทั้งโรงเตี๊ยมไม่มีแขกอื่นเข้าพักอีกด้านนี้

    แต่ขณะที่กำลังเดินใกล้ถึงประตูทางออกส่วนกลางพลันแสงจากมุมห้องก็สะดุดปลายหางตานางมุมห้องนั้นเป็นห้องของโม่เหวินหาน ทำไมแสงโคมยังไม่ดับ..หลิวชิงเซียงขมวดคิ้ว นึกสงสัยว่าเขายังไม่นอนหรือ?

    เพราะความอยากรู้นางจึงค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูห้องนั้น เงี่ยหูฟังเสียงภายในห้องได้ยินเสียงกระดาษพลิกเบาๆ ราวกับเขากำลังอ่านอะไรบางอย่าง นางก้มลงมองช่องว่างระหว่างประตูและพื้นไม้มีแสงลอดออกมา หากมองจากมุมนี้นางอาจพอเห็นได้ว่าเขากำลังทำอะไร

    หญิงสาวเม้มริมฝีปากค่อยๆก้มลง ย่องเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยแล้วชะโงกมองผ่านช่องประตูที่ไม่ได้ปิดสนิท

    ภายในห้องบุรุษร่างสูงในชุดนอนเนื้อดีนั่งอยู่ใต้แสงโคมในมือของเขาถือหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งเสี้ยวหน้าที่หน้าเห็นคือดวงตาคมกริบกำลังจับจ้องตัวบนหน้ากระดาษแล้วกะพริบตาถี่ๆหลิวชิงเซียงจึงหรี่ตามองที่หนังสือทว่าเมื่อมองเห็นหน้าปกแม้ไม่ชัดแต่ก็เห็นบางตัวอักษร ‘จิตใจสตรี..’

    ริมฝีปากของหญิงสาวกระตุกเขากำลังอ่านหนังสือ..เกี่ยวกับจิตใจของสตรี?

    นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองหลิวชิงเซียงเพ่งมองเข้าไปอีกก็เห็นว่าบนโต๊ะของเขามีหนังสืออีกหลายเล่มวางซ้อนกันอยู่ “นะ..!” หญิงสาวรู้สึกอึ้งอย่างบอกไม่ถูกแต่นางก็พลาดที่เผลอหลุดเสียงพ่นลมออกไป

    โม่เหวินหานพลิกหน้ากระดาษขมวดคิ้วครุ่นคิด

    ‘สตรีมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงดั่งสายน้ำบางครั้งสงบเงียบ บางครั้งเชี่ยวกราก’ เขาอ่านตัวหนังสือไม่อีกคำในใจกับตัวเองก่อนจะพลิกไปอีกหน้าหากแต่หน้ากระดาษที่พลิกมาไม่ใช่ตัวหนังสืออีกต่อไปกลับเป็นภาพและภาพเช่นนี้ก็ทำเอาคนมองชะงักงัน..

    เมื่อค่ำตอนเขาไปที่ร้านหวังจะหาตำราเข้าใจสตรีแต่ไม่รู้เหตุใดหลงจู๊ร้านหนังสือถึงคิดว่าเขาหาตำรากามสูตรเอาใจสตรี ก่อนจะปิดหนังสือแล้วเอาไปไกลๆกลับคิดขึ้นมาได้ว่า วัยหนุ่มเขาก็เคยหามาดูมาศึกษาบางแต่นั่นก็นานมากแล้ว แม้เขาไม่เคยคิดจะหาหนังสือพวกนี้มาดูอีกหลังผ่านเรื่องราวต่างๆนานาหลังครองราชย์ แต่พอได้มาแล้วก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะเปิดดูต่อไปหรือไม่..

    “นะ..!” หากจู่ๆก็มีเสียงพ่นลมดังมาจากทางหน้าประตูห้องคิ้วคมของจักรพรรดิหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที เสียงผู้ใดกันที่มาในยามวิกาล

    ชายหนุ่มสะบัดศีรษะขึ้นจากตำรามือใหญ่ปล่อยหนังสือในมือร่วงลงสู่พื้นขณะเดียวกันก็เผลอสะบัดแขนกระแทกกองตำราที่วางซ้อนกันอยู่ตกกระจัดกระจายเกิดเสียงดังลั่นกลางห้องเงียบสงัด เพียงพริบตาร่างสูงก็ทะยานออกจากที่นั่ง

    คว้ากระชับที่ด้ามกระบี่วางไว้ไม่ไกลตัวก่อนใช้มืออีกข้างผลักบานประตูออกเต็มแรงเสียงประตูไม้เปิดกระแทกผนังเกิดเสียงดังลั่น ไม่รอช้าทันทีที่เห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ใกล้ประตูก็ตวัดฝ่ามือออกไปสองกระบวนท่าโดยไม่ลังเลผู้ใดแอบมาสอดแนมอยู่หน้าห้อง

    หลิวชิงเซียงที่ยังไม่ทันตั้งตัวเงยหน้าขึ้นมาเห็นเงาดำทะมึนพุ่งมาทางตนเองนางรีบเอนตัวหลบไปด้านข้างได้อย่างฉิวเฉียด ฝ่ามือของโม่เหวินหานเฉี่ยวผ่านแขนนางไปเพียงเสี้ยวองคุลีความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาทันที แต่นางยังไม่ทันได้ตั้งหลักดีฝ่ามืออีกข้างก็ตวัดตามมา นางกัดฟันหมุนตัวหลบออกไปอีกด้านพลางคิดในใจอย่างขุ่นเคือง บุรุษผู้นี้..แม้แต่ตอนเผลอตัวก็ยังระแวดระวังถึงเพียงนี้หรือ!

    ขณะนั้นแม้นางยังไม่ทันจะโต้กลับร่างสูงกลับชะงักไปครู่หนึ่งเพราะเพิ่งสังเกตว่าผู้บุกรุกในยามวิกาลหาใช่มือสังหาร ทว่าเป็นสตรีนางหนึ่งเขาหยุดการโจมตีทันทีดวงเนตรดำขลับจับจ้องไปยังร่างอรชรที่ยืนกำแขนตัวเองอยู่ตรงหน้า

    “เจ้า?”

    “ฝ่าบาท คิดจะฆ่าหม่อมฉันหรือเพคะ?” น้ำเสียงของหลิวชิงเซียงเย็นชา

    โม่เหวินหานยังไม่ได้ตอบแต่เห็นแขนเรียวนั้นมีรอยบาดเป็นแนวยาว ไม่เพียงแค่เฉี่ยวหรือ?..บาดเจ็บแล้ว? ไม่ต้องรอคำถามใดๆมือใหญ่คว้าข้อมือเล็กแล้วดึงร่างนางเข้ามาในห้องโดยที่ไม่ทันตั้งตัว “ให้เราดูอาการ”

    หลิวชิงเซียงแทบไม่เชื่อว่าเหตุการณ์กำลังพลิกกลับมาเป็นเช่นนี้นางแค่จะมาสอดส่องเล็กน้อย เหตุใดถึงกลายเป็นว่าถูกลากเข้ามาเช่นนี้ได้! “ปล่อยหม่อมฉันเถอะเพคะหม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” นางพยายามบิดข้อมือออกจากฝ่ามือแข็งแกร่งนั้น

    หากแต่เขาไม่สนใจคำพูดของนางมือใหญ่จับปลายแขนเสื้อของนางขึ้น แล้วดึงเลื่อนร่างนางเข้าหาแสงไฟเพื่อดูบาดแผลให้ชัดๆทว่าในขณะที่อีกฝ่ายกำลังตั้งใจพิจารณาบาดแผลอยู่สายตาอีกคนก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งบนพื้น เมื่อเห็นสิ่งนั้นนางก็เบิกตากว้างภาพจากหน้าของหนังสือหลายเล่มที่เปิดอ้าอยู่ภาพวาดชายหญิงกอดกันในท่วงท่าที่เร่าร้อน ไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดในนั้น!

    ใบหน้าของหลิวชิงเซียงแดงซ่านทันทีนางรีบเม้มปากแน่นแล้วกระชากแขนออกจากมือบุรุษ “มะ..หม่อมฉัน หม่อมฉันขอตัว!”

    นางหันหลังจะจากไปทว่าอีกฝ่ายไม่ยอม เขากลับดึงแขนนางไว้โดยไม่ทันคิดร่างบางที่หมุนตัวจะก้าวออกไปกลับถูกแรงฉุดกระชากให้เซกลับเข้ามาหาร่างนุ่มนวลพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งของโม่เหวินหานอย่างไม่ทันตั้งตัว

    ตุบ! หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างร่างของนางแนบชิดเข้ากับแผ่นอกกว้างของชายหนุ่มนางรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเขาที่สูงกว่าปกติเล็กน้อย กลิ่นกายประจำตัวบุรุษ..กลิ่นนี้อีกแล้ว ทำไมคุ้นเคยนัก

    “เจ้ารีบหนีอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของโม่เหวินหานดังขึ้นเบาๆใกล้หูนาง

    หลิวชิงเซียงที่กลายร่างจากแมวป่าเป็นหนูติดจั่นเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา“ปล่อย..หม่อมฉันก่อน!”

    โม่เหวินหานยังไม่ทันตอบก็เหลือบไปเห็นตำรากองอยู่บนพื้นแล้วบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาทันทีเขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อยนางต้องกำลังเข้าใจว่าเขาอ่านตำราพวกนี้อยู่แน่

    ใบหน้างามที่แดงก่ำของหลิวชิงเซียงเขามองแล้วพลันรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาแต่เขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปฏิเสธหรืออธิบายแต่อย่างใด เพียงแต่มองนางอย่างมีเลศนัย “เจ้าเห็นแล้วสินะ”

    “ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!” นางเถียงทันควัน รีบหลบสายตา

    “เช่นนั้นเหตุใดถึงหน้าแดง?”

    “ไม่แดง!” หลิวชิงเซียงกัดฟันแน่นรีบดันร่างเขาออก แต่เนื้อเข้าปากเสือแล้วเสือย่อมไม่คายร่างสูงใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวของนางไว้ไม่ให้นางหลุดออกไปได้ง่ายๆ พร้อมดวงตาที่เป็นประกายสื่อถึงบางอย่าง“ไม่คิดเลยว่าเจ้าก็สนใจเรื่องเช่นนี้”

    “หม่อมฉันหาได้สนใจ” หญิงสาวก้มหน้าชิดออกขณะเอ่ยตอบ

    “แต่เจ้าแอบมองเราตั้งแต่เมื่อครู่..”

    หลิวชิงเซียงเม้มปากเพราะยากจะปฏิเสธจากตอนแรกที่ตั้งใจแอบดูเขา นางกลับกลายเป็นผู้ถูกจับได้เสียเอง และยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้นางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายยิ่งกว่าเดิมอยากจะกระโดดหนีออกไปจากห้องนี้เสียเดี๋ยวนี้แต่ท่อนแขนนี้แน่นเกินไปนางนึกท้อที่ช่วงหลังมานี้กินอยู่สบายๆ กำลังไม่ค่อยได้ออกจึงไร้พลัง

    บุรุษตรงหน้ามิได้เพียงโอบรัดนางไว้แต่ยังใช้สายตาคู่นั้นมองนางราวกับอ่านใจได้ทั้งหมด

    “ถูกจับได้แล้วยังจะหนี” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมใบหูร่างของนางสะท้านเฮือกกับสัมผัสของลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอ

    “หม่อมฉันไม่ได้จะหนีเพคะ” นางกล่าวอย่างขัดเขินพยายามเบี่ยงหน้าหนีสายตานั้น

    “เช่นนั้นบอกเหตุที่ย่องมาถึงหน้าห้องเรา?” ริมฝีปากบางที่เม้มแน่นไม่ยอมคลายออกเมื่อคำถามไม่ได้คำตอบ เขาก็ไม่รอพลางเอ่ยวาจาต่อ “เจ้าคงอยากรู้ว่าเรากำลังศึกษาเรื่องใดอยู่ใช่หรือไม่?”

    “ไม่เพคะพระองค์จะเก็บงำเอาไว้ไปใช้กับใคร ก็ล้วนไม่เกี่ยวกับหม่อมฉัน” นางไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดนี้เชิญหมาป่าเข้าบ้านโดยแท้

    “..ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่าตำราพวกนี้แท้จริงเป็นอะไรแต่ให้กล่าวว่าหลังรู้แล้วจะไม่คิดจะเปิดดูต่อก็ไม่ใช้” เสียงแผ่วเบาที่เอ่ยออกมาราวเสียงกระซิบของลมเป่าหูยิ่งพูดความสั่นไหวก็ไหลเข้ามาจากริมใบหูสู่พื้นที่ในใจ “แต่ไม่ว่าจะก่อนหน้าที่รู้หรือภายหลัง..เราล้วนศึกษาเพราะเจ้า..อาชิง”

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน