เงาร่างของคนทั้งหลายลอยสลับไปมาพลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วอากาศ เมิ่งฝานสบตากับเซี่ยหลันเพียงชั่วครู่ก่อนจะปล่อยพลังปราณของตนเองออกมาแล้วพุ่งทะยานไปยังเหล่าผู้คนอย่างดุดัน
แม้ว่ารอบกายจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่ก็เป็นผู้ที่มีอายุไม่ถึงยี่สิบปีทั้งสิ้นเมื่ออยู่ภายใต้พลังปราณของเมิ่งฝานและเซี่ยหลันจึงล้วนแต่หลบเลี่ยงออกไปมีผู้คนจำนวนไม่น้อยลอยกระเด็นไปไกล
“ข้าคือองค์หญิงสามแห่งอาณาจักรต้านก้านหลบไปให้พ้น!”
หอกเงินตวัดออกไปพร้อมกับเสียงอันเยือกเย็นของเซี่ยหลัน
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของคนจำนวนไม่น้อยต่างก็ถอดสีไปตามๆ กัน ก่อนที่ร่างบางของเซี่ยหลันจะขยับเพื่อพากลุ่มของตนเองขึ้นไปยังชั้นที่สองของหอโอสถ
คนทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่ายิ่งขึ้นไปสูงเท่าใดก็ยิ่งได้รับพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายเท่านั้นเมื่อเมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นไปมองเบื้องบนก็พบว่าอากาศในชั้นที่สองนี้มีพลังงานแห่งฟ้าดินมากกว่าชั้นที่หนึ่งเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังช่วงชิงกันขึ้นไปอย่างดุดัน
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจเมิ่งฝานและพวกจึงเดินนำก้าวขึ้นไปเหยียบบันไดของชั้นที่สองอย่างเฉิดฉายผู้ที่สามารถขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้มีจำนวนน้อยลงไปอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าล้วนแต่มีศักยภาพที่ไม่เลว
เซี่ยหลันปรายตามองคนทั้งหลายแล้วย่นคิ้วเข้มแม้จะสามารถขึ้นมาชั้นนี้ได้อย่างราบรื่นแต่ดูเหมือนว่าคนในกลุ่มไม่น้อยยังคงรั้งท้ายอยู่ด้านหลังนางจึงทำได้เพียงเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ “คงต้องขึ้นอยู่กับชะตากรรมของแต่ละคนแล้วล่ะ!”
ภายในสถานที่อันวุ่นวายเช่นนี้ไม่มีทางที่จะพาทุกคนให้ขึ้นไปยังจุดสูงสุดได้เป็นแน่หากต้องการพัฒนาตนเองอย่างราบรื่นก็ต้องมีพลังที่แข็งแกร่ง
ฝ่ามือสวยจับหอกเงินเอาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “จุดมุ่งหมายของทุกคนคือชั้นที่สี่ หลังจากไปถึงชั้นนั้นก็จะมีพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายให้ดูดซับ!”
หลังจากสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของคนด้านหลังรวมถึงหลินถังเองก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันนัยน์ตาแฝงไปด้วยความตื่นเต้นก่อนจะตวาดเสียงดังแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปอย่างฮึกเหิม
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นศิษย์ที่ไม่ได้โดดเด่นในตระกูลของตนเองแต่ก็มีความสามารถไม่น้อย พลังปราณในกายถูกปลดปล่อยออกมาด้วยกระบวนท่าต่างๆ และดูคล้ายว่าหากผู้ใดขวางทางก็จะสังหารให้หมดสิ้น
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจคนของเมืองไท่หยางที่ขวางทางอยู่ต่างก็ถูกกำจัดออกไปให้พ้นทาง พวกเขาจึงขึ้นมายังชั้นที่สามได้อย่างราบรื่น
ทว่าในเวลาต่อมาสีหน้าของเซี่ยหลันกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะเห็นว่าผู้ที่ขึ้นมาถึงชั้นที่สามนั้นหาได้มีเพียงพวกของตนเองไม่
ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นมีเงาร่างของกลุ่มคนปรากฏขึ้นที่ชั้นนี้โดยภายในมีพลังงานแห่งฟ้าดินอยู่จำนวนมากมายจนจับตัวกันเป็นม่านหมอก เมื่อดูดซับเข้าไปในร่างกายก็จะสามารถกลายเป็นพลังปราณได้
ผู้คนจำนวนไม่น้อยหยุดอยู่ที่ชั้นนี้แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อดูดซับพลังกลืนกินพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายเข้าสู่ร่าง ส่วนผู้ที่ต้องการก้าวขึ้นไปยังชั้นที่สี่ล้วนแต่ถูกขวางเอาไว้ทั้งสิ้น
กลุ่มคนที่ขวางทางอยู่นั้นหากผู้ใดคิดจะก้าวขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่าล้วนแต่ถูกพวกนั้นจัดการแล้วโยนเข้าไปในประตูลับของหอโอสถทำให้ผู้คนเหล่านั้นจำต้องออกจากการช่วงชิงในครั้งนี้อย่างจนปัญญา
อันธพาลเสียจริง!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะเมื่อมองเข้าไปก็พบว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นมีหลิวหลินอยู่ด้วยแต่เขาก็ไม่ได้อวดดีเท่าใดเพียงติดตามอยู่ด้านหลังของกลุ่มคนอย่างเงียบงันเท่านั้น
ผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นสวมชุดสีม่วงมีอายุเกือบยี่สิบปี ทั้งที่เขาไม่ได้แสดงพลังปราณออกมาเท่าใดแต่กลับดูคล้ายว่าจะเหนือกว่าผู้คนที่เหลือเมื่อเมิ่งฝานมองไปก็พบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นล้วนแต่เชื่อฟังและยำเกรงเขาทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกับพวกเดินเข้ามา หลิวหลินก็ตวาดออกมาเสียงดัง ใบหน้าแสดงถึงความโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “พี่ใหญ่เมิ่งซี พวกเขานี่แหละขอรับที่ข้าบอก!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาสายตาของผู้คนก็มองกันไปมาในเวลาต่อมาก็คล้ายดั่งว่าพลังปราณของทั้งสองเสียดสีกันในอากาศจนเกิดสะเก็ดไฟแตกกระจาย
เห็นได้ชัดว่าภายในชั้นที่สามแห่งนี้ กลุ่มของพวกเขาทั้งสองฝ่ายคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดต่อให้ชนรุ่นหลังผู้ใดที่ขึ้นมายังชั้นนี้ก็ล้วนแต่ต้องชะงักงันแล้วหยุดมองพวกเขาทั้งสองกลุ่มอย่างเงียบงัน
เพราะรู้ดีว่าการประลองเฉกเช่นพยัคฆ์ร้ายกับมังกรผู้ยิ่งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นระหว่างสองกลุ่มนี้เป็นแน่
เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมิ่งซีก้าวเดินขึ้นมาเบื้องหน้าแล้วมองผู้คนด้วยนัยน์ตาอันร้ายกาจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “พวกเจ้า ผู้ใดคือเมิ่งฝาน!”
นี่เป็นเสียงที่ทรงพลังและก้องกังวาน แรงกดดันที่ไร้ซึ่งรูปร่างปกคลุมไปทั่วบริเวณจนทำให้คนทั้งหลายหน้าถอดสีเซี่ยหลันที่ยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานเอ่ยเสียงเบา
“อย่าขยับเขาคือศิษย์ของบ้านตระกูลเมิ่ง เป็นบุตรชายคนที่สี่ของประมุขตระกูลเมิ่งในปัจจุบันแม้ว่าพลังของเขาจะค่อนข้างอ่อนแอในตระกูลแต่ก็อยู่ในระดับเซียนของขั้นหลอมปราณอีกเพียงก้าวเดียวจะบรรลุขึ้นไปยังขั้นเกลาวิญญาณแล้ว การที่จะต่อกรกับเขาไม่ใช่เรื่องที่ฉลาด!”
ศิษย์ของตระกูลเมิ่ง!
เมิ่งฝานมองไปยังเมิ่งซีด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็นในทันใดเลือดลมในร่างกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว เขากำหมัดแน่น ความโกรธแค้นถาโถมขึ้นมามากมายในชั่วพริบตา
หลังจากที่เอ่ยออกไปเช่นนั้นเซี่ยหลันจึงก้าวเดินไปเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เมิ่งซี เจ้าคิดจะทำอันใดงั้นหรือ?”
“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็องค์หญิงสามนั่นเองแท้จริงแล้วไม่มีเรื่องใด เพียงแต่ว่าสหายของข้าผู้หนึ่งถูกรังแก ข้าจึงอยากจะสั่งสอนผู้ที่มีนามว่าเมิ่งฝานเท่านั้นเอง!”
“หึ!”
เซี่ยหลันกระตุกยิ้มขึ้นนางจ้องเมิ่งซีอย่างไม่ละสายตาก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “การสั่งสอนคงจะเป็นเท็จเพราะความจริงคือเจ้าเพียงต้องการจะขัดขวางพวกข้ามากกว่านึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมาที่เมืองไท่หยางด้วย บอกมาเถอะ เจ้าต้องการทำอันใด?”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยหลันเอ่ยเมิ่งซีก็คลี่ยิ้มเล็กน้อยแม้เซี่ยหลันจะรู้ทันแต่เขาก็หาได้มีโทสะ เพียงเอ่ยอย่างเยือกเย็นเท่านั้น “ก็จริงอย่างที่ท่านบอก แม้ว่าชั้นที่สี่จะมีพลังงานแห่งฟ้าดินมากมายแต่ก็อนุญาตให้ขึ้นไปได้ไม่ถึงสิบคน สหายของข้ามีมากมายเพียงนี้จะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าไปง่ายๆได้อย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยหลันจึงกัดฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์“เจ้าคิดจะทำอันใดกัน?”
เมิ่งซีดีดนิ้ว แล้วคลี่ยิ้มออกมาทั้งที่สายตาแฝงไปด้วยความร้ายกาจ “หึ ไม่ยากหรอก ในเมื่อองค์หญิงสามท่านมาถึงที่ ข้าก็จะไว้หน้าท่านสักครั้งหากต้องการเป็นหนึ่งในผู้ที่ขึ้นไปยังชั้นที่สี่ข้าจะให้พวกท่านเข้าไปได้ห้าคนแต่ท่านต้องรับปากข้าหนึ่งอย่าง...พวกเราทั้งสองจะไม่ลงมือแต่ให้คนของท่านเอาชนะคนของข้าให้ได้สามคนและมีโอกาสเพียงสามครั้งเท่านั้น ท่านคิดว่าอย่างไร?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเซี่ยหลันจึงมองไปยังเมิ่งซีพลางกัดฟันแน่
เงื่อนไขนี้ดูคล้ายยุติธรรมทว่าความจริงแล้วกลับหาใช่เช่นนั้นไม่
แม้ว่าผู้สูงศักดิ์ที่สุดของอาณาจักรต้าก้านจะเป็นเหล่าราชวงศ์แต่ก็ยังอ่อนแอกว่าตระกูลเมิ่งผู้ที่เป็นดั่งตัวแทนของพรรคเหมันต์สวรรค์เสมอมาฉะนั้นแล้วข้างกายของเมิ่งซีจึงเต็มไปด้วยศิษย์ของตระกูลเมิ่งผู้มากด้วยฝีมือ
แต่เมื่อนางปรายตามองดูคนของตนเองก็พบว่าที่นัยน์ตาของพวกเขาแทบทุกคนต่างมีความยำเกรงปรากฏขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์แห่งพรรควรยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงก็เห็นได้ชัดว่าพลังของพวกเขาเหล่านั้นอ่อนแออย่างยิ่ง
“ไม่กล้าหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องขออภัยด้วยจริงๆ!”
เมิ่งซีคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างเย้ยหยันคนที่อยู่ด้านหลังเขาเองก็หัวเราะเยาะตามแล้วมองมายังเซี่ยหลันอย่างไม่สบอารมณ์
เซี่ยหลันกัดฟันแน่น สุดท้ายจึงเอ่ยออกไป “ตกลง!”
หากจะเผชิญหน้ากับเมิ่งซีและพวกทั้งหมดย่อมต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ฉะนั้นแล้วการทำตามเงื่อนไขดูท่าจะเป็นเพียงหนทางเดียวสำหรับพวกเขาแล้ว ฝ่ามือสวยขยับพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา“เจียงหวา เจ้าลุยเข้าไป”
เมื่อได้ยินดังนั้นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งจึงเดินออกมาจากกลุ่มอย่างจนปัญญาเขามีอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีและอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับสาม เขาประสานมือเคารพเมิ่งซีและคนอื่นๆ
เมื่อเห็นเจียงหวาก้าวออกมาเมิ่งซีก็กระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยว่า “เจียงผิง เจ้าไปจัดการก็แล้วกัน นั่นคงจะเป็นพวกสวะของตระกูลเจ้าใช่หรือไม่?”
“หึหึ ใช่แล้วขอรับ!”
คนผู้หนึ่งในกลุ่มของเมิ่งซีก็เดินออกมาเช่นกันคนผู้นั้นสวมชุดสีดำ ใบหน้ามีรอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏเขาเดินมาอยู่ตรงหน้าของเจียงหวาแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เจียงหวาบางทีคนอย่างเจ้าอาจไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพบข้าได้เลยด้วยซ้ำ ข้าคือเจียงผิงเป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลเจียง เหตุใดขยะอย่างเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่ในถังขยะกัน?”
เมื่อเจียงหวาได้ยินก็กัดฟันแน่นก่อนจะปล่อยพลังปราณออกมาทั่วร่างแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่เจียงผิงทันที
แม้กำลังภายในของอีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาแต่เจียงผิงกลับกระตุกยิ้ม ร่างของเขาสั่นไหวก่อนพลังปราณจะแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณความเย็นยะเยือกระเบิดออกมาจากร่างกายบ่งบอกว่าเจียงผิงผู้นี้อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้าท่อนแขนพลันขยับแล้วชกออกไป
ปัง!
หมัดของทั้งสองปะทะกันร่างของเจียงหวาล่าถอยออกมาหนึ่งก้าวในทันใด นอกจากทั้งสองจะมีระดับพลังที่แตกต่างกันแล้วเจียงหวาก็ยังยำเกรงต่อเจียงผิง ฉะนั้นเมื่อการเคลื่อนไหวชะงักงันและมีความลังเลจึงทำให้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจียงผิง
เพียงชั่วพริบตาต่อมาทั้งสองก็ปะทะกันอย่างดุดันพลังปราณแผ่กระจายออกมาพร้อมเสียงระเบิดดังสนั่น
หลังจากนั้นหลายอึดใจเจียงผิงก็กระตุกยิ้มปลายนิ้วที่คล้ายดั่งวิญญาณร้ายชี้ไปยังใต้รักแร้ของเจียงหวาแสงสว่างเปล่งประกายก่อนที่เจียงหวาจะกระอักเลือดแล้วล้มลงกับพื้นและไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ทั้งที่เป็นศิษย์ในสำนักเดียวกันแต่กลับลงมืออย่างโหดเหี้ยม!
เพียงชั่วพริบตาผู้คนต่างก็มองไปยังเจียงหวาที่แทบไม่ได้สติแม้ว่าร่างกายจะสั่นเทาแต่เขาก็ยังมองไปยังเจียงผิงด้วยความโกรธแค้น
ทว่าเจียงผิงกลับหาได้สนใจสิ่งใดเขากระตุกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงดังอย่างอวดดี “อะไรกันข้างกายขององค์หญิงสามมีแต่ขยะพวกนี้หรือขอรับ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเซี่ยหลันพลันกัดฟันแน่น ใบหน้าที่เฉยชามองไปยังเจียงผิงก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ“ต่อไป ผู้ใดจะออกไปสู้?”
ทว่าผู้คนเหล่านั้นกลับมองหน้ากันแล้วก้มหน้าลงไปทั้งหมด
เจียงผิงเป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลเจียงแห่งเมืองซ่างจิงความสามารถที่แสดงออกมาทำให้คนทั้งหลายหน้าถอดสี ทั้งอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้าและยังมีวิชายุทธ์ประจำตระกูลเจียงหากขึ้นไปก็มีแต่จะถูกเล่นงานเสียเปล่า
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกของตนเองแล้วเดินขึ้นไปเบื้องหน้าทว่ากลับมีเสียงอันเคร่งขรึมดังขึ้นมาเสียก่อน “ข้าเอง!”
เจ้าของเสียงนั้นคือหลินถังเขาเดินขึ้นไปอยู่ด้านหน้าของกลุ่มคนแล้วประสานมือพร้อมกล่าวว่า “หลินถัง โปรดชี้แนะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นคนทั้งหลายต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน แม้แต่เซี่ยหลันเองก็ยังนึกไม่ถึงว่าหลินถังที่ขี้ขลาดผู้นั้นจะกล้าออกมาสู้
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เมื่อได้เห็นจากนั้นจึงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างชื่นชม คนบางคนหาใช่ไร้ซึ่งศักยภาพเพียงแค่ขาดโอกาสเท่านั้นขอเพียงสามารถเอาชนะหัวใจของตนเองได้ ใต้หล้านี้ก็จะไม่มีผู้ใดขัดขวางเขาได้ทั้งนั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เพียงชั่วพริบตาพลันมีเสียงหัวเราะดังมาจากกลุ่มของเมิ่งซีพวกเขาต่างชี้มาที่หลินถังแล้วหัวเราะเยาะอย่างเหยียดหยาม
หลินถังแห่งเมืองซ่างจิงนั้นเป็นดั่งแกะตัวอ้วนของผู้คนในยามที่ไร้ซึ่งเงินทอง ทว่าในวันนี้กลับออกมาเผชิญหน้ากับเจียงผิงที่มีฝีมืออยู่ในระดับสูงณ ที่แห่งนี้ จึงทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่อยากจะเชื่อสักเท่าใด
เจียงผิงกระตุกยิ้ม พลังปราณหลอมรวมอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งห้าแล้วยื่นออกไปเบื้องหน้าก่อนที่เขาจะเอ่ยถามด้วยความเยือกเย็น “หึ ผู้ใดทำให้เจ้ามีความกล้าถึงเพียงนี้กัน?”
หลินถังกำหมัดแน่นร่างอ้วนของเขาสั่นเทาเล็กน้อย แต่ในเวลาต่อมากลับชกออกไปอย่างคาดไม่ถึง
แม้ว่าหลินถังที่อาศัยทรัพยากรการบำเพ็ญตนจากตระกูลจะก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้าแต่ก็ไม่เคยได้ประมือกับผู้ใดอย่างในวันนี้มาก่อนประสบการณ์ในการต่อสู้จึงน้อยจนน่าสงสาร
แต่นัยน์ตาของหลินถังนั้นกลับมีความต้องการสู้มากมายและยากจะอธิบายได้พลางพึมพำเสียงเบา
เมิ่งฝานทุกสิ่งที่เจ้าบอกกับข้านั้น ข้าจะต้องทำให้ได้ ข้าหลินถังจะต้อง...เป็นสหายของเจ้าอย่างสมศักดิ์ศรี!