กายามังกรขั้นที่ 9
จางอิงเย่ตื่นตระหนกและรีบเข้าไปตรวจสอบอาการของฟางเฉินอย่ารวดเร็วเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฟางเฉินนางก็จะถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดกาล แต่เมื่อจางอิงเย่เห็นว่าในถังน้ำเป็นโลหิตของมังกรระดับ 9 นางก็ถึงกับใจสั่น“เจ้าบ้าเจ้าไม่รู้อน่างงั้นเหรอว่าโลหิตมังกรระดับ 9 นี้เป็นโลหิตของมังกรระดับ 9 ขั้นสูงซึ่งยากอย่างมากที่จะดูดซับต่อให้เป็นราชาเซียนขั้นสูงอย่างข้าก็ยังต้องได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสแต่เจ้า...เจ้า” จางอิงเย่หมดคำพูดที่จะกล่าวและส่งพลังปราณไปยังร่างฟางเฉินเพื่อช่วยฟางเฉินดูดซับโลหิตของมังกรระดับ 9กายามังกรของงฟางเฉินตตอนนี้อยู่ระดับ 8 เพราะฟาเฉินดูดซับโลหิตของราชามักรปฐพีซึ่งเป็นอสูรระดับ 9 ขั้นต่ำ ในตอนนั้นจางอิงลู่เองก็ช่วยฟาเฉินดูดซับทำให้การทะลวงระดับกายามังกรขั้นที่ 8 ไม่ยากเย็นนัก แต่ครั้งนี้ต่างงออกไป ระดับบ่มเพาะขอฟางเฉินและโลหิตมังกรต่างกันเกินไป“นี่มันอะไรกันทำไมข้ารู้สึกว่าร่างกายกำลังแหลกสลาย” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด“เป็นเพราะเจ้าเร่งรีบยกระดับกายามังกรเกินไปหนะสิ กายามังกรตั้งแต่ขั้นที่ 8 ขึ้นไปการทะลวงระดับนั้นจำเป็นต้องใช้โลหิตของมังกรระดับ 9-10 ขึ้นไป ยิ่งสายเลือดบริสุทธิ์บวกกับเป็นโลหิตของมักรขั้นสูงยิ่งทำให้การดูดซับเป็นไปได้ยาก” จางอิงเย่กล่าวพร้อมกับเหงื่อเริ่มใหลออกมาทั่วตัวทำให้ชุดของนางเปียกจนเผยให้เห็นสัดส่วนที่อวบอิ่มแต่น่าเสียดายที่ฟางงเฉินไม่ได้เห็นสภาพของจางอิงเย่ตอนนี้เพราะฟางเฉินนั่งกัดฟันอยู่ในถังไม้และดูดซับโลหิตมังกรอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้โลหิตมังกรกำลังต่อต้านฟางเฉินอย่างบ้าคลั่งเช่นกันโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่การดูดซับโลหิตมักรขอฟาเฉินก็จบลงฟาเฉินรู้สึกได้ถึงงพลังงกายที่มหาศาลของตัวเอง ฟาเฉินคิดว่าด้วยเพียงกำลังกายอย่างเดียวน่าจะสามารถล้มราชามังกรปฐพีได้ไม่ยาก“เฮ้อ เจ้าต้องให้ข้าฝึกอยู่ด้านในตำหนักวิญญาณนี้เป็นเวลาสองปีแล้วละไม่งั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ” จาอิงเย่กล่าวพร้อมกับถอนหายใจนางงรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากฟางเฉินที่หันไปกำลังจะเอ่ยปากขอบคุณจางอิงเย่ก็หยุดชะงักเพราะภาพตรงหน้าของงฟางเฉินทำให้เลือดในกายของงฟางเฉินสูบฉีดอย่างมาก ร่างกายที่อวบอิ่มยิ่งกว่าจางอิงลู่และได้สัดส่วนกว่าของจางอิงเย่เผยให้เห็นอย่างชัดเจน เสน่ห์เย้ายวนของนางทำให้แม้แต่ฟางเฉินยังต้องอ้าปากค้าง“เจ้ามองอะไร” จางอิงเย่ขมวดคิ้วก่อนจะก้มลงมามองตนเองและพึ่งจะรับรู้ว่าชุดที่ตัวเองสวมอยู่นั่นเปียกเหงื่อชุดแนบชุดกับร่างกาย“เจ้าบ้ารีบหันไปทางอื่นเดี๋ยวนี้” จางอิงเย่กรีดร้องออกมาสุดเสียงฟางเฉินได้สติและกระแอมเบาๆก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น จางอิงเย่รีบนำชุดใหม่มาเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนางไม่คิดเลยว่านางจะถูกฟางเฉินเห็นในสภาพนี้“ข้าจะไปบ่มเพาะต่อแล้ว” จางอิงเย่กล่าวก่อนจะเดินไปทางภาพที่ติดผนัง“ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยข้าดูดซับโลหิตมังกร” ฟางเฉินกล่าวและลุกขึ้นจากถังน้ำก่อนจะรีบแต่งตัว ฟาเฉินเริ่มฝึกฝนกล้ามเนื้อให้คุ้นชินกับกายามังกรขั้น 9 อย่างรวดเร็ว1 เดือนต่อมาฟางเฉินออกมาจากตำหนักวิญญาณก็พบว่าบรรยากาศรอบ ๆนิกายเปลี่ยนไป จำนวนศิษย์สายนอกและศิษย์สายในลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด“ในที่สุดเจ้าก็ออกมา” ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสที่เป็นนักปรุงยาเหมือนกับฟางเฉินก็รีบมาหาฟางเฉินด้วยความเร็ว“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ” ฟางเฉินรีบถามทันที“เมื่อไม่นานมานี้อยู่ ๆพวกอสูรที่อยู่เงียบๆก็เริ่มอารวาด พวกราชาอสูรเองก็เริ่มเคลื่อนใหว” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าว“เป็นแบบนี้เองงั้นเหรอหรือว่ากำลังจะมีสคราม” ฟางเฉินกล่าว“น่าจะเป็นแบบนั้นเพราะแบบนั้นเหล่าศิษย์จำนวนมากจึงต้องออกไปทำภารกิจกันหมดเหลือแค่ไม่กี่คนที่อยู่ในนิกาย และไม่ใช่แค่นิกายของเราอีกสองนิกายเองก็เป็นเหมือนกับพวกเรา” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าว“แล้วผู้อาวุโสอย่างพวกเราละ” ฟางเฉินกล่าว“ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ก็ออกไปควบคุมดูแลศิษย์กันหมด มีเพียงอาวุโสระดับสูงที่อยู่เฝ้านิกายและผู้อาวุโสปรุงยาแบบพวงกเรา” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าว“งั้นเหรอ ถ้างั้นข้าเองก็ขอออกไปยืนเส้นยืดสายดีกว่า” ฟางเฉินกล่าว“เอ๋ เจ้าจะไปใหน” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าวถาม“สนามรบ” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับเคลื่อนใหวออกไปเมื่อฟางเฉินออกมานอกนิกายฟางเฉินก็รู้ได้ทันทมีว่าบรรยากาศในเมืองเองก็มีความกดดันไม่น้อย ฟางเฉินพุ่งไปยังสถานที่พวกผู้อาวุโสนิกายล่ามังกรรวมตัวกันซึ่งจางอิงลู่เองก็อยู่ที่นั่นด้วยอีกด้านเมื่อฟางเฉินออกจากนิกาย คนตระกูลหยูที่คอยจับตาดูอยู่ที่หน้าประตูนิกายก็รีบรายงานไปยังหยูเฟิงทันที“อะไรนะ เจ้าฟางเฉินนั่นออกมาแล้วงั้นเหรอ ยอดเยี่ยมให้ส่งข่าวไปบอกพกวลัทธิเทพอสูรซะให้พวกมันลงมือได้เลย” หยูเฟิงกล่าว“ท่านพี่เจ้านั่นออกมาแล้วงั้นเหรอ” หยูถิงกล่าว“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราก็ให้พวกอสูรล่อผู้อาวุโสส่วนใหญ่ไปยังที่หมายแล้ว ต่อจากนี้หอคอยศักดิ์สิทธิ์ก็จะเคลื่อนใหวต่อเองที่เหลือพวกเราก็รอดูเรื่องสนุกได้เลย” หยูเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนจะพาพวกตระกูลหยูตรงไปยังที่พวกฟางเฉินอยู่ฟางเฉินมาสมทบกับพวกจางอิงลู่อย่างรวดเร็วถึงแม้ระดับบ่มเพาะของฟางเฉินจะอ่อนแอเมื่อเทียบกับราชาเซียนคนอื่น ๆแต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกฟางเฉินเพราะไม่ว่าอย่างไรฟางเฉินก็มีสถานะที่ไม่ธรรมดา“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง” ฟางเฉินกล่าว“ไม่ค่อยดี ดูจากการเคลื่อนใหวของพวกราชาอสูรพวกมันคิดจะจะโจมตีเมืองมังกรของพวกเราแน่” จางอิงลู่กล่าว“แล้วอสูรกลุ่มใหนที่เป็นผู้นำ” ฟางเฉินกล่าว“ผู้นำของพวกที่เคลื่อนใหวคือจักรพรรดิมังกรปีศาจ” จางอิงลู่กล่าวด้วยสีหน้ามืดมน“แบบนี้นี่เองดูเหมือนว่าจักรพรรดิมังกรตั้งใจจะมาแก้แค้นให้กบัลูกชายสินะ” ฟางเฉินกล่าว“ใช่แล้ว เจ้าเองก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดี” จาอิงลู่กล่าว“คนที่สังหารไม่ใช่ข้าเสียหน่อยแต่เป็นเจ้านั่น” ฟางเฉินชี้ไปยังวานรสีเพลิงตัวหนึ่งกำลังนั่งกินผลเซียนและมองดูต้าเถียนสู้กับอสูรอย่างสนุกสนาน“เจ้านี่มันชั่วร้ายจริง ๆ” จางอิงลู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงการตายของราชามังกรปฐพีถ้าจักรพรรดิมังกรปีศาจรู้ว่าลูกชายของตัวเองตายแบบใหนจักรพรรดิปีศาจจะต้องโกรธจนกระอักเลือดจายแน่