ปราบเข้ามาที่ห้องของเขาแล้วเริ่มทำการฟื้นฟูร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปสองวัน
ชายหนุ่มออกจากห้องพร้อมกับร่างกายที่ปราศจากบาดแผลทำเอาผู้คนแตกตื่น พวกเขาเข้ารุมล้อมสอบถามอย่างรวดเร็วทำเอาชายหนุ่มตอบแทบมิทัน ครั้นได้รับคำตอบพวกเขาต่างจากไป
ปราบมายังเสาส่งสัญญาณสูงแลกวาดตามองทั่ว “ ศึกต่อไปเห็นทีจะมีแต่อสูรระดับสาม “ เขาพึมพำ
“ เวลานี้ข้ามีเพียงเก้าดารา คงไม่อาจที่จะต่อสู้กับพวกมันได้นานนัก “ เขาพึมพำ
“ หากทะลวงขั้นพลังสร้างกายาได้ ก็คงยื้อเวลาได้นานขึ้น “ เขาพึมพำ
“ โอสถรวมปราณ “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มเรียกโอสถรวมปราณออกมาแล้วกรอกเข้าปากหลายเม็ด
“ ครืนนน “ เมื่อฤทธิ์ของมันแผ่ออกทั่วกายาทำเอาชายหนุ่มสะท้าน
เขาเร่งควบรวมพลังปราณในตันเถียนเพื่อหลอมรวมดาราทั้งเก้าให้เป็นหนึ่ง
สามวันผ่าน
“ ตูมม “ ดาราสร้างกายาของชายหนุ่มระเบิดพลังออก
“ ครืนน “ แรงระเบิดของพลังปราณแผ่ออกเป็นวงกลมกว้างใหญ่
“ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ
เขามองในตันเถียนของเขาเวลานี้มิมีเนบิวล่าหลงเหลือแล้วเพราะถูกนำไปสร้างดาราสร้างกายาแล้ว
เขามองยังดาราสร้างกายาที่ใหญ่กว่าดาราสร้างวิญญาณถึงหนึ่งเท่าทำเอาเขาส่ายหน้าอย่างแรง เพราะนั่นมันหมายถึงพลังปราณที่ต้องสะสมมากขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว
“ มันช่างบ้ามาก ก่อนนี้กว่าจะได้แต่ละดาราก็ถือว่าเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว นี่ต้องเพิ่มปริมาณมากอีกเท่าตัว “ เขาพึมพำ
“ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่างแรง
ชายหนุ่มสลัดความคิดทิ้งไปแล้วกวาดตามองทั่วอาณาพร้อมกับส่งสัมผัสออกทั่ว เขาพยักหน้าช้าๆเมื่อสัมผัสของเขาคมชัดขึ้นแลยังไกลยิ่งกว่าเดิม
“ น่าจะรับรู้ได้ราวห้ากิโล “ เขาพึมพำ
“ ห้ากิโลกก็ไม่ใช่ใกล้ๆ มีเวลามากพอที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว “ เขาเอ่ย
“ ไป “ ปราบทะยานร่างออกจากเสาสูงแล้วเข้าตรวจสอบอาณาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มใช้เวลาไปทั้งวันในการตรวจสอบอาณา เขาพบว่าในระยะสามสิบกิโลเมตรนั้นไม่มีอสูรหลงเหลืออยู่เลย พวกมันถอยร่นไปอยู่ในระยะที่สามสิบห้ากิโลเมตรทั้งยังอยู่แบบกระจายตัวไม่ได้เกาะกลุ่มเช่นก่อน
ชายหนุ่มกลับยังเมืองแล้วเร่งทำรายงานส่งสำนักสิบสี่อย่างรวดเร็ว
“ ฉลอง “ ผู้กองร้องลั่น
ปราบเดินออกมาจากห้อง
“ ผู้กองฉลองอะไร “ ปราบเอ่ยถาม
“ เรื่องแรก ข้าจะได้ไปจากที่นี่แล้ว เรื่องสองที่เอ็งสามารถทะลวงขั้นพลังเป็นจอมยุทธสร้างกายาได้แล้ว “ ผู้กองเอ่ย
“ หึ หึ “ ปราบหัวเราะออก
และแล้วคืนแห่งความเมามายก็ได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มดื่มกินอย่างบ้าคลั่งทั้งร่ำร้องเพลงอย่างโหยหวน
เช้าอีกวันชายหนุ่มสลัดความเมาออกไป แลเข้าอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายสดชื่นหลังจากแล้วเสร็จเขาออกจากห้อง
“ เอ๋ “ ชายหนุ่มให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเขาพบพานเข้ากับยานของศูนย์ขอนแก่น
“ มาทำไม “ เขาพึมพำ
เขาเรียกทหารคนหนึ่งเข้ามาสอบถาม
“ ศูนย์ขอนแก่นจะนำเขาของมันไปแล้ว “ ทหารเอ่ย
“ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ
เขาเร่งเข้าไปดูแลความเรียบร้อยในทันใด เพราะการเคลื่อนย้ายพลังงานที่มากมายขนาดนี้มันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้
ชายหนุ่มเข้ามาถึงยังชั้นวิจัย เขามองยังคนของศูนย์ขอนแก่นแล้วให้สงสัย
“ คนพวกนี้ทำไมมีจิตสังหารเกินกว่าที่จะเป็นนักวิจัย “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังลานกว้างที่วางร่างของอสูรห้าเขา
ชายหนุ่มปิดประตูแลลั่นดาลไว้แน่นหนา แล้วเดินไปถอนปลั๊กเลื่อยไฟฟ้าออก
“ ใครถอดปลั๊ก “ ชายวัยกลางคนร้องลั่น
“ ผมเอง “ ปราบเอ่ย
“ มึงคิดว่ามึงดังแล้วมึงจะทำอะไรก็ได้ว่างั้นเถอะ “ ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าหา
“ ศูนย์ขอนแก่นเขาไม่ได้บอกหรือว่าเวลาพบเจอนักล่าต้องทำยังไง “ ปราบเอ่ย
ชายหนุ่มที่อยู่ต่อหน้าพลันคิ้วขมวด “ มึงพูดอะไร “ เขาเอ่ย
“ หึ “ ปราบยิ้มออก
“ เขาบอกว่าให้คุกเข่ากราบกรานเสีย “ ปราบเอ่ย
“ ไอ้สัตว์ “ ชายหนุ่มร้องตะโกนลั่น
“ อ่อค “ เขาพลันกระอักเลือดออกในทันใดเมื่อความดันเลือดสูงขึ้น
“ มึงคงแดกไปเยอะสินะเลือดอสูรน่ะ “ ปราบเอ่ย
เขาวาดมือออก “ วู๊มม “ มวลอากาศรายรอบร่างของชายหนุ่มพลันไหวกระเพื่อม
“ วิ้ง “ พลันปรากฏเชือกดารารวบรัดร่างของเขาไว้
“ ไอ้สัตว์ ปล่อยกู “ ชายหนุ่มน้องลั่น
“ พูดไม่เพราะเลย อย่างนี้เสียชื่อของศูนย์ขอนแก่นหมด “ ปราบเอ่ย
กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบเดินเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับระเบิดจิตสังหารออกในทันใด
“ ผมจำได้ว่าที่ศูนย์ขอนแก่นนั้นไม่มีคนที่มีจิตสังหารแบบนี้สักคน “ ปราบเอ่ย
“ ครืนน “ ชายหนุ่มแผดจิตสังหารสวนกลับ
“ อ้ากก “ ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกรีดร้องลั่นแลทิ้งร่างลงแทบพื้นแล้วดีดดิ้นอย่างทรมาน
ผอ.ศูนย์เร่งวาดมือสร้างเชือกดาราผนึกชายกลุ่มนั้นไว้
“ ส่วนมึง “ ชายหนุ่มชี้หน้าชายวัยกลางคน
“ ไอ้สัตว์ “ เขาร้องลั่นแล้ววาดมือเรียกปืนเลเซอร์ออกมา
“ ตูมม “ นิ้วชี้ของเขายังมิทันที่จะแตะยังไกปืนปืนเลเซอร์ก็ได้ระเบิด
“ อ้ากก “ ชายผู้นั้นกรีดร้องลั่นเมื่อมือทั้งข้างของเขาขาดออกเพราะแรงระเบิด ทั้งร่างของเขายังเป็นรูพรุนจากแรงระเบิด
เหล่านักวิจัยต่างเข้ามาผนึกร่างของเขาในทันใด
“ ปราบเอ็งรู้ได้ยังไง ว่าพวกมันไม่ได้มาจากศูนย์ขอนแก่น “ ผอ.ศูนย์เอ่ยถาม
“ พวกมันมีจิตสังหารที่เหนือกว่าคนทั่วไป มันเป็นจิตสังหารของนักฆ่า ผมก็มี “ ปราบเอ่ย
“ มันมาจากไหนรึจิตสังหาร “ ผอ.ศูนย์เอ่ยถาม
“ ท่านผอ. เพียงฆ่าให้มากจิตสังหารก็จะปรากฏเอง “ ปราบเอ่ย
“ อืม “ ผอ.ศูนย์พยักหน้า
“ ทำไมถึงปล่อยมันเข้ามาได้ไม่มีการตรวจสอบอะไรเลยหรือ “ ปราบเอ่ยถาม
“ พวกมันมีเอกสารครบถ้วนทั้งพวกเราก็สอบถามไปยังศูนย์ขอนแก่นแล้วว่าให้ทำการเคลื่อนย้ายเขาของอสูรระดับเจ็ด “ นักวิจัยสาวเอ่ย
“ พวกมันแทรกซึมเข้าสู่องค์กรแล้วรึ “ ปราบเอ่ย
“ อันตรายยิ่งนัก “ เขาพึมพำ
“ ลองตรวจดูว่าคำสั่งนั้นยังอยู่รึไม่ “ ปราบเอ่ย
“ ได้ “ นักวิจัยสาวพยักหน้าแล้วเข้าสู่คอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว
“ ไม่มีแล้ว “ นางเอ่ย
“ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่างแรง
“ งานนี้เห็นทีมีความผิดกันทั้งกระบิ “ เขาเอ่ย
“ ปราบ ทำอะไรสักหน่อย ทุกคนไม่อยากติดคุก “ ผอ.ศูนย์เอ่ย
“ ก็แค่ไม่ต้องรายงาน “ ปราบเอ่ย
“ เอ็งแน่ใจ “ ผอ.ศูนย์เอ่ย
“ หากถูกจี้มากก็บอกไปเลยว่าผมกำลังสืบอยู่ว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้ “ ปราบเอ่ย
“ ได้ “ เหล่านักวิจัยต่างพยักหน้า
“ แล้วจะทำยังไงกับคนเหล่านี้ “ ผอ.ศูนย์เอ่ย
ชายหนุ่มยิ้มออกแล้วเก็บร่างของพวกมันลงไป “ ผมจะรีดข้อมูลจากพวกมันเอง “ ปราบเอ่ย
“ รบกวนแล้ว “ ผอ.ศูนย์เอ่ย
“ ไม่มีปัญหา “ เขาเอ่ย
ชายหนุ่มทะยานร่างออกจากศูนย์วิจัย
เมื่อเขาขึ้นมาเขาพลันพบว่ายานที่จอดอยู่ได้จากไปแล้ว
“ ผู้กอง “ ปราบร้องลั่น
เขาเร่งวิ่งไปยังร่างที่แข็งทื่อของผู้กอง
ปราบมองหน้าของผู้กองแล้วคิ้วขมวดในทันใด เพราะดวงตาของเขานั้นเหม่อลอย
“ ผู้กอง “ ชายหนุ่มร้องลั่นต่อหน้าของเขา
“ อะ “ ผู้กองร้องออก
“ ไอ้สัตว์ “ ผู้กองร้องลั่น
“ พวกมันไปแล้วรึ “ ปราบเอ่ยถาม
“ ใช่ “ ผู้กองพยักหน้าช้าๆ
“ ข้างล่างเป็นยังไง เอ็งจัดการได้รึไม่ “ ผู้กองเอ่ย
“ เรียบร้อย “ เขาเอ่ย